ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 24

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 24

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 329

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2563 15:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 24
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 24

 

การกวาดล้างสกุลเฝิงและสกุลจ้าวครั้งใหญ่ในปีที่สองของรัชศก ‘เจี้ยนผิง’ ถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์กล่าวสืบต่อกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานถึงความผิดมหันต์ในครั้งนี้

ผู้คนทั้งหลายต่างก็ให้ความสนใจ พากันวิจารณ์ไปต่างๆ นานา บ้างก็สาปแช่งทั้งสกุลเฝิงและสกุลจ้าว เห็นด้วยในคำตัดสิน ซึ่งก็มีบางกลุ่มที่ยังคงพากันวิเคราะห์ไปอีกทาง เมื่อเหตุการณ์บางอย่างไม่มีเหตุผลมารองรับ ข่าวลือมากมายที่ตามมาจึงกลายเป็นหัวข้อในการสนทนา

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงเดือนผู้คนก็ต่างเลิกให้ความสนใจเรื่องราวของตระกูลทั้งสอง เมื่อถูกแทนที่ด้วยข่าวพระราชพิธีแสนยิ่งใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้น

ผู้คนทั่วทั้งวังหลวงต่างวุ่ยวายในการเตรียมงาน และการตกแต่งพระราชวัง โดยเฉพาะตำหนักคุนหนิงกงที่ว่างเว้นเจ้าของมานานก็ถูกบูรณะซ่อมแซมจนวิจิตรตระการตา เพื่อรอต้องรับเจ้าของคนใหม่

 

ณ กลางห้องบรรทมตำหนักเฉียนชิงกงที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ ปรากฏชุดเหมี่ยนฝูพระราชพิธีแบบเต็มยศที่จะถูกนำออกมาใช้ในพระราชพิธีสำคัญเท่านั้น

ความงดงามของชุดเหมี่ยนฝูต่างดึงดูดสายตาเหล่านางกำนัลและขันทีภายในตำหนัก แต่ผู้สวมใส่กลับไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เจ้าของร่างที่ยังคงเปียกชื้นจากการชำระร่างกายเดินผ่านเลยเข้าไปด้านหลังฉากให้เหล่านางกำนัลถวายงานช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ทั้งสามชั้น ก่อนจะเดินไปนั่งลงตรงหน้ากระจกสำริดบานใหญ่ ด้วยดวงหน้าราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกอันใด

หลังจากเหล่านางกำนัลถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ราชขันทีคนสนิทก็เป็นผู้ทำหน้าที่เข้าไปถวายการรับใช้ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวดั่งเช่นทุกครั้ง

ผมยาวสยายสีดำน้ำหมึกถูกสางอย่างเบามือ ก่อนจะถูกชโลมด้วยน้ำมันหอมที่สกัดจากดอกไม้ขับความเงางามของเส้นผมให้เด่นชัดกว่าเดิม จากนั้นชายหนุ่มจึงค่อยเริ่มรวบผมของคนรักขึ้นอย่างตั้งใจ

หานตงแอบถักเปียใส่เข้าไปให้ทรงผมของอีกคนมีอะไรมากกว่าผมเรียบตึง ใช้เวลาไม่นานนักผมยาวสยายขององค์ฮ่องเต้ก็ถูกรวบขึ้นอย่างสวยงาม

หานตงมองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ไม่เสียแรงที่จับเสี่ยวกวงมาฝึกฝีมือและออกแบบทุกวัน

ใครจะไปคิดว่าเด็กหนุ่มที่ในอดีตแม้แต่ผมของตัวเองก็ไม่สามารถรวบให้เรียบร้อยได้ ในตอนนี้กลับสามารถออกแบบทรงผมและทำออกมาได้งดงามถึงเพียงนี้

จะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะกว่าจะทำได้งดงามขนาดนี้เขาก็ต้องใช้เวลาฝึกฝีมืออยู่หลายวัน แต่มันก็เป็นอะไรที่คุ้มค่า เมื่อเขาสามารถทำให้คนรักของตนงามสง่ากว่าผู้ใดในวันนี้

คนที่กำลังยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตนไม่ได้สังเกตถึงสายตาของคนที่กำลังจ้องมองเลยว่ากำลังรู้สึกเช่นไร

จนเมื่อได้ประสานสายตากับดวงตาคู่เหยี่ยว หานตงก็รับรู้ได้ว่าใครอีกคนกำลังมีบางสิ่งอยู่ในใจ

“ฝ่าบาท...มีสิ่งใดทำให้ขุ่นเคืองพระทัยหรือ” ขันทีหนุ่มเอ่ยถามพร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าของคนรักก่อนจะกุมมือทั้งสองเอาไว้

“ข้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ข้าให้เจ้ามาอยู่ข้างกาย ลิดรอนอิสรภาพของเจ้า แต่ตัวข้ากลับ...” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวพร้อมยื่นมือมาลูบที่แก้มของชายหนุ่ม

“ไยทรงคิดมากเช่นนี้ ฝ่าบาททำตามหน้าที่กระหม่อมย่อมเข้าใจดี” ชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยไปพร้อมดวงหน้าที่แนบซบลงบนฝ่ามือของอีกคน

“หน้าที่ของเจ้าเล่าคือสิ่งใด” คำถามที่ได้ยินทำให้หานตงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้มให้คนตรงหน้าอีกครั้ง

“กระหม่อมมีหน้าที่ถวายงานคอยดูแลพระเกศาของฝ่าบาท”

