Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 九

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2563 17:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 九
แบบอักษร

ร่างเล็กยืนตะลึงงันหน้าซีดเผือดอยู่ตรงนั้นท่ามกลางสายตาที่บ่งบอกถึงความหนักใจของบิดามารดา บุตรสาวของพวกเขาดื้อรั้น ซุกซนและชอบแหกกฎระเบียบ เรื่องนี้พยายามแก้กันมานานก็ไม่สำเร็จ ครั้นจะปรามก็แพ้ลูกอ้อนลูกชนของอีกฝ่ายเสมอๆ เห็นทีก็คงมีเพียงแฝดคนพี่นั่นแหละที่จะช่วยดุช่วยห้ามเจ้าคนน้องได้

 

เมื่อทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ แม้แต่เสียงใบไม้เสียดสีกันที่ด้านนอกตำหนักก็ทำให้เด็กหญิงหวาดระแวง ทำไมอยู่ๆ บรรยากาศถึงได้อึมครึมมากขนาดนี้นะ น่ากลัวเกินไปแล้ว เหลียนซินมองบุพการีทั้งสองอย่างขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกเมิน ท่านพ่อกลับไปนั่งเขียนงานต่อในขณะที่ท่านแม่นั่งฝนหมึกอยู่ข้างๆ ดูท่านางคงต้องก้มหน้ารับชะตากรรมเพียงผู้เดียวแล้วจริงๆ

 

เสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ของนางดังขึ้นครั้งหนึ่งก่อนที่ร่างกายจะเคลื่อนไหวไปตามที่คนตัวเล็กต้องการ เดินออกมาจากห้องทำงานของท่านพ่อแค่ไม่กี่ก้าวก็มาถึงห้องของน้องชายคนเล็กของบ้าน เพียงแค่เปิดประตูเข้าไปก็ถูกรวบตัวไปกอดจนจมอกโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นี่มันต่างจากที่นางคิดเอาไว้มากทีเดียว นางคิดว่าจะถูกต่อว่าตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในห้องนี้เสียอีก หรือเป็นเพราะน้องสามก็อยู่ในห้อง พี่ใหญ่จึงยังไม่เริ่มการเค้นความจริงจากปากนาง

 

"เจ้าหายไปไหนมา พี่ใหญ่ห่วงเจ้าแทบแย่รู้หรือไม่" มู่เหว่ยหลงที่ส่วนสูงไม่ได้ต่างไปจากน้องสาวนักเอ่ยพูดพลางกระชับอ้อมกอดแน่น เดิมทีหลังจากเขาพูดคุยกับเสด็จปู่เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในอก เขากระวนกระวายใจทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอาการเช่นนี้มาก่อน

 

ทั้งที่ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลแต่กลับรู้สึกร้อนใจจนนั่งไม่ติด รู้สึกเหมือนเขาต้องไปที่ไหนสักแห่งเพื่อไปหาใครสักคน และคนเดียวที่มักทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ก็คือน้องสาวฝาแฝดอย่างเหลียนซิน นั่นทำให้เขาต้องรีบมุ่งหน้ากลับตำหนักทันที สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่านางกำลังต้องการความช่วยเหลือ

 

แล้วก็ต้องกังวลมากกว่าเดิมเมื่อเดินทางมาถึงตำหนักหานอี้ วิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อหาตัวน้องสาวฝาแฝดแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา เขาร้อนใจแทบแย่ที่หานางไม่เจอ จนท่านพ่อและท่านแม่ต้องเข้ามาปลอบให้ใจเย็นลงแล้วนั่งรออยู่ที่ห้องของน้องชายคนสุดท้อง ทั้งสองคงรู้ว่าหากมีน้องเล็กอยู่ด้วยจะทำให้เขาเย็นลงได้

 

"พี่ใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว ขะ ข้าไม่คิดว่าจะทำให้ท่านต้องกังวลถึงขนาดนี้" มู่เหลียนซินกอดตอบพลางลูบแผ่นหลังกว้างนั้นเบาๆ เป็นการปลอบประโลม พอมาเห็นพี่ชายเป็นเช่นนี้ก็ทำเอานางรู้สึกผิดขึ้นมายิ่งกว่าเดิม

 

"แล้วหายไปที่ใดมา ได้รับอันตรายอะไรหรือไม่ ทำไมถึงกลับมาถึงเอาป่านนี้" เหว่ยหลงเอ่ยถามในตอนที่ค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดนั้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหานิดๆ ที่มาพร้อมกับแววตาเป็นห่วงเป็นใยจนคนมองไม่กล้าสบตา เด็กหญิงก้มหน้างุดขบริมฝีปากแน่น ไม่อยากปิดบังความจริงเพราะรู้สึกผิด แต่ก็กลัวว่าบอกไปแล้วจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แต่เอาเถิด ความลับไม่มีในโลก...

