email-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 224

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2563 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3
แบบอักษร

ตอนที่ 3

หลังจากที่พาไอ้เด็กฝึกงานไปกินข้าวเสร็จแล้วนั้น ทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยเพราะว่าเลิฟก็ต้องนั่งคิดงานของตัวเองส่วนหัวแหวนก็นั่งดูงานของเลิฟไปเรื่อยๆ ทั้งสองคนไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยำจะมีบ้างที่หัวแหวนแอบมองเลิฟแต่ก็แปบเดียวแล้วหันกลับมานั่งดูงานของตัวเองต่อ จนเวลาล่วงเลยไปถึงเย็น เลิฟก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับบ้านแต่อย่างใด แต่คนตัวเล็กนี้สิ อยากกลับจะแย่อยู่แล้ว ก็มันเลยเวลาเลิกงานมาตั้งเป็นชั่วโมงแล้วนะสิ

“ ไอ้เลิฟ ไม่กลับบ้านกลับช่องไงวะ” เป็นธีร์ที่เดินเข้ามาในห้อง ถามด้วยเสียงสงสัยแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปทักทายคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู

“ ไม่รีบ” สั้นๆ ได้ใจความ

“ เออ!! เรื่องของมึง กูกลับละนะ” ธีร์ตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดนิดๆ

“ เราละ จะกลับเลยป่าว” พอธีร์เดินออกมาหน้าประตูก็เห็นหัวแหวนมองเขาอยู่

“ เอ่อ หนูกลับได้เลยใช่มั้ยคะ”

“ กลับได้สิ ทำไมจะกลับไม่ได้ละ” ธีร์ตอลกลับอย่าง งงๆ ว่าทำไมถึงถามเขาแบบนั้น เลิกงานตั้งนานแล้วนะเนี้ย

“ เอ้า ไม่ต้องรอเลิกพร้อมพี่... คุณเลิฟหรอคะ” หัวแหวนเอยสิ่งที่สงสัยอยู่แต่ก็หลุดเรียกพี่นำหน้าชื่อของเลิฟ

“ จะไปรอมันทำไม ไป กลับกับพี่ก็ได้ให้ไอ้คนบ้างานทำงานต่อไปเถอะ” เมื่อได้ยินธีร์บอกแบบนั้นหัวแหวนก็ยิ้มแก้มปริ เพราะตัวเองหิวข้าวจนท้องร้องไปหมดแล้ว ก๋วยเตี๋ยวที่กินไปตอนเที่ยงมันย่อยไปหมดแล้ว

 

“ อย่าพึ่งกลับ” เมื่อทั้งสองคนกำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงใหญ่ๆก็เอ่ยขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าบอกใคร

“ กูหรอ” เป็นธีร์ที่ถามเพราะคิดว่าเพื่อนจะให้ตัวเองอยู่ก่อน

“ เด็กฝึกงาน” น้ำเสียงโทนเดิมเอ่ยกลับมา

“ ชื่อน้องเขาก็มีไม่เรียก” ธีร์พูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจในอารมณ์ของเพื่อนตนเอง

“เรื่องกู”

“ เห้อ ละมึงจะให้น้องเขาอยู่ทำไม มันเลยเวลาเลิกงานมาเยอะแล้วนะ น้องเขาหิวไส้จะขาดแล้วเนี้ย” ธีร์พูดขึ้นแต่ไอ้คนที่งงหนักกว่าคือคนตัวเล็กข้างๆ

“ พี่ธีร์รู้ได้ไงว่าหนูหิวข้าว” หัวแหวนถามธีร์เพราะตนยังไม่ได้บอกเลยว่าหิวข้าว

“ ไม่ต้องบอกก็รู้มั้ยละ เสียงท้องเราร้องขนาดนั้น” ธีร์พูดไปมือก็จับหัวคนตัวเล็กกว่าโยกไปด้วยด้วย

“ แหะๆ” หัวแหวนยิ้มแห้งๆ เพราะเขาก็หิวจริงๆนั้นแหละ

“ ละมึงจะตอบกูได้ยังว่าให้น้องมันอยู่ทำไม” ธีร์หันไปถามไอ้คนที่ยังคงนั่งตีหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

