ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (1)

ชื่อตอน : บทที่ 10 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 176

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2563 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (1)
แบบอักษร

บทที่ 10 

หลินเยว่หว่านกับการทดสอบวิชากระบี่ (1) 

 

“พระนางเสียนเฟย องค์รัชทายาทมาขอพบเพคะ” 

บทสนทนาของพี่น้องสกุลซูจำต้องหยุดชะงักเมื่อนางกำนัลผู้หนึ่งเข้ามารายงาน พวกนางทั้งสองเพิ่งจะแยกกับองค์รัชทายาทในงานเลี้ยงไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป การที่อีกฝ่ายจู่ๆ ก็มาปรากฏตัวที่นี่จึงนับว่าน่าประหลาดนัก 

“พระองค์จะมาขอพบข้าหรือหย่งเจิ้ง” ซูเสียนเฟยตรัสถาม 

“ขอพบพระนางเพคะ” 

“เช่นนั้นให้เขาเข้ามา แจ้งด้วยว่าตอนนี้ฮูหยินหลินก็อยู่ที่นี่” 

“เพคะ” 

นางกำนัลผู้นั้นพยักหน้า ก่อนที่จะถอยหลังเดินออกไป เมื่อปลอดคนซูเสียนเฟยจึงหันไปตรัสกับน้องสาวของตน “นานวันนานเดือนองค์รัชทายาทไม่เคยเสด็จมาหาข้า” 

ซูเสียนเฟยตรัสเพียงเท่านี้ และไม่นานองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนก็เดินเข้ามา 

“คารวะพระนางเสียนเฟย ต้องขออภัยด้วยที่ข้ามิทราบว่าพระนางมีแขก” 

“องค์รัชทายาททรงอย่าได้ใส่พระทัย พระองค์มีเรื่องอันใดหรือเพคะ” 

“ข้านำกำยานหอมมาถวายให้กับท่าน” ถังจวิ้นเซียนเอ่ยพลางผายมือไปยังขันทีที่กำลังยืนถือหีบกำยานอยู่ด้านหลัง “กำยานนี้เสด็จแม่ตั้งใจจะพระราชทานให้สนมในวังหลังทุกพระองค์” 

“ลำบากองค์รัชทายาทแล้วเพคะ ทั้งที่ความเป็นจริงพระองค์มิต้องให้เกียรติหม่อมฉันขนาดนี้ก็ได้” 

ซูเสียนเฟยหยั่งเชิงบุรุษตรงหน้าเล็กน้อย ความเป็นจริงแล้วนั้นหากมีของพระราชทานจากพระตำหนักคุนหนิงส่วนใหญ่อวี๋ฮองเฮามักจะส่งขันทีไม่ก็นางกำนัลชั้นล่างมาส่งมอบทุกครั้ง ดังนั้นการมาขององค์รัชทายาทจึงสามารถรับประกันได้ว่าเขาผู้นี้มีอะไรแอบแฝงเป็นแน่ 

ส่วนหลินจินอิ๋งที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวในวังเท่าใดนักก็ได้แต่นั่งรับฟังเงียบๆ 

“หามิได้ พระนางทรงเป็นพระมารดาของหย่งเจิ้ง หย่งเจิ้งกับข้าก็มีมิตรไมตรีต่อกันดี ฉะนั้นนี่จึงถือว่าเล็กน้อยมาก” องค์รัชทายาทตอบ ซูเสียนเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นจึงผุดยิ้มออกมา 

ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดในด้านการใช้คำพูดมิต่างอะไรกับฮองเฮาเลยแม้แต่น้อย 

“นั่นสินะเพคะ หม่อมฉันเสียมารยาทแล้ว” ว่าแล้วซูเสียนเฟยก็หันไปพยักหน้ากับนางกำนัลคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้ไปรับหีบกำยานในมือของขันทีผู้นั้นมา “จริงสิ ตอนนี้หย่งเจิ้งอยู่กับคุณหนูหลินด้านนอกเพคะ หม่อมฉันให้เขาพานางออกไปเดินเล่นฆ่าเวลา มิทราบว่าองค์รัชทายาทต้องการจะพบกับเขาหรือไม่ หม่อมฉันจะได้ให้คนออกไปตามให้” 

“มิต้อง” องค์รัชทายาทส่ายหน้า “ข้าจะกลับแล้ว” 