 

"พี่ใหญ่ ที่จริงแล้ววันนี้ข้าไม่ได้แค่เที่ยวเล่นในวังหลวง แต่ข้าแอบออกไปนอกวังมาเจ้าค่ะ... "

 

"อะไรนะ!? "

 

"ข้าไปนอกวัง ระหว่างทางเกิดหลงขึ้นมา โชคดีพบคนรู้จัก... อี้เซียวเสวี่ยช่วยนำทางข้ากลับมาที่วังอย่างปลอดภัย ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เจ้าค่ะ" เหลียนซินกล่าวความจริงออกไปแล้ว ในที่สุดนางก็บอกออกไปแล้ว ถึงจะไม่ทั้งหมดก็เถิด ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองใบหน้านิ่งเรียบของแฝดคนพี่อย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

"กักบริเวณหนึ่งเดือน"

 

"!!! "

 

"จากนี้ไปพี่ขอสั่งกักบริเวณเจ้าหนึ่งเดือน อยู่แต่ที่ตำหนัก ห้ามออกนอกเขตตำหนักเด็ดขาด อยู่เรียนงานบ้านงานเรือน ฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อ" มู่เหว่ยหลงกล่าวอย่างจริงจัง น้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นมาจนคนน้องใจเสีย แม้โทษกักบริเวณจะหนักหนาอยู่มากในสายตาของเหลียนซิน แต่นางรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เพราะตนเองเป็นคนผิด และอารมณ์ของพี่ชายในยามนี้ไม่บอกก็รู้ว่านางโดนโกรธเข้าเสียแล้ว อีกฝ่ายคงจะโมโหมากเสียด้วย

 

เสียงฝีเท้าก้าวเดินออกไปจากห้องดังขึ้นเมื่อไม่มีใครปริปากพูดอะไรอีก นางเงยหน้าขึ้นก็ไม่พบพี่ชายอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งห้องเหลือเพียงนางและน้องชายคนเล็กที่หลับสนิทอยู่บนเตียงนอน

 

"หากเข้าไปง้อตอนนี้คงไม่รอด คงต้องรอให้พี่ใหญ่อารมณ์เย็นลงอีกสักหน่อย เห้อ ดูเหมือนข้าจะใช้ผลบุญหมดแล้วสินะ สวรรค์ถึงได้ทอดทิ้งข้าเช่นนี้" เหลียนซินตัดพ้อด้วยหน้าตาเบะบึ้ง เดินคอตกเข้าไปหาน้องชายที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ร่างเล็กก้าวขึ้นเตียงไปนอนกอดคนน้องอย่างต้องการกำลังใจ รอ... อีกเดี๋ยวเดียว อีกเดี๋ยวนางต้องง้อพี่ใหญ่ให้สำเร็จให้จงได้!

 

หนึ่งเค่อต่อมา

 

ก็อกๆ

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บสมุนไพร ทันทีที่เท้าเล็กย่างก้าวเข้าไปก็ต้องย่นจมูกเมื่อลมพัดเอากลิ่นฉุนจากสมุนไพรตีเข้ามาเต็มๆ หน้า ควันจากหม้อต้มลอยขึ้นและฟุ้งไปในอากาศ ดูเหมือนพี่ชายของนางจะกำลังต้มยาอะไรสักอย่าง แล้วดูสิ ไปนั่งอยู่ในมุมมืดเช่นนั้นทำไมกัน น่ากลัวพิลึก

 

"พี่ใหญ่..." เหลียนซินเอ่ยเรียกเจ้าของชื่อเสียงอ่อน เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ กัน พี่ชายของนางทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งแล้วก้มลงไปมองสมุนไพรที่อยู่ในตะกร้าต่อไป

 

"มีอะไร"

 

"น้องรองขอโทษ" นางกล่าวพลางยื่นมือเล็กของตนไปจับที่ข้อมือของแฝดคนพี่เอาไว้ มือที่กำลังหยิบกลีบดอกไม้แห้งหยุดชะงักลง จักษุคมยอมทอดมองใบหน้าของแฝดคนน้องอีกครั้ง เขาสังเกตเห็นหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลออยู่ที่ดวงตา เด็กคนนี้ไม่รู้จักโตเลยจริงๆ ร้องไห้อีกแล้ว ขี้แยเหมือนใครกัน

 

มือหนาเลื่อนตะกร้าดอกไม้แห้งในมือออกไปให้พ้นระยะ ตบตักเบาๆ สองสามครั้งอีกฝ่ายก็รีบย้ายมานั่งลงบนตักของเขาทันที โทษนางฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ในเมื่อเขาเองก็ทำเหมือนนางเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงก็ไม่อยากให้น้องสาวฝาแฝดคนนี้เติบโตเลยแม้แต่น้อย การเติบโตนั้นไม่ง่ายเลย โลกใบนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็น

 

เหลียนซินในตอนนี้ก็เหมือนดอกบัวที่แสนบอบบาง กลีบดอกนั้นทำจากแก้วใสไร้รอยขีดข่วนแตกร้าว เปราะบางยิ่งนักในสายตาของเขา เขาไม่อยากให้แก้วนั้นต้องมีร่องรอยใดๆ เลย ท่านพ่อกับท่านแม่ก็คงคิดไม่ต่างกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ด้วยนิสัยที่ชอบเที่ยวซนไปทั่ว ชอบเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ สุดท้ายทุกคนก็ทำได้แค่คอยดูแลนางอยู่ห่างๆ เช่นนี้ ทำได้แค่ระวังไม่ให้มีสิ่งใดมากระทบกลีบแก้วอันล้ำค่านี้...

