facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ปี 1985 ดอกเหมยอย่างเธอได้ผลิบานกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยลิขิตที่ขีดไว้บน 'รอยแค้น'

ตอนที่ 49 กลับสู่ชีวิตในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง / ตอนที่ 50 ความจริงเป็นเรื่องโหดร้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 กลับสู่ชีวิตในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง / ตอนที่ 50 ความจริงเป็นเรื่องโหดร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2563 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 กลับสู่ชีวิตในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง / ตอนที่ 50 ความจริงเป็นเรื่องโหดร้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 49 กลับสู่ชีวิตในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง 

ห้องเรียนประถมปีที่ห้าห้องสามอยู่ชั้นสองของอาคาร ภายในห้องเรียนมีนักเรียนมากมายนั่งรออ่านหนังสือตอนเช้าเสียงครึกครื้นฟังแล้วเสนาะหูเหมือนเสียงพระเทศน์ก็ไม่ปาน 

อู่เหมยยืนชั่งใจอยู่หน้าประตูห้องเรียน ที่นั่งของเธออยู่ตรงไหนนะ? 

“เธอเดินละเมออะไรอีก? ยังไม่รีบไปนั่งอ่านหนังสือเรียน ไม่งั้นถ้าหัวหน้าสารวัตรเห็นเข้าต้องหักคะแนนห้องเราแน่ๆ” 

อู่เชาลากอู่เหมยไปยังที่นั่ง เขานั่งอยู่ด้านหลังอู่เหมยพอดี 

อู่เหมยนึกขอบคุณเจ้าอ้วนอู่เชาอยู่เต็มอก หากไม่ใช่เพราะเจ้านี่เธอต้องถามคนอื่นและต้องถูกหัวเราะเยาะแหง 

อู่เหมยวางกระเป๋าหนังสือบนโต๊ะเรียนก่อนจะหยิบหนังสือเรียนภาษาออกมา เพิ่งเปิดหน้าแรกก็เห็นตัวอักษรที่จดบันทึกเต็มไปหมด ทั้งเป็นระเบียบและสวยงามแต่ผลการเรียนกลับแย่ 

อ่านที่จดบันทึกอันคุ้นเคยจนอู่เหมยอดยิ้มขมขื่นไม่ได้ หากจะบอกว่าในห้องใครที่จดบันทึกได้ตั้งใจที่สุดต้องเป็นเธออยู่แล้ว มีแต่คนบอกว่าพระเจ้าไม่มีทางเพิกเฉยต่อคนที่ขยัน แล้วเธอล่ะ? 

“เฮ้! เธอคืออู่เหมยเหรอ? ทำไมหน้าตาเปลี่ยนไปล่ะ?” 

เพื่อนร่วมโต๊ะคือเด็กสาวหน้ากลมมีกระตามปลายจมูกประปราย ผิวค่อนไปทางขาว ทรงหน้าแอปเปิ้ลหน้าตาน่ารักพอสมควร แต่ลักษณะนิสัยกลับไม่น่ารักเท่าที่ควรเลย 

เด็กสาวหน้าทรงแอปเปิ้ลคนนี้ชื่อเจินหวานหว่าน เป็นสายข่าวที่อู่เยวี่ยมอบหมายให้ประกบอยู่ข้างเธอ ชาติก่อนเธอไม่รู้ความสัมพันธ์ของเจินหวานหว่านกับอู่เยวี่ยเลยเห็นอีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง มีหลายสิ่งในใจได้ระบายให้อีกฝ่าย แต่สุดท้ายเจินหวานหว่านกลับไปเล่าให้อู่เยวี่ยฟังทั้งหมด 

รวมถึงทุกการกระทำทุกย่างก้าวของเธอในโรงเรียน เจินหวานหว่านจะเก็บไปฟ้องอู่เยวี่ยทั้งหมด จึงเป็นที่มาว่าชาติก่อนอู่เยวี่ยควบคุมเธอได้อยู่หมัด ขยับตัวไปไหนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว 

อู่เหมยปรายตามองเจินหวานหว่านอย่างเย็นชาแวบหนึ่งพลางหยักหน้ารับถึงนั่งลงเปิดหนังสือเรียน หวังว่าชาตินี้ผลการเรียนของเธอจะดีขึ้นสักนิดก็ยังดี 

เจินหวานหว่านทำหน้าตกใจ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็นึกไม่ถึงว่าหน้าตาที่แท้จริงของอู่เหมยจะเป็นแบบนี้ มิน่าอู่เยวี่ยถึงได้สนใจผมของอู่เหมยนักหนา 

               “เหมยเหมยขี้กลัวไม่กล้าพบปะผู้คนภายนอก หวานหว่านเธอต้องระวังไม่ให้ผมของเหมยเหมยถูกลมพัดขึ้นนะ!” 

