ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 11 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (2)

ชื่อตอน : บทที่ 11 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 261

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ต.ค. 2563 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (2)
แบบอักษร

แวะอ่านนิดนึง 

ไรท์ขออนุญาตเปลี่ยนชื่อ จาก เนี่ยจินเจีย ---> เนี่ยหลิงเอ๋อร์ นะคะ 

สาเหตุเพราะตอนแรกไรท์กะจะตั้งชื่อให้สองพี่น้องสกุลเนี่ยคล้องกัน (จินเจีย-จินเหมย) แต่หลังๆ ทั้งคู่จะออกฉากด้วยกันค่อนข้างบ่อย ไรท์เกรงว่าจะมีการสับสนกันเกิดขึ้น ต้องขออภัยที่เปลี่ยนกลางคันด้วยนะคะ 

บทที่ 11 

หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (2) 

 

หลินเยว่หว่านช็อก หนิงอี้หยางช็อก เนี่ยหลิงเอ๋อร์ช็อก... 

องค์รัชทายาทตรัสอันใดออกมากัน!! 

“เอ่อ... จะเป็นการดีหรือเพคะ” หนิงอี้หยางถามอีกฝ่ายอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ และแน่นอนว่าถังจวิ้นเซียนเองก็พยักหน้าด้วยความมั่นใจเช่นกัน 

“ข้ากับนางอายุไล่เลี่ยกันคงจะประมือกันมิยาก” 

“แต่พระองค์เป็นบุรุษนะเพคะ” หนิงอี้หยางยังแย้งไม่ยอมแพ้ 

“เป็นบุรุษแล้วอย่างไรกัน หรือเจ้าคิดว่าข้ามิเหมาะสม?” และถังจวิ้นเซียนก็ไม่ยอมเช่นกัน... 

“มิกล้าเพคะ” หนิงอี้หยางโค้งศีรษะให้กับอีกฝ่าย “แต่ทว่าทุกครั้งที่ทดสอบหม่อมฉันจะเป็นผู้ประลองกับคุณหนูหลินทุกครั้ง เกรงว่าหากเปลี่ยนคู่ประลองคุณหนูหลินอาจจะตื่นตัวเอาได้” 

“ในสนามรบเราเลือกคู่ต่อสู้มิได้เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ” 

“แต่ว่า...” 

“เจ้าจะขัดข้าอีกเช่นนั้นรึ” 

เอาอีกแล้ว... 

หลินเยว่หว่านลอบกลืนน้ำลายไปหนึ่งอึก นิสัยที่ว่าเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็มักจะเผด็จการอยู่ร่ำไปไม่ว่ายังไงนางก็ไม่ชินมันเอาเสียเลย... แม้กระทั่งหนิงอี้หยางเองที่มีท่าทีกระอักกระอวนอยู่นานแต่สุดท้ายก็จำต้องยอมถอยหลีกให้กับบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าไปแต่โดยดี 

“มีกระบี่ไม้ให้ข้ายืมหรือไม่” 

“นี่เพคะ” 

หนิงอี้หยางส่งกระบี่ไม้ที่นางมักจะใช้ฝึกกับคุณหนูหลินตัวน้อยให้กับองค์รัชทายาท เขารับมันมาจากมือของนางจากนั้นจึงหันไปมองคู่หมั้นของตน “ไปกันเถิด ข้าจะออมมือให้แน่นอน สัญญา” 

“...เพคะ” 

หลินเยว่หว่านตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ปฏิเสธอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กระทั่งหนิงอี้หยางยังโต้แย้งอีกฝ่ายไม่ขึ้น แล้วนางจะเหลือหรือ 

“ไม่ต้องกลัวนะเพคะ” หนิงอี้หยางยิ้มให้หลินเยว่หว่านบางๆ แต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวล มิใช่ว่านางมิเชื่อใจองค์รัชทายาท หากแต่นางแค่กลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะกะแรงออมมือไม่ถูกจนทำให้คุณหนูตัวน้อยที่เปรียบดั่งน้อยสาวของนางนั้นต้องเจ็บตัว 

“ข้ามิกลัวเจ้าค่ะ” หลินเยว่หว่านหันไปยิ้มให้กับหนิงอี้หยางและเนี่ยหลิงเอ๋อร์ที่ชูสองนิ้วสู้ๆ มาให้ จากนั้นจึงกำกระบี่ไม้ในมือของตนแน่นแล้วเดินตรงไปยังลานฝึกซ้อมด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย 

...ได้ไม่ถึงห้านาที 

“พะ...พระองค์ต้องแกล้งหม่อมฉันแน่ๆ!” 