คำตอบที่ได้ยินทำเอาคนฟังมีคำถามในใจไม่น้อย

“ไม่ว่าพระเกศาของฝ่าบาทจะเปลี่ยนสีไปเช่นไร กระหม่อมก็จะขอเป็นผู้ทำหน้าที่นี้พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนุ่มเอื้อนเอ่ยไปพร้อมจุมพิตลงกลางฝ่ามือของคนรักด้วยความภักดี

“ไม่ว่าผมจะเปลี่ยนสี หรือข้าจะแก่เฒ่าไปขนาดไหนอย่างนั้นหรือ” องค์ฮ่องเต้คลี่ยิ้มเมื่อเข้าใจในความหมายที่อีกคนต้องการจะสื่อ

“อยู่ที่ฝ่าบาทแล้วว่าจะทรงอนุญาตหรือไม่” ชายหนุ่มหยอกเอินกลับไปด้วยใบหน้าแสนทะเล้น

“นับวันคารมคมคายของเจ้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น” ดวงหน้าที่เฉยชาต่อทุกสิ่งก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ

“ทรงแย้มพระสรวลเช่นนี้ กระหม่อมจะถือว่าทรงอนุญาตแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มลอยหน้าลอยตาสรุปอย่างน่าหมั่นไส้

“ถึงเจ้าไม่ขอ ข้าก็จะบังคับ” องค์ฮ่องเต้ตอบกลับไปก่อนจะดีดหน้าผากของคนตรงหน้าด้วยความมันเขี้ยว

“โอ๊ย กระหม่อมเจ็บนะ” หานตงรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากของตัวเองพร้อมทำหน้างอ

“เจ็บอันใดกัน” พูดจบองค์ฮ่องเต้ก็ประคองใบหน้าของขันทีหนุ่มเอาไว้แล้วประทับริมฝีปากลงกลางหน้าผากของอีกคนอย่างอ่อนโยน

“หายเจ็บหรือยัง” คำถามดังขึ้นพร้อมดวงตาทั้งสองคู่ประสานเข้าหากัน

“ยังเจ็บอยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ คงต้องประทับพระโอษฐ์ที่ตรงนี้ด้วยถึงจะหาย” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะชี้ที่ริมฝีปากของตน

“เจ้าเล่ห์นักนะ” ถึงจะมีคำบ่นแต่เจ้าของริมฝีปากสีชาดก็ยอมเลื่อนลงมาหาให้เขาได้สัมผัสความอ่อนนุ่มอันแสนคุ้นเคย

สองริมฝีปากหยอกเย้า คลอเคลียด้วยความเสน่หาก่อนจะผละออกจากกันอย่างเชื่องช้าเมื่อเสียงของผู้ที่อยู่ด้านนอกดังขึ้น

“ฝ่าบาท ได้เวลาเสด็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงผู้รอนำเสด็จจำต้องเอ่ยขึ้นเมื่อคนของกรมพิธีการเข้ามาเร่งเร้าอีกครั้ง

“ต้องไปแล้ว” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ดวงหน้าดั่งหยกสลักปรากฏความขุ่นมัวที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน

“วันนี้เป็นวันมหามงคล ฝ่าบาทต้องแย้มพระโอษฐ์เยอะๆ สิพ่ะย่ะค่ะ” หานตงระบายยิ้มให้คนรักพร้อมใช้สองนิ้วชี้ยกมุมปากคนตรงหน้าให้สูงขึ้นเป็นรอยยิ้ม

“อืม” องค์ฮ่องเต้พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มก่อนจะกดจูบลงบนกลางฝ่ามือของอีกคน

หานตงตอบรับคนตรงหน้าด้วยการกดจูบกลางหน้าผากของผู้ที่เป็นทั้งเจ้าเหนือหัวและคนรักของตนก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเหมี่ยนกวนมาบรรจงสวมให้คนที่นั่งหลังตรงรอให้เขาเป็นคนทำหน้าที่สำคัญนี้ให้

“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหานตงก็ถอยออกไปเปิดม่านอย่างรู้หน้าที่ก่อนจะเชิญเสด็จองค์จักรพรรดิออกไปสู่ลานพระราชพิธี

ผู้ถูกเชิญพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเดินออกไป อย่างไม่รีบร้อนเหมือนรั้งรอให้ชายหนุ่มก้าวตาม หานตงเองก็เร่งฝีเท้าตามอีกคนอย่างรู้หน้าที่

 

พระราชพิธีอภิเษกสมรสถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร ณ ลานพระราชพิธีเหล่าข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ทั้งฝ่ายในและฝ่ายขุนนาง ต่างยืนเรียงแถวร่วมยินดีและเป็นสักขีพยานในพิธีมหามงคลในครั้งนี้

องค์จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรขนาบข้างด้วยหวังไทฮองไทเฮาและฟู่หวงไทไทเฮา ผู้ใหญ่แห่งวังหลังทั้งสอง ถัดลงมาจึงเป็นติ้งตี้ไทเฮาพระมารดาของตน

เหล่าสตรีที่ยืนเรียงแถวสองข้างทางอยู่เบื้องล่างคือมเหสีรองและเหล่าสนมภายใต้อาภรณ์สีสันสดใส แย่งกันเป็นดาวเด่นหวังให้องค์ฮ่องเต้สะดุดตาตน

แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อหัวใจหลักของงานปรากฏตัว ก็มิมีผู้ใดโดดเด่นไปกว่าผู้ที่ได้ครอบครองตำแหน่งประมุขของฝ่ายใน สตรีที่อยู่เหนือคนทั้งใต้ล่า แต่อยู่ใต้องค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียว

เมื่อฮองเฮาพระองค์ใหม่ลดพัดขนนกยูงที่บังใบหน้าตนอยู่ลงแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าองค์จักรพรรดิ ราชขันทีชั้นผู้ใหญ่ก็ทำหน้าที่อ่านราชโองการแต่งตั้งพร้อมสรรเสริญคุณงามความดี ก่อนจะอัญเชิญตราตั้งประจำตำแหน่งฮองเฮาและเครื่องประดับเกียรติยศที่บ่งบอกถึงการเป็นมารดาแห่งแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ขึ้นถวายต่อฮองเฮา

หวังฮองเฮาคำนับองค์ฮ่องเต้รับราชโองการก่อนจะลุกขึ้นเดินมาประทับยังที่ของตนซึ่งก็คือด้านข้างบัลลังก์มังกรของผู้เป็นพระสวามี

เหล่าผู้ร่วมเป็นสักขีพยานต่างพร้อมใจกันถวายบังคมฮองเฮาพระองค์ใหม่จนเสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งวัง เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ทั้งสองพระองค์ก็จะเข้าสู่พิธีการตามขนบธรรมเนียม

แต่ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเข้าสู่พระราชประเพณีตามขนมธรรมเนียม หวังไทฮองไทเฮาก็ถือเอาฤกษ์มหามงคลนี้คืนตราประทับพระราชลัญจกรขององค์จักรพรรดิ เครื่องหมายแสดงถึงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินฮั่น ต่อฮ่องเต้อ้ายหมิง ตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้

ซึ่งก็หมายความว่านับต่อจากนี้ไปหวังไทฮองไทเฮาจะไม่ออกว่าราชการหลังม่านร่วมกับองค์ฮ่องเต้อีกต่อไป และอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้ถือเป็นสิทธิ์ขาดขององค์ฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยพระราชพิธีราชาอภิเษกสมรส ตามขนมธรรมเนียมก็ได้เริ่มต้นขึ้น

หานตงยังคงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างมองพระราชพิธีที่กำลังดำเนินด้วยความตื่นตาตื่นใจ เมื่อมีโอกาสได้สัมพันธ์ด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อมองไปยังเจ้าบ่าวของงาน ในใจก็รู้สึกตีบตันจนเผลอส่งรอยยิ้มเศร้าๆ ไปให้อีกคนที่หันมาสบตากับเขาพอดี

“ฝ่าบาท” น้ำเสียงเย็นเหยียบของหวังไทฮองไทเฮาเรียกสติให้องค์ฮ่องเต้ที่ลืมตัวจนเกือบเผลอก้าวไปหาเจ้าของรอยยิ้มที่ทำให้ตนปวดร้าวไปทั่วทั้งอก

ผู้ที่เกือบเผลอตัวทำตามใจตนต้องหลับตาลงแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมดวงหน้าที่กลับไปเย็นชาไร้อารมณ์ ฝืนใจทน ทำหน้าที่ของตน ให้แล้วเสร็จเสียที

 

เมื่อพระราชพิธีจบลงงานเลี้ยงเฉลิมฉลองก็เริ่มต้นขึ้นและลากยาวไปจวบจนดวงตะวันตกดิน

ราชขันทีหนุ่มผู้หมดหน้าที่ในวันนี้เดินทอดน่องเหม่อมองพระจันทร์ด้วยดวงใจที่หม่นหมอง

ตามธรรมเนียมแล้ว ในคืนนี้ฝ่าบาทต้องค้างอยู่ที่ตำหนักของฮองเฮา การที่เขาจะได้กดกอดอีกคนยามนิทราดั่งเช่นทุกคืนย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ ประจวบเหมาะกับคืนนี้ไม่ใช่เวรถวายการรับใช้ของเขา ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะปลีกตัวกลับมายังเรือนพำนักของตน เมื่องานเลี้ยงจบลง

ปลดเปลื้องอาภรณ์ทิ้งกายลงไปแช่ในน้ำอุ่นที่ถูกจัดเตรียมไว้รอก่อนจะหลับตาลงเพื่อสงบจิตใจที่กำลังว้าวุ่น

เขามิใช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่รู้สึกอะไรเมื่อต้องเห็นคนที่ตนรักเข้าพิธีวิวาห์กับผู้อื่น เพราะมันคือสิ่งตอกย้ำว่าคนที่ควรอยู่ข้างกายฝ่าบาทนั้นมิใช่ตน

ปากเก่งบอกคนรักว่าเข้าใจในหน้าที่ของอีกคน แต่สุดท้ายเมื่อประจักษ์ถึงความเป็นจริงว่าคนทั้งสองเหมาะสมกันเพียงใดก็อดสั่นไหวในใจไม่ได้อยู่ดี

นอนแช่น้ำผ่อนคลายความเครียดที่มี จนผ่านไปหลายเค่อ หานตงก็หยัดกายลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ จัดการสวมเพียงเสื้อตัวในและกางเกงผ้าแพรก่อนจะเดินตรงไปยังเตียงนอนด้านใน

