email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 2 - ดวงดาวที่โคจรมาพบกัน [100%]

ชื่อตอน : Episode - 2 - ดวงดาวที่โคจรมาพบกัน [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Romance

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2563 11:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 2 - ดวงดาวที่โคจรมาพบกัน [100%]
แบบอักษร

 

วันต่อมา 

“แล้วไงต่อวะ สรุปพี่ศิลาจำแกได้ป่ะ โหยถ้ารู้ว่าเข้าเกทช้าอีกนิดแล้วเจอช็อตเด็ดขนาดนี้ฉันยอมตกเครื่องเลยอ่ะ” 

“ตอนแรกฉันก็ตกใจที่เขาเรียกชื่อฉันออกมา แต่ประโยคถัดมาเขาทำให้ฉันอยากหัวเราะจนปอดโยก” 

“ทำไมวะ” 

คือจากเหตุการณ์เดิมที่พี่ศิลาดึงฉันเข้าไปใกล้ บอกตามตรงตอนนั้นสติหลุดไปเหมือนกัน ยิ่งถูกพี่เขาเรียกชื่อก็ยิ่งตกใจนึกว่าพี่เขาจำฉันได้ นึกว่าเกมแน่ๆ สุดท้ายเขาดันถามต่อว่า 

“คุณเป็นญาติกับณิรินหรือเปล่าครับ ผมเหมือนเห็นเธอในสายตาของคุณ” 

ฉันเปลี่ยนไปจนยัยแอมแปร์ยังงจำแทบไม่ได้ ถ้าเขาจำได้ก็คงเก่งเกิน 

ทำให้ฉันหายใจออกมาได้โล่งอีกรอบ ก่อนจะสะบัดแขนออกจากการรัดกุมของพี่ศิลา แล้วก็เตะขาเข้าไปเต็มแรงอีกที 

“โอ๊ย!” พี่ศิลาก้มไปลูบหน้าแข้งตัวเอง 

“มุกนี้มันเก่าไปแล้ว ไปหามุกอื่นมาจีบหญิงเถอะขอร้อง” 

“แต่ว่า...” 

“แล้วถ้ายังมาตามฉันมาอีกฉันจะเรียกการ์ดสนามบินมาลากคอคุณไปแน่ ไอ้โรคจิต!” 

ฉันเลยแกล้งพูดไปแบบนั้นให้เหมือนว่าเขาเป็นพวกโรคจิตตามจีบผู้หญิงไปซะเลย 

“แกนี่ก็ฉลาดว่ะ หาทางเอาตัวรอดเก่ง” 

“พอถึงสถานการณ์จริงๆ มันก็หาเรื่องไปเองอ่ะ หัวใจนี่เต้นแรงจนเกือบจะเป็นลมอยู่แล้ว” 

“แต่พี่ศิลาเขาเรียกชื่อแกขนาดนี้ ก็หมายความว่าพี่เขาไม่เคยลืมแกเหมือนกันนะเว้ย” 

“หุบปากไปเลย ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร ไม่มีทางอ่ะ” 

“มันไม่แปลกเหรอวะ อยู่ดีๆ ก็มาเจอกัน แถมเจอกันตั้งสองรอบ” 

“ไม่เห็นจะแปลกเลย” 

เออมันแปลก โคตรแปลกเลย แต่ใครจะพูดออกไปแบบนั้น 

“เออ ไม่แปลกก็ไม่แปลก แล้วเมื่อคืนนอนหลับไหม หรือว่ายังฝันร้ายอยู่?” 

“ก็...มีฝันแต่ไม่ใช่ฝันร้ายเหมือนทุกคืน แล้วก็กลับไปนอนต่อ” 

“ณิริน…” 

“ฉันรู้ว่าแกจะพูดอะไร” ก็คงจะบอกว่าเป็นเพราะพี่ศิลาอีกตามเคย แต่คือเรื่องนี้ก็ทำให้ฉันเก็บมาคิดไม่น้อย สองวันนี้ที่เราเจอกันทำให้ฉันหลับสนิททั้งสองคืนเลยจนบ่ายนี้ฉันนัดเจอกับคุณหมอที่ดูแลอาการเพื่อจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณหมอฟัง “ฉันมีนัดตอนบ่าย แค่นี้ก่อนนะ” 

“เออๆ ไว้คุยกันก็ได้ ฉันจะไปหาอะไรกินเหมือนกัน” 

  

รพ. ฮันซาน 

“หมายความว่ามีโอกาสสูงที่จะทำให้ณิรินหายจากอาการฝันร้ายเหรอคะคุณหมอ” 

หลังจากที่ฉันเล่าเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คุณหมอและคุณแม่ฟังพร้อมๆ กัน ก็ทำให้ทั้งสองปรึกษากันเป็นเรื่องเป็นราวด้วยสนใจ ซึ่งคุณแม่ฉันก็ดีใจนำไปแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะใช่หรือเปล่า 

“มันเป็นการสันนิษฐานครับ แต่สิ่งที่ผมมั่นใจคือคนไข้ยังไม่สามารถยอมรับและผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ อย่างทางด้านการบำบัดความคิดและพฤติกรรม เป็นจิตบำบัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนความคิด โดยการพูดคุยทางด้านความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและปรับทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ แต่จากคำตอบที่หมอได้ยิน คนไข้ยังหาเหตุผลในการหลบเลี่ยงหรือหลอกความรู้สึกตัวเองโดยการคิดไปในทิศทางอื่น” 

“เช่นที่บอกหมอว่าการนอนหลับสนิทอาจจะเพราะเหนื่อยที่เดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนมาหลายวัน ซึ่งตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาคนไข้ก็ออกกำลังกายหรือได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศมา แต่อาการก็ไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างตอนนี้” 

ก็อาจจะใช่เพราะช่วงแรกที่เกิดเรื่องฉันหลอกตัวเองว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร พอได้มาเกาหลีฉันก็ทำให้ตัวเองยุ่งๆ เพื่อให้ไม่นึกถึง ทำให้อาการมันเหมือนไม่ได้รักษาถูกจุด หรือไม่ได้จัดการกระบวนการคิดได้อย่างงถูกวิธีจนถึงตอนนี้ เพราะฉันเอาแต่หนีความจริงและไม่กล้ายอมรับมาตลอดว่าฉันยังลืมความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้ 

คุณหมอให้ฉันใส่สมาร์ตวอทช์ หรือนาฬิกาเพื่อวัดค่าต่างๆ ในร่างกายมาตลอดสามปีเช่นตรวจวัดการนอนหลับสนิทและการใช้ชีวิตประจำวันของฉันในการประเมินผลทุกเดือน ซึ่งรอบนี้ค่าที่นอนหลับสนิทต่างจากทุกรอบจนเป็นที่น่าพอใจ 

“ชั่วโมงการหลับสนิทมากกว่าทุกรอบตลอดสามปีที่ผ่านมาเลยนะครับ แต่อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันของคนไข้ช่วงสองวันนี้ก็ไม่ปกตินะครับ” 

“อันตรายเหรอคะคุณหมอ” 

“ไม่อันตรายหรอกครับ แต่มันบ่งบอกว่าคนไข้อาจจะยังไม่พร้อมเจอกับสิ่งกระตุ้นครับ” 

“คือตอนที่เจอพี่เขาลูกไม่ตั้งตัวค่ะ เลยตกใจไปหน่อยที่บังเอิญเจอ” 

“เช็กร่างกายเพิ่มเติมดีกว่าไหมณิรินแม่เป็นห่วง” 

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะคุณแม่ ลูกโอเคแล้ว เพราะตอนที่เจอที่สนามบินก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนครั้งแรกที่เจอ” 

“แต่หมอคิดว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ เพราะตลอดเวลาที่รักษามาหมอยังไม่เคยเห็นหน้าสดใสของคนไข้เท่าวันนี้เลย” 

“คงน่าจะเพราะได้นอนเต็มที่สองวันนี่แหละค่ะคุณหมอ เลยรู้สึกสดใสขึ้น” 