“ เรื่องของกูอีกอะ มึงรีบไม่ใช่ไง กลับไปดิ” เลิฟพูดเสียงเรียบแต่ก็แฝงความกวนเพื่อนสนิทตัวเองไปด้วย

“ ไอ้สัส ถ้ามึงไม่บอกกูจะพาน้องมันไปกินข้าว แล้วจะไปส่งที่บ้านแม่มึงเอง เพราะดูท่าน้องมันน่าจะไม่ได้เอารถมา ใช่มั้ยเรา”

“ ค่ะ”

“ ละมึงจะอยู่ทำงานของมึงต่อจนดึกแค่ไหนก็เรื่องของมึง กูไปละ ปะ เราอย่างกินอะไรบอกพี่เลย” ธีร์หันหลังเตรียมจะเปิดประตูออกแต่เสียงข้างหลังก็ดังขึ้นมาอีก

“ กูจะกลับบ้าน”

“ แล้ว?”

“ เดะกูเอามันไปด้วยเอง”

“ มันไหน” น้ำเสียงกวนๆถามขึ้น

“ มันที่ยืนข้างมึงอะ!! ทำไมไม่เข้าใจวะ!” เลิฟเริ่มหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าธีร์ไม่รู้ว่าเลิฟจะสื่ออะไร แต่ธีร์แค่อยากแกล้งเพื่อนตนเองเท่านั้น

“ หัวแหวนอะนะ” ธีร์ก็ยังไม่หยุดกวนคนตรงหน้า

“ ไอ้สัสธีร์!”

“ อะอะ แต่มึงยังไม่กลับนิ น้องมันหิวเดะกูพาไปกินข้าวแล้วเอามาส่งละกัน” ธีร์พูดขึ้นอีกเเละทำท่าจะเอื่อมไปจับข้อมือหัวแหวนให้เดินออกจากห้อง

“ กูจะกลับ!...เดี๋ยวนี้!!” พอเลิฟพูดจบก็ลุกจากโต๊ะทำงานเดินมากระฉากแขนคนตัวเล็กแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานทันทีโดนคนตัวเล็กที่โดนลากอยู่นั้นยัง งง กับสถานการณ์ไม่หาย

“ เอ่อ คือ พี่เลิฟไม่ทำงานต่อแล้วหรอ” หัวแหวนถามออกไปขณะที่อยู่ในลิต์ฟกันแล้ว

“ เรื่องของฉัน!!” หัวแหวนถึงกับต้องหุบปากลงฉับพลันเมื่อเจอคำตอบของเลิฟที่ดูจะหงุดหงิดอยู่มาก

“ แต่ พี่เลิฟยังไม่ปิดคอมเลยนะคะ” เมื่อคนตัวเล็กนึกขึ้นได้ว่าไอ้ตอนเมื่อกี้ที่เลิฟลุกขึ้นจากโต๊ะ คอมที่เจ้าตัวเปิดเพื่อทำงานยังไม่ทันได้ปิดเลย

“ จะอะไรนักหนาห้ะ!! เดี่ยวไอ้ธีร์มันก็ปิดเองนั้นแหละ อยู่เงียบๆไม่ต้องถามมาก” เลิฟตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดกว่าเดิม เพราะคนข้างกายถามนู้นนี้อะไรไม่รู้เยอะแยะ

และเมื่อทั้งสองคนลงมาถึงลานจอดรถเลิฟก็ตรงไปที่รถทันทีแต่หัวแหวนยังไม่กล้าเดินตาม

“ จะกลับมั้ยบ้านอะ ถ้ากลับก็รีบเดิน” เมื่อเดินมาถึงที่รถของเลิฟจอด หัวแหวนก็ยังไม่ค่อยกล้าขึ้นเท่าไหร่แต่เมื่อเจอสายตากดดันของเลิฟที่มองมาจากฝั่งตรงข้ามก็ทำให้หัวแหวนต้องจำใจเปิดประตูขึ้นรถไปนั่งข้างๆกับเลิฟที่เป็นคนขับ

