Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 八

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 182

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 八
แบบอักษร

ตำหนักหานอี้

 

มู่เหลียนซินก้าวเดินเข้าไปด้านในตำหนักอย่างสบายอารมณ์ เดินไปร้องเพลงไปอย่างอารมณ์ดี ช่วงบ่ายเย็นเช่นนี้ทุกคนคงจะนอนพักกันอยู่ คงไม่มีใครล่วงรู้ว่านางแอบออกไปด้านนอกมา ส่วนพี่ชายฝาแฝดน่ะหรือ ถามพวกบ่าวแล้วต่างก็ให้คำตอบตรงกันว่าพี่ชายของนางยังไม่กลับมาที่ตำหนัก เส้นทางปลอดโปร่งโล่งสบายไร้สิ่งกีดขวาง หึ! บอกแล้วว่าวันนี้สวรรค์ใจดีกับนางเป็นพิเศษ นางไม่ได้คิดเกินจริงเลยสักนิด

 

"โอ๊ะ นั่นท่านเฟยเหิงนี่" ร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้าไปหาคนสนิทของบิดา นางไม่ได้พบหน้าอีกฝ่ายมาหลายวันแล้ว แต่ในทางกลับกัน เฟยเหิงที่ได้รับคำสั่งให้คอยติดตามเหลียนซินนั้นเขาได้พบนางแทบจะทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว จะมีก็แต่วันนี้ที่มีเรื่องด่วนเข้ามาจึงไม่ได้ออกติดตามคุณหนูของจวนเหมือนเช่นยามปกติ

 

"ท่านเฟยเหิง! ท่านกำลังรีบร้อนจะไปใดหรือเจ้าคะ" เจ้าตัวเอ่ยถามเสียงดังในตอนที่กระโดดเข้าไปกีดขวางเส้นทาง เฟยเหิงที่กำลังจะไปหาผู้เป็นนายก็หยุดชะงักลง ร่างสูงหันกลับมามองบุตรีของเจ้านายแล้วส่งยิ้มบางๆ ไปให้อีกฝ่าย คุณหนูใหญ่น่ะพูดจาอ่อนหวานและให้เกียรติเขาเสมอ แม้ว่าเขาจะไม่ได้มียศตำแหน่งใดๆ ทั้งยังเป็นข้ารับใช้อีกต่างหาก แต่ก็แค่เรื่องนี้ล่ะที่คุณหนูทำได้ดี เพราะในเรื่องนิสัยนั้นเขาขอไม่กล่าวถึงจะดีกว่า แต่เล็กจนโตดื้อซนเช่นไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่เปลี่ยนไปเลย

 

"ข้าน้อยกำลังจะไปพบบิดาของคุณหนูขอรับ คุณหนูมีสิ่งใด..."

 

"ทีแรกก็มี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วก็ได้ ท่านเฟยเหิงจะรีบไปหาท่านพ่อนี่เจ้าคะ เหลียนเอ๋อร์ไม่รบกวนแล้ว" มู่เหลียนซินยิ้มหวานก่อนจะเดินออกไปทางอื่น รอจนอีกฝ่ายเข้าไปหาบิดาของนางในห้องทำงานนั่นแหละ นางถึงจะแอบย่องไปยืนเอาหูแนบกำแพงฟังบทสนทนา เดาจากท่าทีรีบร้อนของท่านเฟยเหิงแล้วคงจะมีเรื่องสำคัญเป็นแน่

 

"รีบกลับมาเช่นนี้ เกรงว่าข่าวนั่นจะเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่" มู่หยางเฉินในวัยสามสิบสามปีเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นคนสนิทของตน หลายวันมานี้นอกเมืองมีข่าวไม่ค่อยดีนัก ในอดีตเขาเคยทำงานให้ฮ่องเต้ แม้ตอนนี้จะไม่ได้ทำแล้วก็ใช่ว่าจะตัดเส้นสายการข่าวต่างๆ ทิ้งไปด้วย ตราบใดที่ชีวิตเขาและคนในครอบครัวยังต้องพัวพันอยู่กับวังหลวง เขาก็ไม่สามารถวางใจเรื่องใดได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องเภทภัยต่างๆ ที่อาจจะมาถึงคนใกล้ตัว