“ครับ คนไข้อยากทดลองการรักษาโดยการเผชิญหน้าหรือเปล่าครับ ถ้าหากต้องการทางเราจะให้ทดสอบกับระบบ3D ของทางโรงพยาบาลก่อนที่จะทดสอบโดยการไปเผชิญหน้าจริงๆ ได้ครับ” 

“ยังไงเหรอคะ” 

“ทางโรงพยาบาลจะจำลองเหตุการณ์ให้คนไข้ลองเจอกับคนที่ทำให้คนไข้ฝังใจครับ โดยผ่านระบบVirtual Reality หรือ VR คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจากจินตนาการ เช่น วิดีโอ ภาพ เสียง ผ่านระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยต้องใช้งานผ่านอุปกรณ์นำเข้าต่างๆ เช่น ถุงมือ เมาส์ แว่นตา เพื่อรับรู้ถึงแรงป้อนกลับจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ และทำให้เราสามารถตอบสนองกับสิ่งที่จำลองนั้นได้ เพียงแค่คนไข้มีรูปหรือคลิปของเขาทางโซเชียลมาให้ทางไอทีของโรงพยาบาลก็จะสามารถดึงข้อมูลเหล่านั้นเข้าที่เจ้า VR เพื่อนำมาทดสอบกับคนไข้ได้แล้วครับ” 

“VR นี่ที่เป็นเครื่องเกมของวัยรุ่นใช่ไหมคะ” ฉันเห็นตอนนี้เป็นที่นิยมของพวกวัยรุ่นมาก ที่เล่นเกมจากที่ครอบหัวสวมปิดตาแล้วมันก็เหมือนเห็นภาพจริงปรากฏในแว่นตาอัจฉริยะนั้น 

“ใช่ครับ ระบบของมันใช้ในการศึกษา ทางการแพทย์ และเล่นเกมได้ครับ” 

“น่าสนใจนะลูก เราจะได้รู้ไงว่าถ้าเกิดณิรินเผชิญหน้าเขาอีกจะเป็นยังไง และถ้าผลการทดลองผ่านไปด้วยดี เราก็อาจจะมีหนทางทำให้อาการหายจากโรคนี้ได้นะลูก” 

“ณิรินอยากทดสอบค่ะ” 

หลังจากออกมาจากโรงพยาบาล คุณแม่ก็โทรปรึกษากับลุงหมอที่ไทยเป็นเรื่องเป็นราวตลอดทางกลับบ้าน ซึ่งฉันก็คุยกับยัยแอมแปร์เพื่อขอข้อมูลโซเชียลของพี่ศิลาเพื่อส่งให้ทางโรงพยาบาลได้ทำข้อมูลเพื่อให้ฉันได้เข้าทดสอบ 

“กลับมาแล้วเหรอแม่ลูก วันนี้ไปพบคุณหมอเป็นยังไงบ้างลูก” 

“มีข่าวดีค่ะคุณ ลูกสาวเรานอนหลับสนิทมาสองคืนแล้ว” 

“จริงเหรอลูก เพราะแอมแปร์มาเหรอทำให้ลูกหลับสนิท แบบนี้พ่อจะได้ออกค่าตั๋วให้แอมแปร์บินมาหาลูกทุกอาทิตย์เลยดีไหม” 

“ไม่ใช่ค่ะคุณ แต่เพราะว่าลูกสาวเราไปเจอนายศิลามา” 

“บังเอิญน่ะค่ะ!” คุณพ่อทำหน้าตกใจฉันเลยเดินเข้ามาอ้อน “ไม่มีอะไรนอกจากนั้น” 

“นายศิลาจำลูกได้หรือเปล่า” 

“ไม่ค่ะ” 

“แต่ทั้งสองคืนนั้นก็ทำให้ลูกสาวเราหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นในรอบสามปี” 

“เป็นไปได้ยังไง” 

“เป็นไปได้นะคะคุณเพราะฉันปรึกษาคุณหมอยอนฮวากับพี่หมอแล้ว มันเคยเกิดเคสแบบนี้มาก่อน ทั้งสองคนพูดเหมือนกันว่าการกลับไปเผชิญหน้าจากสิ่งที่ทำให้เกิดบาดแผลในจิตใจจะสามารถทำให้คนไข้ก้าวผ่านความรู้สึกแย่ๆ ตอนนั้นและสามารถมูฟออนจนใช้ชีวิตต่อไปได้เป็นปกติ ซึ่งลูกก็เห็นด้วยแล้วก็จะทำการทดลองกับคุณหมออาทิตย์หน้าด้วยค่ะ” คุณแม่เล่าการทดลองการเครื่องVRให้คุณพ่อฟัง ซึ่งคุณพ่อก็รับฟังอย่างตั้งใจ 

“แต่ก็ยังไม่การันตีว่าจะหายกับทุกคนนะคะ” ฉันเสริม 

“แต่แม่ว่าที่ลูกนอนหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันก็ค่อนข้างการันตีได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วนะลูก” 

“คุณพูดเหมือนว่าอยากให้ลูกเรากลับไปเจอกับนายศิลาอะไรนั่นเลย” 

“ก็การที่ต้องตื่นมาเห็นลูกตัวเองนอนฝันร้ายร้องไห้เกือบทุกคืนมาตลอดสามปี ทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันเจ็บปวดแทนลูกอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเกิดว่ามีทางไหนที่จะรักษาลูกเราให้หายเป็นปกติได้ฉันก็จะทำ” 

“แต่คุณก็ต้องปรึกษากับเจ้าตัวก่อนนะ ว่าเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาต้องก้าวข้ามผ่านไปหรือเปล่า” 

“อย่าเพิ่งคิดไปไกลเลยค่ะ รอดูผลที่ลูกเข้าทดสอบก่อนดีกว่า” 

“แม่เชื่อว่าลูกเองก็อยากหายจากอาการนี้มากกว่าใคร ตลอดสามปีแม่รู้ว่าลูกเจ็บปวด และสู้กับโรคนี้มาตลอด แล้วแม่ก็อยากเห็นรอยยิ้มที่สดใสของลูกสาวแม่คนเดิมกลับมาสักที” 

หลังจากช่วงเย็นฉันก็หมกตัวอยู่ในห้อง ทำใจอยู่พักใหญ่เกิดเปิดดูโซเชียลของพี่ศิลา ขนาดแค่เปิดดูเฟซบุ๊กกับไอจีก็ทำให้ฉันรู้ประหม่าอย่างบอกไม่ถูก 

พี่ศิลายังคงดูเหมือนเดิม ไม่สิ ดูดีกว่าตอนนั้นนิดหน่อย ยังชอบเล่นกีฬา และดนตรีเหมือนเดิม 

พอก่อน ฉันเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง และเหมือนจะแพนิคหน่อยๆ ก็เลยปิดข้อมูลเหล่านั้นและส่งไปที่อีเมลที่คุณหมอแจ้งไว้ คุณหมอก็บอกแล้วว่าการทดสอบครั้งนี้ควรมีแพทย์คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด 

“ใจเย็นณิริน คอยเป็นคอยไป” 

ฉันสูดลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา ความจริงฉันมีเฟซบุ๊กที่สมัครไว้เพื่อทำเพจลับๆ ของตัวเอง คือฉันเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก พอย้ายมาอยู่เกาหลีและประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับ ฉันเลยสร้างเพจนี้ขึ้นเพื่อรีวิวชีวิตตัวเอง พร้อมกับหยิบหนังที่ตรงกับเรื่องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนในโลกโซเชียล หยิบประโยคในหนังหรือประโยคที่ที่คิดว่าตรงกับชีวิตมาพูดจนถูกจริตคนในโลกออนไลน์จนมีผู้ติดตามมากมายหลายแสนคน 