 

"เราสองคนอยู่ในท้องท่านแม่ด้วยกันมาเกือบปี คลอดแล้วก็เติบโตมาพร้อมๆ กัน เจ้าคือครึ่งหนึ่งของพี่ พี่ก็เป็นครึ่งหนึ่งของเจ้า หากต้องเสียน้องสาวคนนี้ไป..."

 

"พี่ใหญ่ น้องรู้ว่าพี่ใหญ่เป็นห่วงแค่ไหน ต่อไปจะไม่เที่ยวซนเช่นวันนี้อีกแล้ว น้องสัญญา"

 

"พี่ใหญ่เชื่อคำสัญญาของเจ้า" สองพี่น้องสวมกอดกันแน่น ไม่ต้องพูดสิ่งใดให้มากความก็เข้าใจกันได้ดี ว่ากันว่าคนที่จะเกิดมาเป็นฝาแฝดกันนั้นแท้จริงต่างก็คือดวงจิตดวงเดียวกัน ถูกแบ่งออกเป็นสองแยกกันอยู่คนละร่าง เมื่อถือกำเนิดแล้วดวงจิตนั้นก็ยังคงสื่อถึงกัน ตัดกันไม่ขาด ไม่อาจแบ่งแยกโดยสมบูรณ์ และพวกเขาก็เชื่ออย่างนั้น....ในเมื่ออยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น จะยอมให้ใครอีกคนแยกจากกันไปได้อย่างไร

 

"พี่ใหญ่ หากท่านไม่โกรธแล้วข้าก็มีของอยากจะมอบให้"

 

"หึ ไม่ใช้น้องรองแล้วรึ"

 

"พี่ใหญ่! ท่านอย่ามาล้อข้านะ แล้วก็ไม่ต้องคิดว่าข้าออดอ้อนท่านด้วย ขะ ข้าก็ทำไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจะอ้อนให้ท่านใจอ่อนเลยสักนิด"

 

"เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็โกรธเจ้าได้น่ะสิ" เหว่ยหลงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ใบหน้านิ่งเรียบเมื่อหนึ่งเค่อก่อนถูกเก็บเข้ากล่องไปแล้ว เหลือเพียงใบหน้ายิ้มแย้มล้อเลียนคนน้องที่เพิ่งจะเสียน้ำตาไปเมื่อครู่ ตอนกอดกันน่ะเขาเห็นอยู่คาตาว่านางน้ำตาหยดแหมะๆ ถึงนางจะรีบเช็ดออกไปก็เถิด

 

"ไม่ได้นะเจ้าคะ! ห้ามโกรธแล้วนะ! เกิดก่อนแค่หนึ่งชั่วยามก็เลยเจ้าเล่ห์อย่างนี้นี่เอง เหอะ! "

 

"ขี้บ่นจริง ไหนเล่าของที่เจ้าจะให้พี่ เอามาสิ" มือหนายื่นมาด้านหน้าเป็นการทวงถามถึงสิ่งของที่เจ้าตัวเล็กเอ่ยปากว่าจะให้กัน อยากรู้นักว่าได้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกทั้งที นางจะซื้อสิ่งใดให้เขา

 

"นี่ ที่คั่นหนังสือ มีพู่สีฟ้าแบบที่พี่ใหญ่ชอบ แล้วก็มีหยกสลักเป็นรูปดอกบัวด้วย"

 

"เข้าใจเลือก พี่ใหญ่ชอบที่คั่นหนังสืออันนี้ แต่บอกไว้ก่อน โทษกักบริเวณไม่มีการลดหย่อนให้เจ้าหรอกนะ"

 

"สักนิดก็ไม่ได้หรือเจ้าคะ" เหลียนซินเริ่มเบะปาก ริมฝีปากนั้นคว่ำลงเหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สองมือก็คว้าจับแขนของพี่ชายเอาไว้ ท่าทางที่ทำให้ฝาแฝดคนพี่นึกเอ็นดูจนต้องยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางเบาๆ

 

"ไม่ได้ก็คือไม่ได้" อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะถึง​วันแต่งตั้งรัชทายาทแล้ว ถึงตอนนั้นครอบครัวของเขาก็จะกลายเป็นจุดสนใจ การให้นางอยู่ในตำหนักเพื่อฝึกฝนทั้งเรื่องที่สตรีควรรู้และเรื่องของวรยุทธ์นั้นก็เป็นไปเพื่อตัวของนางเอง ถึงท่านพ่อจะคอยช่วยกันผู้คนออกจากนางแล้วก็เถิด จะป้องกันไปก่อนก็คงไม่เสียหายอะไร

 

 

ความคิดเห็น