“ถ้าพี่เลิฟไม่ว่าเดี๋ยวหนูกลับเองก็ได้นะคะ” พอรถขับมาได้แปบนึงหัวแหวนก็เอ่ยบอกคนข้างๆที่ยังคงทำหน้าตาไม่รับแขกอยู่

“ ทำไม”

“ ก็เห็นพี่เลิฟยังไม่เสร็จงาน หัวแหวนไม่อยากรบกวน” หัวแหวนบอกอย่างเกรงใจเพราะเลิฟนั้นยังไม่เสร็จงานด้วยซ้ำ แต่ต้องมาส่งเขาที่บ้าน

“ เธอจะไปรบกวนไอ้ธีร์มันหรือไง” เลิฟถามขึ้น แต่สายตาก็ยังมองไปที่ถนนข้างหน้าไม่ได้หันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆแต่อย่างใด

“ เปล่า หนูก็จะกลับเองไง บ้านพี่กับที่ทำงานมันไม่ได้ไกลกันมาก หนูนั่งรถเมล์กลับเองได้” ถึงตนจะยังไม่เคยนั่งก็ตามเพราะตอนเช้าหัวแหวนตั้งใจจะออกให้เช้าหน่อยแล้วลองมารถเมล์ดู แต่ก็ดันตื่นสายเลยยังไม่ได้ลองนั่งมาเองเลย

“ ฉันจะกลับบ้านพอดี” เลิฟเอ่ยขึ้นมาสั้นๆ แต่หัวแหวนก็พอจะเข้าใจว่ามาทางเดียวกันเลยให้หัวแหวนกลับด้วย

“ อ่อ ค่ะ” เมื่อหัวแหวนตอบกลับมาอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำให้บรรยากาศภายในรถเงียบสนิท

 

“จะกินอะไร” แต่ไม่นานก็เป็นเลิฟที่เอ่ยขึ้นมา

“ คะ?”

“ ฉันถามว่า เธอจะกินอะไร ทำไมต้องให้พูดซ้ำ!” เลิฟเริ่มหุงดหงิดที่ตนต้องถามซ้ำ

“ ก็หนูไม่แน่ใจว่าพี่เลิฟคุยกับหนูหรือเปล่า”

“ ตรงนี้ก็มีแค่เธอ จะให้ฉันคุยกับใคร คิดสิ” โดนไปอีกหนึ่งดอก หัวแหวนทำท่าเปะปากใส่

“ ใครจะไปรู้ละ ก็คิดว่าถามตัวเอง” หัวแหวนพูดขึ้นมาเบาๆ และคิดว่าคนข้างๆน่าจะไม่ได้ยิน

“ ฉันได้ยิน”

“ แหะๆ อะไรก็ได้ค่ะ หนูกินได้หมด” หัวแหวนยิ้มแห้งแล้วตอบกลับไป

ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้ามาในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ลักษณะร้านเป็นร้านที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ร้านนี้เป็นร้านอาหารประเภทตำๆ ยำๆ ซึ่งร้านนี้ก็ไม่ได้ห่างจากบ้านมากนักเพราะคือทางผ่านพอดีแต่ด้วยเป็นช่วงเย็นเลยทำให้คนค่อนข้างแน่นร้านเลยต้องรอคิวนิดนึง

“ มากี่ท่านคะ” พี่พนักงานหน้าร้านถามขึ้นเมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามา

“ 2 ครับ” เลิฟเป็นคนตอบพี่พนักงานไป แต่เป็นหัวแหวนที่อึ้งอยู่เพราะไม่เคยได้ยินเลิฟพูดครับเลย

“ เชิญโต๊ะด้านในเลยค่ะ” เมื่อพี่พนักงานหาโต๊ะให้ได้แล้วจึงชี้ตรงโต๊ะที่ว่างให้ทั้งสองคนได้เข้าไปนั่ง เมื่อเลิฟกำลังจะเดินเข้าไปจึงหันไปมองคนข้างๆ ที่ตอนนี้ไม่ได้เดินตามมา