เพจของฉันชื่อว่า Movie on Time เป็นเพจที่ลงเรื่องราวต่างๆ ทั่วไปที่มีผลต่อความรู้สึกตามวันต่างๆ เริ่มต้นจากการหาแรงบันดาลใจลดน้ำหนัก วิธีการปรับเปลี่ยนการคิดให้ไม่จมปลักจากเรื่องเดิมๆ การใช้ชีวิตให้ดีขึ้น เรื่องความรักทั้งดีและร้าย ฉันก็จะเอามาเขียนรีวิวพร้อมกับหาหนังที่เข้ากับเรื่องราว หรือบางครั้งอาจจะไม่ใช่หนังแต่เป็นเพลง ซีรีส์ เพื่อมาสร้างแรงบันดาลใจให้คนมีแรงใจมากขึ้น และถ้าหากว่าฉันเป็นคนที่พวกเขาไว้ใจเขามาคุยหรือปรึกษามันคือเรื่องที่ฉันมีความสุขมากที่ได้แบ่งเบาความรู้สึกแย่ๆ นั้นออกมาจากพวกเขาได้ 

เพราะฉันรู้ดีว่าเรื่องบางเรื่องที่ฉันเองไม่กล้าเราให้คนรู้จักหรือคนสนิทฟัง บางเวลาฉันอยากเล่าเรื่องให้คนไม่รู้จักฉันเลยฟังแทน คนที่ไม่ต้องมาเครียดหากรู้เรื่องราวบางอย่างในชีวิตของฉัน และโชคดีที่เพจของฉันมีคนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเยอะแยะเลย ตอนนี้ไม่ใช่แค่ฉันที่คอยตอบแต่บางคนในกลุ่มก็คอยช่วยเหลือดูแลกันเหมือนครอบครัวที่น่ารัก

ไม่เคยมีใครรู้ว่าเจ้าของเพจคือฉัน เพราะมีรายการจากประเทศไทยติดต่อมาตลอดขอสัมภาษณ์และขอให้ฉันไปร่วมรายการพูดคุยกันสดๆ ฉันก็ต้องปฏิเสธไปหมดเพราะไม่อยากเปิดเผยตัวตน และให้เราเป็นคนไม่รู้จักกันที่สบายใจจะเล่าเรื่องให้กันฟังดีกว่า

 

เวลา 00.00น. 

‘จิตใจคือสิ่งที่บอบบางที่สุดในร่างกาย หากเมื่อใดที่ถูกทำลาย หรือทำร้ายให้มันมีแผลมันก็ไม่สามารถจะทำให้มันลืมเรื่องราวเหล่านั้นได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามหลอกตัวเองแค่ไหนสุดท้ายมันก็อาจจะเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนในทุกค่ำคืน ทุกคนล้วนแต่ผ่านการเจ็บปวดจากบางเหตุการณ์ในชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าใครที่จะเก็บแผลเป็นนั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มที่สดใสหรือเผยออกมาผ่านทางการกระทำ’  

‘วันนี้แอดมินรินข้อแนะนำหนังเรื่อง Maleficent เรื่องราวของตัวร้ายจากภาพยนตร์แอนิเมชันของค่ายดิสนีย์เรื่อง "เจ้าหญิงนิทรา" เรื่องราวของหญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามและจิตใจอันบริสุทธิ์ ชื่อว่า มาเลฟิเซนท์ ซึ่งเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุขและเติบโตขึ้นมาในอาณาจักรที่ลึกลับในป่า จนกระทั่งได้มีกองทัพบุกเข้ามารุกรานดินแดนแห่งนี้ มาเลฟิเซนท์ได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้ปกป้องดินแดนของเธอ แต่แล้วเธอก็ต้องเจ็บปวดอย่างสาหัสกับการถูกทรยศ ซึ่งได้เปลี่ยนจิตใจอันบริสุทธิ์ให้กลายเป็นจิตใจอันแสนเย็นชา จากนั้นเธอใช้ชีวิตด้วยความคิดที่ต้องการแก้แค้น มาเลฟิเซนท์ ต้องเผชิญหน้ากับการห้ำหั่นกับผู้วิเศษของพระราชาที่มาบุกรุก ท้ายที่สุดก็ได้ทิ้งคำสาปไปสู่ลูกของพระราชาที่เพิ่งลืมตาดูโลกที่ชื่อ ออโรร่า เมื่อเด็กสาวได้เติบโตขึ้น มาเลฟิเซนท์ ก็รู้ว่าออโรร่าคือส่วนสำคัญที่จะนำพาสันติมาสู่อาณาจักร’  

หลังจากที่ลงข้อความและรูปโปสเตอร์หนังแล้วฉันก็นั่งดูข้อความจากหลากหลายคนที่ส่งกลับมาอย่างรวดเร็ว 

Rabbit: ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เลยค่ะ ดีใจที่แอดมินรินยกมาเป็นหนังที่ถูกรีวิว 

รักนะแต่ไม่แสดงออก: น่าสนใจ ต้องไปหาดูแล้ว นี่ว่าตัวละครร้ายทุกตัวก็มีหัวใจนะ แต่อาจจะถูกทำร้ายจนทำให้มีปม 

Bee: แอดมินรินเคยคิดที่จะเอาคืนหรือกลับไปทำให้คนที่เราเสียใจเจ็บเหมือนที่เราเจ็บไหมคะ 

Me: @Bee ไม่ค่ะ เพราะหากยิ่งแค้น ใช้ความคิดวนเวียนหรือหมกมุ่นกับเรื่องเดิมจะยิ่งทำให้ชีวิตเราดิ่งลงค่ะ เลือกที่จะทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านั้นจะดีกว่านะคะ 

นางร้ายที่น่ารัก: นางร้ายบางตัวละครไม่ได้ร้ายเอง แต่เพราะถูกคนเลวมาทำร้ายจิตใจก่อน คืนนี้มีหนังดูแล้วก่อนนอน มาอัปบ่อยๆ นะคะ ติดตามจ้า 

Irin: ตอนเจอเรื่องที่ทำร้ายจิตใจ แอดมินรินทำยังไงให้ลุกออกมาจากความเสียใจได้คะ 

Me: @Irin เมื่อก่อนเคยหนีออกมาจากจุดเกิดเหตุเลยค่ะ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่การรักษาที่ดีเพราะมันยังคงฝันร้ายถึงเรื่องราวไม่จบสิ้น แต่ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้แอดมินรินอาจจะไม่หนีและจะปล่อยให้ความเสียใจทำหน้าที่ให้สุดๆ จนทำใจยอมรับกับทุกเหตุการณ์และอยู่กับปัจจุบันให้ได้ และจะให้ปัจจุบันพาเราออกห่างจากอดีตได้เองโดยที่เราไม่ต้องหนี ยังไงก็สู้ๆ นะคะ ขอให้ผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานไปให้ได้โดยเร็วจ้า 

หลายคอมเมนต์ถูกส่งมาทำให้ฉันสนุกที่ได้อ่านและตอบกลับไปบางอัน 

  

บ้านศิลา 

Sila Say: 

“ตกใจหมดยัยลิษา มานั่งทำอะไรมืดๆ ในครัว” 

“ลิษาหิว เลยมาหามาม่าทาน” 

“เที่ยงคืนกว่าแล้วเนี่ยนะ โซเดียมมันเยอะ กินแล้วตัวบวมนะยัยดารา” 

“ทำไม อ้วนแล้วไปหนักหัวใครไม่ทราบ คนอ้วนก็มีจิตใจป่ะ!” 

ยัยน้องสาวตัวแสบพูดเสร็จก็ก้มไปอ่านอะไรในไอแพดต่อ จนผมอดนึกถึงเด็กคนนึงในความทรงจำไม่ได้ พักนี้เธอมักเข้ามาอยู่ในหัวผมบ่อยๆ ตั้งแต่กลับจากเกาหลี 

“ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ” 

ก่อนหน้านี้ผมบังเอิญเจอคนคนนึงที่เกาหลี แล้วทำให้นึกถึงณิรินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

“เฮียพูดกับใคร แม่ซื้อ?” 

“เรื่องของเฮีย!” 

“มาบ่นคนอื่นอ้วนแล้วที่เฮียลงมาห้องครัวดึกๆ ดื่นๆ คือมาออกกำลังกายถูกไหม?” 

