ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 ใจร้าย

ชื่อตอน : บทที่ 1 ใจร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2563 10:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ใจร้าย
แบบอักษร

“คุณเคยรักใครสักคนมากพอที่จะเสียสละให้เขาทุกอย่างหรือเปล่า แม้ว่าสิ่งที่เสียสละไป เขาอาจจะไม่รับรู้หรืออาจจะไม่ต้องการ แต่คุณก็ยังทำมัน...ทำโดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ขอแค่ได้เห็นเขามีความสุข แม้ตัวเองจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม มันอาจจะดูโง่ แต่สิ่งที่คนอื่นมองว่าโง่ทว่ามันคือความสุขของคุณต่างหาก”

 

ในคืนที่จันทราทอประกายสว่างไสวจนไม่อาจมองเห็นดวงดาราน้อยๆที่คอยเคียงข้าง เสมือนเขาและเธอ ในขณะที่เขาเจิดจรัสในสายตาคนอื่นๆ ทว่าเธอเป็นได้แค่เพียงแสงเทียนรำไรที่แทบจะดับลงทุกเมื่อ หากถูกสายลมพัดผ่าน แต่เธอก็ยังพยายามเปล่งแสงอันน้อยนิดนั้นให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ หวังเพียงว่าสักวันเขาคนนั้นจะหันมาสนใจเทียนเล่มนี้สักครั้งในวันที่ไร้ซึ่งแสงไฟนีออน แม้มันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆแต่เธอก็สุขใจ

กลิ่นหอมๆของดอกมะลิในยามค่ำคืนมันช่างชวนให้รู้สึกเหงาใจชอบกล สายลมเอื่อยๆพัดพาความหนาวเย็นแตะสัมผัสผิวลออ มือเล็กรีบดึงกระชับผ้าคลุมสีหวาน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

ดูเหมือนลมเย็นๆจะไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่เธอ เพราะเจ้าตัวเล็กบนตักปรียาวดีก็คล้ายจะขยับตัวเพื่อเข้าหาความอบอุ่นเช่นกัน มันคือสุนัขพันธุ์ชิสุสีขาวมีสีดำผสมอยู่ประปราย เจ้าตัวเปี๊ยกมีนามว่าหมั่นโถว มันเป็นสุนัขที่มารดาซื้อให้เธอในวันเกิดครบรอบห้าขวบและเป็นงานวันเกิดครั้งสุดท้ายที่มีแม่อยู่ร่วม ก่อนที่ท่านจะจากไปไกลแสนไกล สำหรับเธอเจ้าหมั่นโถวจึงกลายเป็นตัวแทนของมารดาไปโดยปริยาย สาเหตุที่มันชื่อหมั่นโถวเพราะมันคืออาหารฝีมือแม่ที่เธอชอบที่สุด ทว่าตอนนี้เธอนั้นไม่มีสิทธิ์ได้ทานมันอีกแล้ว มันอาจจะมีขายอยู่ทั่วไปแต่มันก็ไม่เทียบกันไม่ได้อยู่ดี

ปลายปากกาหมึกซึมสีดำจรดเขียนตัวอักษรสละสลวย บ่งบอกว่าหญิงสาวนั้นฝึกฝนอย่างหนักกว่าจะได้มา หล่อนใช้เวลาในการเขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันราวๆครึ่งชั่วโมง แล้วจะใช้เวลาที่เหลือก่อนเข้านอนดื่มด่ำกับค่ำคืนที่ดำเนินไปเรื่อยๆเหมือนทุกๆวัน ทุกๆวันที่วงโคจรของชีวิตยังวนอยู่ที่เดิมซ้ำๆกับความรู้สึกเก่าๆ

