ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่ (2)

ชื่อตอน : บทที่ 9 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 124

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2563 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่ (2)
แบบอักษร

บทที่ 9 

หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่ (2) 

 

“ที่ฮองเฮาตรัสเช่นนั้นเห็นทีจะมิใช่การดี” 

อวี๋ฮองเฮานิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่พระพักตร์ยังคงฉายรอยยิ้มอยู่ก่อนที่จะตรัสออกมา “ฝ่าบาททรงมิเห็นด้วยเพราะอันใดหรือเพคะ?” 

“นางยังอายุน้อยมากนัก” ฮ่องเต้ถังหมิงจื้อเปรยสายตามองสตรีหงส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ “แม้จะฉลาดเฉลียวน่าชื่นชมเพียงใด แต่การพรากนางจากอกบิดามารดาแต่เล็กเห็นทีจะมิได้ ซ้ำยังมิเป็นผลดีต่อราชวงศ์และสกุลหลินในสายตาของขุนนางอื่น” 

ผู้ที่เป็นฮ่องเต้มักจะคิดการณ์ไกลไว้ล่วงหน้าเสมอ และทุกอย่างที่บุรุษมังกรนี้ตรัสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น อวี๋ฮองเฮาจึงทำได้แต่พยักหน้าให้เบาๆ แล้วหันไปสนใจงานเลี้ยงตามเดิม ไม่มีใครรู้ว่าภายในพระทัยของนางนั้นกำลังคิดเรื่องอันใดอยู่ 

“เดี๋ยวคืนนี้หม่อมฉันจะจัดกำยานใหม่ให้พระองค์นะเพคะ” 

“อืม” 

และบทสนทนาของทั้งคู่ก็จบลงแต่เพียงเท่านั้น 

 

“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” 

งานเลี้ยงในวันนี้สิ้นสุดลงในยามเว่ย (13.00-14.59) เมื่อแขกเหรือทยอยเดินทางกลับแล้ว ก็เป็นองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนที่ออกมาส่งหลินเยว่หว่านที่หน้างาน 

“น้องหญิง!” 

...พ่วงถังหย่งเจิ้งมาด้วยอีกหนึ่ง 

“เพคะ?” หลินเยว่หว่านที่โค้งคำนับให้องค์รัชทายาทเมื่อครู่เงยหน้าถึง เอียงคอถามญาติผู้พี่ของตนที่จู่ๆ ก็มาโผล่อยู่ด้านหลังองค์รัชทายาท 

“เมื่อครู่เสด็จแม่เรียกข้าไปคุย บอกว่าเดี๋ยวท่านน้าจินอิ๋งจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ที่พระตำหนัก ให้ข้ามาพาน้องหญิงไป แล้วจะได้ขึ้นรถม้าไปพร้อมกันน่ะ” 

ถังหย่งเจิ้งอธิบาย หลินเยว่หว่านจึงมองไปด้านหลังก็พบกับซูเสียนเฟยกับมารดาของนางที่กำลังนั่งอยู่ด้วยกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงพยักหน้าเบาๆ “เข้าใจแล้วเพคะ” 

“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ถังหย่งเจิ้งฉีกยิ้ม เอื้อมมือของตนไปคว้าข้อมือของญาติผู้น้องของตนเอาไว้ ทำทีจะจูงมือนางเดินไปด้วยกัน ทว่ากลับโดนขัดจากคนผู้หนึ่งเอาเสียก่อน 

“บุรุษแตะเนื้อต้องตัวสตรีเป็นเรื่องที่มิควรกระทำ” ถังจวิ้นเซียนเอ่ยขึ้นพลางแกะมือของถังหย่งเจิ้งที่จับข้อมือของหลินเยว่หว่านเอาไว้ออก ท่ามกลางสายตาของทั้งคู่ที่งุนงงในการกระทำนั้น “โดยเฉพาะนางที่เป็นคู่หมั้นของข้า” 