“ไม่กวนกลับสักเรื่องมันจะตายไหม!” ผมผลักหัวน้องสาวออกแล้วดึงชามมาม่ามากินเอง แต่คนข้างๆ ก็ดูไม่สนใจที่ผมแกล้งแล้วตั้งใจอ่านอะไรอยู่นานสองนานจนผมสงสัย 

“นี่อย่าบอกนะว่าแกก็เป็นแฟนคลับเพจ Movie on Time ด้วย” 

“หน้าอย่างเฮียรู้จักเพจนี้ด้วยเหรอ”

“โห สาวๆ ที่คุยด้วยเอาแต่เล่าให้ฟังอยู่ได้ แต่เฮียว่าแอดมินโลกสวยเกิน”

“ใครมันจะเลวเหมือนเฮียล่ะ!”

“ศลิษา!” ผมเรียกชื่อเต็มของยัยน้องปากเสียเป็นเชิงว่าลามปาม

“หมายถึง...ใครจะมีมุมลึกลับเหมือนเฮียล่ะ แต่แอดมินรินน่ารักจะตายลิษาเลิฟ”

“ได้ยินว่าแอดมินเป็นโรคนอนไม่หลับ ก็เลยชอบดูหนังแล้วเอามารีวิว หาเรื่องคุยกับคนในโลกออนไลน์แก้ปมไม่ใช่ไง ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้นไหม?”

“ไม่รู้อะไรก็อย่าพล่าม แอดมินรินเขาเขียนเพจดีจะตาย น่าอ่าน เล่าเรื่องน่าติดตาม ให้คำปรึกษาดี แนะนำหนังก็สนุก พูดจาก็เป็นกันเอง ลิษาเคยปรึกษาแอดมินรินไปตั้งหลายเรื่อง เขาก็แนะนำลิษามาดีๆ ทั้งนั้นเลย”

นั่นไง น้องสาวผมก็เอากับเขาด้วย!

“ไร้สาระ ก็แค่คนที่นอนไม่หลับเลยทำเพจขึ้นมาแชร์เรื่องโน้นเรื่องนี้ก็เท่านั้นแหละ”

“ก็จริง แต่สิ่งที่เขาเล่าหรือแชร์ประสบการณ์มามันมีประโยชน์ต่อคนอื่นไง ไม่เหมือนคนบางคนแถวนี้”

“ทีกับคนอื่นที่ไม่รู้จักอวยเหลือเกิน กับพี่ชายตัวเองไม่เห็นแกจะปรึกษาอะไรเลย”

“แล้วพี่ชายสุดที่รักเคยให้คำปรึกษาดีๆ ไหมล่ะ เอาแต่หาเรื่องทะเลาะ ขวางโลก!”

“ไหนมาดูหน่อยดิ๊!”

ว่าแล้วผมก็หยิบไอแพดยัยน้องสาวมาเลื่อนดูเพจที่สาวๆ ค่อนมหา’ ลัยพูดถึงมาตลอดสองสามปี ผมไม่ได้ติดตามหรือเคยเปิดดูเอง แต่ยอมรับว่าทำเพจน่าสนใจและน่าอ่าน มีหลากหลายเรื่องที่ตัวแอดมินนำมาแชร์และดูเหมือนว่าตัวคนเขียนจะอยู่ต่างประเทศเพราะรูปประกอบบางอันมันก็เหมือนถ่ายจากต่างประเทศมีทั้งฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูหนาว และเทศกาลต่างๆ ที่ลงไว้ในนี้พร้อมกับหนังหรือเพลงให้เข้ากับเนื้อเรื่อง

‘จิตใจคือสิ่งที่บอบบางที่สุดในร่างกาย หากเมื่อใดที่ถูกทำลาย หรือทำร้ายให้มันมีแผลมันก็ไม่สามารถจะทำให้มันลืมเรื่องราวเหล่านั้นได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามหลอกตัวเองแค่ไหนสุดท้ายมันก็อาจจะเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนในทุกค่ำคืน ทุกคนล้วนแต่ผ่านการเจ็บปวดจากบางเหตุการณ์ในชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าใครที่จะเก็บแผลเป็นนั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มที่สดใสหรือเผยออกมาผ่านทางการกระทำ’  

เขียนดีจังวะ ทำให้นึกถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

‘บางสิ่งที่คนบางคนได้เคยทำร้ายจิตใจไว้ เขาก็อยากขอโทษและแก้ไขในสิ่งที่ทำแต่ก็ไม่มีโอกาส ซึ่งถ้าทำได้เขาก็คงอยากได้โอกาสนั้นอีกสักครั้ง’  

“เฮียทำอะไร!!!” 

ปัก! ผมถูกน้องสาวทุบลงหลังอย่างแรงและถูกแย้งไอแพดคืนไป 

“เห้ย นี่ฉันเป็นเฮียแกนะ” 

“ก็เฮียใช้เฟซฯ ลิษาไปพิมพ์อะไรเล่า!” 

“ก็อยากรู้ว่าแอดมินเขาจะตอบว่าไง” 

“แล้วทำไมไม่ใช้เฟซฯ ตัวเองพิมพ์อ่ะ ไร้มารยาท กินไปเลยไม่กินแล้ว ปิดไฟด้วยนะเดี๋ยวโดนม๊าบ่น” 

มันบ่นเสร็จแล้วก็สะบัดก้นขึ้นบ้านไปเลย น้องสาวหรือว่าหมาพิทบูล ดุฉิบ! 

จะด่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนก็ไม่ได้ด้วย พ่อแม่เดียวกัน! 

  

Nirin Say; 

อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ของฉันมีแต่โปรแกรมการเข้ามาทดสอบระบบ VR กับคุณหมอ ซึ่งในการทดสอบตอนนั้นคุณหมอได้ทำให้ฉันได้ไปพบพี่ศิลาอีกครั้งถึงจะรู้ว่าเป็นระบบ3D จากเครื่องVR แต่มันก็เหมือนเขามาก จนวันแรกฉันแพนิคนิดหน่อยจนทดสอบต่อไม่ได้ อาจจะเพราะกดดันตัวเอง และมีความกลัวในใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทำให้ต้องกลับไปพักก่อน 

ส่วนวันที่สองก็ต้องพยายามอย่างมาก ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดีแต่ก็มีความดันและหัวใจที่เต้นแรงที่พุ่งสูงในบางจังหวะที่ฉันลองสัมผัสตัวเขา แต่คุณหมอก็บอกว่าไม่แปลกอะไรและยังไม่น่าเป็นห่วง และพอได้ทำการทดลองวันที่สามที่สี่มันก็เริ่มดีขึ้น ฉันสามารถพูดและโต้ตอบได้มากกว่าเดิมและเริ่มควบคุมร่างกายได้ดี 

วันที่ห้าฉันสามารถควบคุมหัวใจตัวเอง ลดความประหม่า จ้องหน้าเขาได้โดยไม่หลบสายตา และก็สามารถโต้ตอบทุกอย่างกับเขาได้เหมือนมีตัวตนจริงๆ มีบางจังหวะที่หัวใจเต้นแรง แต่อยู่ในขั้นที่ปกติซึ่งเหมือนจะดีกว่าทุกๆ วัน 

จนครบสิบวันวันนี้ฉันสามารถพูดคุยและสัมผัสเขาได้โดยทุกอย่างปกติถึงมันจะเป็นเพียงภาพจินตนาการแต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่มาถึงวันนี้ 

ผลการตรวจอย่างละเอียดเป็นไปทางที่ดี คือฉันมีแนวโน้มที่จะรักษาหายหากกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ศิลาอีกครั้ง เพราะผลการนอนหลับหรือสภาวะจิตใจของฉันหลังจากที่คุณหมอได้ทดสอบกับVR และการพูดคุยหลังจากนั้นมันออกมาเป็นที่น่าพอใจ 

แต่มันก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ควบคู่ไปด้วย คุณหมอยอนฮวาบอกว่าไม่อยากให้ฉันกดดันตัวเอง เพราะมันอาจจะทำให้อาการที่กำลังจะดีขึ้นกลับเป็นภาวะเครียดแล้วทำให้ทุกอย่างทรุดกลับไปเหมือนช่วงแรกๆ ก็เป็นได้ 

