email-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : งานฉลอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 296

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 12:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
งานฉลอง
แบบอักษร

 

ราตรีนี้แสงจันทร์ส่องสว่างจนดวงดาราไม่อาจเปล่งแสง เหม่ยหลานเดินนำรุ่ยเหลียน เหยียบย่ำเข้าไปในอุทยาน

 

คงเพราะเป็นงานฉลองในคืนนี้ นอกจากองค์รักษ์ที่ยืนตามจุดแล้ว บริเวณหลายแห่งที่เคยมีผู้คนกลับเงียบเหงา

 

ดวงตาคู่ใสกระจ่างเหม่อมองท้องฟ้า

 

“หากวันนึงข้าไม่ได้เป็นสนม เจ้ายังจะติดตามข้าอีกหรือไม่?” เหม่ยหลานเอ่ยถาม

 

รุ่ยเหลียนเร่งฝีเท้าเพื่อมาดักหน้าเหม่ยหลานอย่างตกใจ กิริยาแบบนี้หากผู้อื่นเห็นเข้าย่อมมีความผิด

 

สองเข่ารุดลงกับพื้นราวกับนางไม่สนว่ามันจะเจ็บเพียงไร

 

“พระสนม! บ่าวรับใช้พระสนมมาแต่เล็ก ไม่ว่าพระสนมจะเป็นสนมหลินหรือเป็นเพียงคุณหนูหลิน ชีวิตบ่าวเป็นของพระสนมหากพระสนมให้บ่าวไปตาย บ่าวย่อมไม่เสียใจ” คำพูดมากมายออกจากปากรุ่ยเหลียน เหม่ยหลานไม่ทันพูดอะไรกลับมีบุคคลที่สามเข้ามา

 

“ฮิ! ดูเอาเถอะ ผู้ใดมาเล่นละครงิ้วนายบ่าวสุดแสนรักใคร่แถวนี้ ” สตรีนางหนึ่งเยื้องกายเข้ามา ก่อนจะมีเงาอีกสามสี่คนเข้ามาสมทบ

 

อาศัยแสงจันทราเหม่ยหลานถึงเห็นคนกลุ่มนี้ชัดเจน สตรีสองหน้าตรงนางขบวนคือ หลินหวั่นอวี้ หลินหวั่นหวั่น สองพี่น้อง

 

อาจเพราะการเครื่องประทินผิวบนหน้ามากเกินไป จึงทำให้วันนี้ใบหน้าของเด็กสาวทั้งสองออกจากเกินวัยไปสักหน่อย

 

“สนมหลินเจี๋ยอวี้” หลินหวั่นหวั่นแสดงมารยาทต่อนางสนมที่มียศสูงกว่า

 

เหม่ยหลานยิ้มรับอย่างอดไม่ได้ เธอปรายตามองหลินหวั่นอวี้ที่ถูกหลินหวั่นหวั่นสกิดไว้

 

เหม่ยหลานคิดว่า ชาติที่แล้วเธอใช้ชีวิตจริงจังแข่งกับเวลามากเกินไป ดังนั้นชาตินี้เมื่อสวรรค์ให้โอกาสอีกครั้ง เธอก็อยากผ่อนคลายบ้าง อะไรที่เธอพอจะเลี่ยงได้เธอก็อยากเลี่ยง ยิ่งเป็นการอิจฉาของเด็กอายุเพียงแค่นี้เธอยิ่งไม่อยากใส่ใจ

 

“งานเลี้ยงยังไม่จบ เหตุใดพี่หญิงถึงมาอยู่ที่นี่” หลินหวั่นหวั่นในชุดกระโปรงปักดอกจวี่ฮวาสีชมพูสด บนตัวมีเสื้อต่วนกันหนาวอีกหนึ่งชั้น ใบหน้ามักมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่เสมอ

 

“ข้ารู้สึกไม่สบายตัว ขอตัวก่อน” เธอไม่รอให้สองพี่น้องตอบกลับมา รีบจูงมือรุ่ยเหลียนเดินออกไป

 

 

“หวั่นหวั่นเจ้าดูนาง! ราวกับกลัวว่าหากพูดอีกสักนิดทองคำจะหล่นจากออกจากปาก!” หลินหวั่นอวี้แค่นเสียง

 

“น้องกลับรู้สึกว่านางแปลกไป อาจเป็นเพราะเครื่องประทินโฉมจึงทำให้ความงามแต่เดิมของนางลดลง” หลอนหวั่นหวั่นครุ่นคิด

 

“นั่นไม่นับว่าดีหรอกหรือ? หรือเจ้าอยากให้นางอยู่สูงมากกว่านี้!”

