email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงกำลังใจนะคะ : )

Episode - 1 - รักแรกที่ไม่มีทางลืม [100%]

ชื่อตอน : Episode - 1 - รักแรกที่ไม่มีทางลืม [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก นิเศศาสคร์ นิเทศ เด็กฟิล์ม ดาวเดือน แอบรัก รีวิว Engineer Romance

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2563 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode - 1 - รักแรกที่ไม่มีทางลืม [100%]
แบบอักษร

ปัจจุบัน 

Nirin Say: 

Seoul Korea 

“ยัยณิรินไหนว่ามารอแล้ว อยู่ไหนเนี่ย โกหกกันชัดๆ” ฉันยกมือขึ้นทักเพื่อนสนิทแต่มันกับเดินเกือบชนกันและเดินผ่านกันไปเฉยเลย “ซอรี่!” 

นี่ขนาดยัยแอมแปร์ยังจำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอเนี่ย คิดแล้วก็แอบหัวเราะในลำคอก่อนจะเดินตามยัยนี่ที่บ่นใส่กันไม่หยุด  

“สัญญาณไวไฟก็ไม่มีอีก จะหากันเจอได้ไงวะ!”ยัยเพื่อนจอมขี้บ่นทำหน้ากังวลใจ มองซ้ายทีขวาที เหมือนคนหาวิธีติดต่อฉันอยู่แต่ไม่รู้จะทำยังไง 

“ฉันก็อยู่ข้างหลังแกนี่ไง โวยวายไม่เปลี่ยนเลยนะแกเนี่ย!!!” 

“เห้ย นี่แก...ยัยณิรินจริงดิ!”ทันทีที่แอมแปร์หันมามันก็ดึงพาพันคอที่ปิดคลุมมาถึงปากของฉันออกเป็นการยืนยันตัวตน และกระโดดกอดฉันทันที 

“นี่แกดีใจที่ไม่ได้เจอกันนาน ขนาดร้องไห้เลยเหรอวะ” 

“เปล่า โอปป้าตม. โคตรโหดเลย ถามฉันโคตรเยอะ ดีนะที่สวยมากเลยรอดมาได้” 

“ฉันว่าไม่น่าใช่นะ เพราะถ้าวัดด้วยเหตุผลนั้นจริงแกน่าจะโดนต้อนกลับไทยคนแรกเลย!” 

“แหม ก็คือพอสวยกว่า ตัวเล็กกว่าแล้วบูลลี่คนอื่นได้เลยงี้ ไหนดูดิ โหฉันจำแกไม่ได้เลยนะเนี่ย อย่างกับไอดอลเกาหลี” 

“ไอ้บ้า ใครบูลลี่ฉันแซวแกเล่น!” 

“ว่าแต่แกเถอะ ในกล้องดูไม่ผอมขนาดนี้ ตัวจริงโคตรหุ่นดีเลยอ่ะ นี่สรุปลดไปกี่โลวะ” 

“สี่สิบห้าโล” 

“โหหหหหห หุ่นปังมากแม่ แล้วนี่แกแอบไปศัลยกรรมทำหน้าไม่บอกฉันใช่ไหม”มันจับฉันหมุนซ้ายหมุนขวาช้อนหน้าไปมาแบบจับผิด 

“จะบ้าเหรอ แกก็รู้ว่าฉันกลัวมีดจะตาย ไม่ได้ผ่านมีดหมอแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์” 

“เอาจริงป่ะ ถ้ารู้ว่าแกผอมแล้วสวยขนาดนี้ฉันยุให้แกลดน้ำหนักตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว อีกอย่างประเทศนี้เขาเก่งเรื่องดูแลตัวเองเนอะ เปลี่ยนแกตั้งแต่หัวจรดเท้าขนาดนี้ เริ่ดไม่ไหว” 

“ไม้แขวนมันดี ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยก็สวยแล้ว” 

“ขออนุญาตเกลียดความมั่นใจนี้” 

“ล้อเล่นน่า กว่าจะได้แบบนี้ฉันก็ออกกำลังกายกับควบคุมอาหารแทบแย่” 

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อยากจะเอารูปแกตอนนี้ไปโพสต์หน้าเฟซบุ๊กให้คนที่มันเคยบูลลี่แกสมัยเด็กๆ เห็นเลยอ่ะ” 

“ช่างคนพวกนั้นเถอะ แต่มาถึงแกก็พูดจาดี เดี๋ยวฉันพาเลี้ยงของอร่อยๆ ดีไหม” 

“ดี ฉันหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!” 

ใช่ฉันคือณิริน หรือมิชลินคนที่ถูกทุกคนล้อเมื่อสามปีก่อนเอง ด้วยน้ำหนักที่ทะยานขึ้นไปเก้าสิบห้า บวกกับเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักการดูแลตัวเองและไม่แต่งตัว ผมก็หยักศกอย่างกับเกลียวนอต อีกทั้งยังสายตาสั้นสามร้อยกว่าทำให้ใส่แว่นตาหนาเตอะ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกในอดีตของฉันทำให้ถูกล้อเลียนจนเป็นที่รู้จักของทุกคน  

โชคดีที่หลังจบม.3 ฉันต้องย้ายตามคุณพ่อที่เป็นนักการทูตมาประจำที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้ฉันกลับมารักตัวเอง และไม่อยากเป็นตัวตลกเหมือนที่ผ่านมาเลยเข้าคอร์สดูแลตัวเองอย่างจริงจังจนกลายเป็นนิวณิรินคนนี้ 

           ภายในหนึ่งปีฉันก็สามารถลดน้ำหนักลงมาได้สี่สิบห้าโล พร้อมกับทำเลสิกจนไม่ต้องใส่แว่นตาหนาเตอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และอย่างที่ทุกคนรู้ว่าประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่คนคีพลุคการแต่งตัวและทรงผมตามแฟชั่นมากๆ ทำให้ฉันถูกเพื่อนใหม่ที่นี่จับแปลงโฉมจนเป็นฉันในทุกวันนี้ ต้องขอบคุณที่เพื่อนๆ แนะนำทุกอย่างให้กับฉัน นอกจากการแต่งตัวแล้วยังเป็นพวกเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ฉันดูดีราวกับเป็นคนละคนกับสามปีก่อนอีกด้วย 

           และอย่างที่บอกแอมแปร์ไป ทุกอย่างมาจากการออกกำลังกายและทานอาหารตามที่นักโภชนาบอกไม่ได้ผ่านมีดหมอแต่อย่างใดนะจ้า 

           “แกอยากกินมื้อแรกเป็นอะไร” 

           “อืมอากาศหนาวๆ แบบนี้ก็ต้อง...เนื้อย่างกับซุปกิมจิ!” 

           “ได้เลย ฉันมีร้านประจำเดี๋ยวพาไปโดน อร่อยมาก!” 