ถ้อยคำอู่เยวี่ยผุดดังขึ้นข้างหูของเจินหวานหว่าน เมื่อก่อนเธออิจฉาอู่เหมยที่มีพี่สาวอ่อนโยนคอยรักและปกป้อง แต่ดูเหมือนตอนนี้... 

“ที่แท้เหมยเหมยเธอสวยขนาดนี้ เมื่อก่อนทำไมถึงไม่ยอมมัดผมล่ะ?” เจินหวานหว่านถามหยั่งเชิง 

อู่เหมยไม่ตอบอะไร เมื่อคืนอู่เจิ้งซือได้เน้นย้ำเหตุผลที่มัดผมขึ้นอีกครั้ง แม้เธอจะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีตุ่มขึ้นตามใบหน้า แต่เธอก็ไม่อยากไปท้าทายอู่เจิ้งซืออีก จึงเลือกที่จะเงียบ 

“เมื่อก่อนเหมยเหมยมีตุ่มขึ้นตามหน้า เพิ่งหาย” อู่เชาช่างพูดมาก ตอบแทนอู่เหมยไปแล้ว 

อู่เหมยถลึงตาดุดันใส่เขาแวบหนึ่ง “ฉันไม่มีตุ่มขึ้น นายสิมี นายมีตุ่มขึ้นเต็มตัวเลย” 

เพื่อนร่วมโต๊ะของอู่เชาเป็นนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่พูดน้อย เมื่อได้ยินดังนั้นก็ขยับตัวไปข้างๆ เล็กน้อยแถมยังยกหนังสือที่อยู่ใกล้แขนอู่เชาหนีไปด้วย 

เจินหวานหว่านมองอู่เหมยอย่างฉงนใจ ไม่ใช่แค่หน้าตาที่เปลี่ยนไปแถมยังดูร่าเริงขึ้นมากทีเดียวราวกับเกิดใหม่ 

หลังเลิกเรียนต้องบอกอู่เยวี่ยถึงความเปลี่ยนแปลงของอู่เหมย เช่นนี้แล้วจะได้เงินมาอีกสองสตางค์ เพราะมีเงินรางวัลเล็กๆ น้อยๆ จากอู่เยวี่ยเป็นบางครั้งบางคราวทำให้เจินหวานหว่านแทบไม่ต้องเสียเงินซื้อค่าอุปกรณ์การเรียนในแต่ละเทอมเลย 

เพื่อนนักเรียนคนอื่นก็ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของอู่เหมยอย่างมากจนไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ในตลอดช่วงเช้า ไม่ใช่แค่นักเรียน แม้แต่คุณครูยังตาพร่ากับความสวยของอู่เหมย คำพูดติเตียนที่มีติดปากเสมอก็อ่อนลงมากโดยไม่รู้ตัว 

ทำใจให้ก่นด่าอย่างน่าเกลียดกับใบหน้าสวยงามนี้ไม่ได้จริงๆ! 

 

ตอนที่ 50 ความจริงเป็นเรื่องโหดร้าย 

หนึ่งวันของการเรียนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว อู่เหมยนั่งบนเก้าอี้ตัวแข็งจนตูดชาเป็นแถบๆ ปวดเมื่อยไปตามลำคอพาลไม่สบายไปทั้งตัว 

แต่สิ่งที่ทำให้อู่เหมยดีใจมากคือ วันนี้เป็นวันที่เธอผ่อนคลายมากที่สุดในสองชาติรวมกัน ไม่มีเสียงก่นด่าของคุณครูหรือเสียงเยาะเย้ยของเพื่อนๆ บรรยากาศสบายๆ เนื้อหาที่คุณครูพูดวันนี้เธอฟังเข้าใจได้บางส่วน แม้จะแค่นิดเดียวแต่อู่เหมยก็ดีใจมากแล้ว 

เทียบกับสมองทื่อที่ยัดอะไรก็ไม่เข้าของชาติที่แล้ว นับว่าพัฒนาขึ้นมากแล้วกับการที่สามารถรับความรู้เข้าไปได้เพียงนิด บางที... บางทีชาตินี้เธออาจจะฉลาดขึ้นก็ได้?  

อู่เหมยเริ่มมีความมั่นใจกับหนทางการเรียนรู้ในอนาคตของเธอ บางทีเธออาจไม่ใช่คนประเภทที่เลวร้ายถึงขั้นช่วยไม่ได้ แค่ว่าชาติที่แล้วโดนด่าโดนตีบ่อยครั้ง อยู่โรงเรียนถูกคุณครูตำหนิ กลับบ้านไปก็ถูกคุณพ่อคุณแม่ตำหนิ รวมถึงสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้างที่มองเธอราวกับมองกองมูลสัตว์ ภายใต้สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายแบบนั้น เธอถึงได้หมดกำลังใจและใช้ชีวิตแหลกเหลวไปตามนั้น 

ไม่ว่าอย่างไรชาตินี้เธอจะต้องตั้งใจเรียน เธอไม่ได้หวังจะเป็นคนเรียนเก่ง แต่แค่ได้ชะล้างความละอายของชาติที่แล้วได้ก็พอ พยายามสอบให้ได้มากกว่าหกสิบคะแนนทุกครั้ง 

แน่นอนว่ามากกว่าหกสิบคะแนนยิ่งดี! 

