ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่12 คนบังคับรถม้าผู้เป็นปริศนา

ชื่อตอน : บทที่12 คนบังคับรถม้าผู้เป็นปริศนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 586

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ต.ค. 2563 16:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่12 คนบังคับรถม้าผู้เป็นปริศนา
แบบอักษร

บทที่12 คนบังคับรถม้าผู้เป็นปริศนา

 

หลินเฟยกล่าวถามออกไป ในขณะหลบหลีกดาบที่เสือกใส่มาอย่างไม่มีหยุด ก่อนจะก้าวถอยหลังสองสามก้าว"ข้าไม่เคยมีหนี้แค้นกับผู้ใดมาก่อน เหตุใดพวกเจ้าจึงหมายเอาชีวิตข้า"

 

 

"เรื่องนั้นแม่นางไม่จำเป็นต้องรู้ พวกเราเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น"หนึ่งในชุดดำกล่าวไป

 

 

"หน้าที่ของพวกเจ้าคือต้องการชีวิตข้าเช่นนั้นหรือ ทว่าจากการที่ข้าสังเกตมาได้สักพัก พวกเจ้าเพียงต้องการให้ข้าเป็นเหยื่อ หมายล่อผู้ใดสักคนหลงกลเข้ามา นับว่าประเมินความสำคัญของพวกเจ้าที่มีต่อข้าคงผิดเพี้ยนไป เปิ่นกงจู่เป็นเพียงสตรีบรรณาการไร้ความโปรดปราน ถึงแม้พวกเจ้าจะฆ่าให้ตายตรงนี้ ก็หามีผู้ใดคิดยื่นมือมาช่วยแต่อย่างใด"

 

 

หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้พวกเขาคล้อยตามที่นางพูด ในขณะที่มือเริ่มซัดเข็มพิษออกไปอย่างเงียบๆ ไม่นานนักฆ่าที่ล้อมนางอยู่สี่ห้าคนก็เริ่มล้มลงไปที่ละคน ก่อนคนที่เหลือจะพุ่งทะยานเข้าเสือกใส่ดาบเข้าหานางอีกครั้ง

 

 

"ไม่คิดว่าแม่นางมีความฉลาดเอาตัวรอดอยู่ไม่น้อย"

 

 

"เป็นความสามารถอย่างหนึ่งของเปิ่นกงจู่ถนัดทีเดียว"จบคำนั้นชายชุดดำที่เหลือไม่เปิดโอกาสให้นางได้อีกต่อไป

 

 

ในช่วงเวลาที่หลินเฟยรับมือกับชายชุดดำอยู่นั้น ชายชุดดำอีกผู้หนึ่งที่โผล่มาจากที่ใดสักที เตรียมพุ่งเข้าหาหลินเฟยอีกคน โดยยากที่นางจะรับมือในขณะที่ต้องรับมือกับชายชุดดำตรงหน้า ทั้งยังพุ่งมาอย่างรวดเร็ว

 

 

เชาเย่วที่อยู่ห่างออกไปไม่น้อย ซึ่งกำลังติดพันกับชายชุดดำเช่นเดียวกัน ทว่าสายตาพลันไปเห็นชายชุดดำที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใส่องค์หญิงอย่างรวดเร็ว พร้อมอาวุธที่พุ่งใส่นางอย่างหมายเอาชีวิต 

 

 

"องค์หญิงระวัง!!"ในเสี้ยวลมหายใจเขารีบซัดเข็มพิษที่เหลือใส่ชายชุดดำ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาวิถีดาบที่พุ่งใส่องค์หญิงอย่างรวดเร็ว

 

 

หลินเฟยที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด ได้ยินเสียงเชาเย่วตะโกนออกมา กำลังจะใช้สายตามองไปด้านหลังแต่ไม่สามารถทำได้อย่างใจคิด เนื่องจากชายชุดดำตรงหน้าไม่ยอมให้มีโอกาสทำได้อย่างใจ

 

 

รู้ตัวอีกทีชายชุดดำอีกคนก็พุ่งทะยานเสือกใส่ดาบเข้าหานางอย่างรวดเร็ว นางจึงใช้ช่วงเวลาแค่เสี้ยวลมหายใจซัดเข็มพิษนับสิบเล่มออกไปข้างหน้า เตรียมหลบวิถีดาบของชายชุดดำอีกคน ทว่ากลับไม่ทันการณ์เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

 

 

ฉั๊วะ!