           “เนื้อย่างจ๋า แอมแปร์มาแล้วจ้ะ” 

หลังจากที่พายัยแอมแปร์ไปทัวร์กิน กับไปที่เที่ยวใกล้ๆ ก็พามันกลับมานอนพักที่โรงแรมก่อน ปกติฉันพักอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านพักที่ทางสถานทูตจัดเตรียมไว้ให้ แต่จะให้แอมแปร์ไปด้วยก็กลัวจะเม้าท์มอยเสียงดังจนคุณพ่อคุณแม่ตกใจ เลยให้ท่านจองโรงแรมไว้รอต้อนรับยัยนี่โดยเฉพาะ 

เราสองคนไม่เจอกันมาสามปีกว่า ซึ่งวาระที่แอมแปร์มาหาฉันในครั้งนี้คือทริปฉลองจบม.ปลายของเรานี่เอง 

“ถึงว่าสิแกขาวขึ้น ผิวดีโคตรขนาดนี้ ที่นี่อากาศก็ดี๊ดี แถมยังมีครีมดีๆ ให้เลือกเยอะแยะอีก อิจฉาว่ะ”แอมแปร์ฝอยขณะที่ฉันมาสก์หน้าให้ 

“เวลามาสก์หน้าเขาไม่ให้พูดเดี๋ยวหน้าย่น” 

“โอเค เย็นสบายหน้าจัง” 

แล้วพอฉันมาสก์หน้าเสร็จแอมแปร์ก็จัดแจงถ่ายรูปคู่ลงโซเชียลทันที ตามประสาเจ้าแม่ไอทีที่ตอนนี้สอบติดคณะเทคโนโลยีสารสนเทศที่ตั้งใจไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

“แกนี่ก็โคตรเต่าล้านปีเลย ไม่เล่นเฟซบุ๊ก ไม่เล่นไอจี ไม่เล่นทวิตเตอร์อยู่ได้ไงวะ ฉันสมัครให้ใหม่ไหมจะได้แท็กแกไง” 

เมื่อก่อนฉันก็มีแต่ปิดไปเมื่อสามปีก่อนน่ะ... 

“เรื่องของฉันป่ะ” 

“ณิรินถ้าแกยังฝังใจเรื่องนั้นละก็...” 

“มาสก์หน้าอยู่ ห้ามพูดเว้ย!”ฉันหลับตาลงพร้อมกับตัดบทเพื่อนสนิทไม่ให้พูดถึงเรื่องเก่าๆ 

“เออๆ ไม่พูดก็ได้วะ” 

ถึงแม้ว่าแอมแปร์จะไม่พูด แต่ทุกอย่างก็ยังคงชัดเจน... 

คำพูดในวันนั้นยังดังอยู่ในทุกโสตประสาทในทุกคืนที่หลับใหล... 

“พี่ชอบณิริน เป็นแฟนกับพี่นะครับ” 

จากวันนั้นทุกอย่างมันก็เหมือนดั่งเทพนิยาย ฉันได้เป็นแฟนกับพี่ศิลาผู้ชายสุดฮอตที่ฉันหลงรักเขามาตลอดสามปี เราใกล้ชิดกัน เราไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นแฟนกันจริงๆ อย่างที่ไม่น่าเชื่อ  

มีหลายคนที่ขุดเรื่องหน้าตา ความอ้วน และความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ ระหว่างเราสองคนมาพูดมากมาย แถมฉันยังถูกทำร้ายจากแฟนคลับเขาอีกด้วย 

“นังอ้วน นังขี้เหร่ กล้าดียังไงมาคบกับพี่ศิลาของฉัน!” 

“ปล่อยนะ ปล่อยณิรินนะ”ฉันถูกคนกว่าสิบคนดึงแขนไว้ไม่ให้ขยับ และพี่มาตังที่บอกว่าเป็นแอดมินเพจแฟนคลับของพี่ศิลา กดจิกเข้าที่คางเต็มแรงขณะที่ฉันมาเก็บอุปกรณ์กีฬาตามที่อาจารย์สั่ง โดยที่แอมแปร์ก็ถูกจับไว้ด้วยอีกคน 

“ปล่อยนะเว้ย แน่จริงก็ตัวต่อตัวดิวะ ไอ้พวกหมาหมู่”แอมแปร์พยายามสะบัดพวกพี่ๆ ออกแต่ก็ไม่เป็นผล 

“คนอย่างแกมีอะไรดี ทำไมพี่ศิลาถึงเลือกแกด้วย ฉันจะไม่โมโหเลยนะถ้าคนที่ศิลาเลือกจะเป็นจินจินหรือคนอื่นที่มันสารรูปดีกว่าแก แต่ดูแกสิฉันโคตรรับไม่ได้เลยว่ะ!” 

“ปล่อยณิรินกับแอมแปร์ไปเถอะนะพี่มาตัง ณิรินกลัวแล้ว!” 

“กลัวก็เลิกยุ่งกับพี่ศิลาสิ ฉันทนเห็นพี่เขาอยู่กับแกไม่ลงจริงๆ”ฉันน้ำตาคลอแล้วส่ายหัวไปมา รู้ว่าดื้อรู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรแต่ฉันรักเขา 

“ปล่อยดิวะ อย่าทำเพื่อนฉันนะเว้ย” 

“ฉันจะสั่งสอนแก ไม่เลิกยุ่งกับพี่ศิลาใช่ไหม ได้!” 

“หยุดนะ!” 

แล้วพี่ศิลาก็วิ่งเข้ามาขวางขณะที่ฉันเกือบโดนลูกวอลเลย์บอลอัดใส่หน้าจากพี่มาตังนักกีฬาของโรงเรียน และมีพวกเพื่อนศิลาเดินมาด้วยกลุ่มใหญ่ 

“พี่ศิลา!”คนพวกนี้รีบปล่อยตัวฉันกับแอมแปร์แล้วเดินไปรวมกันหน้าตาแตกตื่น 

“ไปคุยกันที่ห้องฝ่ายปกครอง” 

“ไปทำไมคะ มาตังค์แค่มาคุยกับน้องเขาเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” 

“แต่ที่พี่เห็นเมื่อกี้มันไม่ใช่มั้ง” 

“ไม่ใช่นะคะ เราก็แค่มาคุยกันตามประสาผู้หญิง” 

“ไม่จริง พี่เขาจะทำร้ายยัยณิริน”แอมแปร์รีบบอกพวกพี่ศิลา 

“เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”ฉันจับมือพี่ศิลาแน่นและไปหลบอยู่ด้านหลัง ทั้งเจ็บทั้งตกใจ โดยพี่ศิลากุมมือกลับมาเป็นนัยว่าเขาจะปกป้องกัน “ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่มาช่วยแล้ว” 

“มาตังขอโทษนะคะ อย่าฟ้องฝ่ายปกครองเลยนะคะพี่ศิลา มาตังก็แค่ขู่ไม่ได้คิดจะทำจริงสักหน่อย” 

“ณิรินไม่อยากให้เรื่องถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ อย่าไปห้องปกครองเลยนะคะ”ฉันรีบคว้าแขนบอกเจตนารมณ์ ไม่งั้นฉันว่าเรื่องใหญ่แน่ๆ 

“ต่อไปห้ามหาเรื่องณิรินอีก ถ้าหากเกิดเรื่องแบบนี้อีกพี่ต้องรายงานอาจารย์” 

“ค่ะ พวกเราจะไม่ทำอีก” 

พี่ศิลาพาฉันมานั่งทำแผลที่อัฒจันทร์ ด้วยสีหน้าโมโหอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยๆ ขอคิดเขาข้างตัวเองว่าพี่เขาเป็นห่วงฉันมากได้ไหมนะ  