 

"ข่าวนั้นมีมูลอยู่ไม่น้อย สิบปีก่อนองค์ชายสามถูกเนรเทศไปอยู่เมืองห่างไกล แม้จะถูกปลดจากยศและริบทรัพย์บางส่วนแต่ก็ไม่ได้ทำให้ยากจนข้นแค้น ยังมีเงินใช้สอยอย่างเหลือเฟือ"

 

"เหอะ เงินเหลือน่ะไม่เท่าไหร่ แต่นิสัยคบกับพวกโจรนี่จะแก้ไม่หายเชียวรึ"

 

"นายท่าน ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกโจร แต่ยังมีผู้คนในเมืองที่เริ่มหันไปเข้ากับองค์ชายสาม และที่แย่กว่านั้น..."

 

"มีอะไรอีก? " คนรอฟังเริ่มขมวดคิ้วยุ่งเมื่ออีกฝ่ายลากเสียงยาวแต่ก็ไม่พูดสิ่งใดออกมา อะไรที่ว่าแย่ นอกจากเรื่องซ่องสุมกำลังคน สมคบคิดกับพวกโจร ยังมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกหรือ

 

"คนของเรายืนยันแล้วว่า... องค์ชายสามลักลอบติดต่อกับคนจากต่างแคว้นจริง และคนผู้นั้นก็ดูจะมีอำนาจอยู่ในมือไม่น้อยเลยขอรับ" สิ้นคำกล่าวรายงานนั้นจากที่นั่งด้วยท่าทางผ่อนคลายก็ต้องเริ่มมีความกังวลเข้ามาแทรก มู่หยางเฉินนั่งเอนตัวมาด้านหน้า มือสองข้างกำหลวมๆ ประสานกันไว้ด้านบนโต๊ะ จะให้มองในแง่ดีว่าองค์ชายสามเพียงแค่ผูกมิตรกับคนต่างแคว้นโดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝงคงไม่ได้ แต่คิดในแง่ร้ายก็ทำให้เขาไม่สบายใจอย่างหนัก

 

ในแง่ร้ายที่สุดคือองค์ชายสามคิดยืมมือคนนอกเพื่อกลับขึ้นเป็นใหญ่ และนั่นย่อมหมายถึงการก่อกบฏยึดบัลลังก์จากบิดาของตนเอง แต่อีกฝ่ายจะทำถึงขนาดนั้นจริงๆ น่ะหรือ การขอความช่วยเหลือจากแคว้นอื่นต้องแลกมาด้วยสิ่งใดตัวเขารู้ดี จะให้แคว้นหนิงต้องตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นอื่น องค์ชายสามต้องสติฟั่นเฟือนไปแล้วเป็นแน่ ต่อให้ไม่ใช่เมืองขึ้น แต่หากต้องส่งเครื่องราชบรรณาการก็มีความหมายไม่ต่างจากการก้มหัวให้แคว้นนั้นมิใช่หรือ

 

"นายท่าน แล้วทางฝ่าบาท..."

 

"วันนี้เหว่ยหลงถูกเสด็จพ่อเรียกตัวไปพบ ข้าคิดว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ เสด็จพ่อทราบเรื่องแล้ว"

 

"เรียกพบคุณชายใหญ่หรือขอรับ? "

 

"เสด็จพ่อไม่ใช่คนโง่ อาหลงจะอายุเพียงสิบขวบปีอาจจะทำอะไรไม่ได้นัก แต่หากมีการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทขึ้นมาเล่า ตำแหน่งนี้จะยิ่งทำให้องค์ชายสามกริ้วโกรธจนลงมือเร็วขึ้น"

 