หลินเยว่หว่านตะโกนโวยวายยกใหญ่จนบ่าวรับใช้ในจวนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองเป็นแถบๆ นางยกกระบี่ด้วยมือทั้งสองข้างโจมตีไปที่อีกฝ่าย แต่องค์รัชทายาทกลับไม่โต้ตอบ ไม่ป้องกัน เพียงแค่ขยับตัวน้อยนิดกระบี่ไม้ของคุณหนูหลินที่ฟาดฟันลงไปนั้นก็ไม่ถูกตัวอีกฝ่ายแม้แต่ชายปลายชุด 

องค์รัชทายาทดูเหมือนจะสนุกที่ได้แกล้งอีกฝ่าย ส่วนหลินเยว่หว่านตอนนี้ทั้งเหนื่อยทั้งโมโห เพราะต้องใช้แรงกายไม่พอ ยังต้องใช้ฝีปากในการตะโกนต่อว่าบุรุษตรงหน้าด้วย 

“อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันหรืออะไรสักอย่างสักทีเถอะเพคะ!” 

หลินเยว่หว่านตะโกนด้วยความเหลืออด หน้าแดงก่ำเหงื่อไหลซก เพราะมัวแต่จะหาช่องว่างโจมตีเลยไม่ทันได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังมีสีหน้าแบบใดอยู่ ส่วนหนิงอี้หยางและเนี่ยหลิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็มีสีหน้าที่อึ้งทึ่งไปตามๆ กัน 

หนึ่งคือเนี่ยหลิงเอ๋อร์ไม่เคยเห็นองค์รัชทายาท และภาพที่นางเห็นคือบุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้นแลดูเป็นมิตรกว่าที่คิด 

สองคือหนิงอี้หยางที่เคยอยู่รับใช้ฮองเฮาตั้งแต่พระนางยังมิทรงตั้งครรภ์จนโอรสพระองค์แรกเติบโตขึ้น... นางกล้าสาบานเลยว่ามิเคยที่จะได้เห็นองค์รัชทายาทยิ้ม! 

ใช่.. บุรุษผู้ที่ใครต่อใครต่างก็เล่าลือกันว่ามีสีหน้าท่าทีเย็นชาราวกับเกล็ดหิมะเหมันต์ผู้นั้น... กำลังยิ้มอยู่!! 

แม้จะไม่ถึงขั้นว่ายิ้มเก่งยิ้มกว้างเฉกเช่นองค์ชายรองถังหย่งเจิ้ง แต่หนิงอี้หยางก็มั่นใจแน่ๆ ว่าริมฝีปากที่ผุดขึ้นที่มุมเบาๆ นั่นคือรอยยิ้มของพระองค์เป็นแน่! 

“มะ...ไม่ไหว หม่อมฉันยอมแพ้เพคะ แฮ่ก...” 

หลินเยว่หว่านปาดเหงื่อที่ไหลเต็มหน้าผากออกพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก นางยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ ยิ่งบอกให้อีกฝ่ายโต้ตอบ อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปเป็นวิ่งหนีให้นางไล่จับเสียอย่างนั้นแหละ... ขอร้องเลยนะ นางจะเอาขาสั้นๆ ป้อมๆ เช่นนี้ไปวิ่งทันได้อย่างไรกัน!! 

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องฝึกเยอะกว่านี้นิดหน่อย” 

“หม่อมฉันแค่เรียนเพื่อให้มีวิชา... มิใช่เรียนเพื่อเข้ากองราชองครักษ์เพคะ...” หลินเยว่หว่านมองค้อนบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาที่แค้นเคือง องค์รัชทายาทยักไหล่ให้นางหนึ่งครั้งแล้วเดินตรงไปที่หนิงอี้หยาง ทิ้งไว้แต่เพียงความงุนงงให้กับหลินเยว่หว่านเท่านั้น 

...เมื่อครู่นางเห็นว่าเขายิ้ม 

คงมิใช่หรอกมั้ง... นางน่าจะเหนื่อยจนคิดไปเองมากกว่า 

“เก่งมากเจ้าค่ะคุณหนู” หนิงอี้หยางเอ่ยชมศิษย์ของตน จากนั้นจึงหันไปมององค์รัชทายาท “หม่อมฉันต้องขอบพระทัยองค์รัชทายาทด้วยนะเพคะที่เป็นคู่ทดสอบให้กับคุณหนูหลิน” 

องค์รัชทายาทไม่ตรัสอะไรต่อ จากนั้นจึงมีหญิงรับใช้ไม่คุ้นหน้าผู้หนึ่งเดินตรงมายังเนี่ยหลิงเอ๋อร์ คาดว่าน่าจะเป็นคนจากจวนสกุลเนี่ย “คุณหนูเจ้าคะ ตอนนี้นายท่านเดินทางมารับคุณหนูกลับจวนแล้วเจ้าค่ะ” 

“อืม” เนี่ยหลิงเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงหันกลับมา “เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาท ท่านหนิงอี้หยางนะเจ้าค่ะ” 