ถึงมีพี่เขาอยู่ตรงนี้แต่ในใจลึกๆ ยังรู้สึกว่าเขาไกลเกินเอื้อมกับคนอย่างฉันเหลือเกิน 

“พี่ศิลา ณิรินของถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ” 

“ถามมาสิ”เขาตอบทั้งที่ยังแต้มยาที่แก้มให้ฉันอย่างเบามือ 

“ทำไมพี่ถึงมาคบกับณิรินเหรอคะ”พี่เขาหยุดมือแล้วมองกันด้วยสีหน้าเรียบเฉยกว่าทุกที 

“ทำไมถามแบบนี้ล่ะ” 

“เอาจริงๆ ณิรินก็รู้นะคะว่าไม่มีอะไรคู่ควรกับคนอย่างพี่เลย ทุกวันนี้ยังคิดด้วยซ้ำว่าฝันไปหรือเปล่าที่ได้อยู่ใกล้ๆ พี่แบบนี้ แต่ทุกครั้งที่โดนคำดูถูก โดนคำด่าต่างๆ นานา ก็ยิ่งทำให้เจ็บจนรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน” 

“อะไรที่เรียกว่าคู่ควรกับพี่ล่ะ” 

“ก็พี่ทั้งหล่อ เท่ มีชื่อเสียง นิสัยดี พี่ควรจะคู่กับคนที่สวย น่ารัก ที่เหมาะกับพี่ไง” 

“ความจริงพี่ไม่ได้นิสัยดีอย่างที่เราคิดหรอก” 

“ไม่จริงอ่ะ ก็พี่แสนดีขนาดนี้ ถึงมันอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ณิรินจะไม่ลืมเลยนะคะ” 

เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งรู้ว่าต้องย้ายตามคุณพ่อไปต่างประเทศ เพราะงานของคุณพ่อฉันคือนักการทูตแต่ยังไม่แน่ใจว่าประเทศไหนฉันเลยยังไม่ได้บอกพี่ศิลา ถึงเวลานั้นจริงฉันกับพี่ศิลาคงไม่ได้คบกันแล้ว ฉันเลยอยากขอแค่ช่วงเวลานี้เก็บไว้เป็นความทรงจำ 

“แล้วทำไมเราถึงชอบพี่เหรอ” 

“ตอนแรกก็ชอบเพราะว่าพี่หล่อ”ฉันตอบตามจริง “แต่พอได้รู้จัก พี่นิสัยดี ไม่ถือตัว ตรงไปตรงมา รับฟังคนอื่น เท่มากด้วย รวมๆ ทุกอย่างที่เป็นพี่ณิรินก็เลยชอบค่ะ” 

“พี่ไม่ได้เป็นคนดีหรอก เราต่างหากที่ดีเกินไปสำหรับพี่ ในความคิดพี่ว่าความสวยความหล่อของคนไม่ได้วัดที่รูปร่างภายนอก แต่วัดจากความจริงใจ ตัวตนภายในตั้งหาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ไม่เคยได้ยินเราว่าร้ายใคร มองโลกในแง่ดีมากถึงแม้จะถูกกระแสโจมตีจากทุกทาง แต่เราก็ทำให้พี่หัวเราะทุกครั้งที่อยู่ใกล้ เป็นพลังบวกทุกครั้งเวลาเราเจอกัน ไม่อยากเชื่อเหมือนกันแต่พี่สบายใจที่ได้อยู่ใกล้เรานะ” 

“จริงเหรอคะ”ฉันมองสายตาที่พี่เขาพูดทุกคำ แต่เหมือนว่าในสายตามีบางอย่างที่เขาลังเล 

“ณิริน คือพี่มีบางอย่างอยากบอกณิรินน่ะ” 

“แป๊บนึงนะคะ มีสายเข้า”ฉันบอกพี่ศิลาและรับสายคุณแม่ที่โทรมาคุยเรื่องอาจารย์ที่จะมาเป็นติวเตอร์ภาษาที่ต้องเรียนเพิ่มเติมก่อนจะบินไปเรียนต่อในชั้นม.ปลาย 

“พี่ศิลามีอะไรจะบอกณิรินนะคะ” 

“อืม...”ตอนแรกสายตาพี่ศิลามุ่งมั่นเหมือนจะพูดอะไร แต่ว่าเหมือนเขาเปลี่ยนใจหลังจากฉันวางสายคุณแม่เรื่องเรียนภาษาเพิ่มเติม “อีกสองอาทิตย์ก็จะสอบแล้ว ใกล้ช่วงวันเกิดพี่ด้วย สอบเสร็จแล้วเราไปเที่ยวกันไหม” 

“ไปเที่ยวเหรอคะ ดีเลยค่ะ”พี่ศิลารู้ว่าฉันเรียนพิเศษหนักมาก และวันนั้นฉันจะบอกเขาเรื่องที่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วย ควรเลือกที่ไหนดีนะ อยากให้เป็นที่ที่สามารถสนุกและโรแมนติกได้ในเวลาเดียวกัน ฉันอยากเก็บเอาไว้ให้เป็นเรื่องที่จะไม่มีวันลืม “ไปสวนสนุกนะคะ ณิรินอยากขึ้นชิงช้าสวรรค์” 

“ได้สิ” 

เรื่องพวกนี้ทำให้ฉันยิ่งมั่นใจและเชื่อใจว่าพี่ศิลารักฉันจริงๆ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาพี่เขาปกป้องฉันจากทุกคำด่า และปฏิบัติกับฉันราวกับฉันเป็นผู้หญิงที่เขารักจนทุกคนอิจฉา 

เรื่องราวมันคล้ายกับฝันดีที่ยาวนานจนถึงวันสอบวันสุดท้ายและเป็นวันเกิดของพี่ศิลา ที่เนื้อเรื่องมันกำลังเปลี่ยนเป็นฝันร้ายของใครบางคนไปตลอดกาล 

วันที่ฉันตั้งใจทำเค้กไปเซอร์ไพรส์เขาที่ร้านชาบู ร้านที่เด็กโรงเรียนฉันชอบไปกันมากเพราะอยู่ใกล้โรงเรียนนิดเดียว 

“แอมแปร์ตื่นเต้นว่ะ เพื่อนพี่เขาจะอยู่เยอะไหมวะ”ขณะอยู่ที่แท็กซี่ฉันก็คิดไปต่างๆ นานา ฉันไม่เคยไปเจอเพื่อนพี่ศิลาเลย ส่วนมากเราจะอยู่กันสองคน พี่ศิลาบอกว่าเพื่อนเขาออกจะปากเสียเลยยังไม่อยากให้ฉันไปเจอ 

ซึ่งฉันก็ไม่ชอบพี่กัปตันเป็นทุนเดิมเลยไม่อยากเจอเพื่อนพี่เขาสักเท่าไร 

เอาจริงๆ วันนี้พี่ศิลาชวนฉันแล้วนะ แต่ฉันแกล้งบอกว่าติดธุระไปไม่ได้ แต่แอบมาเซอร์ไพรส์เขาแทนเพราะต้องกลับมาเอาเค้กที่บ้านก่อนหลังจากสอบเสร็จเมื่อบ่าย ฉันตั้งใจไปเรียนทำเค้กมาโดยเฉพาะเลยนะถึงช่วงนี้จะยุ่งก็ตาม 

และพอฉันเดินมาถึง เราก็แอบซุ่มดูอยู่ข้างร้านก่อนจะวางแผนกัน เห็นพี่ศิลานั่งสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน โดยมีเด็กๆ ในโรงเรียนนั่งอยู่เต็มร้านตามที่คิดไว้ 

เสียงร้องเพลงแฮปปี้เบิดเดย์ดังขึ้น ทำให้ฉันดึงมือแอมแปร์เดินถือเค้กกะมาเนียนๆ ถือไปให้เขาด้วย พอเดินเข้ามาในร้านที่ปิดไฟก็เห็นแสงเทียนสลัวๆ จากหญิงสาวในชุดเดรสน่ารัก พอจับแว่นมองดีๆ ก็พบว่าคือพี่จินจิน 

และรอบข้างก็มีกลุ่มแฟนคลับของพี่ศิลาอยู่ด้วยนี่เอง จริงๆ ฉันเพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรมาเลย น่าจะวางแผนไว้ไปเซอร์ไพรส์พี่ศิลาสองต่อสองจนกระทั่ง... 