“เดินทางปลอดภัยเพคะ” 

เมื่อเป็นเช่นนั้นซูเสียนเฟยก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระนางและหลินจินอิ๋งลุกขึ้นโค้งศีรษะส่งเขาออกจากห้องโถงไปก่อนที่จะนั่งลงตามเดิม 

“สำหรับเจ้าคิดว่าเขาเหมาะกับเยว่เอ๋อร์หรือไม่” เมื่ออีกฝ่ายเดินกลับออกไปลับตาแล้วซูเสียนเฟยก็ตรัสถามขึ้น 

“น้องมิทราบเจ้าค่ะ” หลินจินอิ๋งตอบ เมื่อปลอดคนแล้วนางจะใช้ศัพท์สามัญธรรมดาในการคุยกับพี่สาวของตน “แต่ดูเหมือนเยว่เอ๋อร์จะกลัวเขามากๆ เจอกันครั้งแรกก็ร้องไห้ใส่จะเป็นจะตาย” 

“คิก...” ซูเสียนเฟยป้องปากหัวเราะเบาๆ “แล้วถ้าเป็นหย่งเจิ้งเล่า?” 

“เจ้าคะ?” 

“องค์รัชทายาทกับหย่งเจิ้ง เจ้าว่าผู้ใดเหมาะสมกับเยว่เอ๋อร์มากกว่ากัน?” 

 

หลังเดินออกมาจากโถงรับรองของตำหนักเสียนเฟยแล้ว องค์รัชทายาทที่ทำทีจะก้าวขาตรงไปยังรถม้าที่จอดไว้ ก็เปลี่ยนทิศเป็นเดินเลียบไปอีกทางแทน 

...หลินเยว่หว่านคู่หมั้นของเขาอยู่ที่นี่ 

เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดเมื่อได้ยินชื่อนี้แต่ละครั้งเขามักไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่เสมอ ใจคิดอย่างแต่การกระทำกลับตรงกันข้ามตลอดเวลา 

ราวกับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกัน 

เดินลัดเลาะไปตามทางเดินเพียงไม่นานเขาก็มองเห็นทั้งสองคนที่กำลังตามหากำลังนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวข้างทางเดินใต้ต้นไม่ใหญ่ องค์รัชทายาทเลือกที่จะไม่เดินเข้าไปหา แต่กลับยืนมองอยู่ไกลๆ แทน และดูเหมือนว่าทั้งสองจะไม่ทันสังเกตเห็นเขาเช่นกัน 

ภาพที่ถังจวิ้นเซียนเห็นคือคู่หมั้นตัวน้อยของเขากำลังหัวเราะ ส่วนถังหย่งเจิ้งพระอนุชาของเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส คาดว่าถังหย่งเจิ้งคงจะเล่าเรื่องตลกบางอย่างให้นางฟัง พระอนุชาของเขานั้นเข้ากับคนอื่นได้ง่าย พูดเก่งและเป็นกันเอง ในขณะที่เขานั้นตรงกันข้ามเสียทุกอย่าง เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ตนได้หัวเราะด้วยความสุขเช่นนั้นนั้นผ่านมานานเท่าใดแล้ว 

ถังจวิ้นเซียนยืนดูอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับไป 

 

“หืม” 

“มีอันใดหรือน้องหญิง” 

“เปล่าเพคะ” หลินเยว่หว่านส่ายหน้า พลันหันไปมองต้นไม้ต้นหนึ่งที่ถูกปลูกไว้ไกลๆ “หม่อมฉันคงแค่คิดไปเอง” 

...คิดไปเองว่ามีผู้อื่นกำลังจับตามองนางและถังหย่งเจิ้งอยู่ 

 

ในวันนั้นกว่าที่สองแม่ลูกสกุลหลินจะเดินทางกลับจวนก็ปาไปเกือบๆ ยามโหย่ว (17.00-18.59) ครั้นพอจะขึ้นรถม้าซูเสียนเฟยก็มิวายจะชวนให้พวกนางอยู่รับประทานมื้อเย็นด้วยกันอีก แต่ติดก็ตรงที่ว่าช่วงนี้วังหลังค่อนข้างที่จะเข้มงวด ดังนั้นการกลับจวนก่อนอาทิตย์ตกดินนั้นน่าจะถือว่าดีที่สุดแล้ว 

หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้ราวๆ ห้าถึงหกวันแล้ว วันนี้เป็นวันที่เนี่ยจินเจียนั้นมาร่วมเรียนกับหลินเยว่หว่านที่สกุลหลิน ทว่าวันนี้หลินเยว่หว่านนั้นมีเรียนกระบี่กับหนิงอี้หยางด้วย ฉะนั้นเนี่ยจินเจียจึงได้แต่มานั่งอ่านหนังสือพลางมองสหายของตนฝึกไปด้วยพลางจากที่ไกลๆ แทน ตอนแรกหลินเยว่หว่านกลัวว่าเนี่ยจินเจียจะเบื่อหน่ายเอาได้ แต่สุดท้ายนางก็มิได้ว่าอะไรเพราะที่จวนสกุลเนี่ยก็มีนางเพียงแค่คนเดียว สู้เปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านหนังสือที่จวนของสหายแลดูจะเข้าท่ากว่า 

“พักสักหนึ่งเค่อนะเจ้าคะคุณหนู”  

หนิงอี้หยางที่เป็นคู่ประลองฝีมือให้กับคุณหนูตัวน้อยของตนเอ่ยขึ้น วันนี้นางอยู่ในชุดลำลองสีน้ำเงินดูทะมัดทะแม่ง ผมสีดำขลับยาวสยายมัดหางม้าสูงผูกด้วยผ้าสีแดงยังคงเป็นเอกลักษณ์ของนาง แม้ว่าการแต่งกายและรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะมิได้ดูอ่อนหวานนอบน้อมเมื่อเทียบกันสตรีทั่วไป ทว่าใบหน้าที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นดุจดวงอาทิตย์นั่นก็สามารถทำให้บุรุษหลายคนเหลียวมองกันเป็นแถบๆ ได้ 

“เจ้าค่ะ” 

หลินเยว่หว่านพยักหน้ารับคำจากนั้นจึงลดกระบี่ไม้ในมือลง แล้วจึงวิ่งเตาะแตะไปหาเนี่ยจินเจียที่กำลังนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนตรงขอบลานฝึกซ้อม “อาเจีย!” 

“ดื่มน้ำก่อนนะ” เนี่ยจินเจียวางหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ไว้บนตัก หยิบน้ำที่ถูกรินไว้ในแก้วล่วงหน้าอย่างรู้งานขึ้นมาจากบนโต๊ะพลางส่งให้นางอย่างรู้ใจ 

“ขอบใจนะ” หลินเยว่หว่านรับแก้วมาจากมือของอีกฝ่ายแล้วยกขึ้นดื่มจนหมดแล้ววางกลับไปบนโต๊ะพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนตรงกันข้าม “จริงสิ เจ้าสนใจมาฝึกกระบี่ด้วยกันกับข้าหรือไม่?” 

“ไม่” เนี่ยจินเจียปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด 

“โถ่..” คนชวนชักสีหน้าเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ จากนั้นดรุณีน้อยทั้งสองก็นั่งคุยกันต่ออีกพักหนึ่งเพื่อฆ่าเวลาให้หมดช่วงพัก 

“คุณหนูเจ้าคะ มีแขกมาขอพบเจ้าค่ะ” 

ทว่าบทสนทนาของพวกนางทั้งสองก็ถูกขัดโดยหญิงรับใช้ในจวนผู้หนึ่ง “เป็นผู้ใดกัน” หลินเยว่หว่านเอ่ยถาม 

“ข้าเอง” 

เสียงอันคุ้นเคยของบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง หลินเยว่หว่านลอบกลืนน้ำลายของตัวเองลงคอหนึ่งทีแล้วจึงรีบลุกขึ้นยืน ส่วนหญิงรับใช้ผู้ที่มาส่งข่าวนั้นก็หลีกไปอีกทาง 

“เยว่หว่านคารวะองค์รัชทายาทเพคะ” 

จะมาทำไมนักหนาเนี่ย! 