“ จะยืนเอ๋ออยู่ตรงนี้อีกนานมั้ย”

“ เอ่อ ได้โต๊ะแล้วหรอคะ” หัวแหวนถามออกไปเพราะเมื่อกี้เขาไม่ได้ฟังพี่พนักงานพูดเลย กำลังหลงอยู่กับคำว่า “ครับ” มันช่างนุ่มนวลชวนฟังเหลือเกิน ทำไมเวลาคนข้างๆพูดครับแล้วมันน่าหลงไหลขนาดนี้นะ แต่ก็หลงได้ไม่นานก็เป็นคนที่พูดครับเมื่อกี้นี้แหละฉุดเขาขึ้นมาจากภวังด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดแตกต่างจากเมื่อกี้นีลิบลับ

“ เธอนี้มัน จริงๆเลยนะหัวแหวน เดินเข้าไป”

 

พาท เลิฟ

ผมชักจะหงุดหงิดกับเด็กตรงหน้าแล้วนะ ทำตัวอย่างกับเด็ก 5 ขวบ เมื่อไอ้เด็ก 5 ขวบเดินไปถึงโต๊ะ มันก็จัดการนั่งด้านในสุดทันที ผมก็นั่งลงตรงข้ามมัน แล้วพนักงานก็เอาเมนูมาให้ ผมก็ดันไปทางไอ้เด็กตรงหน้า

“ พี่เลิฟให้หนูสั่งหรอคะ” ผมดันเมนูให้มันขนาดนี้มันยังถามออกมาอีก

“ ให้โ๊ตะข้างๆสั่ง” ผมพูดออกไปอย่างเหลืออด มันเป็นเด็กปี 4 จริงดิ ทำตัวอย่างกับเด็ก 5 ขวบชัดๆ

“ พี่เลิฟอะ บอกหนูดีๆก็ได้มั้ย” แล้วมันก็หน้างอง้ำไปดิ ถามว่าผมสนมั้ย ก็ไม่อะ

“ รับเป็นอะไรดีคะ” เมื่อพี่พนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์ ก็เป็นไอ้เด็กตรงหน้านี้แหละสั่ง

“ เอาตำปูปาร้าหนึ่งค่ะ ตำไทยไข่เค็มหนึ่งค่ะ น้ำตกหมูหนึ่งค่ะ ตับหวานหนึ่งค่ะ ยำรวมมิตรหนึ่งค่ะ ข้าวเหนียว... พี่เอาข้าวเหนียวมั้ย งั้นเอาข้าวเหนียวมาสองค่ะ ขนมจีนหนึ่งค่ะ” เมื่อหัวแหวนมันสั่ง มันก็หันมาถามผมว่าจะเอาข้าวเหนียวมั้ย ผมก็พยักหน้าให้ไป แล้วมันก็สั่งต่อ

“ เอาไก่ย่างด้วยนะคะ เอามาหนึ่งตัวค่ะ”

“ ครึ่งตัวพอ” ผมพูดแทรกขึ้น

“ ทำไมอะ” มันถามสีหน้างงๆที่ผมห้ามมัน

“ มันเยอะไป เธอกินไม่หมด” แล้วมันก็ทำปากมุบหมิบว่า กินหมด

“ งั้นเอาแค่นี้ค่ะ” แล้วก็หันไปบอกพนักงาน

“ ต้มซุปเปอร์ด้วยครับ” แต่ผมก็เอ่ยขึ้นสั่งของที่ชอบ

“ค่ะ มีตำปูปาร้าหนึ่ง ตำไทยไข่เค็มหนึ่ง น้ำตกหมูหนึ่ง ตับหวานหนึ่ง ยำรวมมิตรหนึ่ง ข้าวเหนียวสอง ขนมจีนหนึ่ง ไก่ครึ่งตัว กับต้มซุปเปอร์นะคะ รับเป็นน้ำอะไรดีค่ะ” เมื่อพนักงานทวนอาหารไอ้คนตรงหน้าก็พยักหน้าตอบรับทุกคำ

“ น้ำเปล่าครับ”