 

“หากเป็นเช่นนั้นย่อมดีต่อสกุลหลินของพวกเรามิใช่หรือ” หวั่นหวั่นพูดเป็นกลาง

 

“เฮอะ! ข้าไม่อยากพูดกับเจ้าแล้ว” หวั่นอวี้หมุนตัวสบัดมือเดินหนีน้องสาวร่วมสายเลือดอย่างขุ่นเคือง

 

 

เหม่ยหลานเดินเข้ามาศาลากลางน้ำ พื้นที่ในวังหลวงกว้างใหญ่เกินกว่าที่เธอจินตนาการไว้ คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสำรวจทั่วทั้งหมด

 

“บ่าวได้ยินมาว่าครอบครัวสายรองย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง เช่าบ้านไว้ทางทิศตะวันออกเจ้าค่ะ” บุตรสาวพึ่งเข้าวังมา เผือกยังไม่เย็นก็รีบเอาไปกิน ระวังจะลวกปากเอาได้

 

“ชะตาดอกท้อของข้าคงกำลังเบ่งบานแน่ๆ” (ดวงความรัก) ไม่อย่างนั้นวันนี้จะมีคนอยากเจอเธอมากมายขนาดนี้

 

เพราะเหม่ยหลานไม่ใช่คนเดิม เธอจึงไม่ได้ผูกพันธ์กับครอบครัวนี้สักเท่าไหร่

 

" หากไม่เป็นที่โปรดปราน อนาคตจะราบรื่นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้"

 

ตอนนี้เธอไม่อาจนำสิ่งอื่นมารบกวนจิตใจเธอได้ เหม่ยหลานเปลื้องสมองอันน้อยนิดของเธอคิดอยู่ทุกวันหาหนทางอยู่รอดปลอดภัย จนถึงเวลาที่สมควร หนทางที่จะออกไปจากวังหลวงไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่เธอจะต้องมีเงินมากกว่านี้

 

เงินเดือนสนมขั้นห้าไม่ถือว่าน้อยแต่ก็ยังไม่มากเกินไป ต้องเก็บรวบรวมเผื่อไว้ให้มากย่อมดีกว่า

 

สนมชายาในแผ่นดินนี้หากนับกันจริงๆ ย่อมมีหลายหมื่นคน ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอไม่ได้โดดเด่น และทำตัวเงียบสงบแบบนี้จะเป็นที่จดจำได้

 

ชีวิตในวังหลวงแม้สุขสบายแต่ออกจะน่าเบื่อเกินไป กฏระเบียบที่เคร่งครัดขนาดนี้ย่อมไม่เหมาะกับเหม่ยหลาน

 

ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรเพลินไปหน่อย หรือเพราะอากาศที่เงียบสงบขนาดนี้ทำให้เธอรู้สึกง่วงมากจริงๆ 

 

ตุบ! ร่างสาวใช้รุ่ยเหลียนล้มลงข้างเก้าอี้ในศาลา

 

เหม่ยหลานข่มตาไม่ให้ปิดลง ภาพสุดท้ายเห็นเพียงองค์รักษ์สองนายเดินเข้ามา 

 

 

“พาพระนางไปตำหนักดารา” เสียงข่มขวัญของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมา

 

เมื่อสิ้นคำสั่ง นางกำนัลท่าทางแข็งแรงสองนางเดินเข้ามาประคองเหม่ยหลานอย่างอ่อนโยน

 

 

“เจ้าไปแจ้งแก่ท่านโม่เยียนว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว” สิ้นเสียงร่างทะมึนนั้นหายวาปอย่างรวดเร็ว

 

"รีบจัดการ

 

คนเหล่านั้นเห็นเป็นเรื่องปกติไม่ได้ตกใจอะไร ต่างทำหน้าที่ของตนอย่างรอบคอบและว่องไว พริบตาเดียวทั้งศาลาเงียบลงราวกับเมื่อครู่มิได้มีใครอยู่ที่นี่

 

 

ความคิดเห็น