หลินเยว่หว่านขบฟันกรีดร้องในใจ ท่ามกลางสีหน้าที่ดูงุนงงของเนี่ยจินเจียที่ไม่เคยเห็นองค์รัชทายาทมาก่อน เนี่ยจินเจียนั่งกะพริบตาปริบๆ อยู่พักใหญ่กว่าที่สมองจะสามารถประมวลผลได้ 

“คะ... คารวะองค์รัชทายาทเพคะ” 

เมื่อได้สติกลับคืนมาแล้วเนี่ยจินเจียขึ้นลุกขึ้นโค้งให้อีกฝ่ายเช่นกัน  

“เจ้าคงจะเป็นบุตรีของเจ้ากรมพระคลังเนี่ยใช่หรือไม่” องค์รัชทายาทตรัสถามขึ้น เนี่ยจินเจียจึงพยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นเถิด ขออภัยด้วยที่ข้ามาขัดจังหวะเวลาเรียนของพวกเจ้าโดยที่มิได้แจ้ง” 

“หามิได้เพคะ” หลินเยว่หว่านเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งของอีกฝ่าย “ทว่าหม่อมฉันขอถามได้หรือไม่ว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาหาหม่อมฉันด้วยเหตุอันใด” 

“...” 

ถังจวิ้นเซียนนิ่งเงียบไปพักหนึ่งพลางยกมือขึ้นมาลูบคางคิด ท่ามกลางสีหน้าที่คาดหวังเหตุผลดีๆ จากสตรีทั้งสองตรงหน้า 

...นั่นน่ะสิ เขาจะมาที่นี่เพื่อเหตุใดกันนะ... 

“เผอิญว่าข้าออกมาเรียนรู้ความเป็นไปของราษฎรในเมืองน่ะ” ในที่สุดเขาก็ตอบ แม้จะแลดูเป็นคำพูดที่ยากจะเชื่อถือก็ตาม “จวนสกุลหลินอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนพอดี ข้าเลยกะว่าจะเข้ามาทักทายพวกเจ้า” 

“เป็นเช่นนี้นี่เองเพคะ แต่หม่อมฉันต้องขออภัยด้วยที่วันนี้ท่านพ่อของหม่อมฉันต้องเข้ากรม มิได้อยู่ที่จวน” หลินเยว่หว่านเอ่ย 

“มิต้องมากความหรอก เมื่อครู่ฮูหยินหลินบอกกับข้าว่าเจ้ากำลังเรียนกระบี่อยู่ ขอถามได้หรือไม่ว่าอาจารย์ที่ฝึกให้กับเจ้าเป็นผู้ใดกัน” 

“เป็นท่านอาจารย์หนิงเจ้าค่ะ” 

“หนิง?” ถังจวิ้นเซียนขมวดคิ้ว ชื่อแซ่นี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก 

“องค์รัชทายาท!?” ไม่ทันที่ถังจวิ้นเซียนจะได้ขบคิดว่าผู้แซ่หนิงนั้นเป็นใคร คนที่กำลังนึกถึงก็ปรากฏตัวทันที หนิงอี้หยางแลดูมีสีหน้าอึ้งเล็กน้อยที่จู่ๆ กลับได้เจอกับองค์รัชทายาทที่จวนสกุลหลินแห่งนี้ 

“เป็นเจ้าเองรึหนิงอี้หยาง” 

“หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาทเพคะ” หนิงอี้หยางประสานมือทั้งสองข้างแล้วโค้งให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นโดยไม่รอคำสั่งใดๆ ทั้งสิ้น “พระองค์ทรงเสด็จมาหาคุณหนูหลินหรือเพคะ?” 

“มิใช่...” 

“อ๋อ เข้าใจแล้วเพคะ” หนิงอี้หยางยิ้มให้อีกฝ่ายจนตาหยี จากนั้นจึงหันไปไขข้อข้องใจกับคุณหนูตัวน้อยทั้งสอง “ในอดีตข้าเคยสังกัดอยู่ในกองราชองครักษ์หลวงคุ้มกันฮองเฮาน่ะ เลยรู้จักกับองค์รัชทายาท” 

“เป็นเช่นนี้นี่เอง...” หลินเยว่หว่านและเนี่ยจินเจียพยักหน้าพร้อมกัน 

“ช่วงนี้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ตอนที่ทราบว่าเจ้าลาออกจากกองราชองครักษ์ข้าแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลย” ถังจวิ้นเซียนตรัสถามหนิงอี้หยาง 