“ค่ะ รออาหารซักครู่นะคะ” แล้วพนักงานก็เดินออกไป ไอ้เด็กตรงหน้าก็ถามขึ้น

“ พี่กิน ตีน ไก่ด้วยหรอ” มันเน้นคำว่าตีน ผมรู้ว่ามันจะสื่ออะไร

“ ลามปามละ เดะจะโดน” ผมดุมันไม่จริงจัง

“ หนูก็แค่ถามเฉยๆเอง” แล้วมันก็ทำหน้าเศร้าๆที่โดนผมดุ แต่ดุูก็รู้ว่ามันแกล้ง

“ ทำไม เธอไม่กิน?”

“ ไม่อะ มันดึ๊ยๆ บอกไม่ถูกอะ” ดึ๊ยอะไรวะ อร่อยจะตาย

และผมก็ไม่ได้ถามอะไรมันอีก มันก็นั่งเล่นโทรศัพท์มันไป จนไม่นานอาหารที่สั่งไปก็ทยอยมาเสิร์ฟ อย่างแรกจะเป็นส้มตำ ต่อด้วยยำ แล้วก็น้ำตกหมูแล้วอย่างอื่นก็ค่อยๆทยอยมา แต่ไอ้เด็กตรงข้ามเนี้ย มันตาวาวตั้งแต่เห็นส้มตำละ แล้วยิ่งไก่ย่างที่มันสั่งมาอีก ตาวาววับเลย แต่ผิดกลับอาหารอย่างสุดท้ายที่มา มันทำหน้าตาแหย่ๆ ก็ไอ้ซุปเปอร์ที่ผมสั่งนั้นแหละ ละดูมันทำหน้าเข้า จะอะไรนักหนากับตีนไก่

ผมตักซุปเปอร์ไปให้มัน มันก็ทำหน้างงๆ

“ ลอง”

“ ไม่เอา หนูไม่กิน” มันก็รีบดันถ้วยออกจากตรงหน้าทันที

“ ลองกินดู” ผมก็ยังไม่ยอม จะให้มันกินให้ได้

“ งุ้ย ก็บอกแล้วไงว่าหนูไม่ชอบตีนไก่” มันก็ยังไม่ยอมที่จะลองชิม

“ แค่น้ำ ลองกินดู มันไม่ตายหรอก”

“ หึ้ย งั้นเอาตีนไก่นี้ออกไป” สุดท้ายผมก็ต้องเอาตีนไก่ออกมาจากถ้วยมัน เหลือแต่น้ำต้มยำเปล่าๆ

“ เป็นไง” ผมถามมัน เมื่อมันลองชิมน้ำในถ้วย

“ อ่า เผ็ดอะ อ่า เผ็ด แต่อร่อยดี” มันชิมไปช้อนนึงแล้วก็ต้องตังขึ้นมาอีกช้อนเพื่อกินใหม่

“ หึ”

“ ขำไร แต่หนูก็ไม่กินหรอกนะตีนไก่อะ” จริงๆเลยมัน มันก็สดน้ำซุปเปอร์ต่อไป ทั้งผมแล้วก็ไอ้เด็กตรงหน้าก็ลงมือกินอาหารจนเกือบหมด ผมแปลกใจนิดนึงว่าทำไมมันกินเก่งขนาดนี้ แต่ก็สงสัยได้ไม่นานเพราะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนมันก็กินเก่งแบบนี้แหละ ถึงตัวจะเล็กลงแต่ความกินเก่งมันไม่ได้ลดลงด้วยนินา

“เห็นมั้ย หนูบอกแล้วว่าหนูกินหมด” แล้วมันก็ทำหน้าภูมิใจความกินเก่งของตัวเอง

“ อ้วน”

“ ไม่อ้วนแล้วก็พอ หนูผอมแล้วเถอะ”ไอ้เด็กนี้ก็ยังเถียงผมไม่เลิกแต่มีหรือว่าผมจะยอม

“ กินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวก็กลับไปอ้วนใหม่” พอผมพูดขำนี้จบหน้ามันก็นิ่งขึ้นแล้วตีหน้าเครียดๆเหมือนผมไปจี้ปมมัน