...คำว่า คู่หมั้นของข้า ที่เอ่ยออกมาจากปากของอีกฝ่ายทำให้หลินเยว่หว่านรู้สึกวูบวาบไปทั่วทั้งท้องอีกแล้ว 

หากแต่ไม่ใช่เพราะอาการเขินอาย... แต่มันคือความกลัว... ทั้งน้ำเสียงเรียบเย็นนั่น ทั้งนัยน์ตาแข็งกร้าวนั่นที่จับจ้องผู้ที่เป็นอนุชาของตนอย่างไม่วางตา 

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งสามคน ก่อนจะเป็นถังหย่งเจิ้งที่ได้สติก่อน “อ้อ! จริงสิ ข้าลืมตัวไปเลย ขออภัยเสด็จพี่ด้วย” ถังหย่งเจิ้งยังคงส่งยิ้มให้กับเชษฐาของตน จากนั้นจึงหันไปมองหน้าหลินเยว่หว่านที่บัดนี้แลดูซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าเช่นนั้นน้องหญิงก็ตามข้ามาเถิด ขอตัวก่อนนะเสด็จพี่” 

องค์รัชทายาทพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นเชิงรับรู้ จากนั้นถังหย่งเจิ้งจึงเดินนำหลินเยว่หว่านไป ร่างเล็กของหลินเยว่หว่านเดินตาม ชั่วขณะหนึ่งนั้นนางก็เหลือบมองถังจวิ้นเซียนด้วย 

ไม่ว่าจะชีวิตที่แล้วหรือชีวิตนี้... ถังจวิ้นเซียนช่างเป็นคนที่เดาความคิดได้ยากเอาเสียเหลือเกิน 

...ไอ้บุรุษหน้าตายเอ๊ย! 

“เสด็จพี่ก็เป็นคนที่ชอบทำอะไรตึงๆ แบบนั้นแหละ น้องหญิงอย่าได้ถือสาเขานักเลย” ถังหย่งเจิ้งเอ่ยขึ้นในขณะที่เดินนำญาติผู้น้องเดินตรงไปยังเสด็จแม่ของตน “ซ้ำยังหน้าตายด้วย” 

ถังหย่งเจิ้งผู้นี้คล้ายกับจะอ่านความคิดของนางได้ หลินเยว่หว่านที่กำลังเดินตามหลังอีกฝ่ายเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มออกมาบางๆ คำพูดของเขาช่างทำให้นางผ่อนคลายจากอาการวิตกกังวลเมื่อครู่ได้ดีเหลือเกิน “หม่อมฉันเชื่อว่าหากเป็นคนปกติทั่วไปคงมิกล้าตรัสเช่นนี้ออกมาแน่ๆ เพคะ” 

“แต่ข้าตรัสได้ มิเป็นไร” ถังหย่งเจิ้งยักไหล่ จากนั้นจึงเดินตรงไปยังซูเสียนเฟยพระมารดาของตน “หย่งเจิ้งคารวะเสด็จแม่ คารวะท่านน้า” 

“เยว่หว่านคารวะพระนางเสียนเฟยเพคะ” หลินเยว่หว่านจับจีบกระโปรงของตนด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงถอนสายบัวก้มให้พระนางตรงหน้าเบาๆ  

“มิเจอกันนานเลย ครู่เดียวก็สี่หนาวแล้วรึ” ซูเสียนเฟยยิ้มให้กับหลานสาวของตนเบาๆ คำว่า มิเจอกันนาน ของพระนางนั้นคงจะหมายถึงสี่ปีเต็ม เพราะอย่างที่รู้กันว่าวังหลังนั้นเปรียบเสมือนกรงกักขังสตรี ครั้งล่าสุดที่พระนางเสียนเฟยได้รับพระราชทานอนุญาตให้ออกจากวังมาก็ตอนที่น้องสาวของพระนาง หรือก็คือหลินจินอิ๋งคลอดหลินเยว่หว่าน และหลังจากนั้นพระนางก็ไม่ได้ออกจากวังมาอีกเลย 