 

 

เมื่อหันกลับไปตามเสียงจึงได้รู้ว่าเสียงดังกล่าว เป็นเสียงที่เกิดจากองครักษ์หยางเข้ามารับดาบแทนนางอย่างไม่เสียดายชีวิต

 

 

"องครักษ์หยาง"หลินเฟยเอ่ยออกไปอย่างตกใจ เมื่อเห็นเขาได้รับบาดเจ็บ

 

 

"องค์หญิง ท่านมิเป็นไรใช่หรือไม่"หยางเชาเย่วหันมาถามองค์หญิงด้วยความห่วงใย หลังจากจัดการวาดดาบใส่ชายชุดดำเมื่อครู่ตกตายในดาบเดียว

 

 

หลินเฟยรุดไปดูบาดแผลตรงช่วงหัวไหล่ทันที

 

 

"ท่านได้รับบาดเจ็บ ให้ข้าห้ามเลือดให้ท่านก่อน"

 

 

"แต่เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ ตะวันเริ่มตกดินแล้ว อีกไม่นานเหล่าสัตว์ป่าจะแห่กันมา"

 

 

"ได้ เช่นนั้นพวกเรารีบขึ้นรถม้าเถอะ ข้าจะทำแผลให้ท่าน"หลินเฟยกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณอีกที เห็นคนบังคับรถม้ากำลังเดินมาทางนี้พอดี หลังจากจัดการเหล่าชายชุดดำสำเร็จ

 

 

"พวกท่านเป็นอันใดหรือไม่"คนบังคับรถม้ากล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

 

"องครักษ์ของเปิ่นกงจู่ได้รับบาดเจ็บ พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว"หลินเฟยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดียวกัน ก่อนที่สายตาจะหันไปสนใจบาดแผลขององครักษ์หยางอีกครั้ง

 

 

"เชิญขอรับ"หลินเฟยหันไปประคองเชาเย่ว ก่อนจะลอบมองคนบังคับรถม้าที่เดินนำหน้าอย่างสงสัย

 

 

"คนผู้นั้นใช่คนของท่านหรือไม่"หลินเฟยกระซิบถามอย่างแผ่วเบา ให้ได้ยินเพียงสองคน ในขณะเดินประคองไปยังรถม้าข้างหน้า

 

 

"กระหม่อมนึกว่าเป็นคนขององค์หญิง ที่ทางแคว้นหนานจัดการให้"หยางเชาเย่วหันมามองคนที่ประคองตน ด้วยสายตาทอประกายอ่อนโยน

 

 

"คนผู้นี้เพิ่งมาได้สองสามวัน ข้านึกว่าเป็นคนของท่านเสียอีก"หลินเฟยยังคงอธิบายต่อ

 

 

เขาสบตาคนพูดอย่างเป็นกังวล ก่อนจะกล่าวออกไปอีกประโยค"องค์หญิงต้องระวังตัวให้มาก กระหม่อมเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ"

 

 

"องครักษ์หยาง ความจริงแล้วท่านปดข้าใช่หรือไม่"หลินเฟยทันได้เห็นแววตาคู่นั้นที่มองนางอย่างปิดบังไม่มิด จึงกล่าวถามสิ่งที่ค้างคาใจมานาน

 

 

ได้ยินคำถามนั้นขององค์หญิงเขาจึงย้ายสายตามองไปข้างหน้าอย่างเรียบสงบ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า"เรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ"

 

 

"เรื่องที่ท่านเอ่ยว่า..."หลินเฟยไม่ทันจะได้กล่าวจบประโยค เสียงของคนบังคับรถม้าก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

 

 

"เชิญขอรับ"ก่อนที่นางจะพยักหน้า แล้วขึ้นไปยังบนรถม้า จากการช่วยเหลือของชิงชิงที่รออยู่ก่อนแล้ว

 

 