ชายหนุ่มที่กำลังเช็ดผมของตนไปพลางก้าวเดินต้องมีอันหยุดชะงัก เมื่อเดินผ่านฉากกั้นเข้าไปพบกับใครบางคนที่นั่งรออยู่บนเตียงนอน

“ไยเจ้าถึงอาบน้ำนานนัก” ใครอีกคนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินตรงมาหาเขาพร้อมคำถามที่ดังขึ้น

ผ้าในมือถูกคนตรงหน้าแย่งไปก่อนจะจัดการเช็ดผมให้เขาอย่างอ่อนโยน

“ฝะ...ฝ่าบาท ไยพระองค์ถึงประทับอยู่ที่นี่” หานตงที่พึ่งหาเสียงตัวเองเจอเอ่ยถามด้วยความตกใจ

เวลานี้ฝ่าบาทควรเสด็จไปยังตำหนักคุนหนิงกงที่ประทับของหวังฮองเฮามิใช่หรือไยถึงมาปรากฏตัวที่นี่ แถมอาภรณ์ที่สวมใส่นั้นก็หาใช้เครื่องแต่งกายขององค์กษัตริย์ไม่

“ข้ามาหาเจ้าไม่ได้หรือ” อีกคนยิ้มรับก่อนจะหันไปหยิบชุดที่พับวางอยู่มาสวมให้ชายหนุ่ม

“กระหม่อมมิบังอาจ” หานตงรีบปฏิเสธคนตรงหน้า ถึงจะเป็นคนรักกัน แต่อีกคนก็คือฮ่องเต้จะให้ลดเกียรติมาช่วยเขาแต่งตัวได้อย่างไร

“ระหว่างเราสองคนยังมีอะไรต้องเกรงใจกันอีกหรือ” คนตรงหน้าว่าพลางยื่นมือมาช่วยเขาผูกเชือกที่เอวก่อนจะหันไปหยิบเสื้อตัวกลางมาแต่งตัวให้เขาต่อ

หานตงมองดวงหน้าที่อยู่ห่างไม่ถึงคืบตาปริบๆ ปล่อยให้อีกคนทำตามใจ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก

“ไปกันเถอะ” หลังจากจัดการผูกหยกชิ้นสำคัญที่เอวของหานตงเรียบร้อย ใครอีกคนก็ยังไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ถามสิ่งใด

“ฝ่าบาทจะเสด็จไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” คนถูกจูงมือเอ่ยถาม เมื่อถูกลากออกจากที่พำนักไปตามทางเดิน โดยระหว่างทางนั้นไร้เงาขันทีหรือราชองครักษ์ที่ต้องคอยถวายการอารักขา

“ไปยังที่ที่มีแต่เรา” ได้รับคำตอบเพียงเท่านั้น หานตงก็ถูกอีกคนฉุดให้เดินตามด้วยความเร็ว ซอกแซกไปมาพอสมควรเขาทั้งคู่ก็มาโผล่ยังประตูทางออกทิศใดทิศหนึ่งของวัง

ยังไม่ทันจะได้ถามสิ่งใดและไม่ทันจะได้สังเกตใบหน้าของกลุ่มคนสองสามคนที่ยืนรออยู่ หานตงก็ถูกอีกคนจับยัดเข้าไปในรถม้าที่จอดรออยู่

“ไปได้” สิ้นคำสั่งจากคนที่พึ่งตามขึ้นมา รถม้าที่เขานั่งอยู่ก็เคลื่อนตัวออกจากประตูวัง

“ฝ่าบาท...” หานตงยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามปลายนิ้วชี้ของอีกคนก็จรดลงบนริมฝีปากของเขาเสียก่อน

“ชู่ว ไม่ไว้ใจข้าหรือ” เพียงแค่คนตรงหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและใบหน้าแสนอ่อนโยน หานตงก็ไร้ข้อสงสัยใดๆ

...ไม่เพียงแค่ไม่สงสัย แต่ไม่ว่าคนตรงหน้าจะพาเขาไปยังแห่งหนใด เขาก็พร้อมตามอีกคนไปอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 

ตลอดเส้นทางภายในเมืองหลวงต่างถูกประดับประดาอย่างสวยงาม โคมไฟสีแดงถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งท้องถนน เฉลิมฉลองพระราชพิธีมหามงคลที่จะถูกจัดต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน

เหล่าผู้คนที่กำลังดื่มกินเฉลิมฉลองอยู่นั้น ใครเล่าจะรู้ว่าภายในรถม้าที่กำลังแล่นอย่างเอื่อยเฉื่อยไปตามท้องถนนคือบุรุษที่คนทั่วทั้งแผ่นดินฮั่นกำลังเฉลิมฉลองให้

ส่วนผู้ที่อยู่ข้างกายของบุรุษผู้นั้นก็คือราชขันทีหนุ่มที่ถูกยัดเข้ามาภายในรถม้าโดยไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นคือที่ใด

หานตงทำได้แค่ชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของคนที่อิงแอบตน เหม่อมองบรรยากาศภายนอกโดยไม่คิดจะเอ่ยถามสิ่งใด บางครั้งการปล่อยให้ใครอีกคนได้อยู่กับตัวเองภายใต้ความเงียบสงบ น่าจะดีกว่าการซักถามหรือพูดคุยใดๆ

จนเมื่อรถม้าหยุดลงคิ้วของชายหนุ่มก็ต้องขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