“เสียดายว่ะ ยัยเด็กอ้วนนั่นไม่มาด้วย ไม่งั้นจะได้ให้ไอ้ศิลามันหักอกต่อหน้าทุกคน โคตรอยากเห็นเลยว่าจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าทุกอย่างมันเป็นแผนที่พวกเราเดิมพันเอาไว้” 

บอกทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน! 

“เรียกน้องเขาดีๆ หน่อย น้องเขาชื่อมิชลิน”พี่กัปตันสร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคนในร้านยกเว้นฉันในตอนนี้ 

“ณิริน!”และนี่คือคำตอบจากปากพี่ศิลาที่ทำให้เค้กในมือฉันหล่นร่วงไปที่พื้น มือไม้อ่อนไปหมดจนแอมแปร์รีบประคองไหล่เอาไว้ 

“ใครทำเค้กตกวะ” 

พรึบ! 

ทุกสายตาในร้านหันมาที่ฉันเป็นตาเดียวเมื่อไฟถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง 

“ไอ้พวกเหี้ย!”เป็นคำพูดที่ฉันอยากพูดที่สุดแต่แอมแปร์เป็นฝ่ายพูดแทน ตอนนี้ฉันพูดอะไรไม่ออกเลย  

“ไอ้ศิลา ไหนว่าน้องมิชลินไม่มาไง ตายยากฉิบหายพูดปุ๊บมาปั๊บ โคตรเซอร์ไพรส์เลย หรือนี่มึงซ้อนแผนพวกกูเหรอ เฉียบว่ะ” 

“พี่ศิลาใจร้ายจังเลยนะคะ ดูสิ หน้าน้องณิรินตกใจน่าดู” 

“ขอถ่ายรูปไปลงเพจหน่อยนะจ้า น้องมิชลิน เอ๊ยน้องณิริน”พี่มาตังรัวชัตเตอร์จากกล้องจนตัวฉันโอนเอนคล้ายจะล้มทั้งยืนตามแฟลชที่สาดใส่หน้า 

“นี่มันอะไรกันคะ” 

พี่ศิลาเดินมาที่ฉันสีหน้านิ่งๆ โดยมีพวกพี่กัปตันกอดคอมาด้วย 

“มึงบอกความจริงแฟนมึงไปสิวะไอ้ศิลา หน้าซีดไปหมดแล้ว อย่าเป็นลมไปนะน้องณิรินเดี๋ยวพื้นร้านเขาทรุดพวกพี่ไม่มีเงินจ่าย ฮาๆ” 

“ปากหมาฉิบหาย หล่อตายห่า!” 

“อ้าวน้องแอมแปร์ พูดงี้ก็สวยดิ”พี่กัปตันเหมือนจะกระชากเสื้อเพื่อนสนิทแต่ฉันปัดแขนพี่เขาออกไปสีหน้าจริงจัง 

“มึงรีบๆ พูดเลย เดี๋ยวน้องเขาตกมันไล่กระทืบพวกกูซะก่อน” 

“ฮาๆ ตลกพี่กัปตันว่ะ”พวกแฟนคลับพี่ศิลาพากันหัวเราะชอบใจ ทำให้ฉันยิ่งรู้สึกแย่ 

“พี่ทำแบบนี้ทำไม”ฉันปาดน้ำตาที่ไหลออกมา ทั้งเสียใจ เสียความรู้สึก และอายเป็นอย่างมาก แต่ก็อยากรู้ว่าทำไมเขาทำกับฉันแบบนี้ 

“ไปคุยกันข้างนอกนะ” 

“คุยในนี้แหละ”แอมแปร์ปัดแขนพี่ศิลาที่มาดึงแขนฉันออก “ให้มันรู้กันไปเลย พวกพี่เล่นบ้าอะไรไม่ทราบ!” 

“เพราะเดิมพัน”พี่ศิลาตอบแบบนิ่งๆ แต่จ้องกันไม่วางตา ฉันเองก็จ้องเขากลับแบบต้องการคำอธิบายที่มากกว่านี้ 

“เอาแบบเข้าใจง่ายๆ นะ น้องจะได้รีบไป พวกพี่จะได้ฉลองกันต่อ พวกเราในกลุ่มเดิมพันกันว่าถ้าหากไอ้ศิลายอมคบกับคนแบบน้องได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน พวกพี่จะยอมหารองเท้าลิมิเต็ดอิดิชั่นรุ่นที่มันต้องการเป็นของขวัญวันเกิดน่ะ”พี่กัปตันเสริมและนั้นยิ่งทำให้ฉันโคตรแย่ 

“ณิรินไปทำอะไรให้พี่เหรอ ทำไมต้องทำกันแบบนี้” คนเราทำร้ายความรู้สึกกันขนาดนี้ ทำให้คนคนนึงให้กลายเป็นคนโง่ เป็นตัวตลกแบบนี้ “แค่รองเท้าคู่เดียว?” 

“โนจ๊ะ รุ่นนี้หายากแถมไม่มีผลิตแล้วด้วย”หนึ่งในกลุ่มเขาพูดขึ้นมา 

“คนรักรองเท้าอย่างพี่ศิลา ยอมทำก็ไม่แปลก มาตังดีใจด้วยนะคะ สุดท้ายก็ได้รองเท้ามาครอง” 

“ใครจะไปคิดว่าแม่งจะทำได้จริง แถมทนคบเป็นเดือนๆ กูเห็นแล้วทรมานใจแทน!” 

“ไอ้หน้าตัวเมียเอ๊ย!”แอมแปร์สบถแล้วพุ่งตัวไปต่อยพี่ศิลาที่เซไปเล็กน้อย  

“มึงด้วย!”และแอมแปร์ก็เข้าไปคว้าคอพี่กัปตันมาต่อยจนล้มลงพื้น  

ทุกอย่างชุลมุนหลังจากตรงนั้น แล้วมันก็วาร์ปหายไปหมด… 

“ณิริน!” 

“ณิริน!!” 

“ณิริน!!!” 

ฉันลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าแอมแปร์สีหน้าถอดสี แล้วรีบซับน้ำตาให้ฉันทันที ฝันร้ายอีกแล้ว เรื่องเดิม เหมือนเดิม แบบเดิม! 