คราวนี้ก็ถึงเวลาของฉันที่ต้องนั่งตกตะกอนกับตัวเองแล้วว่า พร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ศิลาจริงๆ แล้วหรือยัง 

“ฉันเชียร์ให้แกกลับมาอยู่แล้ว กลับมาเถอะณิริน” 

“เอาจริงนะเว้ย ไอ้เจอกันแบบสามมิติก็เริ่มจะชินอยู่หรอกนะ แต่ถ้าหากเจอตัวเป็นๆ เนี่ย รู้สึกกลัวว่ะ” 

“ก็ไม่ได้เจอพี่เขาทุกวันป่ะ วันไหนแกพร้อมก็ค่อยไปเจอก็ได้ คิดเยอะทำไมวะ เดี๋ยวฉันอยู่กับแกเอง ไม่ต้องกังวลหรอก มีโอกาสจะหายแล้วแกก็ลองดูไม่เสียหายอะไรสักหน่อย” 

“…” มันก็จริง ใช่ว่าเราจะเจอกันง่ายๆ และที่สำคัญมันเป็นทางเดียวที่อาจจะทำให้ฉันหายจากที่เป็นในตอนนี้ 

“สรุปกลับไหม ฉันจะได้ช่วยแกดูเรื่องมหา’ ลัย” 

“เออ กลับก็กลับ ลองดูสักตั้ง!”  

  

สองเดือนผ่านไป 

Incheon Airport 

“ถึงไทยเมื่อไร ลูกจะโทรรายงานคุณพ่อคุณแม่ทันทีเลยนะคะ” 

“พ่อให้พี่พฤกษ์มารอรับลูกที่สนามบินแล้ว ถ้าถึงก็โทรหาพี่เขาเลยเข้าใจไหม” 

“เข้าใจค่ะ” 

“เอาไว้แม่เคลียร์งานที่นี่เสร็จจะรีบบินตามไปนะลูก ส่วนเบอร์โทรศัพท์ของลุงหมอที่ลูกต้องเข้ารับการรักษาต่อที่ประเทศไทยแม่ใส่ไว้ให้ในแฟ้มการรักษาของลูกแล้วนะ” 

“ค่ะ ลูกเข้าเกทก่อนนะคะ เดี๋ยวตกเครื่อง” 

คุณแม่เดินเข้ามากอดฉันอีกครั้ง ปกติท่านจะเป็นผู้หญิงสตรองไม่ดราม่าไม่แสดงความอ่อนแอแต่วันนี้ฉันแอบเห็นน้ำตาในดวงตานั้นเล็กน้อย 

“เดินทางปลอดภัยนะลูก” 

“ค่ะ” 

ไม่รู้ว่าทุกคนจะเคยเกิดคำถามในใจบางไหม ว่าสิ่งที่เราตัดสินใจทำอยู่ตอนนี้มันจะจบเหมือนกับสิ่งที่เราคิดไว้หรือเปล่า มีคำถามในหัวมากมายเต็มไปหมดว่าเราตัดสินใจเลือกทางที่ถูกแล้วจริงไหม 

แต่มันก็คงถึงเวลาที่ฉันจะกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงสักที ฉันหลอกตัวเองว่าไม่เคยหนีความจริงพวกนั้น แต่เมื่อได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองคิดเรื่องนี้จริงๆ จังๆ ก็พบว่าฉันหลบตัวเองจากโซเชียลเพราะไม่อยากเห็นไม่อยากรับรู้เรื่องราวของคนที่ฉันเคยรู้จัก และสร้างเซฟโซนของตัวเองขึ้นใหม่ที่จำกัดคนที่เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว และเปิดให้คนรู้จักตัวฉันเฉพาะด้านที่ฉันอยากให้เขาเห็น 

เหมือนว่าสิ่งที่หลอกตัวเองว่าไม่ได้เจ็บปวด และไม่ได้เป็นบาดแผลฝังใจมันยิ่งเป็นรอยแผลเป็นชัดเจนขึ้นว่าฉันไม่เคยรักษาอาการนั้นได้เลย ไม่ว่าเราจะแกล้งๆ หาสิ่งอื่นมาทดแทน หรือแกล้งๆ ที่จะไม่รู้สึกกับเรื่องพวกนั้น ภายในจิตใจของเราก็รู้ดีว่าเราไม่เคยลืมความรู้สึกในช่วงเวลานั้นและคงถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปสะสางมันสักที 

Suvarnabhumi Airport 

“พี่พฤกษ์” ฉันเดินมาที่ประตูทางออกเจ็ด ที่พี่พฤกษ์ส่งไลน์มาบอกเมื่อชั่วโมงก่อนว่านั่งรออยู่ เขากำลังนั่งเล่นมือถือฆ่าเวลาและมองไม่เห็นฉันที่เดินมา ก็เลยแกล้งเรียกชื่อเขาดังๆ และยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เหมือนหลอกผีเขาในสมัยเด็ก 

“คุณหนู” 

“เอาอีกแล้ว บอกว่าให้เรียกว่าณิรินไงคะ ไม่อยู่แค่สามปีลืมแล้วหรือไง” 

พี่พฤกษ์หน้าตาตื่นและรีบถอยหลังไปชิดพนักพิง จะว่าไปพี่ชายคนนี้โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อเกาหลีเอาเรื่องอยู่นะเนี่ย 

พี่พฤกษ์เป็นลูกชายของเพื่อนคุณพ่อ ที่บ้านเขาล้มละลายจนคุณลุงคุณป้าฆ่าตัวตาย ส่วนพี่พฤกษ์เองก็ถูกยิงอาการสาหัสตั้งแต่เด็ก ทำให้คุณพ่อสงสารเลยรับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม 

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงพี่พฤกษ์ให้เหมือนลูกคนนึง ส่งเสียเลี้ยงดูและให้การศึกษาอย่างดีแต่คนละโรงเรียนกับฉันเพราะพี่พฤกษ์เรียนเก่งจนเป็นเด็กทุนหัวกะทิของโรงเรียนรัฐชื่อดัง แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนเรียบร้อยและเจียมตัวเลยชอบทำเหมือนตัวเองเป็นคนดูแลบ้านซะงั้น 

“ก็คุณ...ก็ณิรินชอบแกล้งพี่ให้ตกใจนี่” 

“แบบนี้สิ น่าร๊ากกกกกกก” ฉันดึงแก้มพี่ชายด้วยความมันเขี้ยว และหยิกแก้มเขาเหมือนเมื่อก่อน 

“พี่เจ็บนะ แกล้งพี่เป็นเด็กไปได้” 

“นั่นสิ ลืมไปเลยว่าพี่ชายเราเป็นถึงอดีตเดือนมหา’ ลัย หล่อเท่ขนาดนี้แล้ว แกล้งเล่นเป็นเด็กไม่ได้แล้วมั้ง เดี๋ยวสาวๆ มาตามบีบคอน้อง” 

“ใครกันแน่ ณิรินสวยมากผิดหูผิดตา จนพี่จำแทบไม่ได้เลย” 

“จริงเหรอคะ น้องสวยขึ้นจริงๆ เหรอ” ปกติพี่ชายคนนี้ของฉันไม่พูดอะไรแบบนี้มาก่อนทำให้ฉันดีใจ 

“ล้อเล่นน่ะ” 

“ชิ! โตขึ้นแล้วกวนประสาทขึ้นด้วยนะเนี่ย เอากระเป๋าไปเข็นเลย ณิรินหนักจะแย่อยู่แล้ว” 

“แล้วเดินนำไปรู้เหรอว่ารถจอดที่ไหน” 

“ก็รีบๆ นำไปสิ มัวแต่แกล้งจะฟ้องคุณพ่อ!” 