“ฝ่าบาทไยเสด็จมายังที่แห่งนี้” หานตงกระซิบถามคนที่เขาพึ่งช่วยประคองลงมาจากรถม้า

“ข้าบอกเจ้าว่าจะพาเจ้าไปยังที่ที่มีแค่เราสองคนมิใช่หรือ” คนถูกถามตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านใน

หานตงเงยหน้ามองคฤหาสน์หลังใหญ่ จวนของอดีคหบดีที่ฝ่าบาทซ่อมแซมปรับปรุงแล้วยกให้เขาเพื่อบังหน้า แต่ความจริงคือใช้สถานที่แห่งนี้สำหรับหารือหรือค้นคว้าสิ่งต่างๆ กับเหล่าบัณฑิต

...ว่าแต่ในยามนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมายังที่แห่งนี้ทำไมกัน

 

ถึงข้อจะสงสัยเพิ่มขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นหานตงก็ยังคงเร่งฝีเท้าตามอีกคนเข้าไปด้านในไม่ห่าง

“ฝ่าบาท...ออกมาเช่นนี้จะดีหรือ” ชายหนุ่มอดที่จะเอ่ยทักท้วงการกระทำของอีกคนไม่ได้ การที่องค์ฮ่องเต้ไม่เสด็จไปยังตำหนักของฮองเฮาในคืนแรกของการอภิเษกสมรสก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังออกจากวังมาอีกจะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ

“ข้าทำตามที่พวกนางต้องการแล้ว ตำแหน่งฮองเฮาข้าก็ยกให้ ยังจะมีสิ่งใดไม่พอใจอีก” เมื่อน้ำเสียงของคนรักแสดงถึงอารมณ์ขุ่นมัว หานตงจึงเลือกที่จะเงียบ ไม่เอ่ยสิ่งใดกวนใจอีกคนต่อ

ภายในจวนถูกบูรณะซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์และสามารถใช้งานหรือเข้ามาอยู่อาศัยได้แล้ว แต่ภายในกลับไร้ผู้คนหรือบ่าวไพร่ที่คอยดูแล เหมือนกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกสั่งห้ามมิให้ผู้ใดย่างกายเข้ามา

“ฝ่าบาททำไมที่นี่ถึงได้เงียบเชียบนัก” เป็นหานตงเสียเองที่เริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของคนที่อยู่ข้างกายตน

“เป็นคำสั่งของข้าเอง” คำตอบที่ได้ยินเล่นเอาชายหนุ่มงงงวยมากกว่าเดิม

“ณ ที่แห่งนี้ ในคืนนี้จะมีเพียงเจ้ากับข้า” คนด้านข้างหันมาตอบด้วยแววตาลึกซึ้งก่อนจะกุมมือชายหนุ่มให้เดินเคียงกันไปตามทางเดินที่มีโคมไฟให้แสงสว่างตลอดทาง

หานตงที่ยังไม่ได้คำตอบในข้อสงสัยอะไรสักอย่างก็ต้องเกิดคำถามขึ้นในใจอีกครั้ง เมื่อจุดหมายที่อีกคนจูงมือเขาเดินไปนั้นคือศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวที่ในตอนนี้รอบศาลามีผ้าโปร่งสีแดงประดับบดบังสิ่งที่อยู่ภายในเอาไว้

ฝ่าบาทเป็นคนทำหน้าที่เปิดผ้าม่านให้เขาเข้าไปด้วยตนเอง เมื่อคนทั้งคู่เข้าไปด้านในก็พบกับโต๊ะพิธีที่ถูกจัดวางอยู่

หานตงหันไปสบตากับคนด้านข้างที่กำลังมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้งก่อนจะกระชับมือที่ประสานกันอยู่ให้แน่นขึ้น

“ฝ่าบาท...นี่คือ” หานตงที่พอจะรู้แล้วว่าอีกคนต้องการสิ่งใดเอ่ยถามเสียงเบาหวิว

“หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่บังคับเจ้าและข้าจะถือว่าเรื่องคืนนี้ไม่ได้เกิดขึ้น” อีกคนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ถึงจะจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้วเหมือนเป็นการมัดมือชก แต่ฮ่องเต้อ้ายหมิงก็ยังคงให้โอกาสเขาได้ตัดสินใจ

“กระหม่อมดีใจมากต่างหาก” ชายหนุ่มฉีกยิ้มให้คนรักก่อนจะจูงมืออีกคนไปคุกเข่าลงตรงหน้าโต๊ะพิธี แต่หันหน้าออกไปทางท้องฟ้าและสระบัว

“คำนับครั้งที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน” หานตงเลียนแบบตามพิธีกรรมที่เขาพึ่งได้เห็นในวันนี้ก่อนที่ทั้งคู่จะประสานมือแล้วคำนับพร้อมกัน

“คำนับครั้งที่สอง คำนับบรรพบุรุษ” เมื่อทั้งคู่หันหน้ากลับมาทางโต๊ะพิธีชายหนุ่มก็เอ่ยต่อ

“คำนับครั้งที่สาม คำนับบิดามารดา” สิ้นคำทั้งคู่ก็คำนับลงพร้อมกันอีกครั้งก่อนจะหันหน้าเข้าหากัน

“คำนับครั้งที่สี่ คำนับกันและกัน” ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันหลังจากการคำนับก่อนที่ข้อมือของหานตงจะถูกกุมเอาไว้