แต่ความจริง... 

คาบเรียนสุดท้ายมักเป็นคาบที่ให้ทบทวนบทเรียนเอง เพื่อนๆ ทุกคนจะใช้เวลานี้ทำการบ้านให้เสร็จสรรพ หนึ่งคาบมีเวลาสี่สิบห้านาทีซึ่งเหลือเฟือมาก แน่นอนว่าสำหรับคนอื่นน่ะนะ 

อู่เหมยกัดปลายด้ามปากกาจ้องโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด สูตรคำนวณก่อนหน้านี้เธอไม่มีปัญหา อย่างน้อยใช้ชีวิตมาสามสิบกว่าปี สูตรบวกลบคูณหารง่ายๆ ตามความรู้ระดับประถมนั้นก็ยังไหวอยู่ 

แต่โจทย์คำนวณนี้ทำอย่างไรล่ะ? 

สระว่ายน้ำสามท่อไว้เติมน้ำ สองท่อไว้ถ่ายเทน้ำ ระหว่างที่เติมน้ำก็ถ่ายเทน้ำไปด้วย ต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะเติมน้ำสระได้เต็ม? 

อู่เหมยเจอโจทย์แบบนี้ก็หัวยุ่ง เธอรู้สึกว่าคนคิดโจทย์แบบนี้ต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ รู้จักไหมเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม? ทรัพยากรน้ำล้ำค่าขนาดไหนไม่รู้หรืออย่างไร? 

ให้ถ่ายเทน้ำออกจนหมดแล้วค่อยเติมน้ำไม่ได้หรือ? 

ก่นด่าคนคิดโจทย์ในใจเสียยกใหญ่จนอู่เหมยรู้สึกได้ระบายบ้างแล้ว แต่ก็ทำโจทย์นี้ไม่ได้อยู่ดี!      

ก่อนหน้านี้เธออุตส่าห์จะมั่นใจขึ้นบ้างแต่กลับถูกโจทย์ถ่ายเทน้ำเติมน้ำบ้าๆ นี้ทำลายจนป่นปี้ อู่เหมยถอนหายใจอย่างเอือมระอา ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้ากับการเรียนเสียจริงๆ! 

เสียดายตอนนี้ไม่มีเทคโนโลยีให้ถามคุณป้าไป่ตู้ได้ อู่เหมยตบหัวแปะๆ ก่อนจะปิดหนังสือคณิตศาสตร์ลง ยังไม่ใช้สมองให้สิ้นเปลืองแล้วกัน วิชาภาษาแค่คัดคำศัพท์และแต่งประโยค ภาษาอังกฤษแค่คัดคำศัพท์ไม่กี่คำ เรื่องนี้เธอไม่มีปัญหา 

อู่เหมยไม่เคยคิดจะขอความช่วยเหลือจากใครเลยตั้งแต่เริ่ม เมื่อก่อนใช่ว่าเธอจะไม่เคยขอความช่วยเหลือเพียงแต่ไม่มีใครสนใจเธอ หากไม่หัวเราะเยาะก็ประชดประชัน นานวันเข้าเธอจึงไม่คิดถามไถ่อีก 

“อู่เหมย เธอไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามฉันได้นะ!” เจ้าอ้วนน้อยอู่เชาโผล่หน้ามายิ้มตาหยี 

อู่เหมยมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเรียบ “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณ” 

เธอไม่อยากยุ่งกับคนตระกูลอู่แม้แต่นิดเดียว ชาติก่อนแม้อู่เชาไม่เคยรังแกเธอแต่ก็ไม่เคยช่วยเธอ เหมือนเธอเป็นคนแปลกหน้า 

อู่เชารู้สึกผิดคาดมาก เขาลดตัวขนาดนี้แล้วอู่เหมยกลับไม่ซาบซึ้งในน้ำใจ นี่มันผิดปกตินี่นา ชาติก่อนเวลาบรรดาญาติพี่น้องรวมตัวกัน อู่เหมยมักใช้สายตาหวาดระแวงมองมาที่พวกเขาทำท่าอยากเข้าใกล้แต่ก็ไม่กล้า เห็นได้ชัดว่าต้องการให้พวกเขาเข้าไปชวนเธอคุย 

ครั้งนี้เขายื่นมือให้ความช่วยเหลือแล้ว เด็กสาวที่อับจนหนทางควรยื่นสองมือรับไว้อย่างสำนึกในบุณคุณไม่ใช่หรือ? 

แต่นี่กลับปฏิเสธเขา? 

ความคิดเห็น