ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 แสดงความสามารถของเหล่าหญิงงาม ครั้งที่ 1

ชื่อตอน : บทที่ 13 แสดงความสามารถของเหล่าหญิงงาม ครั้งที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 467

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2563 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 แสดงความสามารถของเหล่าหญิงงาม ครั้งที่ 1
แบบอักษร

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น วันต่อมาเป็นการประลองยุทธวันที่ 2 สามีที่แสนน่าภาคภูมิใจของข้าชนะในการประลองวันนั้นอย่างขาดลอย ก็นะ สามีข้าน่ะ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด อีกทั้งยังมีวรยุทธเยี่ยมยอดอีกต่างหาก ส่วนวันที่สามวันสุดท้าย การประลองระหว่างสามีคนหล่อของข้า กับ จ้าวหลิ่งเหวิน เรียกได้ว่าเป็นไปตามคาด มืมีผลแพ้ชนะชัดเจน ทั้งสองนั้นสู้กันจนเย็นย่ำ ก็ยังมิมีผลแพ้ชนะ ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหลงจึงตัดสินพระทัยให้ในปีนี้มีผู้ชนะสองคน

 

อ๋อ...ข้านั้นเพิ่งรู้ว่าปีนี้เป็นปีแรกที่จ้าวหลิ่งเหวินลงประกวดเช่นเดียวกัน ส่วนวันนั้นที่ข้าเจอเขาที่ตลาดในแคว้นมู่ ข้าคิดว่าน่าจะเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากสำนักเยว่หลง ซึ่งทางที่ใกล้ที่สุดในการกลับแคว้นต้าหลงต้องผ่านแคว้นมู่แล้วข้าก็บังเอิญเจอเขาพอดี

 

ส่วนวันนี้นั้นเป็นวันแรกที่เหล่าหญิงงามทั้งหลายจะแสดงความสามารถ ส่วนข้าและหวางเฟยคนอื่นๆนั้นจะแสดงความสามารถในวันที่ 6 ซึ่งก็คือวันสุดท้ายของการแสดงความสามารถนั่นเอง

 

เอาล่ะ ข้าเกริ่นนำมามากพอแล้ว คราแรกข้าคิดจะเล่นกู่ฉินแต่ข้าเล่นกู่ฉินในงานเลี้ยงไปแล้ว ดังนั้นข้าเลยคิดว่าการวาดภาพ 1 ในศาสตร์ทั้ง 4* ก็มิเลว แม้การวาดภาพเป็นศาสตร์พื้นฐานแต่จะทำให้ดีก็อยากมิน้อย ดีงนั้นข้าจึงคิดจะวาดภาพในการแสดงความสามารถในครั้งนี้

 

"องค์ชาย รีบเสวยเถอะพะยะค่ะ ท่านจะไปงานสายแล้ว" เสี่ยวไป๋จื่อพูดพร้อมทั้งเขย่าตัวมู่เสวี่ยไป๋ มู่เสวี่ยไป๋ที่กำลังอยู่ในภวังค์จึงหลุดจากภวังค์ เมื่อได้สติแล้วมู่เสวี่ยไป๋ตกใจสะดุ้งตัวโยนหันไปพูดกับเสี่ยวไป๋จื่อว่า

 

"เจ้ามาเงียบๆเช่นนี้ ข้าตกใจหมด" มู่เสวี่ยไป๋หันไปพูดกับเสี่ยวไป๋จื่อด้วยนำ้เสียงหงุดหงิด เจ้ามาเงียบๆมิให้สุ่มให้เสียง อย่างนี้ข้าก็ใจสิ

 

'ข้าผิดอีกแล้วสินะ อันใดๆก็ผิด ข้ามาเงียบๆอันใดเล่า ข้าเรียกท่านตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านมิตอบเสียที'  เสี่ยวไป๋จื่อตัดพ้อแต่มิได้พูดออกมา

 

"แล้วเจ้ามาเรียกข้าเพราะอันใดรึ" มู่เสวี่ยไป๋พูด พลางตักโจ๊กที่อยู่ด้านหน้าเข้าปาก แหวะ! เย็นชืด มิอร่อยเลยสักนิด

 

อ่า… ข้าว่าจะเตือนท่านแต่ก็มิทัน เสี่ยวไป๋จื่อเป็นสีหน้าของเจ้านายก็ได้ยื่นกระดาษเช็ดปากพร้อมนำ้ขาไปให้ 