“แหวนหยกวงนี้พระมารดามอบให้ข้าในวันที่ข้าเกิด นับจากนี้ข้าขอฝากให้เจ้าดูแล” คนตรงหน้าเอ่ยก่อนจะหยิบแหวนหยกสีเขียวมรกตมาวางลงบนฝ่ามือของหานตง

“ฝ่าบาท...” หานตงสบตาคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ อีกคนมอบอะไรให้เขาตั้งมากมาย แต่เขากลับไม่เคยมอบสิ่งใดให้คนตรงหน้าเลย

“สร้อยเส้นนี้มารดาของกระหม่อมเป็นผู้มอบให้ และมันไม่เคยอยู่ห่างกายของกระหม่อม” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะถอดสร้อยที่ตนสวมอยู่มาสวมให้คนรัก

“เจ้าไม่ต้องมอบสิ่งใดให้ข้าก็ได้” ทั้งที่เอ่ยแบบนั้นแต่ดวงหน้าของฮ่องเต้อ้ายหมิงกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข เมื่อใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับจี้หยกสีขาวมันแพะแกะสลักลายวิหคคู่

“สินสอดทองหมั้นไม่มีได้อย่างไร” ชายหนุ่มตอบคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าก่อนจะหันไปหยิบจานขนมมงคลมาป้อนให้อีกคน

เมื่อสลับกันป้อนขนมมงคลแล้วตามด้วยการคล้องแขนดื่มเหล้ามงคล คนทั้งคู่ก็ตัดปอยผมของตนเองออกมาคนละช่อก่อนจะนำมาผูกเอาไว้ด้วยกัน

“กราบไหว้ฟ้าดิน ผูกผมรวมเป็นหนึ่ง ร่วมเรียงเคียงหมอนตราบจนเส้นผมเปลี่ยนสี” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยพร้อมนำเส้นผมที่ผูกติดกันใส่ถุงผ้าสีแดงปักลายดิ้นทองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนรักที่กำลังระบายยิ้มมองการกระทำของตนอยู่

“แต่งงานกันเช่นนี้แล้วจะใช้แซ่ของใครดี” หานตงเอ่ยถามไม่จริงจังนักพร้อมช่วยประคองอีกคนให้ลุกขึ้นยืน

“ทำไมหรือ เจ้าไม่อยากมาใช้แซ่เดียวกันกับข้าหรืออย่างไร” คนถูกถามก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงก่อนจะนั่งลงบนเบาะที่หานตงนำมาวางไว้ให้

“ไยข้าจะไม่อยากใช้แซ่ท่าน แซ่ขององค์จักรพรรดิเชียวนะ” หานตงยังคงหยอกล้ออีกคนพร้อมทรุดตัวนั่งลงด้านข้างเสาเพื่อให้ชายคนรักได้เอนมาซบที่อก

“แซ่ช่าง” คนที่อยู่ในอ้อมกอดเอ่ยขึ้นโดยที่ดวงตายังคงทอดมองไปยังดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนท้องนภาสีดำสนิท

“ท่านว่าอย่างไรนะ” หานตงถามย้ำเมื่อได้ยินไม่ชัดเท่าใดนัก

“ช่างที่แปลว่าอิสระ” คำตอบที่ได้ยินยิ่งทำให้คนฟังไม่เข้าใจ

“ในนามของฮ่องเต้ข้าขอพระราชทานแซ่ช่างให้กับจางเหว่ยและหานตง” คนในอ้อมกอดลุกขึ้นมาประคองดวงหน้าของเขาเอาไว้แล้วเอ่ยด้วยสุรเสียง ทรงอำนาจ

“จะมีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้นที่ใช้แซ่นี้ ไม่ต้องใช้แซ่จางของกษัตริย์และไม่ต้องใช้แซ่ต่งของเจ้าที่ต้องแบกรับหน้าที่ เราทั้งคู่จะเป็นอิสระจากทั้งสองวงศ์ตระกูล และมีเพียงแค่กันและกัน” สุรเสียงทรงอำนาจแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มแสนอบอุ่น

“จางเหว่ย ข้ารักท่าน” หานตงดึงอีกคนเข้ามากอดเอาไว้แน่นก่อนจะพร่ำบอกคำรักไปพร้อมการกดจูบไปทั่วทั้งใบหน้าของอีกคน

...ไยต้องทำเพื่อข้าขนาดนี้

 

“ข้าเองก็รักเจ้าเช่นกัน หานตง”

ดวงตาของคนทั้งสองประสานกันอย่างลึกซึ้งก่อนจะเคลื่อนดวงหน้าเข้าหากันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด

สองริมฝีปากผลัดเปลี่ยนกันลิ้มรสความหอมหวานแสนคุ้นเคย ตักตวงเอาความหวานล้ำอย่างเนิบช้าและนุ่มนวลให้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ ก่อนจะตระกองกอดกันและกันนอนลงบนเสื้อตัวนอกของหานตงที่ฉวยโอกาสจัดการถอดออกไปปูก่อนหน้า

หานตงค่อยๆ ปลดกวานของอีกคนออกปล่อยให้ผมสีดำยาวสยายแผ่รองรับเรือนกายอันน่าหลงใหล สองกายโอบกอดแลกเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายที่เริ่มสูงขึ้นตามความต้องการภายใน

รสชาติร้อนแรงของสุราที่ตลบอบอวลอยู่ในปากยิ่งเร่งเร้าคนทั้งสอง จากสัมผัสอ่อนนุ่มจึงเริ่มทวีความเร่าร้อน แปรเปลี่ยนไปตามไฟราคะที่กำลังโหมกระหน่ำ