“นี่แกยังไม่หายฝันร้ายแบบนี้เหรอวะ ฉันคิดว่าแกรักษาหายไปแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่” 

ตลอดสามปีที่ฉันดูแลตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว นอกจากนั้นยังเข้ารักษาตัวกับคุณหมอหลายโรงพยาบาลเพราะมักจะฝันร้ายแบบนี้เสมอ จนมาเจอคุณหมอที่รักษาอยู่ปัจจุบัน ท่านบอกว่ามันคืออาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงหรือสะเทือนใจ เป็นภาวะที่เกิดจากกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จนทำให้ฉันเห็นภาพในอดีต ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกวิตกกังวลโดยไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้นอนไม่หลับ  

 พูดง่ายๆ คือฉันเป็นภาวะที่มูฟออนจากเหตุการณ์ในตอนนั้นไม่ได้ จนกลายเป็นความเครียดแต่ของฉันระดับยังไม่ถึงโรคซึมเศร้า และโชคดีที่อาการฉันไม่ได้หนักเหมือนคนอื่นๆ เพราะโรคนี้มันมีเลเวลที่หนักกว่าที่ฉันเป็นเยอะมาก ตลอดสามปีฉันยังใช้ชีวิตปกติดีแต่แค่จะมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ไม่ชอบเป็นจุดเด่น อาจจะมีหงุดหงิดง่าย และอ่อนล้าเวลานอนหลับไม่สนิทหลังจากฝันซ้ำๆ ในเรื่องเดิมแบบนี้ 

“อืม” 

“ทำไมแกไม่บอกฉันวะ” 

“ฉันไม่อยากให้แกเป็นห่วงน่ะ” 

“ร้ายแรงแค่ไหน บอกมาตามตรงห้ามกักเด็ดขาด ถ้ายังเห็นฉันเป็นเพื่อน” 

“ก็ฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้นบ่อยๆ น่ะ!”ำ 

“แล้วแกรักษาอยู่ไหม” 

“รักษามาตลอดนั่นแหละ ลองทำมาเกือบทุกวิธีแล้วแต่มันยังไม่หาย ทั้งกินยา ลองบำบัดความคิดและพฤติกรรม ลองให้ครอบครัวมาช่วยบำบัด ลองบำบัดแบบไดนามิคแบบที่ให้คุณหมออธิบายผลกระทบจากเรื่องราวอดีตที่มีผลต่อปัจจุบันแล้วมันก็ไม่หาย ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม” 

“แล้วเหลือแบบไหนอีกวะ ที่แกยังไม่ได้ทำ” 

“บำบัดด้วยการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว” 

“คือกลับไปเจอพี่ศิลา”ฉันพยักหน้ารับ “แล้วถ้าเกิดยังเป็นอยู่แบบนี้ มันจะเป็นยังไงวะ” 

“คุณหมอที่รักษาอยู่บอกว่าถ้าอาการมันไม่ดีขึ้นและมันยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉันอาจจะมีอาการหวาดกลัวหรือแพนิคหนักๆ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้าหรือทำร้ายตัวเองน่ะ” 

“ฉันอยากจะทุบแกจริงๆ เลย”แอมแปร์ดึงฉันไปกอดปลอบเพราะเป็นสิ่งที่ฉันปิดมาตลอดสามปี “อย่าปิดบังฉันอีกนะเว้ย ถึงฉันจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ฉันพร้อมรับฟังแกทุกเรื่องนะณิริน” 

“อืม ขอโทษนะแอมแปร์!” 

 

วันต่อมา 

วันนี้เรามาปั่นจักรยานเล่นกันที่สวนสาธารณะที่อยู่ติดแม่น้ำฮัน คนเกาหลีส่วนมากนิยมมาปิกนิกกันในวันหยุดที่สวนสาธารณะแบบนี้ ซึ่งยัยแอมแปร์ที่ติดซีรีส์เกาหลีอยากมามากๆ บรรยากาศรอบๆ มีทั้งคู่รัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัวมานั่งสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานจากนั้นก็สั่งอาหารผ่านแอพให้มาส่งที่นี่ อย่างที่ฉันกำลังมารับไก่ทอดกับน้ำอัดลมจากร้านอาหารที่สั่งไว้ไปให้เพื่อนสนิท 

“น่ากินว่ะ” 

“ค่อยๆ แกมันร้อน”แอมแปร์เหมือนหมดพลังจากการปั่นจักรยานไปเยอะรีบหยิบไก่มากินท่าทางฟินสุด 

“อร่อยจัง วิวก็ดี๊ดี”มันว่าแล้วเหล่มองไปยังกลุ่มผู้ชายวัยพอกันที่นั่งดีดกีตาร์เล่นอยู่ข้างๆ “ถามจริง โอปป้าประเทศนี้หล๊อหล่อ แล้วตอนนี้แกก็สวยขนาดนี้ไม่มีใครมาจีบหรือเข้าตาเลยเหรอวะ” 

“ก็มีบ้างแหละ แต่ฉันยังไม่อยากโฟกัส ยังไม่พร้อมมีแฟน” 

“แน่ใจว่าเพราะเหตุผลนี้?” 

“เอาจริงๆ นะ แกเลิกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสักทีได้ไหม ฉันโอเคแล้ว” 

“แกโกหก โกหกฉันมาตั้งสามปี ถ้าโอเคจริงป่านนี้แกนอนหลับสนิทได้ทุกคืนไปแล้ว”แอมแปร์ยังทำเสียงขุ่นเคืองที่ฉันโกหกมันอยู่ 

“มันจะเป็นไปได้ไหมว่า...” 

“ไม่!” 

“ฉันยังพูดไม่จบเลย” 

“แกจะพูดให้ฉันลองกลับไปหาพี่ศิลาถูกไหม สีหน้าแกพูดแทนหมดแล้ว” 

“แล้วลองดูไหมอ่า”แอมแปร์คาดคั้น “เพราะแกบอกว่าทำทุกทางแล้วแต่ไม่ได้ผล ถ้าเกิดว่าสิ่งที่ทำให้แกฝังใจคือพี่ศิลาก็กลับไปเผชิญหน้ากับพี่เขาสิวะ” 

ความจริงคุณหมอที่รักษาอาการของฉันอยู่ก็เคยแนะนำถึงวิธีนี้มาบ้าง แต่ฉันบอกว่ายังไม่มีแพลนกลับไทยท่านก็เลยไม่พูดถึงมันอีก จะพูดตามตรงว่าฉันเลี่ยงข้อนี้เอาไว้ก็ได้ แค่นึกเหงื่อก็ซึมไปหมดแล้ว เหมือนคนแพนิคเรื่องที่กลัวจัดๆ เลย 

“แก ฉันขอโทษ ฉันกดดันแกมากไปใช่ไหม” 

“ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วง อย่าคิดมากเลย กินต่อดีกว่าเดี๋ยวหายร้อนแล้วไม่อร่อยนะเว้ย” 

“เออแล้วเรื่องมหา’ลัยคุณพ่อคุณแม่แกยังอยากให้ยื่นเรื่องไปเรียนที่ต่างประเทศอยู่ป่ะ” 

“ท่านก็อยากแหละ แต่ก็แล้วแต่ฉันอ่ะ” 

“แล้วแกจะต่อที่นี่หรือไปต่างประเทศ” 