“หม่อมฉันรับงานฝึกกระบี่ให้กับคุณหนูหลินและเด็กๆ ในย่านสลัมเพคะ ชีวิตความเป็นอยู่ก็มีความสุขดี” นางตอบโดยไม่ปิดบัง หนิงอี้หยางผู้นี้แม้จะเป็นสตรีแต่วิชากระบี่กลับเป็นเลิศกว่าบุรุษบางคนเสียด้วยซ้ำ ตอนนางลาออกจากกององครักษ์ก็ทำเอาวังหลวงพากันเสียดายเป็นแถบๆ เช่นกัน เนื่องด้วยราชองครักษ์หญิงที่มีฝีมือดีนั้นหาได้ยากยิ่ง 

“มิติดขัดอันใดก็ดีแล้ว” 

“จริงสิเพคะ วันนี้หม่อมฉันกะว่าจะทดสอบคุณหนูหลินสักเล็กน้อย... ถ้าองค์รัชทายาทมิติดขัดอันใดก็สามารถอยู่ดูชมกันก่อนได้นะเพคะ” 

หนิงอี้หยางพูดขึ้นพลางเหลือบไปมองหลินเยว่หว่านเล็กน้อย องค์รัชทายาทที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ “ได้...แต่ว่า...” 

“...”...ไม่นะ ห้ามตรัสคำนั้นออกมาเด็ดขาด... 

“ให้ข้าเป็นคู่ทดสอบกับนางแทนเจ้า” 

นั่นไง!!! 

------------------------------------------------------------ 

พูดคุยกันนิดหน่อย สำหรับผู้ที่สงสัยว่าเหตุใดน้องเยว่ถึงได้ 'กลัว' องค์รัชทายาท ทั้งๆ ที่ย้อนกลับมาเป็นชีวิตที่สองแล้ว 

 

เท้าความกันก่อนว่าแม้จะมีความทรงจำเดิม แต่น้องเยว่นั้นตอนนี้อายุร่างกายก็ยังสี่หนาวค่ะ ด้านข้อจำกัดในอารมณ์ยังยากที่จะควบคุมเหมือนกับเด็กทั่วๆ ไปเลย อ้างอิงจากบทที่ 4 ว่า "หลินเยว่หว่านเองแม้ตอนนี้อายุจิตจะสิบเจ็ดแล้วแต่ก็ยังมีบ้างบางครั้งที่แสดงอากัปกิริยาที่เป็นเด็กน้อยออกไป จนนางก็ชักจะสงสัยแล้วว่าบางทีนางอาจจะแค่มีความทรงจำในชีวิตที่แล้ว แต่สมองและร่างกายนั้นกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ก็เป็นได้" 

 

ส่วนอาการกลัวที่น้องเยว่มีต่อองค์รัชทายาท สังเกตได้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นแค่ครั้งคราวเท่านั้นเมื่อเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงชีวิตที่แล้ว เช่นป้ายทองขององค์รัชทายาท คำพูดด้วยน้ำเสียงโทนเย็นชา ฯลฯ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติก็จะไม่เป็นไร เพียงแค่น้องพยายามที่จะเลี่ยงเฉยๆ พอๆ กับองค์รัชทายาทที่บางครั้งก็รู้สึก 'ปวดหัว' เวลานึกถึงอะไรบางอย่างนั่นเองค่ะ ซึ่งไรท์ได้พยายามแทรกกิมมิคไว้เยอะมาก ลองไปย้อนอ่านดูนะ 

 

อีกอย่างหนึ่ง... สำหรับแก่นหลักของเรื่องที่ไรท์พยายามจะนำเสนอ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การแก้แค้นเพียงอย่างเดียวนะคะ ดั่งที่ไรท์ได้แจ้งไว้หน้าเรื่องว่าไรท์อยากจะเสนอถึง 'การเปลี่ยนแปลง' 'เหตุผล' ของตัวละครโดยมีนางเอกเป็นศูนย์กลาง ตัวอย่างเช่นองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนของเรา ในชีวิตแรกต้องโหดเหี้ยมเพราะอะไร เหตุใดเขาจึงเป็นเช่นนั้น ไรท์ก็พยายามแทรกเอาไว้ให้นักอ่านทุกคนได้ขบคิดตามเสมอค่ะ แม้กระทั่งตัวอวี๋ฮองเฮาเองก็ยังมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ถ้ายังไงก็ช่วยติดตามและเดินทางไปพร้อมๆ กับไรท์นะคะ <3 รักๆ 

ความคิดเห็น