“ หนูดูอ้วนขึ้นมั้ย” มันถามผมเสียงเครียดทำท่าเหมือนคนจะร้องไห้ และก็เป็นผมเองที่รู้สึกผิด เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันเซนซิทีฟเรื่องนี้มาก แต่ผมมันอดไม่ได้นิที่จะแกล้งมัน

“ เธอจะบ้าหรอ กินแค่นี้มันไม่อ้วนขึ้นมาหรอกนะ ทีเมื่อก่อนอ้วนกว่านี้ยังไม่เป็นเครียดเลย” ผมว่ามันออกไป

“ ก็หนูกลัวไม่มีคนรักนิ ถ้ากลับไปอ้วนเหมือนเดิม” มันพูดเสียงเศร้า

“ ใครไม่รักเธอ” อดที่จะถามไม่ได้ เพราะทั้งพ่อกับแม่มันก็ไม่เห็นซีเรียสเลย

“ ก็ ทั้งหมดนั้นแหละ เพราะหนูอ้วนเลยไม่มีคนรักไง”

“ ใคร”

“ ก็ รวมๆนั้นแหละ” มันก็ยังไม่บอกผม

“ ฉันถามว่าใคร ใครบอกว่าเธออ้วนแล้วจะไม่รักเธอ”

“ พี่เอก” เสียงที่เบาแต่ผมก็หูดีพอที่จะได้ยินที่ไอ้เด็ก 5 ขวบมันพูด

“ แฟน?”

“ อือ”

“ ไปเลิกกับมันซะ”

.

.

.

.

“ ห้ะ อะไรนะ” หัวแหวนเอ่ยเสียงดังอย่างตกใจ

“ เธอคิดว่ามันจะรักเธอจริงหรือไง จะอ้วนจะผอมมันไม่ใช่คนเดียวกันหรอ ถ้าเธอคบกับไอ้คนชื่อเอกนี้ต่อ มันก็มองเธอแค่ภายนอกทั้นแหละ ไปเลิกกันมันซะ”

“ จริงหรอ” หัวแหวนถามขึ้นอย่างหน้าตาเศร้าๆ น้ำตาเริ่มคลอแล้ว ผมรู้ว่าหัวแหวนเป็นคนหัวอ่อน แล้วไอ้คนที่ชื่อเอกอะไรเนี้ยก็น่าจะไม่ใช่คนดีหรอก ผมเลยบอกให้มันไปเลิกกับไอ้คนชื่อเอกซะ

“ คบกันนานหรือยัง” ผมถามมัน

“ ได้ 3 เดือนแล้ว”

“ แค่ 3 เดือน เธอเสียตัวให้มันหรือยัง” ผมถามออกไปตรงๆ แต่ไอ้คนตรงหน้าทำหน้าตาเลิกลัก หน้าแดง

“ พี่ถามอะไรของพี่เนี้ย!! ใครเขาถามเรื่องนี้กัน” มันตอบกลับมาอย่างอายๆ

“ เรื่องธรรมชาติ ทำไมต้องอาย”

“ธรรมชาติบ้างอะไร ถามอะไรของพี่ก็ไม่รู้”

“ ก็เธอน้องฉัน เซ่อๆแบบเนี้ย ไม่ทันไอ้คนพวกนั้นมันหรอก”

“ ยัง” หัวแหวนมันบอกเสียงเบา

“ ดีแล้ว อย่าไปให้มัน ดูก็รู้ว่าหลอกฟัน เลิกกับมันได้ยิ่งดี” ไอ้เด็กตรงหน้าก็พยักหน้า ผมเห็นว่ามันทำหน้าเศร้าๆ จึงเรียกพนักงานมาเช็คบิล แล้วพามันกลับบ้าน

และตลอดทางที่กลับบ้านมันก็เงียบมาตลอดทางจนถึงบ้าน แต่มันก็ยังเงียบอยู่ผมเลยลองเรียกมันดู