“จริงๆ ฉันก็คิดไว้หลายทางนะ ต่างประเทศก็มีหลายที่น่าสนใจ ที่ไทยก็มีในใจเหมือนกัน เพราะปีหน้าคุณพ่อฉันก็เกษียณแล้วอ่ะ เอาจริงๆ ก็คิดถึงบ้านอยู่นะไม่ได้กลับไปเลย” 

“จริงดิ แกต่อที่ไทยเถอะนะ ฉันอยากให้แกกลับไปแล้ว จะมาหาแกบ่อยๆ ก็ไม่ได้อ่ะ โดนม๊าบ่นหูฉีกแน่ นี่ฉันอุตส่าห์ไปทำงานพิเศษยืนขายซาลาเปาให้ม๊า เก็บเงินมาหาแกเลยนะเว้ย” 

“จ้ะๆ รู้แล้วว่าแกมันเป็นเพื่อนสุดประเสริฐ” 

“ยิ่งถ้าแกกลับไปเรียนที่เดียวกับฉัน ฉันจะดีใจมากเลย ถึงแกจะอยากเข้านิเทศฯ ก็เถอะ อย่างน้อยก็เม้าท์มอยกับแกได้ทุกวัน แกอยู่นี่ว่างก็ไม่ตรงกัน หาเวลาคุยยากอ่ะ” 

“เออ ขอคิดดูก่อน!” 

ส่วนมื้อเย็นเราก็กลับมาต้มรามยอนหรือมาม่าเกาหลีกันที่โรงแรมพร้อมกับเปิดซีรีส์ตามประสาติ่งซีรีส์เกาหลีกันสนุกสนานพร้อมกับเม้าท์มอยเรื่องต่างๆ ระหว่างที่เราไม่ได้เจอกันให้แต่ละคนฟัง จริงๆ บางเรื่องก็เล่าให้กันฟังบ้างแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดน่ะ 

“ฉันคงไปด่าแกเอาไว้มากตอนม.ต้น พอขึ้นม.ปลายถึงได้ไปแอบชอบรุ่นพี่มหา’ลัยคนนี้ได้ แล้วฉันนี่อาการหนักกว่าแกอีกนะเว้ย ตามไปเฝ้าพี่เขาถึงมหา’ลัยเกือบทุกเย็นเพราะพี่เขาเป็นนักกีฬาต้องอยู่ซ้อมแบดมินตันด้วย สุดท้ายมารู้ว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงเสียใจอยู่เป็นเดือนเลย” 

“เห้ย แล้วแกไม่รู้มาก่อนเลยเหรอว่าพี่เขามีแฟนแล้ว” 

“จริงๆ ก็มีสัญญาณอะแหละ พี่เขาไม่ได้ปิดบัง แต่ฉันหลอกตัวเองมาตลอดว่าคนที่ไปรอคือเพื่อนสนิท ซึ่งใจก็คิดว่าเพื่อนสนิทอะไรดูแลกันโคตรดีวะ แต่ครั้งแรกที่เห็นในงานมหา’ลัยพี่เขาทั้งเท่ทั้งหล่อ สาวๆ ติดเพียบใครจะไปรู้ แต่ฉันก็ยินดีกับพี่เขานะเวลาอยู่กับแฟนก็น่ารักดี” 

“โอ๋ๆ นะ” 

“ฉันไม่เสียใจหรอก เพราะล่าสุดคนนี้เด็ดเว่อร์!” 

“ล่าสุดอะไรอีก ทำไมเยอะจังวะ แกใจแตกไง๊?” 

“ฟังก่อนอันนี้พรหมลิขิตแน่นอน ล่าสุดตอนไปสอบตรง ฉันไปเจอรุ่นพี่น่ารักตะมุตะมิมาก บังเอิญเจอกันที่หน้ามหา’ลัย ฉันเลยไปถามหาตึกคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เท่านั้นแหละพี่เขาชวนคุยยาวจนเดินมาส่งถึงหน้าห้องสอบเลยอ่ะ ถึงได้รู้ว่าพี่เขาชื่อพี่เมฆเรียนอยู่ปีสามคณะเดียวกับฉันด้วย” 

“ถึงว่าคะแนนแกติดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะกำลังใจดีนี่เอง หาทำนะแกเนี่ย” 

“ทีแรกฉันก็ลังเลกับอีกมหา’ลัยนะ แต่พอเห็นหน้าพี่เขาแล้วฉันรู้เลยว่าหัวใจฉันอยู่ที่มหา’ลัยนี้แน่นอน” 

“ขออนุญาตอ้วก” 

“ณิริน!” 

“โทษๆ ฉันแค่เข้าใจความรู้สึกแกตอนนั้นแล้ว” 

“เออว่ะ เราสลับกันเลยนี่หว่า ฉันก็เข้าใจความรู้สึกของแกแล้วเหมือนกัน นี่อยากจะเร่งวันเร่งคืนให้เปิดเทอมไวไว” 

“ใจเย็นเพื่อน นี่เพิ่งสอบเสร็จไปแค่อาทิตย์เดียวเองไหม” 

“แกมาเรียนมหา’ลัยเดียวกับฉันเถอะนะ ไปช่วยฉันจีบผู้หน่อยนะๆ” 

“แกนี่มัน บ้าผู้ชาย!” 

“เออยอมรับ เวลาเห็นพี่เขายิ้มทีนี่หัวใจสั่น ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยว่ะ” 

“อาการหนัก” 

“ขอให้พี่เขาโสดอยู่เถิด คนอะไรน่ารักเป็นบ้า” 

“ไปอาบน้ำดีกว่า ง่วง!” 

ผ่านไปแล้วห้าวันที่ยัยแอมแปร์อยู่เกาหลี เหลือเวลาอีกแค่สองวันยัยนี่ก็ต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วแอบใจหายเหมือนกัน 

           โปรแกรมวันนี้มีเพียงพายัยนี่ไปช็อปปิ้งซื้อของก่อนกลับพรุ่งนี้ เราเลยออกจากโรงแรมเกือบเที่ยงเพราะแหล่งช็อปปิ้งอยู่ด้านล่างโรงแรมนี่เอง 

“แกฉันอยากกินลาเต้ร้อนๆ แกเอาอะไรไหม”เพราะอากาศเย็นๆ กับการนอนหลับไม่สนิทเมื่อคืนทำให้ฉันรู้สึกอยากกินกาแฟขึ้นมาในช่วงตื่นนอนในทุกวัน 

“ไม่อ่ะ ฉันขอไปดูเครื่องสำอางตรงร้านนั้นรอนะ” 

“โอเค เดี๋ยวฉันตามไป” 

หลังจากจากแยกกับแอมแปร์ ฉันก็เข้าไปสั่งกาแฟตามปกติก่อนจะมานั่งรอคิว  

“หม่าม้าทานอะไรคะ เดี๋ยวลิษาสั่งให้”เสียงจากด้านหลังทำให้ฉันหันไปยิ้มให้กับคู่แม่ลูกจนพวกเขาหันกลับมายิ้มให้ เหมือนรู้ว่าฉันเองก็เป็นคนไทยเหมือนกัน การเดินเจอคนไทยในย่านฮงแดเป็นเรื่องปกติมาก ช่วงเทศกาลบางทีมากับเพื่อนฉันเจอแต่คนไทยทั้งนั้นเลย  

“ม๊าเอาลาเต้ร้อนแล้วกัน แล้วก็สั่งเอสเพรสโซ่ให้เฮียด้วยแล้วกันลูก” 

จนสัญญาณที่เครื่องรอคิวสั่นทำให้ฉันเดินไปหยิบกาแฟของตัวเองก่อนจะเดินผ่านประตูบานเลื่อนไปด้านนอก ซึ่งขณะเดียวกันมีผู้ชายสวนเข้ามาจากอีกฝั่ง เพียงเสี้ยววินาทีที่เราสบตากันทำให้อากาศที่หนาวเย็นมันหนาวเหน็บขึ้นไปอีกสิบเท่า 

         พี่ศิลา! 