หลังจากที่พี่พฤกษ์ขับรถมาจอดที่บ้าน ก็มีป้าน้อมและหนูยิ้มหลานสาววัยหกขวบยืนรอต้อนรับอยู่แล้ว 

“นี่คุณหนูของป้าจริงๆ เหรอคะเนี่ย ทำไมสวยและเปลี่ยนไปขนาดนี้ ป้าคิดถึงคุณหนูจังเลยค่ะ” 

“คิดถึงป้าน้อม แล้วก็อาหารฝีมือป้าน้อมจะแย่อยู่แล้วค่ะ” ฉันเดินไปกอดคนที่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กด้วยความคิดถึง 

“ดูสิกลับมารอบนี้สวยจนป้าเกือบจำไม่ได้ ป้าไม่ชินเลยค่ะ” 

“เดี๋ยวก็ชินค่ะ ว่าแต่มีอะไรให้ณิรินทานบ้างคะ เมื่อกี้หลับมาตลอดไฟล์ทไม่ได้ทานอะไรเลย หิวจะแย่อยู่แล้วค่ะ” 

“มาเลยค่ะ ป้าเตรียมของโปรดคุณหนูเอาไว้แล้ว เข้าบ้านกันค่ะ” 

“แหมป้าน้อม พอณิรินมาผมเป็นหมาหัวเน่าเลยนะครับ” 

“โอ๋คุณพฤกษ์ ป้าก็รักคุณพฤกษ์เหมือนเดิมนะคะ แต่ขอเห่อคุณหนูที่ไม่เจอกันตั้งสามปีหน่อย” 

“ว๊ายยยยย ณิรินมาทวงป้าน้อมคืนแล้วค่ะ แบร่!” ฉันควงแขนป้าน้อมเข้าบ้านโดยมีพี่ชายที่เดินตามมาพร้อมกับเด็กสาวตัวน้อยที่สมัยก่อนเป็นเพื่อนเล่นและคู่กัดของฉันเอง 

“ไม่ต้องแย่งกันหรอกค่ะพี่ๆ เพราะต่อให้แย่งกันยังไง คนที่ได้นอนกอดยายทุกคืนก็คือหนูยิ้มคนเดียว” 

“แหมมมมมม โตขึ้นก็ร้ายขึ้นด้วยนะเราน่ะ เออพี่ซื้อขนมมาฝากเราด้วยนะ อยู่ในกระเป๋าน่ะ” 

“เย้ หนูยิ้มยอมแบ่งยายให้พี่ณิรินด้วยก็ได้” 

พอเข้ามาถึงห้องอาหารฉันก็ตื่นเต้นที่เห็นแกงเขียวหวานไก่ ฉู่ฉี่ปลาแซลมอน คะน้าหมูกรอบ แล้วก็หมูสามชั้นทอดน้ำปลาวางเต็มโต๊ะไปหมด จนรีบลงไปนั่งที่โต๊ะอาหารพร้อมกับพี่พฤกษ์ทันที “กะจะขุนให้ณิรินกลับมาอ้วนอีกรอบเลยใช่ไหมคะเนี่ย” 

“สามชั้นถ้าณิรินไม่กิน พี่กินแทนก็ได้นะ” 

“ฝันไปเถอะ ของข้าใครอย่าแตะ” 

“พอคุณหนูกลับมาบ้านค่อยมีสีสันขึ้นมาหน่อย หายเหงาขึ้นเยอะเลยค่ะ” 

“หมายความว่าพี่พฤกษ์น่าเบื่อ ทำให้ป้าน้อมเหงาเหรอคะ” 

“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะคุณพฤกษ์ อย่าแกล้งแซวป้าแบบนี้สิคะคุณหนู” 

“ก็เข้าใจได้ ให้ณิรินเดานะคะ วันๆ พี่พฤกษ์คงเอาแต่ตื่น ไปเรียน กลับมาก็คงจะเอาแต่ขลุกอยู่ที่ห้องหนังสือคุณพ่อ ถ้าเปิดทีวีก็น่าจะดูข่าวทั่วโลก อ่านหนังสือพิมพ์ต่างชาติวันละสิบฉบับถูกไหมคะ” 

ใช้ชีวิตเหมือนคุณพ่อทุกกระเบียดนิ้ว เพราะว่าพี่พฤกษ์เรียนรัฐศาสตร์มาสายนักการทูตแบบคุณพ่อฉันเลยน่ะสิ เด็กปั้นคนเก่งที่คุณพ่อภูมิใจมาก! 

“ถูกต้องตามที่พี่ณิรินว่าเลยค่ะ แต่บวกเพิ่มอีกข้อนะคะว่าทุกเสาร์อาทิตย์พี่พฤกษ์จะเป็นติวเตอร์สอนหนังสือให้หนูยิ้มด้วยค่ะ ตอนนี้หนูยิ้มเลยสอบได้ที่หนึ่งแล้วก็เป็นเด็กทุนเรียนฟรีด้วยนะคะ” 

“จริงเหรอ เก่งจังหนูยิ้ม” 

“ขี้คุยน่ะเรา!” พี่พฤกษ์แซวเด็กน้อยตัวกลมอย่างเอ็นดู 

“หนูยิ้ม ยายบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกว่าคุณหนู” 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าน้อม หนูยิ้มเรียกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ คงชินไปแล้ว ณิรินไม่ถือ” 

“ไม่ได้ค่ะคุณหนู ต่อไปเราต้องเรียกว่าคุณหนูถ้ายายได้ยินเรียกพี่ณิรินอีกรอบยายจะหักค่าขนม” 

“โหยาย ทีพี่พฤกษ์ยังเรียกพี่พฤกษ์ได้เลย!” 

“เถียงยายเหรอ ยิ่งโตยิ่งดื้อ ไปๆ เตรียมของหวานกับยายในครัวเลย ตามมา!” 

“แสบเหมือนเดิมเลยนะคะ หนูยิ้มเนี่ย” 

“อืม แต่ก็ยังดีที่มีหนูยิ้มป้าน้อมเลยไม่เหงาตลอดสามปี” 

“แล้วพี่พฤกษ์ละคะ เหงาไหมเวลาที่ณิรินไม่อยู่ ไม่คิดถึงน้องบ้างเลยหรือไง” ฉันถามอย่างสงสัย “แต่ก็คงไม่เหงาหรอก ไม่อยู่ตั้งสามปีพี่ไลน์หาน้องนับครั้งได้ วันเกิดกับก็วันปีใหม่นอกนั้นน้องต้องเป็นฝ่ายไลน์หาพี่เอง แถมยังไม่เคยบินไปหาที่โน่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใจร้าย” 

“ก็พี่กลัวณิรินนี่ครับ อีกอย่างค่าใช้จ่ายเวลาไปทีก็หลายบาทพี่ไม่อยากรบกวนคุณลุงคุณป้าด้วย” 

“คิดมากไปได้ พวกเรารอพี่ไปหาตลอดเลย พี่ก็เอาแต่บอกว่าติดเรียน คุณพ่อก็เลยไม่กล้าจองตั๋วให้พี่สักที น่าน้อยใจชะมัด” ฉันทำเสียงงอนจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มร้อนใจ 

“พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่นะ อย่าโกรธพี่เลยนะ” 

“ล้อเล่นน่ะค่ะใครจะไปโกรธพี่ชายผู้แสนดีคนนี้ได้ลงคอ” พอเห็นฉันยิ้มออกพี่ชายก็ถึงกับโล่งอก 

“แล้วเรื่องมหา’ ลัยจัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ” 

“ค่ะ ณิรินยื่นเรื่องเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนมา เหลือไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับเอกสารเพิ่มเติมนิดหน่อย ดีที่ยัยแอมแปร์ช่วยดูแล้วก็ค่อยประสานงานให้ระหว่างที่ดำเนินเรื่องค่ะ” 

“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

“ได้ค่ะ ณิรินไม่เกรงใจอยู่แล้วพี่ก็รู้” 

“ได้ยินแบบนี้พี่ก็สบายใจ” 

“ว่าแต่เอาจริงๆ ก็แอบเสียดายนะคะที่ไม่ได้อยู่มหา’ ลัยเดียวกับพี่พฤกษ์ จะได้ไปตามสืบสักหน่อยว่าพี่ชายเราจะฮอตขนาดไหน มีแอบซุกกิ๊กที่มหา’ ลัยไม่บอกน้องหรือเปล่า” 