ตื่นเช้า ทำอาหาร ทำงาน กลับบ้าน นั่งเล่นกับผู้เป็นย่าแล้วก็เจ้าหมั่นโถว ปิดท้ายด้วยการเขียนบันทึกประจำวันและเข้านอน วนไปมาอยู่อย่างนั้น ยากที่จะมีอะไรแทรกเข้ามาเป็นช่วงเวลาพิเศษของชีวิต เพราะหัวใจที่มันไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับใครสักคน ด้วยว่าในนั้นมันมีเขาคนนั้นอยู่เต็มอก

หม่อมราชวงศ์อนุทัต ปัทมธาดา ชายหนุ่มท่าทางสุขุมและอบอุ่น ทว่าเพราะเขาและเธออยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากเส้นขนาน ปรียาวดีจึงไม่อาจคิดอะไรที่ผิดศีลธรรมเช่นนั้นอีก ทำได้แค่เพียงเก็บมันไว้เงียบๆในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ...ว่าเขาคือพี่เขย ส่วนเธอก็เป็นได้แค่น้องเมีย สถานะที่ไม่ต่างอะไรจากดวงจันทร์และพระอาทิตย์ ต่อให้จะผ่านไปกี่ร้อยกี่ล้านปี ทั้งสองก็ไม่อาจเคลื่อนตัวมาบรรจบกัน หากดวงใดดวงหนึ่งปรากฏบนฟากฟ้าอีกดวงก็ต้องหายไป

เข็มนาฬิกายังคงทำหน้าที่ของมันไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ปรียาวดีก็ยังไม่เคลื่อนไหวออกจากจุดเดิม นิ้วเรียวค่อยๆเปิดสมุดไปยังหน้าที่คล้ายจะมีบางอย่างแทรกอยู่ สิ่งนั้นคือดอกไม้ขนาดเล็กสีน้ำเงินอมม่วง คงจะนานพอควรที่มันหลับใหลอยู่ภายในสมุดเล่มหนา ดูได้จากกลีบดอกและก้านที่แห้งกรอบ แต่มันยังคงความสวยไม่จางหาย ดอกไม้ชนิดนี้มีนามว่าฟอร์เก็ตมีน็อต ความหมายที่ชวนให้หัวใจเศร้าหมอง

...อย่าลืมฉัน...

ปรียาวดีลูบสัมผัสเบาๆบนดอกไม้ก่อนจะวางมันลงที่เดิม พร้อมรอยยิ้มมุมปากทั้งสองข้าง ทว่าแววตากลับไม่ได้ยิ้มตาม

สมุดที่เปิดออกในคราแรกถูกปิดเก็บพร้อมดึงเชือกรัดไว้เช่นเดิม

ร่างอรชรเดินหายเข้าไปภายในตัวห้อง ก่อนที่แสงสว่างจากหลอดไฟจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสนิท พร้อมกับหญิงสาวนามว่าปรียาวดีที่ตรงดิ่งสู่ภวังค์ของนิทรา ข้างกายใต้ผ้าห่มนั้นมีเจ้าสุนัขตัวเล็กนอนม้วนตัวราวกับลูกบอลขนาดจิ๋ว การหลับใหลในทุกวันเป็นเพียงแค่การพักสายตา พักสมอง เพื่อตื่นขึ้นมาพบเจอกับเรื่องราวต่างๆในเช้าวันใหม่ ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกไปจากเมื่อวานเลยสักนิด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในทุกๆวันเห็นจะมีเพียงแค่หน้าตาของคนไข้ที่มาหาหล่อนกระมัง

 

กลิ่นกะทิหอมๆลอยละล่องไปตามห้วงอากาศเสมือนทุกๆเช้าของบ้านอัครเมธี ภายในครัวที่ดูวุ่นวายปรากฏเป็นร่างต่างวัยของเหล่าคนใช้และหญิงชราที่ดูแข็งแรงดี หากมองเพียงแค่ภายนอก ด้วยว่าอายุที่แตะเลขเจ็ดกว่าๆทำให้นางเริ่มหลงลืมอยู่บ่อยๆ นั้นคืออีกสิ่งที่ปรียาวดีกังวล หากวันใดที่ผู้เป็นย่าลืมหลานสาวคนนี้ ในวันนั้นหัวใจเธอคงแหลกละเอียดยิ่งกว่าเม็ดทราย เพราะครอบครัวของเธอที่เหลืออยู่ก็มีเพียงแค่ผู้เป็นย่าและเจ้าหมั่นโถว แก้วตาดวงใจทั้งสองของเธอ ทั้งคู่คือกำลังใจที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆในแต่ละวัน หากวันใดไร้เงาของทั้งสอง เธอไม่รู้เลยว่าจะทำเช่นไร