 

"ท่านต้องไปงานชมบุปผสลาพะยะค่ะ" เสี่ยวไป๋จื่อพูดบอกมู่เสวี่ยไป๋ มู่เสวี่ยไป๋พยักหน้าสองสามที ว่ารับรู้แล้ว

 

"อืม เตรียมรถม้าแล้วใช่รึไม่" มู่เสวี่ยไป๋ถามออกไป มือรับผ้าที่เสี่ยวไป๋จื่อยื่นให้ หลังเช็ดมือเสร็จก็ส่งคืนให้เสวี่ยไป๋จื่อ

 

"เตรียมแล้วพะยะค่ะ องค์ชายจะเสด็จเลยรึไม่" เสวี่ยไป๋จื่อตอบพลางสวมชุดคลุมให้มู่เสวี่ยไป๋

 

"ไปเลย" พูดพลางเดินออกจากตำหนัก ก้าวขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้

 

รถม้าเริ่มออกเดินทางจากตำหนักที่พักขององค์รัชทายาทไปยังลานแสดงที่เดิม รถม้าเคลื่อนที่ออกไปสักพักก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้น

 

"เสวี่ยไป๋จื่อ เจ้าว่าหญิงนางใดบ้างกำลังหมายตาท่านพี่อยู่" มู่เสวี่ยไป๋นั้นรู้ว่าแม้ท่านพี่จะมีชายาเอกเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว คนที่อยากจะส่งบุตรีมาเป็นชายาก็ลดลงไปด้วย แต่สามีของข้านั้นได้ชื่อว่า เป็นคนที่มีโอกาสเป็นฮ่องเต้คนถัดไปมากที่สุดคนหนึ่ง ยังไงๆก็ยังมีขุนนางที่อยากส่งบุตรีของตนมาเป็นสนม ชายาของท่านพี่อยู่ดี แม้มิได้เป็นฮองเฮาหากเป็นที่โปรดปรานย่อมมีอำนาจ ดังนั้นหากข้ารู้ว่าคุณหนูตระกูลใดหมายตาท่านพี่ไว้ อย่างน้อยก็ต้องหาข้อมูลเตรียมไว้ก่อน

 

"คนที่หมายตาองค์รัชทายาทหรือพะยะค่ะ มีคุณหนูตระใหญ่ตระกูลถัง ถังหนิงเจียว คุณหนูรองตระกูลซู ซูจิ้นโจว คุณหนูเจ็ดตระกูลต่ง ต่งช่างลี่ แล้วก็…" เสี่ยวไป๋จื่อรายยาวรายชื่อคุณหนูตระกูลต่างๆ องค์ชายเคยบอกให้ข้าจดรายชื่อของคนที่พยายามเข้าหาองค์รัชทายาท แต่ข้านั้นจดได้มิครบเท่าใดนัก ช่างน่าเสียดายจริงๆ

 

"เยอะไป เอาคนที่น่าสนใจก็พอ" มู่เสวี่ยไป๋นั้นมิได้รู้สึกตกใจกับรายชื่อดังกล่าวเท่าใดนัก แต่หากไล่มาทั้งหมดคงเสียเวลามิน้อย ควรเอาคนที่มีความสามารถดี มีความรู้ มีชาติตระกูลดีจะดีกว่า และเหมาะสมกับสามีของข้าจะดีกว่า

 

"คนที่น่าสนใจ กระหม่อมคิดว่ามี 2 คนพะยะค่ะ" เสวี่ยไป๋จื่อพูดออกมา ก่อนเว้นจังหวะไปพักนึง มู่เสวี่ยไป๋พยักหน้าสองที มีความหมายว่าให้กล่าวต่อได้

 

"คนแรก คุณหนูใหญ่ตระกูลถัง ถังหนิงเจียว คนที่สอง คุญชายสามตระกูลสวี สวีชิงเทียน" หื้ม คุณชาย คนผู้นั้นคงเป็นเกอเหมือนเราเป็นแน่ นี่สินะที่เรียกว่าน่าสนใจ

 

"อืม ดูต่อไป" คงต้องจับตาดูสองคนนี้เป็นพิเศษเสียแล้ว ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้

 