“ฮอตที่ไหนล่ะ ไม่มีหรอก” 

“แน่นะคะ ถ้าพี่มีคนที่แอบชอบต้องบอกณิรินคนแรกเลยนะ น้องจะได้สแกนว่าผู้หญิงคนนั้นเหมาะสมกับพี่หรือเปล่า พี่ชายณิรินเป็นคนเรียบร้อย ไม่ทันสาวๆ สมัยนี้หรอก” 

“ถ้ามีพี่จะบอกเราคนแรกเลย” 

“น่ารักจริงๆ พี่ชายเราเนี่ย ณิรินแบ่งหมูกรอบให้ชิ้นนึงก็ได้” 

หลังจากทานข้าวเสร็จฉันก็ขึ้นมาที่ห้องนอนของตัวเอง ที่ถูกคุณแม่สั่งรีโนเวทตั้งแต่ย้ายไปอยู่เกาหลี เพราะไม่งั้นคงได้เห็นแต่เรื่องราวของพี่ศิลาทั่วห้องไปหมด ตอนนั้นฉันคลั่งรักพี่เขาจนติดรูปเขากับทำโซนของสะสมคล้ายเป็นห้องออฟฟิศเชียลของพี่เขาเลยก็ว่าได้ 

แต่ตอนนี้ของทั้งหมดถูกเก็บลงกล่องและถูกรวบทิ้งไปหมดตามคำบอกเล่าของคุณแม่ เพราะหลังจากเกิดเรื่องฉันโดนย้ายไปอยู่บ้านคุณยายก่อนบินไปเกาหลี ทำให้ไม่ได้เป็นคนทิ้งของพวกนั้นด้วยตัวเอง แต่ก็ดีแล้วเพราะบางอย่างถ้าฉันเห็นก็อาจจะทำใจทิ้งไม่ลงก็เป็นได้ 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

“เชิญค่ะ” 

“ป้าน้อมให้พี่เอานมอัลมอนด์อุ่นๆ ของโปรดเรามาให้น่ะ” 

“ขอบคุณนะคะ กลับมาวันเดียวรู้สึกว่าน้ำหนักขึ้นหลายกิโลแล้วเนี่ย มีแต่ของโปรด” 

“แล้วห้องใหม่โอเคไหม อยากได้อะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า” 

“ไม่มีค่ะ ที่ขนกลับมาก็เยอะอยู่” 

“ถ้างั้นพักผ่อนนะ พี่ไม่กวนแล้ว” 

“ฝันดีนะคะพี่ชาย” 

“ฝันดีครับ” 

ก็หวังว่าฉันจะฝันดี.. 

แต่มันก็เหมือนเดิม ต่อให้เพลียจากการเดินทางขนาดไหนก็นอนไม่หลับ จนต้องเดินออกมานั่งเล่นที่ระเบียงห้องอีกเช่นเดิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ที่ไทยหรือกลับมาที่ห้องแบบนี้ทำให้รู้สึกนึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีกแล้ว 

  

อาทิตย์ต่อมา 

คาฟง คาเฟ่ 

“ไฮ เพื่อนเลิฟฟฟฟฟฟฟ เวลคัมทูไทยแลนด์จ้า” 

“ไงแก ฉันมาเป็นอาทิตย์แล้วเพิ่งโผล่หัวมาหากันได้นะ นี่นึกว่าจะต้องจุดธูปเรียกถึงจะออกมาได้” 

คนที่มันบอกให้ฉันอยากลับมานักอยากให้กลับมาหนาไง หายเงียบไปเป็นอาทิตย์ไม่ยอมมาเจอกัน! 

“ปากคอแกเนี่ยนะ มันน่า!” แอมแปร์ยกมือเหมือนจะตีกัน 

“ทีตอนเราอยู่เกาหลี โทรจิกให้กลับไทยทุกวัน พอกลับมาก็ไม่ยอมมาเจอกันจ้า” 

“โธ่ ทำเป็นน้อยใจ คนสวยก็ธุระเยอะไหม ไหนจะแฟนไหนจะกิ๊ก คิวมันเต็มอะนะ” 

“ได้ข่าวว่าแกโสด ไม่มีคนมาจีบ” 

“ปากหมาจริงๆ นะแกเนี่ย!” 

“ขอความจริง!” 

“ก็ม๊าน่ะสิ ใช้งานฉันเป็นทาสเลย เด็กในร้านมาขอหยุดพอดีเลย ฉันต้องไปยืนปั้นซาลาเปา ยัดไส้ใส่ รอนึ่งหน้าเตาอีก เสร็จแล้วก็แหกปากคิดเงินลูกค้าหลอนจนเก็บไปฝันแล้วเนี่ย” 

บ้านแอมแปร์เป็นร้านซาลาเปาชื่อดังเก่าแก่ จะว่าไปฉันยุ่งๆ ที่ย้ายกลับมา ยังไม่ได้เข้าไปไหว้คุณพ่อกับม๊าของแอมแปร์เลย 

“ดี ไปรักษาอาการพร้อมกันเลย” 

“ฉันประชดเว้ย!” ยัยนี่รีบเปลี่ยนสีหน้าก่อนจะทำหน้าตื่นเต้น “ว่าแต่ที่นัดมาคงไม่ใช่เพราะว่าคิดถึงฉันมากหรอกใช่ไหม ถึงได้โทรจิกฉันทุกวันแบบนี้” 

“คือฉันจะคุยเรื่องสำคัญกับแกอ่ะ” 

“เรื่อง?” 

“แกก็รู้ใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงตัดสินใจกลับมาเรียนต่อมหา’ ลัยที่กรุงเทพฯ” 

“อืม เพราะแกอยากเจอพี่ศิลา!” 

“เพราะฉันอยากรักษาอาการให้หายเว้ย ไม่ใช่เพราะอยากเจอใคร” 

“เออๆ พูดผิดนิดผิดหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่ แล้วไง?” มันบ่นเสร็จก็หยิบแก้วโกโก้ของโปรดไปดื่ม 

“เมื่อสามวันก่อนฉันไปพบแพทย์ที่คุณแม่ติดต่อให้รักษาอาการของฉัน ท่านเป็นลุงหมอที่ฉันรู้จักตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งลุงหมอได้ถามรายละเอียดเกี่ยวกับคนที่มีส่วนทำให้อาการนี้เกิดขึ้น ซึ่งฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่เขาเลยว่ะ” 

“ขอเนื้อ แกจะพูดอ้อมยาวๆ ทำไมวะ” 

“ฉันอยากรู้เรื่องของพี่ศิลา ตลอดเวลาสามปีที่ฉันไม่เจอกับเขาน่ะ” 

“พูดมาสั้นๆ ก็จบแต่แรกแล้วป่ะ อ้อมโลกไปจักรวาลเพื่อ?” 

“ก็กลัวแกเข้าใจผิดไง” 

“ขอกินเค้กที่แกสั่งมาก่อนนะ” มันทำตัวลีลาจนน่าหมั่นไส้ 

“อย่าลีลาได้ป่ะ!” 

“เออๆ ฉันก็ไม่ได้รู้เยอะหรอกนะ ก็พอแกย้ายไปเกาหลี มันก็เป็นช่วงที่พี่ศิลาเข้ามหา’ ลัยพอดีใช่ไหม ยัยส้มจี๊ดมาเล่าให้ฉันฟังว่าพี่ศิลาทะเลาะกับพวกพี่กัปตันแล้วก็กลุ่มแฟนคลับจนเลิกคบกันไปเลย เห็นว่าทะเลาะกันใหญ่โตแบบไม่เผาผีแต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แฟนคลับก็ปิดเพจไปแบบแตกหัก เพราะพวกพี่มาตังไปตั้งเพจซุบซิบด่าพี่ศิลาอยู่เป็นปีๆ ตอนนี้ถ้ามีข่าวเกี่ยวกับพี่ศิลาก็โดนแก๊งนั้นเขียนด่าอยู่เลย แล้วพอพี่เขาเข้ามหา’ ลัยไปไม่กี่เดือนก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าขอพักงานในวงการบันเทิง เพราะเรียนหนัก” 

“พี่เขาเรียนอะไรวะ” 

“วิศวกรรมศาสตร์” 

“รู้แค่นี้?” 