“เดินทางปลอดภัยนะ” หลินเยว่หว่านโบกมือลาสหายของตน เนี่ยหลิงเอ๋อร์ก็เช่นกัน จากนั้นนางจึงเดินทางกลับไป ตอนนี้เหลือแต่เพียงแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น 

หนิงอี้หยางเหลือบมององค์รัชทายาทเล็กน้อย เมื่อพอจะอ่านบรรยากาศออกแล้วจึงพูดขึ้น “บทเรียนในวันนี้ก็จบลงแล้ว ข้าขอตัวลาก่อนนะเจ้าคะ หม่อมฉันขอตัวลาเจ้าค่ะองค์รัชทายาท” 

กล่าวตัดบทกับหลินเยว่หว่านเสร็จสรรพก็หันไปโค้งคำนับองค์รัชทายาทหนึ่งที แล้วท่านอาจารย์ที่หลินเยว่หว่านพร่ำชื่นชมมาตลอดก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว 

“ดะ...” หลินเยว่หว่านทำทีจะรั้งหนิงอี้หยางไว้แต่สตรีผู้นั้นกลับเดินไวกว่าที่คิด นางจึงยกมือขึ้นมาตีหน้าผากของตนทีหนึ่งให้กับความซวยที่ไม่ว่าจะวิ่งหนีเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่งใกล้เท่านั้น... 

...ขอร้องเลยนะ ชีวิตที่สองนี้ของนางเจอหน้าองค์รัชทายาทบ่อยกว่าชีวิตที่แล้วทั้งชีวิตอีก... นี่หรือที่บอกว่าจะหนี!! 

“...” ถังจวิ้นเซียนยืนมองการกระทำของดรุณีน้อยตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นมาตีหน้าผากตัวเอง ส่วนหลินเยว่หว่านก็หายใจเข้าออกเรียกสติประมาณสองสามรอบแล้วเอ่ยปากถามอีกฝ่ายไป 

“แล้วพระองค์ล่ะเพคะ... จะเสด็จกลับวังหลวงเมื่อใดหรือ?” 

แปล : เมื่อไหร่จะรีบกลับไปสักทีเพคะ!? 

“มิรู้สิ ข้ามิค่อยอยากกลับไปเท่าใด” 

“...” 

“หมายถึงว่านานๆ ทีข้าจะได้ออกมาข้างนอกน่ะ เลยยังมิอยากรีบกลับ” 

“... เข้าใจแล้วเพคะ” หลินเยว่หว่านพยักหน้า แสร้งทำเป็นไม่รู้สีรู้สา หลับหูข้างหนึ่งแสร้งว่าไม่ได้ยินประโยคแรกที่อีกฝ่ายตรัส จากนั้นนางจึงพูดต่อ “เช่นนั้นถ้าพระองค์มิทรงรีบ เข้าไปดื่มชากับหม่อมฉันก่อนสักจอกนะเพคะ” 

“อืม” 

ถังจวิ้นเซียนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย จากนั้นหลินเยว่หว่านจึงเดินนำเขาตรงไปยังโถงรับรองแขก 

...เมื่อครู่นางยังอยากให้เขากลับวังหลวงไปเร็วๆ เสียด้วยซ้ำ มาตอนนี้นางกลับชวนเขาดื่มชาให้อยู่ต่อ ช่างเป็นอะไรที่ย้อนแย้งเสียจริง 

กับเพียงแค่ได้ยินประโยคอันแสนราบเรียบที่อีกฝ่ายเผลอหลุดปากออกมาพร้อมด้วยกับแววตานั่น... นิสัยที่ชอบสงสารผู้อื่นของนางก็กำเริบขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งๆ ที่พยายามที่จะเป็นผู้ที่เด็ดเดี่ยว ใจแข็ง มั่นคงแท้ๆ แต่กลับทำไม่ได้อยู่ร่ำไป 

ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าในชีวิตที่แล้ว... เหตุที่ชักพานางไปสู่ความตายส่วนหนึ่งก็เพราะอุปนิสัยที่ชอบเอ็นดูเขาจนพาเอ็นเราขาด ดังนั้นถ้าหากยังไม่สามารถตัดขาดนิสัยนี้ได้ เกรงว่าในอนาคตจุดจบก็คงจะจบเหมือนเดิมเช่นกัน... 

