ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่สิบสี่:แต่งงานกับข้านะ...(จบ)

ชื่อตอน : บทที่สิบสี่:แต่งงานกับข้านะ...(จบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2563 23:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบสี่:แต่งงานกับข้านะ...(จบ)
แบบอักษร

ห้าร้อยปีต่อมาสามสำนักใหญ่ที่ครองยุทธ​ภพได้เปลี่ยนไป​หนึ่งสำนัก​ จากที่เคยมี สำนักมังกรทมิฬ​ สำนักหงส์​พิสุทธิ์​ และสำนักเทพวารีในตอนนี้สำนักเทพวารีนั้นไม่มีอีกแล้วกลายเป็นว่า​ สำนักพยัคฆ์​โลหิต​ ได้กลายเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่แทน

"เป็นอย่างไรบ้าง?" เจ้าสำนักพยัคฆ์​โลหิตคนปัจจุบัน​เอ่ยด้วยความร้อนใจ

"ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมาข้าได้ใช้ยาสมุนไพร​หลายตัวดูแล้วแต่ก็ไม่สามารถที่จะปลุก​พวกเขาได้" รองเจ้าสำนักมังกรทมิฬเอ่ยอย่างจนใจกับสหายที่เป็นบิดาของเด็กสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้างๆ

เมื่อหลายชั่วยามก่อนรองเจ้าสำนักมังกรทมิฬรู้สึกผิดสังเกตที่ศิษย์​เอกของเขา​ยังไม่ออกมาจากเรือนนอนจึงได้ให้ศิษย์​คนหนึ่งไปตามปรากฏ​ว่าศิษย์​คนนั้นวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาบอกว่าศิษย์​เอกของเขาสลบไปเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นรวมถึงศิษย์​หญิงของเขาอีกคนก็เช่นกัน

เขาจึงเร่งไปดูพบว่าศิษย์​ชายหญิงของเขานอนเคียงข้างกันอย่างไม่สมควรแต่เพราะรู้นิสัยของศิษย์​ทั้งสองคนดีว่าจะต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น​ เขาจึงสั่งให้ศิษย์คนอื่นๆช่วยกันหามคนทั้งสองออกไปนอนที่เรือนรักษาด้วยคิดว่าคราวนี้ของเหลวที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ที่ตกอยู่ข้างๆของศิษย์​หญิงอาจจะเป็นสมุนไพร​พิศดาร​ที่สุดเท่าที่นางหามาได้แล้ว

"... อืม..." เสียงศิษย์​ชายที่นอนอยู่บนเตียงเรียกให้คนเป็นอาจารย์​และสหายรีบหันไปหา

"อาหมิง​ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" ท่านอาจารย์​เอ่ยเรียกข้าด้วยความเป็นห่วงระคน​ดีใจ

"นี่ข้า..." ข้าพูดได้เพียงเท่านั้นก็รู้สึกคอแห้งผาก​อยากจะดื่มน้ำสักหน่อย

"อาหมิง​ ค่อยๆดื่ม" ท่านอาจารย์​พยุง​ข้าขึ้นมาพร้อมกับรินน้ำชาให้อย่างรู้ใจซึ่งข้าค้อมศีรษะ​ให้ท่านแทนการขอบคุณแล้วค่อยๆดื่มเข้าไป

"..." ข้าชำเรืองตามองชายวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์​หรูหราหาได้ยากในสำนักมังกรทมิฬ​ยืนอยู่ข้างๆท่านอาจารย์​อย่างสงสัยพรางคิดว่าเหมือนจะเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน

"อาหมิง​ อย่าเสียมารยาท​กับเจ้าสำนักพยัคฆ์​โลหิต... "

พรูด... แค่กๆข้าสำลักน้ำชาจนหน้าดำหน้าแดง... อยากจะบอกว่ามันบังเอิญ​เกินไปหรือไม่ที่ข้าได้เจอเจ้าสำนักพยัคฆ์​โลหิตทั้งในห้าร้องปีก่อนและในอีกห้าร้อยปีต่อมา...ซึ่งข้าก็คิดจริงๆว่าข้าไม่ได้ฝันไป​ ข้าอาจจะย้อนอดีตไปได้จริงๆก็ได้

"อาหมิงข้าบอกเจ้าแล้วว่าให้ค่อยๆดื่ม"ท่านอาจารย์​เอ็ดข้าอย่างไม่จริงจังนักอาจจะเพราะว่าข้ายังถือว่าเป็นคนป่วยอยู่ก็ได้

"... อีกสองวันข้าจะกลับมาใหม่​ ระหว่างนั้นเจ้าก็รักษาตัวดีๆ" เจ้าสำนัก​พยัคฆ์​โลหิต​คนปัจจุบัน​เอ่ยจบก็กระแทกเท้าออกไปจากเรือนรักษาในสำนักมังกรทมิฬทิ้งให้ข้าต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ...ข้าว่าข้าไม่เคยทำอะไรให้เขาโกรธ​นะ​ เจอหน้ากันก็ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