รถม้าค่อยๆหยุดลงหน้าตำหนักกลางอีกครั้ง วันนี้มู่เสวี่ยไป๋ใส่ชุดสีขาวมีชุดคลุมสีชมพูอ่อนปักลายฉูจู๋ร์ฮวา*ดอกเล็กๆ เกล้าผมเรียบง่าย ปักปิ่นผีเสื้อ ยามก้าวเดินปิ่นผีเสื้อนั้นเหมือนโบยบินดอมดมบุปผางาม

 

"ไท่จื่อเฟยเสด็จ" ขันทีประกาศขึ้นเมื่อเห็นมู่เสวี่ยไป๋ก้าวเข้ามาในตำหนัก ท่วงท่านุ่มนนวลน่าทะนุถนอมแต่ก็ยังแฝงความสง่างามไว้ อย่างไร หงส์ก็คือหงส์อยู่วันยันคำ่มิมีทางเป็นอื่น กิริยาท่าทาง คำพูดคำจา ล้วนเป็นหงส์ เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างหงส์ เติบโตมาอย่างหงส์ มู่เสวี่ยไป๋นั้นคือหงส์อย่างแท้จริง

 

มู่เสวี่ยไป๋ทรุดตัวลงนั่งบนตั่งที่เตรียมไว้ หันไปที่ตั่งข้างๆกลับมิมีผู้ใดนั่งอยู่ จะว่าไปแล้ว วันนี้ข้ายังมิได้เจอท่านพี่เลยตั้งแต่ตื่นนอน ไปไหนกันนะ มู่เสวี่ยไป๋ได้แต่สงสัยในใจมิได้ถามออกมา

 

เรียกได้ว่าวันนี้นั้นข้ามาที่โถงพิธีการเช้ากว่าทุกวันก็ว่าได้ คนยังมามิมากนัก มีเพียงสนมกับขุนนางมิกี่คนเท่านั้น นอกจากนั้นคือขันทีและนางกำนัลที่กำลังจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้พร้อม เนื่องจากในวันก่อนๆข้ามักมาสายหรือเกือบสายเสมอและมักมีเหตุการณ์ดึงดูดความสนใจทำให้มิได้สังเกตุห้องโถงนี้เท่าใดนัก แต่เมื่อสังเกตุดีๆก็พบว่า…

 

ห้องโถงนี้นั้นตกแต่งอย่างสวยงามในแบบฉบับแคว้นต้าหลง สำหรับคนแคว้นมู่อย่างข้าอาจจะมิคุ้นชินกับการตกแต่งเช่นนี้ แต่ก็ถือว่าสวยงามมากทีเดียว ที่แห่งนี้เน้นการตกแต่งในโทนสีอ่อนเป็นหลัก อาจจะมีบางจุดที่ตกแต่งในโทนสีเข้มเพื่อเน้นจุดๆนั้นให้ดูเด่นขึ้น การจัดวางที่ประทับนั้น เป็นการจัดวางไล่ตามตำแหน่ง ที่ประทับของฮ่องเต้และฮองเฮาตั้งอยู่บนบัลลังก์เคียงกัน ลดหลั่นลงมาจากที่ประทับของฮ่องเต้ แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกเป็นที่ประทับของนางสนมชั้นต่างๆ ส่วนอีกฝั่งเป็นที่ประทับของ องค์ชาย ท่านอ๋องและบรรดาขุนนางทั้งหลาย รวมถึงหวางเฟยอย่างข้าและคนอื่นๆด้วย

 

นั่งคิดอะไรเพลินๆสักซัก หางตาก็เหลือบไปเห็นว่าที่นั่งข้างๆกายตนมีคนมานั่ง คนผู้นั้นคือสามีของข้านั่นเอง เมื่อหลงลู่หยางนั่งที่เรียบร้อยแล้ว มู่เสวี่ยไป๋จึงเอ่ยถามในสิ่งที่ตนอยากรู้

 

"ท่านไปไหนมา" มู่เสวี่ยไป๋เอ่ยในขณะที่มือก็กำลังยกจอกชาขึ้นจิบ

 

"หื้ม อันใดรึ" หลงลู่หยางยกจอกชาที่เสี่ยวไป๋จื่อเทให้ขึ้นมาจิบ

 

"ตั้งแต่เช้า ท่านหายไปไหนมา" มู่เสวี่ยไป๋ตอบ พลางสังเกตุเห็นเม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ขมับของสามี จึงนำผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดให้อย่างอ่อนโยน