ดังนั้นนางต้องรีบตัดนิสัยแย่ๆ นี้ของตนออกไปให้โดยเร็วที่สุด 

 

“หม่อมฉันมีเรื่องจะพูดกับพระองค์เพคะ” 

หลังจากที่หลินเยว่หว่านพาอีกฝ่ายมานั่งดื่มชาแล้ว ทั้งโถงรับรองก็ตกอยู่ในความเงียบสลัดอยู่ช่วงหนึ่ง หลินเยว่หว่านมัวแต่ขบคิดถึงการกระทำที่ไม่คิดหน้าคิดหลังของตนเมื่อครู่พลางตำหนิตัวเองเป็นร้อยครั้งในความคิด จนในที่สุดสิ่งนางก็ตัดสินใจที่จะกระทำการบางอย่าง... แม้ว่ามันจะแลดูเป็นการหุนหันพลันแล่นไปหน่อยก็ตาม 

“ว่ามา” ถังจวิ้นเซียนวางจอกชาที่ยกขึ้นจิบเมื่อครู่ในมือลง จากนั้นจึงมองหน้าหลินเยว่หว่านที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามโดยมีโต๊ะชาคั่นกลางเอาไว้ 

“พระองค์ต้องสัญญากับหม่อมฉันก่อนว่า ทุกอย่างที่หม่อมฉันพูดออกไปนี้พระองค์จะมิโกรธเคือง” 

หลินเยว่หว่านเหลือบนัยน์ตากลมโตของตนมองอีกฝ่ายจนสายตาของทั้งคู่ประสานกัน ถังจวิ้นเซียนคล้ายจะดูสงสัยเต็มทนว่านางจะพูดอันใดกันแน่จึงพยักหน้าให้ “ข้าสัญญา” 

“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะพูดแล้วนะเพคะ” หลินเยว่หว่านสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนที่จะเอ่ยออกไป “หม่อมฉันอยากถอนหมั้น” 

“...” ถังจวิ้นเซียนคล้ายกับโลกทั้งใบหมุนเคว้ง เขานั่งนิ่งงันไปพักใหญ่ก่อนที่จะอ้าปากตรัส “เจ้าหมายถึง...?” เขาถามย้ำ 

“หม่อมฉันอยากถอนหมั้นเพคะ แต่ท่านพ่อของหม่อมฉันบอกว่าพวกเรามิสามารถยกเลิกราชโองการนี้ได้ด้วยตนเอง ต้องให้ราชวงศ์และฝ่าบาททรงพระราชทานอนุญาต หม่อมฉันหวังว่าพระองค์จะทรงเข้าใจ” 

ถังจวิ้นเซียนนิ่งหน้าชาไปอีกรอบราวกับโดนฮุกหมัดใส่ซ้ายขวา ในขณะที่ทั้งโถงใหญ่ตกไปด้วยความเงียบนั้นหลินเยว่หว่านก็ไม่กล้าแม้แต่ที่จะหายใจ 

...พูดไปแล้ว นางพูดไปแล้ว! 

หลังจากคิดไตร่ตรองมาพักใหญ่ พักหลังมานี้ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะเข้าหานางบ่อยมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนิสัยชอบเห็นใจผู้อื่นที่แก้ยากของนางนั้นจะเป็นภัยเอาได้ การตัดไฟแต่ต้นลมนี้จึงนับว่าดีที่สุดแล้ว 

...ในความคิดของนาง 

“เหตุใดเจ้าถึงมิอยากสมรสกับข้ากัน” 

ในที่สุดองค์รัชทายาทก็ตรัสถามขึ้น เขาเม้มริมฝีปากของตนแน่นเป็นเส้นตรง ความรู้สึกและความคิดตอนนี้ของเขาช่างยุ่งเหยิงไปหมด หลินเยว่หว่านเป็นเพียงดรุณีน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น แต่เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกสับสนมากมายเช่นนี้เมื่อถูกขอให้ถอนหมั้น ทั้งๆ ที่เขาก็มั่นใจว่าความสัมพันธ์ของเขาและนางก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง 

...เหตุใดเขาถึงได้เป็นเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกว่ามิอยากสูญเสียนางไป 

ราวกับว่าตนนั้นเคยพบพานกับความสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง... 

ถังจวิ้นเซียนสะบัดหน้าไล่ความคิดเมื่อจู่ๆ ภาพของสตรีในอาภรณ์สีแดงสดปักหงส์เหินก็ฉายซ้อนเข้ามาในหัว อาการปวดแล่นเข้ามาในสมองโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว... 

ตึ้ง!! 

เสียงกำปั้นที่ถูกทุบลงบนโต๊ะชาทำเอาหลินเยว่หว่านสะดุ้งจนไหล่สั่น องค์รัชทายาทพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งรอบจากนั้นจึงตรัส “ข้าขอตัวกลับก่อน ไว้จะมาใหม่” 

ทิ้งท้ายไว้แค่นี้แล้วรีบเดินออกไปทันที 

หลินเยว่หว่านหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ แต่ถึงกระนั้นแววตาของเขาเมื่อครู่พร้อมด้วยแผ่นหลังที่เดินห่างไกลออกไปนั้น... เหตุใดถึงได้นางถึงได้รู้สึกเจ็บปวดกับมันเหลือเกินนะ... 

ความคิดเห็น