"ท่านอาจารย์..." ข้ารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะทำให้ท่านอาจารย์ต้อง​ขายหน้า

"อย่าได้ใส่ใจ​ เขาก็แค่กำลังหงุดหงิดที่บุตรสาวของเขาหลงรัก​เจ้ามากกว่าเขาก็เท่านั้น" ท่านอาจารย์​หันมาหาข้าพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู​

"หา!... ใคร?..." ข้างงได้ไม่ทันไรก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์​แปลกๆ"... หรือว่าจะเป็นหลานหลาน"ข้าไม่กล้าเดาอะไรให้มากความเพราะสตรีที่วนเวียน​อยู่รอบๆตัวข้านั้นมีเพียงแค่นางเท่านั้น

" ใช่ๆ​ ก็นางนั้นแหละ​"ท่านอาจารย์​เห็นข้าขมวดคิ้วหุบปากเงียบจึงเอ่ยต่อ"เจ้าหลับไปนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนคงจะหิวแย่แล้วเดี๋ยวข้าจะเอาโจ๊กมาให้เจ้ากินรองท้องไปก่อนก็แล้วกัน"

เมื่อท่านอาจารย์​เดินจากไปข้าก็นึกถึงชิงหลี่ขึ้นมาไม่รู้ว่าหลังจากนั้นนางจะเป็นอย่างไรบ้าง​ แต่ถ้ายังมีเจ้าสำนักอยู่ก็นับได้ว่าไม่น่าที่จะเป็นอะไรมาก​ เอาเป็นว่าข้าต้องรักษาตัวให้ดีก่อนแล้วค่อยหาคำตอบจากตำราเก่าๆหรือไม่ก็ประวัติ​ของสำนัก

คิดไปคิดมาหางตาข้าก็ไปสะดุด​เข้ากับร่างสตรีในอาภรณ์​สีขาวที่แสนจะคุ้นตา​ สตรีที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆข้าก็คือหลานหลานนั่นเอง​ หรือว่าข้าจะรอให้หลานหลานฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยถามนางเกี่ยวกับสาเหตุ​ที่นางพยายามป้อนของเหลวในกระบอกไม้ไผ่​นั่นให้แก่ข้า...  

"อืม..."เสียงสตรีจากเตียงข้างๆทำข้าสะดุ้ง"นะ... น้ำ" ข้ารีบเทน้ำชาใส่ถ้วยแล้วลงจากเตียงไปช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ

"ค่อยๆดื่ม" ข้าเอ่ยพร้อมค่อยๆประคองถ้วยให้นางได้ดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น

"..." นางชะงักเล็กน้อยแต่ก็ดื่มน้ำที่ข้าป้อนให้และไม่รู้ว่าทำไมดวงตาที่นางกำลังจ้องมองข้านั้นมันเริ่มเต็มไปด้วยน้ำตาไหลรินอาบเต็มสองแก้ม

"เจ้าร้องไห้ทำไม?" ข้าไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม

" ฮือๆๆ... อาหมิง" คราวนี้นอกจากร้องไห้แล้วนางก็ยังโผนเข้ากอดข้าไม่ยอมปล่อย

ข้าที่ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรก็ได้แต่นั่งนิ่งๆให้นางกอดก่อนที่จะสบเข้ากับดวงตาของท่านอาจารย์​ที่กำลังจะสือว่า​ เจ้าไปทำอะไรนาง​ ข้าจึงส่ายหน้ากลับไปว่า​ ข้าเปล่าทำอะไรเลยนะ

เช้าวันต่อมา

ข้านั่งมองแผ่นกระดาษที่เขียนส่วนผสมของของเหลวในกระบอกไม้ไผ่ที่หลานหลานเขียนให้ซึ่งข้าดูแล้วก็ไม่ค่อยมีสมุนไพรอะไรที่แปลกประหลาดพอที่จะพาวิญญาณข้าให้ย้อนอดีตได้

"จริงๆแล้วต้องรวมกับน้ำลายของข้าด้วยนะ"หลานหลานที่นั่งอยู่ข้างๆข้าเอ่ยขึ้น นางทำหน้ามีความสุขแล้วชี้ไปที่แก้มตนเอง

"..."ข้านึกถึงตอนที่นางประกบปากกับข้าแล้วก็รู้สึกใบหน้าข้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

"ตอนที่ข้าหลับไปข้ารู้สึกว่าข้าจะไม่ได้เป็นตัวข้าในตอนนี้แต่ข้ากลับรู้สึกว่าข้าได้เป็นตัวข้าอีกคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า หวัง ชิงหลี่"ข้าหันไปมองหน้าหลานหลานด้วยความรู้สึกที่หลายหลาย"แล้วข้าก็ได้รู้ว่าทำไมข้าถึงหลงรักเจ้าตั้งแต่แรกพบ"หลานหลานมอบรอยยิ้มที่มีแต่ความรู้สึกดีๆให้แก่ข้า