“อื้อ...” คนใต้ร่างส่งเสียงครางกระเส่าในลำคอ เมื่อผิวขาวเนียนถูกปลายลิ้นร้อนโลมเลียและขบเม้นสร้างรอยรัก

ยอดปทุมถันสีสวยถูกชายหนุ่มดูดกลืนประหนึ่งทารกที่กำลังหิวกระหายน้ำนมของมารดา ริมฝีปากและเรียวลิ้นคอยตวัดดูดกลืนไปพร้อมสองมือทำหน้าที่ปลดเปลื้องอาภรณ์ของคนใต้ร่าง

ในคิมหันต์ฤดูที่เหมันตฤดูพึ่งผ่านพ้นไปตกกลางคืนย่อมยังคงหลงเหลือสายลมเย็นพัดมากระทบผิวกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็หาได้ทำให้อุณหภูมิร่างกายของคนทั้งสองลดลงไม่

หานตงที่กำลังเพลิดเพลินกับการโลมเล้าร่างกายของคนรักมีอันต้องหยุดชะงัก เมื่อเจ้าของร่างที่ส่งเสียงครางกระเส่าอยู่นั้นพลิกให้ตนลงไปอยู่เบื้องล่างแทน

“จางเกอ...อ่ะ ท่านจะทำสิ่งใด” เสียงคราวเบาหวิวหลุดลอดให้ได้ยินเมื่อความเป็นชายที่กำลังดุดันภายใต้กางเกงผ้าแพรถูกกอบกุมเอาไว้ด้วยมือของอีกคน

“ตลอดมามีเพียงเจ้าที่คอยปรนนิบัติข้า ให้ข้าได้ทำหน้าที่นั้นบ้างเถิด” สิ้นเสียงนุ่มร่างกายของชายหนุ่มก็ต้องหดเกร็ง ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันอย่างมิได้นัดหมาย เมื่อความเป็นชายของตนนั้นถูกโอบอุ้มด้วยโพรงปากอุ่นร้อนของอีกคน

“ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ อ่า~” เอ่ยห้ามไม่ทันได้จบประโยคก็ต้องสั่นสะท้านไปทั่วทั้งกาย เมื่อแรงดูดดึงและเรียวลิ้นที่ปรนเปรอให้ตนนั้นเพิ่มความหนักหน่วง

ความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกายจากสัมผัสที่ทั้งอ่อนโยนและเร่าร้อน เร็วบ้างช้าบ้างสลับกันไป

คนถูกปรนเปรอพยุงตัวขึ้นนั่งพิงเสาเพื่อให้ตนเองสามารถมองดวงหน้าของอีกคนได้ชัดเจนขึ้น

ปลายนิ้วอันสั่นเทาเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้าของคนรักออก ก่อนจะเกลี่ยไปยังพวงแก้มที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ และเมื่อดวงตาคู่เหยี่ยวที่ในตอนนี้กำลังฉ่ำวาวด้วยความต้องการประสานเข้ากับดวงตาของเขา หานตงก็ยากที่จะควบคุมความต้องการของตนเอาไว้ได้ ลืมสิ้นแล้วว่าผู้ที่กำลังปรนเปรอตนอยู่นั้นคือองค์ฮ่องเต้ เจ้าเหนือหัวผู้อยู่สูงสุดแห่งแผ่นดินฮั่น

ชายหนุ่มใช้สองมือแทรกผ่านเข้าไปในกลุ่มผมสีดำน้ำหมึก กดศีรษะของอีกคนเอาไว้ก่อนจะสวนสะโพกเข้าหาควบคุมจังหวะใช้เรียวปากของใครอีกคนปรนเปรอตนจนไปถึงจุดหมายปลายทางอันสุขสม

“ซี๊ด...อ๊า” จนเมื่อปลดปล่อยสายเชื้อพันธุ์สีขาวขุ่นเข้าไปในโพรงปากนุ่มจนหมดทุกหยาดหยด หานตงก็ต้องรีบปล่อยให้อีกคนเป็นอิสระเมื่อเห็นสายน้ำตาเอ่อล้นอาบพวงแก้มสีแดงก่ำทั้งสองข้าง

“แค่ก แค่ก” จางเหว่ยหรือฮ่องเต้อ้ายหมิงไอโขกใหญ่ไปพร้อมหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดในทันทีเมื่อได้รับอิสระ

“ข้า ข้าขอโทษ” หานตงถึงขนาดลนลานทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นสภาพของคนรัก ทำได้แค่ประคองดวงหน้านั้นขึ้นมาเช็ดคราบขาวขุ่นที่เปรอะเปื้อนตามเรียวปากและจูบซับหยาดน้ำตาของอีกคนเพื่อปลอบประโลม

แต่แล้วเมื่อคนตรงหน้าเลื่อนตัวขึ้นมาคร่อมบนตักของเขา หานตงก็รับรู้แล้วว่าหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นนั้นหาใช่มาจากความทรมานไม่

“เพียงแค่ทำให้ข้า ท่านก็เป็นถึงเพียงนี้แล้วหรือ” เสียงทุ้มกระซิบถามก่อนจะกดจูบไปตามซอกคอขาวแล้วกอบกุมความเป็นชายของอีกคนที่กำลังชูชันเอาไว้