“แต่แกก็รู้ใช่ไหมว่ายัยส้มจี๊ดมันก็ชอบพี่ศิลามากพอๆ กับแก” ฉันเหล่ตามอง โดยยัยแอมแปร์ยิ้มแห้งๆ และพูดต่อ “หมายถึงเมื่อก่อนไง” 

“เออ เล่าต่อ!” 

“ยัยนั่นก็คงยังตามกรี๊ดพี่ศิลา จนรู้ว่าพี่เขาน่ะเป็นตัวท็อปของมหา’ ลัยเหมือนตอนเรียนที่โรงเรียนเก่าเลย ผู้หญิงเข้าหาไม่ซ้ำหน้า สันดานไม่คบใครเป็นตัวเป็นตนเหมือนเดิม แล้วได้ยินว่าพี่ศิลาก็มีเพื่อนสนิทกลุ่มใหม่ที่หล่อเหมือนวงเคป๊อปจนสาวๆ ตั้งชื่อให้ว่าเป็น ราชันเอ็นจิเนียและตอนนี้พี่เขาก็เป็นประธานชมรมดนตรีแล้วก็เป็นสโมสรนักศึกษาของมหา’ ลัยด้วย” 

“มหา’ ลัยอะไรวะ” 

แอมแปร์ที่ตักเค้กเข้าปากอยู่เงยหน้ามามองกันนิ่งๆ แล้วทำเหมือนกลืนเค้กไม่ลงคอ 

“แกอย่าบอกนะว่า...” 

“ฉันไม่เคยบอกเหรอว่า...พี่ศิลาเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่มหา’ ลัยเดียวกับเรา” 

“แกว่าไงนะ?” 

“ก็ที่ฉันเคยส่งโซเชียลพี่เขาให้แกดูไง แกไม่เห็นเหรอ ฉันก็นึกว่าแกรู้แล้วว่าพี่ศิลาเรียนที่นี่” 

เหมือนโดนฟ้าผ่ามากลางหัวใจ 

“ฉันเปิดไปนิดเดียว แต่มันใจสั่นก็เลยไม่ได้ดูต่อ” 

“นี่แกไม่รู้เหรอวะ” 

“ก็เออดิ แล้วทำแกไม่บอกฉันวะ หรือไม่ทักท้วงอะไรเลย” 

“อ้าวผิดเฉย ฉันเคยบอกแล้วแต่แกลืมหรือเปล่า!” ยัยนี่ทำเป็นแถ 

“แกไม่เคยบอกฉัน เพราะถ้าบอก แกคิดว่าฉันจะลงเรียนที่นี่หรือไง” 

“ก็แกมาเพื่อเจอพี่เขา?” 

“ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่มหา’ ลัยเดียวกันแบบนี้ไหมวะ คือฉันแค่คิดว่าค่อยหาโอกาสเจอพี่เขาบางครั้ง ค่อยๆ ทดสอบอาการตัวเอง ไม่ใช่ที่มหา’ ลัยเดียวกันที่มันสามารถเจอกันง่ายๆ แบบนี้สักหน่อย”  

“ลำไย!” 

“ย้ายที่เรียนทันไหมวะเนี่ย” 

“ย้ายไม่ได้นะเว้ย จ่ายเงินไปหมดแล้ว ที่สำคัญแกไม่สงสารคนที่เขาอยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนเหรอวะ มหา’ ลัยนี้คนอยากเข้านิเทศฯ ภาพยนตร์เยอะนะเว้ย ถ้าแกสละสิทธิ์ตอนนี้เท่ากับคนอื่นเขาเสียโอกาสฟรีๆ เลยนะ” 

“เอาจริงดิ!” 

“จริง ไหนๆ ก็เคยเจอพี่เขาแล้ว ทดสอบกับคุณหมอก็ทำแล้ว กัดฟันสู้พี่เขาไปเลย” 

“ก็ตอนนั้นพี่เขาไม่รู้นี่หว่าว่าฉันเป็นใคร” 

“แล้วมันต่างกันยังไงวะ รู้กับไม่รู้มันก็คือตัวของแกหัวใจของแกป่ะ” 

“ปลอบใจเก่ง!” 

“แกสวยขึ้นขนาดนี้ ฉันโคตรอยากรู้เลยว่าพี่ศิลาจะรีแอ็กชันเป็นยังไง ถ้ารู้ว่าแกคือณิรินคนที่เขาเคยหัวเราะเยาะในตอนนั้น” แอมแปร์ทำเสียงร้ายๆ เหมือนเป็นคนที่ถูกกระทำฝังใจซะเอง 

“ภาวนาให้ฉันไม่เป็นลมหรือวิ่งหนีพี่เขาก็พอ!” 

“มั่นใจหน่อยดิวะ ถึงเวลาที่แกต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วนะเว้ย คนเรามันหนีความจริงไม่ได้ตลอดชีวิตหรอกนะณิริน” 

“แกก็พูดได้ดิ แกไม่ใช่เด็กอ้วนที่เคยเสียความมั่นใจต่อหน้าคนอย่างนั้นสักหน่อย” 

“แต่ตอนนี้แกสวยมาก แล้วก็สวยกว่าคนที่มันเคยหัวเราะเยาะแกอีก ถ้าแกจะกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงคาถาของแกก็คือ...ห้ามหนี ห้ามกลัว ห้ามนอยด์” 

“ห้ามหนี ห้ามกลัว ห้ามนอยด์” ฉันท่องอย่ามั่นใจ สะกดจิตซ้ำๆ แต่ก็ไม่ไหวใจมันยังไม่พร้อมจนฟุบหน้าลงโต๊ะและงอแงโวยวายใส่แอมแปร์ไม่หยุด 

“โอ๊ยยยย ทำไมเกิดเป็นคนมันยากจังวะ เอาฉันไปโยนทิ้งที่หลุมอากาศนอกโลกทีเถอะ อยากเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวโว้ย!”  

  

Adaysiix 

บางเวลาที่ดาวโคจรมาพบกันแล้ว อยากหนีแค่ไหนก็หนีไม่พ้น แงงงง 

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อเวลาของคนทั้งคู่ต้องกลับมาเจอกัน 

ทุกอย่างก็เป็นใจทุกอย่างก็ลงล็อกไปหมด 

ตอนหน้าเขาจะพบกันแล้วจ้าคุณผู้ชม เจอกันซึ่งๆ หน้าแบบเป็นทางการ 

เฮียศิลาจะช็อกไหมน๊า เพราะที่เกาหลียัยน้องแกล้งเฉไฉหลอกเฮีย 

คือเป็นใครก็คงลังเลแหละเนอะ ยัยน้องเปลี่ยนไปขนาดนั้น 5555 

จะบอกว่าเรื่องนี้นุ่นหาข้อมูลในการแต่งเรื่องนี้เยอะมากเลยค่ะ  

อย่างเจ้าเครื่อง VR ตอนแรกนุ่นรู้จักว่ามันเป็นเกมอยากเอามาใส่ในการทดสอบกับนางเอกเพราะมันดูเท่ดี 

ก็เลยไปหาข้อมูลทำให้รู้ว่ามีคนเอามาใช้ในการรักษาจริงด้วยเลยนำมาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวเลยจ้า 

และปรับบทปรับพล็อตหลายเดือนเพื่อทุกคนเลย ทำสุดกำลังมากจริงๆ ค๊า 

และได้พล็อตนี้ที่ตรงใจมาก หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ 

ฝากเป็นกำลังใจให้ทั้งเฮียแล้วหนูณิรินของไรท์ต่อนะคะ 

ตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไป เกียมหัวใจไว้ดีๆ เลยน๊า ไม่สปอยด์แต่ว่าฟินทุกตอน 55555 

อย่าลืมคอมเมนต์ กดติดตาม และส่งกำลังใจให้กันนะคะ ขอบคุณค๊า<3 

ความคิดเห็น