"...เจ้ากำลังจะบอกว่าชิงหลี่หลงรักข้า"ข้าค่อนข้างที่จะตกใจแต่ว่าข้าเองก็มีความรู้สึกดีๆให้แก่ชิงหลี่เช่นกันข้าจึงยิ้มตอบให้หลานหลานกลับไป

"...แต่งงานกับข้านะ"นางรวบมือข้าไปกอดราวกับกำลังร้องขอ"ถ้าเจ้าชอบนิสัยของชิงหลี่มากกว่าข้าก็จะเปลี่ยน...เปลี่ยนให้เหมือนกับนาง"

"ไม่ต้องหรอก...ข้าไม่ได้ชอบหลานหลานหรือชิงหลี่"นางทำหน้าเศร้าเหมือนกับจะร้องไห้"...แต่ข้าชอบเจ้า"

"...ถ้าเช่นนั้น"นางฉีกยิ้มแก้มแทบปริ

"แต่งงานกับข้านะ..."

"ได้...ได้"นางกระโดดกอดข้า

หลังจากนั้นข้าก็ได้รับรู้เรื่องราวของชิงหลี่และเหล่าน้องสาวของนางจากในตำราประวัติศาสตร์บางเล่มและจากคำบอกเล่าของหลานหลาน

ชิงหลี่กลายเป็นมารดาของเจ้าสำนักพยัคฆ์โลหิตรุ่นต่อมารึก็คือ เทียนเฟิง นั่นเอง เมื่อเทียนเฟิงขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนักพยัคฆ์โลหิตเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงกฎหลายอย่างของสำนักเช่น ให้ทุกคนในสำนักหันมาร่วมกันทำงานสุจริต ไม่ทำร้ายผู้อื่น ในไม่ช้าสำนักพยัคฆ์โลหิตก็กลายเป็นหนึ่งในสามสำนักธรรมะที่ยิ่งใหญ่นอกจากนี้ด้วยการสั่งสอนจากชิงหลี่ทำให้เทียนเฟิงกลายเป็นบุรุษรักเดียวใจเดียวได้แต่งงานกับสตรีที่ดีคนหนึ่งนางให้กำเนิดบุตรชายให้แก่เขาถึงสองคน

ด้านซูเม่ยหลังจากที่นางศึกษาการแพทย์จบจากสำนักหงส์พิสุทธิ์นางก็เดินทางไปรักษาผู้คนในสถานที่ต่างๆโดยมีซูเซียงที่กลายเป็นจอมยุทธหญิงคอยคุ้มกัน สตรีทั้งสองออกเดินทางช่วยเหลือผู้คนจนพวกนางได้รับการกล่าวถึงโดยนักกวีผู้หนึ่งที่รักการแต่งกวีในระหว่างการเดินทาง และกวีของชายผู้นั้นก็ถูกเขียนลงในตำราที่โด่งดังเล่มหนึ่ง

ส่วนอิงอิงนางใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปีก็สามารถเรียนรู้วิธีการปรุงโอสถระดับสูงได้ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นทางราชสำนักก็มีการแข่งขันปรุงโอสถขึ้น และด้วยความสามารถที่โดดเด่นของนางทำให้นางสามารถเอาชนะผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆไปได้อย่างง่ายดายจนนางได้รับตำแหน่งนักปรุงโอสถของราชสำนักมาครอบครอง

ด้วยความสามารถของนางทำให้จูเสียนเฟยยอมรับนางให้มาเป็นอนุชายาขององค์ชายสาม เมื่อราชโอการฉบับนี้ถูกประกาศออกไปฮ่องเต้ก็พระราชทานเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งให้แก่องค์ชายสามเป็นของขวัญแต่งงานทำให้หลังจากนั้นคนทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ผิดกับจูเสียนเฟยที่ถูกฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารอย่างลับๆเมื่อมีจดหมายลึกลับในซองสีแดงถูกส่งมาวางบนโต๊ะทรงอักษรของฮ่องเต้

"อาหมิง...รู้หรือไม่ว่าตอนที่เจ้าหายไปน่ะข้ารู้สึกอย่างไร?"หลานหลานที่นอนโดยใช้แขนข้าต่างหมอนเอ่ยขึ้น

"เรื่องแบบนั้นข้าจำเป็นต้องสนด้วยหรือ?"ข้าพลิกตัวหันหน้าเข้ามาหานางที่กำลังทำแก้มแป่ง"ก็ในเมื่อต่อจากนี้ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดไป"ข้าโน้มหน้าเข้าใกล้นางก่อนที่จะประกบริมฝีปากครั้งที่หนึ่งเพียงชั่วอึดใจแล้วประกบครั้งที่สองอย่างดูดดื่มยากที่จะให้นางได้ถอดถอนหายใจ แม้ว่าภายนอกจะส่งเสียงโห่ร้องดังสักเท่าไหร่ข้าก็ไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากเสียงนาง

ความคิดเห็น