“ เธอ” ไม่หัน

“ นี้เธอ” ก็ยังเงียบ

“ หัวแหวน!!” ผมเรียกเสียงดังขึ้นอีก

“ อืออ เรียกหนูหรอ” มันหันมาทางผมแล้วขยี้ตา มันหลับหรอ ผมไม่ได้หันไปดูมันเลย คิดว่ามันนั่งมองข้างทาง ก็ว่าอยู่ว่าทำไมเงียบผิดปกติ คิดว่าเศร้าเรื่องไอ้คนชื่อเอกนั้น

“ ถึงบ้านแล้วหรอเนี้ย” มันถามออกมามือก็พยายามควานหากระเป๋าข้างๆตัว

“ อยู่นี้ ลงไปได้ละ ” ผมชูกระเป๋าให้มันมันก็รับมาอย่าง งงๆ คงจะพึ่งตื่นด้วยแหละ

หัวแหวนมันเดินเข้าบ้านไปผมก็เดินตามมันเข้าไป เห็นพ่อกับแม่นั่งดูหนังอยู่ที่โซฟา ไอ้คนตัวเล็กก็ยกมือไหว้พ่อกับแม่ผม

“ สวัสดีค่ะน้านุช สวัสดีค่ะน้าอัม”

“ กลับมาแล้วหรอ กินข้าวมาหรือยังหัวแหวน” เป้นแม่ผมที่ลุกขึ้นมาหาไอ้เด็กข้างหน้าผม

“ อ้าวเลิฟ มาส่งน้องหรือไง กินข้าวมากันยังละ” เมื่อแม่เดินมาหาหัวแหวนเขาก็พึ่งเห็นผมจึงเอ่ยปากถาม

“ พาไปกินมาแล้ว” ผมตอบคนเป็นแม่ไปแล้วเดินไปนั่งข้างๆพ่อ

“ ว่าไงไอ้เสือ น้องทำงานวันแรกเป็นไงบ้าง” ผมรู้ว่าความหมายที่พ่อจะสื่อเนี้ยคืออะไร

“ ให้มันดูงานที่ผมทำอย่างเดียว” เมื่อผมอยู่กับพ่อจะพูดแทนว่าผม แต่ตอนแรกๆก็พูดหนูเหมือนเวลาคุยกับแม่นั้นแหละ แต่ต้องไปออกงานกับพ่อบ่อยๆ เลยพยายามพูดผมไว้ มึงเลยติดแล้ว

“ ดีมาก อย่า...”

“ อย่าให้น้องทำงานเยอะ งานหนักก็อย่าให้ทำ” พ่อผมยังไม่ทันจะพูดจบ ผมก็แทรกขึ้นมาทันที ก็พ่อบอกแต่คำพวกเนี้ย จะอะไรนักหนาก็ไม่รู้ งานหนักก็ไม่ได้ งานเยอะก็ไม่ได้ แล้วสายงานที่ผมทำอยู่งานมันเบาซะที่ไหนละ บางโปรเจ็คก็แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย

“ แกนี้นะ แล้วนี้จะกลับเลยหรือเปล่า” คนเป็นพ่อตอบกลับอย่างเอือมๆ

“ อะไร ผมพึ่งถึงจะไล่ผมกลับแล้วหรอ”

“ จะอยู่ต่อก็อยู่ไป ถ้าจะไปปิดบ้านให้ด้วย” พ่อพูดแค่นั้นก็เดินเข้าห้องตัวเองไปเลย

“ หัวแหวนลูก ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป ทำงานมาเหนื่อยๆเนาะ” ทำงานมาเหนื่อยๆ? แม่ผมพุดผิดหรือเปล่า ตรงไหนที่เรียกว่าเหนื่อยกัน

“ ค่ะ งั้นเดี๋ยวหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” แล้วไอ้คนตัวเล็กก็เดินขึ้นห้องมันไป ห้องมันที่เป็นห้องผมนั้นแหละ

“ แม่คืนนี้หนูนอนนี้นะ ขี้เกียจขับรถละ” ผมพูดไปมือก็เปลี่ยนช่องหนังไป

“ เลิฟจะบ้าหรือไง ห้องเลิฟก็ให้น้องอยู่ไปแล้วไง หรือเลิฟจะนอนโซฟานี้”