ย่าผู้เปรียบดั่งแสงสว่างและลมหายใจ

เจ้าหมั่นโถวก็เปรียบดั่งนาฬิกาปลุกในยามเช้า รอยยิ้ม ความสุข ความสบายใจและเป็นเสมือนไกด์นำทาง ด้วยว่ามันจะวิ่งนำหน้าหล่อนประจำ เมื่อยามใดที่ประตูห้องเปิดออก เพื่อตรงดิ่งมายังห้องครัวในทุกๆเช้า สถานที่ที่เปรียบเหมือนสวรรค์ของสุนัขรักการกินอย่างเจ้าหมั่นโถว

หากขาดใครไปสักคนชีวิตของปรียาวดีคงเหมือนคนที่เดินหลงทาง

แขนเรียวโอบกอดร่างท้วมก่อนจะหอมแก้มเหี่ยวย่นฟอดใหญ่ ฝ่ามืออบอุ่นลูบหัวหลานสาวอย่างนึกเอ็นดู ก่อนจะก้มลงไปแตะสัมผัสหัวน้อยๆของเจ้าตัวเล็กประจำบ้านที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นราวกับกุลสตรีไทยแต่ว่ามันคือสุนัขตัวผู้นี่สิ สมแล้วที่เป็นสุนัขของบ้านข้าหลวงเก่าในวัง เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้

"หือ...มัสมั่นไก่ของโปรดหนูนี่คะ คุณย่ารู้ใจหนูตลอดเลย อย่างนี้ต้องหอมอีกฟอด"ว่าจบก็หอมแก้มอีกข้างของผู้เป็นย่าจนหนำใจ ผู้คนที่ได้มองต่างฉีกยิ้มเอ็นดูกับท่าทางทะเล้นๆของคุณหนู เจ้าของฉายารอยยิ้มและเสียงหัวเราะประจำบ้าน แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นเธอต้องแบกรับอะไรไว้ในใจบ้าง

"แก้มย่าช้ำหมดแล้ว แม่ตัวดี"ปรียาวดีขำคิกกับคำเปรียบเปรยของภัควิมลผู้เป็นย่า ก่อนจะปลีกตัวไปช่วยคนอื่นๆจัดแจ้งส่วนประกอบของเมนูต่างๆอย่างเช่นที่ทำทุกวันก่อนจะออกไปทำงาน ส่วนข้างๆกายก็ยังคงเป็นเจ้าหมั่นโถวที่นั่งซบไม่ยอมห่าง

 

ร่างระหงในชุดกาวน์สีขาวพลอยขับให้ผิวนวลน่ามองยิ่งขึ้น หล่อนเดินเข้ามาในโรงพยาบาลได้ไม่กี่ก้าวเท้าก็ต้องชะงักนิ่งอยู่กับที่ ราวกับว่าโลกนั้นคล้ายจะหยุดหมุน

สายตาเย็นชาเหลือบมองมาที่เธอก่อนจะทำเหมือนว่าปรียาวดีเป็นเพียงอากาศ

เวลาเกือบสองปีหลังเรียนจบและเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลปัทมธาดา มันทำให้เธอได้เจอเขาบ่อยกว่าแต่ก่อน ทว่าสิ่งที่ได้รับมันคือความรู้สึกที่เหมือนว่าเขาจะออกไปไกลจากเธอกว่าเดิม