“เพคะ พระนางทรงสบายดีหรือไม่เพคะ” หลินเยว่หว่านเอ่ยถาม 

“ยังอยู่ได้อีกหลายปีเลยล่ะ” ซูเสียนเฟยหัวเราะชอบใจ “เอาล่ะ ทีนี้พวกเราก็ไปตำหนักของข้ากันเถอะ จะได้มีเวลาพูดคุยกันเยอะขึ้น ที่นี่เกรงว่าจะมิเหมาะแล้ว” 

ซูเสียนเฟยค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีนางกำนัลคนสนิทช่วยประคอง หลินเยว่หว่านกวาดตาดูรอบๆ ก็พบว่าแขกเหรือทั้งหมดในงานนั้นออกไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงข้ารับใช้หลวงที่เมื่องานเลี้ยงจบลงก็กรูกันเข้ามาทำความสะอาดเก็บข้าวของทันที โดยมิได้สนใจว่ายังเหลือหนึ่งในสี่พระชายาเอกที่ยังไม่ได้เสด็จออกไป 

...แต่ก็นั่นแหละ พระตำหนักแห่งนี้เป็นของอวี๋ฮองเฮา มิมีเหตุผลอันใดที่จะต้องให้เกียรติคู่แข่งของตน ซ้ำคู่แข่งผู้นี้ยังมีอาวุธชิ้นโตที่ชื่อว่าองค์ชายรองถังหย่งเจิ้งอยู่ด้วย 

 

หลินเยว่หว่านและหลินจินอิ๋งใช้เวลาอยู่ที่พระตำหนักเสียนเฟยกันอยู่พักใหญ่ เนื่องด้วยพี่น้องทั้งสองนั้นไม่ได้เจอกันนานมากถึงสี่ปีเต็ม จึงมีเรื่องให้พูดคุยเยอะแยะไปหมด แต่ด้วยความที่เกรงว่าเด็กน้อยทั้งสองจะเบื่อ ซูเสียนเฟยจึงรับสั่งให้โอรสของตนพาหลินเยว่หว่านออกไปเล่นที่อื่นฆ่าเวลาพลางๆ 

“ว่าแต่น้องหญิงอยากจะเล่นอันใดหรือ?” 

อยากกลับจวน... 

หลินเยว่หว่านตอบในใจในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังเดินนำนางออกมาจากโถงรับแขกแล้วเดินลัดเลาะไปยังทางเดินยาวที่ถูกปลูกด้วยต้นไม้เอาไว้สองข้างทางไปเรื่อยๆ นางใช้เวลานี้ในการหันซ้ายแลขวาเพื่อดูว่ามีอะไรที่นางพอจะเล่นได้บ้าง 

และนัยน์ตากลมโตดุจกวางของนางก็เหลือบไปเห็นลานกว้างของตำหนัก 

“เสด็จพี่ ช่วงนี้ท่านยังฝึกกระบี่ด้วยกระบี่ไม้อยู่หรือไม่เพคะ” นางหยุดเดินพลางเอ่ยถาม 

“ก็มีบ้าง แต่ช่วงนี้ท่านอาจารย์ของข้าเริ่มให้จับกระบี่จริงแล้วน่ะ” ถังหย่งเจิ้งตอบ “จริงสิ ข้าได้ข่าวมาว่าน้องหญิงก็ฝึกกระบี่อยู่ด้วยนี่?” 