"นายท่านคงหมายถึงคุณชายใหญ่เป็นเพียงหลานที่ไม่เคยได้รับยศใดๆ ทั้งนายท่านและคุณชายมีเชื้อสายฮ่องเต้ก็จริงแต่ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มีเพียงการประกาศให้รู้ว่าเป็นราชนิกุลเท่านั้น องค์ชายสามคงรู้สึกเหมือนถูกหยามหน้า และด้วยนิสัยอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น คงจะลงมือรวดเร็ว ขาดความรอบคอบ ทำให้มีช่องว่าง"

 

เฟยเหิงวิเคราะห์ออกมาตามที่ตนคิด ใครจะทนได้เมื่อตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งตนเองเคยหวังอยากจะครอบครองถูกใครที่ไหนก็ไม่รู้แย่งไป ดีไม่ดีป่านนี้องค์ชายสามอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายท่านมู่เป็นโอรสอีกองค์ของฮ่องเต้ฝูเจี๋ยหวังเหว่ย และคุณชายใหญ่ก็เป็นหลานคนโปรด

 

"นายท่าน ข้ากังวลว่านี่อาจเป็นภัยต่อคุณชาย หากพวกนั้นคิดกำจัดคุณชายใหญ่ขึ้นมาเล่าขอรับ"

 

"ตอนนี้คงยังหรอก ทางนั้นไม่ได้มีคนมีฝีมือ มีแค่โจรกระจอกกับพวกชาวบ้าน ส่วนมิตรจากต่างแคว้นนั่นคงยังไม่เชื่อใจกันนัก หรืออาจจะไม่เชื่อในศักยภาพขององค์ชาย เต็มที่พวกนั้นก็ได้แค่สืบประวัติของอาหลง ไหนจะเรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทที่ต้องเป็นไปตามฤกษ์ยาม คงไม่ต่ำกว่าสองถึงสามเดือน"

 

"แล้วเราจะนั่งรอเวลาเช่นนี้หรือขอรับ"

 

"เสด็จพ่อไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้นหรอก" บิดาของเขาต้องลงมืออะไรสักอย่างในเร็วๆ นี้แน่นอน อย่างน้อยก็ต้องส่งคนลงไปปราบโจร ตีรังของพวกนั้นจนแตกกระจุยกระจาย องค์ชายสามเคยได้รับโอกาสแล้ว การทำผิดครั้งแรกจึงมีโทษที่ไม่ได้หนักหนานัก แม้ไร้ยศตำแหน่งแต่ก็มีกินมีใช้ไม่ขัดสน มาตอนนี้กลับทำผิดซ้ำสอง เกรงว่าเสด็จพ่อของเขาคงจะไม่ปรานีอีกแล้ว

 

"เหลียนเอ๋อร์? เจ้ามาแอบทำอะไรอยู่หน้าห้องของท่านพ่อ แอบฟังผู้ใหญ่เจรจากันรึ" เสียงเอ่ยถามแกมตำหนินั้นเรียกสายตาจากสองบุรุษในห้องให้หันไปมอง มู่เหลียนซินที่ถูกจับได้จึงก้าวขาออกมายืนอยู่หน้าประตู ส่งยิ้มแหยๆ ให้บิดามารดาก่อนจะก้มหน้าลงจนคางชิดอกอย่างยอมรับความผิด

 

"มานี่เลยเจ้าตัวดี แม่สอนไม่เคยจะฟัง แล้ววันนี้ทั้งวันเจ้าหายไปไหนมา ลืมแล้วรึว่าต้องเรียนงานบ้านงานเรือน" แขนเรียวเล็กถูกดึงเบาๆ ให้เดินตามเข้ามาในห้อง เฟยเหิงค้อมศีรษะให้ผู้เป็นนางอย่างรู้หน้าที่แล้วรีบเดินออกไป เหลือไว้เพียงสามชีวิตผู้เป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้เท่านั้น

 

"ท่านแม่ ข้าแค่อยากรู้เท่านั้นเอง เห็นท่านเฟยเหิงทำหน้าตาเคร่งเครียดข้าก็เลยสงสัย เสด็จปู่บอกว่าเด็กช่างสงสัยจะฉลาดนะเจ้าคะ"

 

"มู่เหลียนซิน! " เสิ่นเตี๋ยชิงตวาดเรียกบุตรสาวเสียงดังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้ว กล้าต่อล้อต่อเถียง ยกฮ่องเต้ขึ้นมาอ้างเช่นนี้ช่างเจ้าเล่ห์เหมือนสามีของนางไม่มีผิด พ่อเป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น ถอดแบบกันออกมาทั้งหมด!