เธอไม่รู้ว่าเหตุใดอนุทัตถึงได้ทำเหมือนว่าเกลียดชังหล่อน ทั้งๆที่ไม่ได้สนิทกัน ไม่ได้รู้จักกันมากมาย แม้ว่าเขานั้นจะแต่งงานกับนลินพี่สาวต่างแม่ของปรียาวดีมาเกือบจะหกปีแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าทั้งสองจะเคยพบเจอกันบ่อยๆ เพราะความสัมพันธ์ของนลินกับปรียาวดีมันไม่ค่อยจะดีนัก ต่อให้ใครจะบอกว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เคยใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ในความรู้สึกของปรียาวดี นลินก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้า และสำหรับนลิน ปรียาวดีก็ไม่ต่างอะไรจากฝุ่นผงที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ

ด้วยว่าตั้งแต่เกิดคนที่เลี้ยงดูปรียาวดีมาคือภัควิมลผู้เป็นย่า ส่วนชนาเทพผู้เป็นบิดานั้นต่อให้มีก็เหมือนไม่มี เขาไม่ได้รักเธอ ไม่เคยเห็นเธอเป็นลูกด้วยซ้ำ เพราะคำครหามากมายที่ว่าปรียาวดีคือลูกชู้และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ปราณปรียา มารดาของปรียาวดีตรอมใจจนตายหลังจากคลอดหญิงสาวได้ไม่กี่ปีนั้นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้ แต่เพราะความสงสารเด็กน้อยและไม่เชื่อว่าลูกสะใภ้คนโปรดจะทำเช่นนั้นจริงๆแม้จะมีผลตรวจดีเอ็นเอยืนยัน ภัควิมลก็ยังเลี้ยงดูปรียาวดีมาอย่างถะนุถนอม ต่อให้ใครต่อใครจะบอกว่าหล่อนไม่ใช่หลานสาวของนางก็ตามที

ปรียาวดีสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเมื่อร่างโปร่งตรงหน้าคล้ายจะเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็แอบน้อยใจลึกๆทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์เมื่อยามใดที่เขาส่งสายตาเย็นชานั้นมาให้เธอ

ร่างบางที่หยุดนิ่งอยู่เมื่อครู่รีบเบี่ยงเท้าไปอีกทางเพื่อหลบหลีกการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ทั้งๆที่ใจจริงอยากจะฉีกยิ้มทักทายอย่างที่ทำกับเหล่าพยาบาลและแพทย์คนอื่นๆ แต่สำหรับอนุทัตเขาคือข้อยกเว้น เมื่อใดที่จำเป็นต้องพบเจอเขาจริงๆ ปรียาวดีก็จะทักทายตามมารยาทเพราะอย่างน้อยเขาก็คือรุ่นพี่และลูกเจ้าของโรงพยาบาล

หลังจากที่ปรียาวดีเข้าห้องทำงานของตัวเองไปได้ไม่นานนัก น้ำรินเพื่อนพยาบาลก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน คนที่กำลังอ่านเอกสารคนไข้ถึงกับสะดุ้งตกใจ

"มีอะไรแก?"

"มีอุบัติเหตุรถชน คนไข้เจ็บสาหัสเลยว่ะ"เพียงสิ้นประโยคนั้น สัญชาตญาณของแพทย์ก็ทำให้ปรียาวดีเร่งฝีเท้าตรงปรี่เข้าไปยังห้องฉุกเฉินในทันที ทว่าพอเห็นใบหน้าคนเจ็บชัดๆก็ทำให้หัวใจของคนที่พบเจอเรื่องแบบนี้จนเคยชินพลันกระตุกวาบไปด้วยความกลัว

"เอก..."ชื่อของเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่อนุบาลจนทำงานก็ยังอยู่ที่เดียวกัน ทว่าในตอนนี้นายแพทย์หนุ่มกลับเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นคนไข้เสียได้