“เพคะ” นางพยักหน้า “หม่อมฉันเห็นว่าลานกว้างของพระตำหนักแห่งนี้ช่างเหมาะสมในการฝึกกระบี่เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับลานกว้างที่จวนของหม่อมฉัน” หลินเยว่หว่านหัวเราะออกมาเบาๆ แน่ล่ะ ตระกูลของนางมิใช่ตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ ดังนั้นลานกว้างที่นางใช้ฝึกกระบี่กับหนิงอี้หยางนั้นจึงเพิ่งสร้างขึ้นมาภายหลังเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง 

“ใจหนึ่งข้าก็อยากจะเอ่ยปากชวนน้องหญิงให้มาฝึกกับข้าอยู่หรอก...เพียงแต่ว่า” ถังหย่งเจิ้งเกาแก้มตัวเองเบาๆ “ช่วงนี้รู้สึกว่าเสด็จพ่อจะเข้มงวดกับวังหลังเป็นพิเศษน่ะ คนในเลยยากออก คนนอกยิ่งแล้วใหญ่” 

“มิเป็นไรเพคะ” หลินเยว่หว่านส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นจึงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งยาวที่ถูกวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ทางเดิน 

...คนในยากที่จะออก คนนอกยากที่จะเข้า 

หากแม้แต่จะตัดความอคติออกไป หลินเยว่หว่านก็ยังคงรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอวี๋ฮองเฮาอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ 

“เสด็จพี่ก็มานั่งด้วยกันสิเพคะ” หลินเยว่หว่านเอ่ยชวนอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าถังหย่งเจิ้งยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน 

“ข้าคงจะมิโดนเสด็จพี่ตำหนิเอาอีกใช่หรือไม่” เขายิ้ม จากนั้นจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับนางแต่เว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อย 

“องค์รัชทายาทชอบมาที่นี่เช่นนั้นหรือเพคะ?” 

“อืม บางวันเขาก็มาฝึกกระบี่กับข้าน่ะ วันดีคืนดีก็แอบหนีอวี๋ฮองเฮามาปีนเตียงข้าเพื่อขอนอนด้วย” 

“เสด็จพี่... ท่านหลุดตรัสความลับออกมาเยอะเกินไปแล้วนะเพคะ” 

หลินเยว่หว่านหัวเราะพลันนึกภาพตามที่ถังหย่งเจิ้งว่า ความสัมพันธ์ในวัยเด็กขององค์ชายทั้งสองนี้เหนียวแน่นเกินกว่าที่นางเคยรับรู้เสียอีก ...จนบางทีนางก็นึกประหลาดใจว่าเหตุใดคนที่ดูเหมือนจะเป็นบุรุษจิตใจดีผู้นั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชผู้แสนโหดเหี้ยมได้เพียงหลังจากขึ้นครองราชย์เท่านั้น 

...อวี๋ฮองเฮามีอิทธิพลต่อตัวองค์รัชทายาทมากเช่นนั้นเลยหรือ 

“น้องหญิง เจ้าทราบหรือไม่ว่าถึงแม้ภายนอกองค์รัชทายาทจะดูเหมือนไม่สนใจอะไรเช่นนั้น แต่เขาก็เป็นคนดีมากนะ” 

“...” 

“ซ้ำยังน่าสงสารมากด้วย” 

“...” 

“อะ ข้าเผลอพูดมากไปซะแล้วสิ” 

ถังหย่งเจิ้งตบปากตัวเองเบาๆ จากนั้นจึงแหงนใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามบ่ายราวกับต้องการเบี่ยงประเด็น ใบไม้สีเขียวขจีใบหนึ่งหลุดร่วงโปรยปรายลงมาจากต้นของมัน และเป็นถังหย่งเจิ้งที่รับเอาไว้ได้ 

หลินเยว่หว่านมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเช่นกัน 

ทั้งเหล่าหมู่นกที่กำลังผกบิน ทั้งเสียงลมพัดหวิวกระทบกับกิ่งยอดไม้ ทั้งกลุ่มเมฆที่กำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ทั้งสองคนปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ โดยต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่นั้นไม่สามารถเดาออกได้ 

...องค์รัชทายาทเป็นผู้น่าสงสาร 

ผู้ใดบอกกันว่านางไม่ทราบ 

ความคิดเห็น