ฉันขยับแว่นตากันแดดที่ใส่ตามปฏิกิริยาตัวเองที่ทำตัวไม่ถูก 

“เฮียได้รองเท้ามาอีกแล้วเหรอ คู่ที่สี่แล้วนะ จะชอบอะไรขนาดนั้น” 

“ยุ่งน่ะยัยศลิษา เงินเฮียไม่ต้องบ่น!” 

“แต่ค่ากาแฟเงินลิษา เพราะฉะนั้นจ่ายมาเลย!” 

ตึกตึก ตึกตึก หัวใจฉันเต้นแรงอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดหมุนไปทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่กล้าจินตนการเลยว่าถ้าหากเจอเขาอีกครั้งจะต้องทำตัวยังไง เพราะฉันไม่อยากนึกถึงเขาอีก แต่พอตอนนี้ที่ได้เจอจริงๆ ร่างกายมันเลยยืนบื้ออยู่ที่เดิมและสั่นไปหมดทั้งตัว 

“คุณครับ คุณ…”ฉันค่อยๆ ขยับผ้าพันคอขึ้นเพื่อปิดขึ้นมาครึ่งหน้าก่อนจะเอียงไปทางต้นเสียงที่เหมือนเรียกกันเป็นภาษาไทย “คุณลืมมือถือไว้ที่โต๊ะครับ” 

“...”ฉันรีบดึงมือถือกลับมาแล้วสั่งให้สองขาก้าวออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด   

มีหลายความรู้สึกตีรวนจนไม่มีสติ จับใจความในสมองไม่ได้เลยว่าควรจะคิดเรื่องไหนก่อน ทั้งใจสั่น ชาไปทั้งตัว เหงื่อซึมเหมือนคนไปวิ่งมาร้อยรอบ และรู้สึกแปลบๆ ที่หัวใจเหมือนเรื่องราววันนั้นวิ่งแล่นในหัวฉายซ้ำวนไปวนมา จนตัวฉันถูกรั้งให้หยุดเดินอย่างไร้จุดหมาย 

“ณิริน!” 

“แอมแปร์”ฉันกอดยัยนี่กลางถนนที่มีผู้คนเดินสวนไปมา จนแอมแปร์ตกใจแล้วรีบดึงฉันมาสอบสวน  

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าซีด แล้วทำไมน้ำตาคลอแบบนี้วะ” 

“ฉัน...ฉันเจอพี่ศิลา” 

“พี่ศิลา ที่นี่อะนะ แกตาฝาดจำผิดคนหรือเปล่า!” 

“ไม่ผิด เขา เขาจริงๆ ไปคุยกันที่อื่นเถอะ ฉันกลัวจะเจอเขาอีก” 

“เออๆ” 

กลายเป็นว่าแอมแปร์พาฉันกลับมาที่โรงแรมอีกรอบ ให้ตั้งสติก่อน 

“ดื่มนมอุ่นๆ แทนกาแฟเดี๋ยวจะยิ่งใจสั่น”แอมแปร์จัดการให้ฉันหมดทุกอย่าง ซึ่งฉันก็หยิบนมที่มันเตรียมให้มาจิบ "ดีขึ้นไหม หรือมียาอะไรต้องกินหรือเปล่า" 

“ฉันไม่ได้มีอาการแพนิคเหมือนตอนแรกๆ ที่รักษาตัว เลยไม่ได้ยามาหลายปีแล้วอ่ะ” 

“ไปหาหมอไหม” 

“ดีขึ้นแล้ว มันคงตกใจน่ะ ไม่คิดว่าจะเจอเขา” 

“แต่เอาจริงๆ เลยนะ ฉันไม่อยากให้แกหลบพี่ศิลาเลย คนที่ควรหลบคนที่ควรรู้สึกแย่ควรต้องเป็นพี่แม่งป่ะ ทำเรื่องเลวๆ แบบนั้นเอาไว้ทำไมต้องเป็นแกที่ต้องมาฝังใจด้วย นึกถึงแล้วขึ้นว่ะ!” 

“คนแบบนั้นรู้สึกผิดรู้สึกแย่ไม่เป็นหรอก”เป็นฉันที่ตอบไปนิ่งๆ 

“ฉันไม่รู้จะปลอบแกยังไง แต่ฉันเชื่อว่าแกจะผ่านมันไปได้นะเว้ย ฉันจะช่วยแกทุกทางเลย” 

“ขอบใจแกนะเว้ย ที่อยู่ข้างฉันเสมอ” 

และแล้วเวลาแห่งความสุขของเราสองคนก็ผ่านเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว เช้าวันใหม่มาถึงแล้วก็เป็นวันที่ฉันต้องส่งเพื่อนสนิทที่สนามบินเพื่อกลับประเทศไทยทั้งที่ยังไม่อยากให้กลับเลย 

“อยู่ต่อไม่ได้เหรอวะ ยังไม่อยากให้กลับเลย” 

“ฉันก็อยากอยู่ต่อ แต่ม๊าได้มาลากคอฉันถึงที่นี่แน่ แกก็รู้ว่าปกติม๊าฉันไม่ปล่อยให้ออกมาท่องโลกกว้างแบบนี้ง่ายๆ นี่ฉันขออนุญาตหม่าม้ามาตั้งสามปีเพิ่งจะได้มาหาแกเนี่ย แล้วถ้าไม่ได้เอาเรื่องที่สอบติดมหา’ลัยที่ม๊าอยากให้เข้ามาหักคอก็คงไม่ได้มาแน่ๆ” 

“เออก็จริง” 

“แต่แกเนี่ย ไปหาฉันได้นี่...กลับไปเรียนที่ไทยไง” 

“บิ้วอีกแล้ว” 

“ก็ฉันเป็นห่วงแกนี่หว่า” 

“เพื่อนของฉันเนี่ยจิตใจก็ดี หน้าตาก็สวย โสดได้ไงวะ” 

“แกนี่มัน...เกือบเคลิ้มแล้วเนี่ย หลอกด่านี่หว่า!”แอมแปร์ค้อน “แต่จะว่าไป เมื่อคืนแกนอนหลับสนิทไม่ตื่นมากลางดึกเลยนี่ ตั้งแต่เจอกันวันนี้แกดูสดใสที่สุดเลย” 

จริงด้วย เมื่อคืนฉันหลับสนิทไม่ฝัน ไม่ตื่นมากลางดึกเลยนี่หว่าในรอบหลายปีเลย 

“หรือเป็นเพราะว่า…แกเจอพี่ศิลาวะ” 

“…”ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอแอมแปร์พูดมาแบบนั้นก็ทำให้ฉันฉุกคิดไปเหมือนกัน “ไม่ใช่หรอก คงเพราะหลายวันมานี่พาแกเดินเที่ยวติดๆ กันหลายที่ ร่างกายก็เลยเหนื่อยจัดจนหลับสนิทมากกว่า” 

“แกคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ” 

“เออ” 

“ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็ตามใจแก ขอถ่ายรูปคู่ก่อนกลับหน่อย”ยัยนี่พูดจบก็ดึงคอฉันเข้าไปชิดมันทันทีก่อนจะรัวเซลฟี่กันไปตั้งหลายรูป “ถึงเวลากลับจริงๆ แล้วนะ” 

“เดินทางปลอดภัยนะเว้ย ขอบใจที่บินมาหากัน ไว้เจอกันนะ” 

“เออขอบคุณแกที่ดูแลกันอย่างดี พาเที่ยวทุกวันเลย เจอกันที่ไทยนะรอบหน้า” 

“ไม่รู้ ยังไม่ให้คำตอบ!” 