มือเล็กเริ่มสั่นเทาเมื่อใครคนนั้นคือคนใกล้ชิด ด้วยว่าหน้าที่ที่ค้ำคออยู่จึงไม่อาจแสดงท่าทีหวาดกลัวได้อย่างชัดเจน ทั้งที่หัวใจนั้นเจ็บปวดเพียงใด

"อดทนไว้ก่อนนะเว้ย"เอ่ยบอกเพื่อน ดวงตาที่กะพริบส่งสัญญาณว่าเข้าใจของเอกภพพลอยให้ปรียาวดีรู้ว่าเพื่อนยังพอมีสติอยู่บ้าง

ไม่นานนักร่างของเอกภพก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดด้วยว่ากระดูกซี่โครงที่หักเกือบจะทิ่มอวัยวะสำคัญ

แพทย์ผู้ผ่าตัดในครั้งนี้คืออนุทัตและแพทย์ผู้ช่วยก็คือปรียาวดี แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผ่าตัดร่วมกันทว่ามันคือครั้งแรกของปรียาวดีที่ต้องรักษาชีวิตของคนใกล้ชิด ท่าทางของเธอในครั้งนี้จึงดูแปลกไป ดีที่ข้างๆยังพอมีน้ำรินคอยกระซิบบอกให้ใจเย็นๆ

การผ่าตัดผ่านพ้นไปไม่ถึงห้านาที ชายที่เปรียบเสมือนหัวหน้าทีมก็ต้องตวัดสายตาไม่พอใจมองบุคคลที่ได้สถานะเป็นผู้ช่วยในวันนี้ ด้วยว่าหล่อนดูวิตกอย่างเห็นได้ชัด มือไม้สั่นเทาจนเขาเริ่มหงุดหงิด

เป็นน้ำรินที่ต้องส่งสัญญาณตักเตือนเพื่อน จนปรียาวดีนั้นเริ่มรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำให้คนคนหนึ่งไม่พอใจ แต่เธอดันเผลอไปสบเข้ากับสายตาน่ากลัวของนายแพทย์หนุ่ม ปรียาวดีรู้ตัวว่าตนนั้นผิดจึงรีบเก็บความรู้สึกกลัวเอาไว้ในใจ แล้วทำหน้าที่ตรงหน้าต่อให้ดีที่สุด

การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี ในขณะที่ปรียาวดีกำลังเดินออกจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทีเหนื่อยล้าจากการที่ต้องใช้พลังงานพอควร เหมือนจะมากกว่าทุกครั้งที่เข้าห้องๆนั้นด้วยซ้ำ คงเพราะว่าครั้งนี้คนไข้คือเพื่อนสนิทกระมัง มันเลยเกร็งเป็นพิเศษ

เท้าที่ก้าวพ้นขอบประตูได้แค่ไม่กี่ก้าวพลันหยุดชะงักก่อนจะมองคนตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น พร้อมหลุบตาต่ำมองพื้นไม่กล้าที่จะมองเขาตรงๆ ก้าวเท้าหลบคนที่ยืนขวางหมายจะรีบหนีแววตามัจจุราชคู่นั้น

"เดี๋ยว!"แม้เขาไม่ได้เปล่งเสียงจนดังแต่มันทุ้มต่ำจนน่ากลัว

"ขะ...คะ?"

"เธออยากเป็นหมอเพราะอะไร?"ปรียาวดีไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามเช่นนั้น

คำถามนั้นมันมีคำตอบ แต่ปรียาวดีตอบไม่ได้ จะให้เธอตอบว่าเพราะเขางั้นหรือ อนุทัตคงจะมองเธอว่าตัวประหลาด

"เงียบทำไม ฉันถามทำไมไม่ตอบ!"ร่างบางสะดุ้งตกใจเมื่อถูกตะคอกใส่ เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาน่ากลัวขนาดนี้

"ฉะ...ฉัน..."ปกติที่เป็นคนพูดเก่งทว่าพอถูกตวาดกลับใบ้กินซะงั้น

มือเล็กกำประสานกันด้วยความกลัว เธอกลัวคนตรงหน้า เขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากราชสีห์ ส่วนเธอก็เป็นเพียงแค่หนูตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่าคราใดจะถูกกรงเล็บของเขาตะครุบจนแหลกละเอียด