 

"ไปออกกำลังมาน่ะ" หลงล่หยางตอบ นำ้เสียงเจือความเอ็นดูสามส่วน พลางยกมือที่มิได้ถือจอกนำ้ขึ้นลูบหัวมู่เสวี่ยไป๋เบาๆ

 

มู่เสวี่ยไป๋แปลกใจระคนตกใจ อะไรดลใจท่านกัน ให้มาลูบหัวข้าในที่เช่นนี้

 

"เจ้านี่ช่างสังเกตุจังเลยนะ" หลงลู่หยางมิแปลกใจอันใดกับความช่างสังเกตุของมู่เสวี่ยไป๋ ซำ้ยังเข้าใจด้วยว่าเหตุใดมู่เสวี่ยไป๋จึงช่างสังเกตุเช่นนี้ 

 

คนเช่นพวกเขา อย่างไรๆก็ต้องมีความสามารถรอบด้าน ประสาทสัมผัสทุกส่วนต้องฉับไว ต้องช่างสังเกตุ ต้องระมัดระวังตัว ต้องเก่งในทุกๆด้าน นี่คืออีกด้านของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในวังที่ทุกคนไม่เห็น ด้านที่ประชากรเห็นข้าคือองค์รัชทายาทมีทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ชีวิตสุขสบาย อีกทั้งเป็นยอดฝีมือ ทั้งชีวิตทุกคนคงคิดว่าการได้เป็นอย่างข้านั้นดี แต่หารู้ไม่กว่าข้าจะยืนได้อย่างมั่นคงในวันนี้ ต้องล้มลุกคลุกคลานไปกี่ครั้ง ต้องโดนวางยาพิษไปแล้วกี่ครั้ง ถึงแม้จะเหนื่อยเพียงใดก็ต้องยืนหยัดมิเช่นนั้นหากเขาล้มไปสักครา ก็มีคนที่พร้อมจะเหยียบซำ้จนจมธรณี

 

มู่เสวี่ยไป๋เด็กคนนี้นั้นเป็นลูกของฮองเฮาจะกระทำอันใดก็อาจจะง่ายกว่าข้ามากนัก แต่ถึงอย่างไรการเติบโตมาในวังหลังก็หล่อหลอมให้เด็กคนนึงกลายเป็นคนที่ต้องระวังในทุกๆอย่าง เป็นคนที่ถูกสอนให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่มิเคยสอนว่าจะทำอย่างไรถึงหายเหนื่อยกับการเป็นผู้ยิ่งใหญ่เด็กคนนี้แบกรับอะไรไว้บนบ่ามากกว่าที่คิด แต่เมื่อแต่งงานกับข้าก็เหมือนกับวางทุกสิ่งทุกอย่างบนบ่าลง มืต้องเหนื่อย มิต้องพยายาม มิต้องทำอันใดทั้งสิ้น ทำให้เด็กคนนี้ยิ้มได้อย่างมีความสุข นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้ารู้สึกเอ็นดูมู่เสวี่ยไป๋มากกว่าเด็กคนใดที่ข้าเคยเจอ

 

"อันใดของท่านกัน" มู่เสวี่ยไป๋ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มขำขัน ช่างสังเกตุรึไม่หรอก เป็นท่านต่างหากที่ช่างสังเกตุ ท่านนั้นรู้ว่าข้าจะใส่ชุดอันใดในวันนี้ จึงเลือกใส่ชุดให้คู่กับข้าสินะ ท่านน่ะ อาจจะเป็นคนที่ใส่ใจข้ามากลองลงมาจากเสด็จแม่และเสด็จพ่อเลยก็ว่าได้

 

*ศาสตร์ทั้ง 4 ของจีนประอบด้วย ฉิน ฉี ซู ฮว่า หรือ พิณ หมากรุก หนังสือ ภาพวาด

 

ไรท์กลับมาแล้ว หลังจากห่างหายกันไปนาน ไรท์ไปเคลียร์การบ้านมาค่ะ

 

ตอนนี้มีข้อคิดอะไรนิดหน่อย คนทุกคนมีสองด้านค่ะ ด้านที่คุณเห็น อาจจะไม่ใช่ด้านที่เค้าเก็บไว้

 

ดังนั้นอย่าตัดสินใครจากการมองมาจากด้านเดียวนะคะ

ความคิดเห็น