“หานตง อ่า...ข้า...ได้...เตรียมดอกเบญจมาศก่อนออกมาแล้ว อื้อ...เจ้าเข้ามาเถิด” ยิ่งชายหนุ่มปลุกปั่นตัวตนของอีกคนมากเท่าใดที่รอยแยกก็ยิ่งปลดปล่อยสายน้ำใสออกมาชโลมให้ทุกสิ่งทุกอย่างไหลลื่นมากขึ้น

“ทำไมท่านถึงน่ารักเยี่ยงนี้” ชายหนุ่มพร่ำคำหวานพร้อมทั้งกดจูบไปตามพวงแก้มสีแดงระเรื่อก่อนจะไล่เรียวลิ้นโลมเลียร่างขาวเนียนที่กำลังสั่นเทิ้ม ฝ่ามือร้อนก็เร่งเร้าปรนเปรอให้อีกคนได้ปลดปล่อย

จนเมื่อร่างที่คร่อมอยู่บนตักของเขาหดเกร็ง สายน้ำแห่งเชื้อพันธุ์ถูกปลดปล่อยออกมาชโลมไปทั่วทั้งฝ่ามือของชายหนุ่ม เขาก็นำเจ้าสิ่งนั้นไปช่วยลดความฝืดเคืองให้อีกคนได้เจ็บน้อยลง

ดอกเบญจมาศที่ถูกตระเตรียมมาอย่างดี ขยายรับเรียวนิ้วที่กำลังชำแรกผ่านเข้าไปเพื่อขยายให้กว้างกว่าเดิมเตรียมรับความเป็นชายของหานตงที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งจากการปลุกปั่นด้วยฝ่ามือของคนที่กำลังหอบกระเส่า

เสียงครางหวานของคนถูกกระทำดังได้แค่เพียงในลำคอ เมื่อเรียวปากถูกชายคนรักประกบปิดเอาไว้อีกครั้งก่อนจะตามมาด้วยความวาบหวามจากเรียวลิ้นที่แทรกซึมเข้ามาตวัดพันเกี่ยวเรียวลิ้นของตน

เรียวนิ้วทั้งสามถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ใหญ่โตกว่า เมื่อหานตงมั่นใจว่าดอกเบญจมาศของคนรักนั้นผลิบานจนสามารถรับตัวตนของเขาเข้าไปได้

“อื้ออออ” เสียงหวีดร้องในลำคอดังขึ้นเมื่อความคับแน่นชำแรกผ่านปากทางเข้าไปทีละนิด จนภายในกายของจางเหว่ยโอบอุ้มตัวตนของอีกคนได้จนหมด ผู้ที่อยู่ด้านบนก็เริ่มทำหน้าที่ขยับร่างกายรับจังหวะกับสะโพกของหานตงที่สวนขึ้นไป

“จางเกอ อ่า...ข้ารักท่านเหลือเกิน” คำรักถูกพร่ำบอกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเรียวปากเป็นอิสระสลับกับเสียงครางหวานจากบทรักอันเร่าร้อน

สองกายบรรเลงเพลงรักเข้าจังหวะจะโคนอย่างรู้ใจ ปรนเปรอความสุขสมให้กันและกัน เพื่อให้ไปถึงปลายทางแห่งความหฤหรรษ์

จนเมื่อความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วทั้งกาย ความสุขที่ได้รับพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด สายน้ำแห่งเชื้อพันธุ์ก็ถูกปลดปล่อยเข้าไปในกายของอีกคนพร้อมเจ้าของกายที่ปลดปล่อยออกมาเต็มหน้าท้องของหานตงเช่นกัน

ชายหนุ่มจูบซับสายน้ำตาแห่งความสุขสมที่เอ่อล้นออกมาอย่างอ่อนโยนก่อนจะแวะหยอกเย้ากดจูบยังไฝเม็ดเล็กที่มุมด้านล่างปากกระจับสีชาด แล้วลากยาวพรมจูบไปตามไหล่ลาดเนียน

“อือ ให้ข้าได้พักบ้างเถอะ” คนที่ยังไม่ทันจะได้กลับมาหายใจเป็นปกติต้องครางห้ามเมื่อรับรู้ว่าบางอย่างที่อยู่ในกายตนเริ่มขยายใหญ่อีกครั้ง

“เลขหกคือเลขแห่งความรัก คืนเข้าหอของเราทั้งสองก็ควรถือเคล็ดนี้มิใช่หรือ” ชายหนุ่มแสนเจ้าเล่ห์ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงรักที่แสนเร่าร้อนและดุดันต่อ ให้ครบตามจำนวนเลขมงคล

...เขาไม่ได้งมงายนะก็แค่ถือเคล็ดให้รักยืนยาวเท่านั้นเอง

 

เครดิต : อยู่ในรูปนะคะ

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

จ๊ะเอ๋ ลืมเสี่ยวตงกับจางเกอกันรึยังเอ่ย กลับมาต่อแล้วจ้า

ฝ่าบาทของเราได้อำนาจกลับมาเต็มที่แล้วจะเป็นยังไงต่อไปนะ มาลุ้นกันจ้า

ขอค่าตอบแทนในการแต่งไม่มาก แค่คอมเม้นมาพูดคุยเป็นกำลังกันบ้างเท่านั้นก็พอแล้วจ้า

ติชมกันมาได้นะจ๊ะ พร้อมตอบ พร้อมคุยทุกคอมเม้นครับผม

แท็กที่ใช้ของเรื่องนี้นะจ๊ะ 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง  

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น