“ไม่รู้แหละ เจอกันที่ไทย ไปแล้วนะ” 

“อืม เดินทางปลอดภัย ถึงไทยแล้วบอกด้วยนะ” 

“โอเค ดูแลตัวเองดีๆ นะเว้ย รักแกนะ”แอมแปร์เดินเข้ามากอดกันน้ำตาคลอฉันเลยต้องกอดมันกลับเต็มแรงเพราะใจหายเหมือนกัน แล้วเก๊กเสียงให้ไม่สั่น 

“อย่าดราม่า ไม่ได้จากกันตลอดสักหน่อย เดี๋ยวก็เจอกัน” 

“เออ ใจหายทุกครั้งที่ต้องแยกกันนี่หว่า ไปแล้วนะ”แอมแปร์เดินเข้าเกทโดยหันมาบ๊ายบายจนสุดทางที่มองเห็นกันได้ ซึ่งฉันยังยืนมองมันต่ออีกสักพัก 

แต่ขณะหันหลังเดินกลับดันถูกคนที่รีบร้อนชนจนมือถือตกลงที่พื้น ส่วนเขาก็ทำพวกพาสปอร์ตกับมือถือหล่นเหมือนกัน จังหวะที่เราช่วยเก็บของและยื่นของคืนให้กันและกัน ฉันก็ชะงักไปอีกรอบและรีบดึงผ้าพันคอมาปิดไปครึ่งหน้าเหมือนเมื่อวาน 

พี่ศิลา! อีกแล้ว อะไรวะเนี่ย! 

“ซอรี่ อ้าวคุณคนเมื่อวานนี่ ผมจำเคสมือถือได้ บังเอิญจังนะครับ”เคสของฉันมันเป็นเคสใสที่แปะสติ๊กเกอร์ที่ฉันทำเอง ซึ่งมันมีตัวอักษรไทยสลับตัวภาษาเกาหลีแล้วก็รูปเจ้าหญิงของดิสนีย์ที่ฉันชอบ  

ที่เมื่อวานเขาคิดว่าฉันเป็นคนไทยอาจจะเพราะแม่กับน้องสาวบอกหรือเดาจากสติ๊กเกอร์ที่เป็นภาษาไทยแน่ๆ 

“นี่ของคุณ ส่งของฉันคืนมาด้วย”ฉันทำใจดีสู้เสือจ้องหน้าพี่ศิลาตรงๆ เป็นครั้งแรก 

“คุณชื่ออะไรเหรอครับ” 

 “ขอของฉันคืนด้วยค่ะ” 

“ผมชื่อศิลานะครับ”เหมือนเราเล่นสงครามประสาท ใครตอบตรงคำถามก่อนแพ้ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยอมส่งมือถือฉันคืนมา 

“ใครถาม? ขอตัว!” 

“เดี๋ยวครับ...”พี่ศิลานิ่งไปพักใหญ่เหมือนกับอึ้งที่โดนตอกกลับไปแบบนั้นก่อนจะเดินมาขวางกันอีกครั้ง “คุณอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ว่าเรา...เคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า” 

“คุณจะจีบฉันเหรอคะ” 

“คือผมถามจริงๆ นะครับ เรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า” 

“แล้วคุณรู้จักฉันไหมละคะ” 

คุณดูคุ้นๆ เหมือนคนที่ผมรู้จัก...”พี่ศิลาเดินใกล้เข้ามา ทำให้ฉันใจสั่นหนักขึ้นแต่ต้องแสร้งเก็บอาการ  

Rrrrr  

และเสียงมือถือของเขาก็ดังขึ้นในนาทีที่ฉันมองหาตัวช่วยนาที่สุดท้าย พี่ศิลาหยุดเดินและเหมือนว่าคนที่โทรมาจะทำให้เขาเพิ่งนึกออกว่าตัวเองกำลังรีบเข้าเกทอยู่ 

“เฮียอยู่หน้าเกทแล้ว กำลังจะเข้าไป เออรู้แล้วน่า บ่นยิ่งกว่าม๊าอีกแกเนี่ย!” 

ฉันเดินหนีออกมาทันที แต่มือหนาของคนที่ตามมาก็รั้งเข้าที่ข้อแขน แล้วดึงตัวฉันให้ถลาเข้าไปที่อกเขาอย่างเต็มแรง 

“แค่นี้นะลิษาเฮียยุ่งอยู่!” 

“ปล่อยฉันนะคุณ!” 

“ณิริน!” 

 

Adaysiix 

มาในวันหยุด หลังจากที่เพิ่งกลับจากไปเที่ยวตจว มาค๊า  

ถึงบ้านก็กดอัปนิยายเลย กลัวทุกคนลืมเฮีย55555 

สาบานว่านี่คือตอนแรก เรื่องนี้แบบดราม่าตั้งแต่เริ่มไปเลยจ้าา 

ของพี่รามแอบหน่วงท้าย แต่เฮียศิลาไม่รอให้เกียมใจเลย ปาดราม่าตอนแรกเลย 

มาเต็มตอนให้รีดได้รู้รายละเอียดกันไปรวดเดียวเลยค๊าบ 

ว่าระหว่างอีเฮียศิลา กับยัยหนูณิรินเป็นไปเป็นไงยังไง 

เรื่องนี้แต่งยากเพราะซับซ้อนในความรู้สึก  

ท้าทายนุ่นในการแต่งว่าจะทำให้รีดอินกับเข้าทั้งคู่ได้ไหม 

นั่งปรับนั่งจูบบท นั่งงมอยู่หลายพล็อตเลยค่ะ 

ใครกลัวดราม่าทั้งเรื่อง ขอสปอยด์ว่าให้เรียกเฮียศิลาว่ากาต้มน้ำ ยิ่งกว่าอบอุ่น 5555 

อยากให้ทุกคนมาช่วยลุ้นนะคะว่าจากวายร้ายจะกลายเป็นคนอบอุ่นได้ยังไง 

แต่ตอนนี้ด่าอีเฮียไปก่อนได้เลย แต่อย่าแรงนะ 5555 

ฝากติดตามต่อนะคะ ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะสำหรับทุกกำลังใจ  

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ คอมเมนต์ให้กันด้วยน๊า 

ความคิดเห็น