 

"ฮือออ ท่านพ่อเจ้าคะ เหลียนเอ๋อร์ขออภัยที่แอบฟัง ท่านพ่ออภัยให้เหลียนเอ๋อร์นะเจ้าคะ" เจ้าตัวเล็กรีบวิ่งไปกอดบิดาพลางเอ่ยขอโทษด้วยท่าทีออดอ้อน นางรู้ดีว่าหากท่านพ่อยกโทษให้แล้ว ท่านแม่ก็จะว่าอะไรไม่ได้อีก ส่วนเรื่องที่ถูกถามว่านางหายไปไหนมานั้น...แสร้งทำเป็นลืมไปก่อนก็แล้วกัน

 

"ขออภัยแล้วก็ต้องห้ามทำผิดเช่นนี้อีก ครั้งนี้พ่อยกโทษให้เจ้า"

 

"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ! " เหลียนซินรับคำพร้อมกับยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว สายตาก็มองไปที่มารดาที่กำลังโกรธจนควันออกหูเพราะทำอะไรไม่ได้ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนไม่พูดด้วยจึงยอมปล่อยกอดจากบิดาแล้วมากอดมารดาของตนเอาไว้แทน

 

" ท่านแม่ เหลียนเอ๋อร์จะไม่ทำตนเสียกิริยาเช่นนั้นอีก จะไม่แอบฟังผู้ใหญ่สนทนากันอีกแล้ว อย่าดุเหลียนเอ๋อร์เลยนะเจ้าคะ" ตากลมช้อนขึ้นมองอย่างรู้สึกผิดก่อนจะฝังใบหน้าลงที่หน้าท้องแบนราบ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งนางเคยอาศัยอยู่ด้านในนั้น ท่านแม่เป็นคนมีเหตุผล นางยอมสัญญาเช่นนี้อีกฝ่ายคงจะพอหายโกรธ แต่นางก็ไม่ได้สัญญาส่งเดชเพียงเพื่อเอาตัวรอดหรอกนะ นางจะทำให้ได้อย่างที่พูด แม้ไม่ใช่กษัตริย์หากพูดแล้วก็ไม่ควรคืนคำ เพราะการพลิกลิ้นกลับกลอกจะทำลายความน่าเชื่อถือของคนผู้นั้นให้หมดไป

 

"ได้ ครั้งนี้แม่จะยอมเชื่อเจ้า แต่ตอนนี้พี่ชายเจ้ารออยู่ในห้องของอาจวิ้น รออยู่นานแล้วด้วย รีบไปเสียสิ" เรื่องเก่าเพิ่งแก้ปัญหาได้หมาดๆ เรื่องใหม่ก็มาเยือน เหลียนซินยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ รู้สึกเหมือนลืมหายใจไปชั่วขณะ ไหนใครๆ ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพี่ชายของนางยังไม่กลับอย่างไรเล่า? แล้วเหตุใดท่านแม่จึงบอกว่าพี่ใหญ่กลับมานานแล้วและรอนางอยู่ นี่นางถูกพี่ชายหลอกให้ตายใจใช่หรือไม่ อีกฝ่ายต้องรู้เป็นแน่ว่านางหนีไปเที่ยวเล่นซุกซน ดีไม่ดีอาจจะรู้ด้วยว่านางหนีออกนอกวัง ฮืออ นางจะทำเช่นไรดี!

 

 

 

ความคิดเห็น