"องค์หญิงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ"ชิงชิงนางกำนัลคนสนิท รีบจับตัวผู้เป็นนายหมุนซ้ายขวา เพื่อหาบาดแผล ก่อนที่นางจะกล่าวออกไป

 

 

"ข้ามิเป็นอันใด ทว่าองครักษ์หยางได้รับบาดเจ็บตรงช่วงหัวไหล่ ข้าจะต้องรีบห้ามเลือดให้หยุดไหลเสียก่อน"หลินเฟยกล่าวกับนางกำนัลคนสนิทเสร็จ จากนั้นจึงละสายตาหันไปมององครักษ์หยาง ที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าไปอยู่ข้างหน้าพร้อมคนบังคับรถม้า

 

 

"องครักษ์หยาง ท่านรีบขึ้นมานั่งข้างในพร้อมกับข้า ข้าจะทำแผลให้"

 

 

"คงไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ"เขาเอ่ยปฏิเสธในทันที

 

 

"จะเหมาะหรือไม่เหมาะ นี่คือคำสั่งท่านกล้าขัดคำสั่งข้าเชียวหรือ"สุดท้ายเขาก็มิกล้าขัดคำสั่งขององค์หญิง จึงต้องขึ้นไปนั่งข้างในอย่างที่องค์หญิงต้องการ

 

 

อีกมุมหนึ่งของเหตุการณ์

 

สายตาของคนผู้หนึ่งมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความไม่พอใจอยู่ในนั้น

 

 

"ทำไมนางต้องประคององครักษ์ผู้นั้นด้วย"

 

 

จินที่ได้ยินคำถามนั้นจากผู้เป็นนาย จึงกล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมา"เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บ"

 

 

"เจ็บที่ช่วงไหล่มิใช่หรือ"ยังคงกล่าวออกไปอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะกล่าวถึงคนอีกผู้หนึ่ง

 

 

"แล้วเจ้านั่นเหตุใดจึงปล่อยให้นางประคองบุรุษซึ่งหน้าเช่นนั้น โดยมิคิดยื่นมือเลยหรืออย่างไร"

 

 

"มิใช่ว่าพระองค์ส่งองครักษ์ผู้นั้นไปอารักขาองค์หญิงเพียงเท่านั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?" 

 

 

"องครักษ์จิน"ได้ยินถ้อยคำนั้นจบ ผู้เป็นนายหันมาถลึงตาใส่เขาในทันที

 

 

"กระหม่อมจะหุบปากเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"ถึงแม้จะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าบนมุมปากขององครักษ์จินกลับปรากฏรอยยิ้มจางๆออกมาให้ได้เห็น

 

 

ก่อนจะผ่อนลมหายใจอีกครั้ง แล้วกล่าวอีกเรื่องอย่างจริงจัง"รีบส่งคนของเรา หาหลักฐานส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด ข้าจะรีบปิดบัญชีเรื่องนี้เสียที อีกไม่นานศึกฝั่งทักษิณที่เสด็จอาทำศึก คงจะจบสิ้นในเร็วนี้ ไม่แน่อาจจะมีเชลยศึกมาเป็นบรรณาการให้ข้าปวดหัวอีกครั้งเป็นแน่"

 

 

ในขณะที่กล่าวออกไป สายตาคู่นั้นยังคงจดจ้องไปยังเบื้องหน้า ที่รถม้ากำลังขับเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ

 

 

ไม่นานคนทั้งสองก็ทะยานจากไปอย่างเงียบๆ บริเวณดังกล่าวจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพที่นอนตายเกลื่อนกลาด บนพื้นหญ้าที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดง เจิงนองคละคลุ้งไปทั่วทั้งบรรยากาศ

 

 

สายลมเอื่อยเฉื่อยยังคงพัดใบไม้ปลิดปลิวพลิ้วไหวไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนี้ไปอีกสองถึงสามชั่วยาม เหล่าซากศพดังกล่าวคงไม่เหลือแม้แต่กระดูก

 

.

 

.

 

.

 

.

 

#แก้ไขคำผิดครั้งที่1. 

#ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคอมเมนต์นะคะ

 

 

 

 

ความคิดเห็น