"การจะเป็นหมอ เธอต้องรู้สึกอยากจะเป็นจริงๆไม่ใช่ว่าตามเพื่อนมาหรือเพราะเส้นสาย ถ้าเธอทำทั้งสองอย่างนั้นเธอก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นหมอ"มันอาจจะใช่ที่ตอนแรกเธอเลือกเรียนหมอก็เพราะมีเขาเป็นต้นแบบ แต่พอนานๆไปเธอก็รู้สึกชอบขึ้นมาซะงั้น เธอรักในวิชาชีพนี้ แม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข

"ฉันไม่ได้ทำทั้งสองอย่างที่คุณหมอพูด เพราะฉันรักในอาชีพนี้ ฉันเลือกทำมันจากความรู้สึกจริงๆของฉัน ฉันอยากเป็นหมอ อยากรักษาคนไข้ อยาก..."

"เหรอ งั้นก็ดี"แววตานิ่งเรียบจรดมองมาที่เธอ มันไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่ยังคงความเย็นยะเยือกไว้เช่นเดิม

ดวงตาของหล่อนเริ่มร้อนผ่าวเมื่อรู้สึกกดดันจากคำพูดและแววตาของเขา หัวใจคล้ายจะหวิวๆอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

"จะบอกอะไรให้อีกอย่างนะ ถ้าคิดว่าตัวเองไม่พร้อมก็ให้คนที่เขาเป็นมืออาชีพกว่านี้ทำ ต่อให้คนที่เธอต้องรักษาจะเป็นพ่อหรือแม่ของเธอ เธอก็ห้ามรู้สึกกลัว เพราะนั้นมันหมายถึงชีวิตของคนไข้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็ถอดเสื้อกาวน์ทิ้งซะ"เขาทิ้งประโยคที่เจ็บปวดนั้นไว้กับความเงียบรอบๆตัวปรียาวดี

เธอรู้ว่าตัวเองผิดที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่เขาบอกเธอดีๆไม่ได้หรือ เหตุใดจึงต้องใช่วาจาและถ้อยคำที่รุนแรงเช่นนั้นด้วย ไม่รู้หรือไงว่าคนฟังนั้นอดทนแค่ไหนกับความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญ นี่สินะที่ใครๆก็ต่างขนานนามให้เขาว่ามัจจุราชของโรงพยาบาล ไม่คิดไม่ฝันว่าจะพบเจอกับตัวเองเข้าสักวัน

ปรียาวดีไม่ใช่คนที่อ่อนไหวกับอะไรแบบนี้ง่ายๆแต่เพราะว่าเป็นอนุทัตความรู้สึกเจ็บปวดจึงถาโถมไม่หยุดยั้ง

ทว่าลึกๆก็เข้าใจเขาดี หากหมอเริ่มรู้สึกประหม่าในขณะที่กำลังผ่าตัดคนไข้ ต่อให้มันจะแค่เสี้ยววินาที แต่นั้นอาจจะหมายถึงหนึ่งชีวิตที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

หลังจากที่อยู่เพียงลำพัง ร่างบางก็ทรุดตัวนั่งเก้าอี้พร้อมก้มหน้าลงบนฝ่ามือ เสียงสะอื้นดังลอดผ่านออกมาเบาๆ แต่ความเจ็บปวดไม่เบาตามเลยสักนิด มันหนักหน่วงเหลือเกิน เธอเลือกที่จะปลดปล่อยหยดน้ำตานั้นอย่างบ้าคลั่ง ดีที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่เช่นนั้นคงได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งประจำโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้

ใจร้าย คำที่ติดอยู่ในใจไม่จางหายแม้หยดน้ำตาคล้ายจะเหือดแห้งไปมากแล้วก็ตาม

ความคิดเห็น