“ ไม่ หนูจะนอนบนห้อง”

“ เลิฟ” เสียงที่กดต่ำลงทำให้ผมรู้ว่าถ้าเถียงต่อคงไม่ดีแน่

“ ก็ได้” สุดท้ายผมก็ต้องยอม คนเดียวที่ผมเถียงไม่เคยชนะเลย

“ เอ่อ คือ ให้พี่เลิฟไปนอนข้างบนก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูนอนโซฟาเองก็ได้” น้องมันเดินลงมาตอนไหนเนี้ย ละดูทำหน้าเข้าดิ

“ ไม่จ๊ะลูก หนูนั้นแหละนอนห้องพี่มันไป แล้วให้พี่เขานอนโซฟา นอนได้ใช่มั้นเลิฟ” น้ำเสียงชั่งแต่งต่างกันเหลือเกินนะคุณแม่ ตอนคุยกับไอ้เด็กตรงหน้านี้นุ่มนวลเชียว พอหันมาทางผมนี้นั้นมันคำสั่งชัดๆเลย

“ เดี๋ยวนอนโซฟาเอง เธอไปนอนข้างบนเถอะ” สุดท้ายผมก็ต้องยอม

“ เอ่อ หนูว่า...”

“ ไปนอนข้างบนเถอะลูก ไปๆ รีบอาบน้ำนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีกนะ ไปเร็วจ๊ะ” แล้วมันก็ทำหน้าหนักใจ แต่ก็ยอมเดินขึ้นไปบนห้อง แล้วผมละ

“ แม่เข้าห้องละ” สุดท้ายแม่ก็ไม่ใยดีผมเลย จริงๆผมก็ไปนอนห้องรินมันก็ได้นะ แต่ไม่เอาอะ ไม่อยากรบกวนน้องมัน ผมเลยนั่งดูหนังอีกสักแปบ ก็นึกได้ว่าต้องไปเอาชุดผมห้องผม

“ คงยังไม่นอนหรอกมั้ง” ผมว่าแล้วก็เดินขึ้นห้องไป ผมเคาะประตูอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ผมเลยลองบิดลูกบิดดู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อก พอเปิดเข้าไป อุณหภูมิที่เย็นกว่าปกติ และด้วยความมืดของห้องที่ค่อนข้างมืดอยู่แล้วเมื่อมันปิดไฟหมดก็ยิ่งมืดเข้าไปใหญ่ แต่ไม่ใช่ปัญหาของผมเพราะนี้มันห้องผมนิ

“ หลับหรอวะ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ เมื่อมองไปที่เตียงนอนขนาดใหญ่ เป็นผ้านวมมันห่อๆไว้ เลยเดินเข้าไปดู ปรากฏเห็นหัวแหวนนอนม้วนตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่

“ มันหนาวหรือไงวะ ละเปิดแอร์ซะเย็นเลย” ผมว่าแล้วจึงเดินไปปรับให้มันเย็นลดลง

“ อืออ งัมๆ” แล้วไอ้คนที่อยู่บนที่นอนก็ผลิกหันกลับมาอีกด้านที่ผมสามารถเห็นหน้าได้ชัด

“ หึ ขนาดนอนยังฝันถึงของกินอีกหรือไง” มันทำท่าเคี้ยวๆ อะไรของมันก็ไม่รู้

“ เด็ก 5 ขวบเอ้ย” ผมพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้แล้วก็ดึงผ้าห่ม ห่มให้มันดีๆ เพราะตอนที่มันผลิกตัวมาผ้าห่มมันล่วงมาตรงเอว แล้วผมก้เดินไปหยิบชุดที่ตู้ออกมาแล้วจัดการเดินลงมาข้างล่างแต่ก็ไม่ลืมที่จะล็อกห้องให้ไอ้คนที่นอนไม่รู้เรื่องอยู่ด้วย 

----------------------- 

มาต่ออีกตอนเเล้วนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ  

1 ไลค์ = 1 กำลังใจ 

ความคิดเห็น