Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 七

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 149

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 七
แบบอักษร

หลังจากปล่อยให้อีกคนได้กินบะหมี่จนหมดชาม ดื่มน้ำจนหมดแก้ว เซียวเสวี่ยก็ได้ฤกษ์ลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อกลับวังเสียที เขาอาศัยพักอยู่ในตำหนักร่วมกับองค์ชายน้อย ผู้เป็นนายที่เขาจำต้องพึ่งใบบุญในยามนี้เพื่อให้ตนมีโอกาสเข้ารับการศึกษาในขั้นพื้นฐานก่อนจะสอบเข้าสำนักวิชาเพื่อสอบจอหงวนต่อไป

 

หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เหตุการณ์ที่กล่าวขานกันว่าเป็นการทำชั่วครั้งใหญ่ในราชสำนักและฝ่ายใน หนึ่งในขุนนางที่ทำความผิดครั้งนั้นคือท่านปู่ของเขา ร่วมกันโกงการตัดสิน วางแผนให้ร้ายบุคคลสำคัญที่ตอนนี้เป็นเพียงอดีตองค์รัชทายาท หลังฮ่องเต้ทรงตัดสินโทษ ตระกูลของเขาก็ตกค่ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ตระกูลอื่นๆ ที่เคยคบค้าสมาคมกันก็ตีตัวออกหาก จากมิตรก็กลายเป็นคนแปลกหน้า บิดาของเขาที่เป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยก็แทบจะพยุงครอบครัวเอาไว้ไม่ไหว เงินในจวนแทบไม่พอใช้จนต้องขายบ่าวในจวนออกไปจำนวนมาก เหลือไว้เพียงคนสนิทและคนที่รับหน้าที่สำคัญๆ

 

โชคดีที่ตัวเขาได้บังเอิญรู้จักกับองค์ชายน้อย หรือที่รู้จักกันในนามองค์ชายจิ่นเซวียน โอรสขององค์ชายเก้า หนึ่งในโอรสองค์โปรดของฮ่องเต้ อีกฝ่ายช่วยให้เขาได้ร่ำเรียนแลกกับการที่เขาต้องติดตามอีกฝ่าย แม้จะบอกว่าให้อยู่ร่วมกันดั่งสหาย แต่เขาก็ต้องรับหน้าที่คอยช่วยเหลือไม่ต่างจากบ่าวคนหนึ่ง

 

"นี่ เหม่ออะไรอยู่ นำไปสิ" ร่างเล็กใช้นิ้วชี้จิ้มลงที่แขนของเขาเบาๆ ก็ทำให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด

 

อี้เซียวเสวี่ยขมวดคิ้วยุ่งเมื่อถูกคนข้างกายเอ่ยเรียกด้วยสรรพนามที่ใช้กับคนที่เท่ากันหรือต่ำกว่า คำว่า'เจ้า'ที่อีกฝ่ายใช้เรียกเขาเป็นประจำ ที่ผ่านมาเขาเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความ แต่ในยามนี้เมื่ออีกฝ่ายต้องพึ่งพาเขาก็ควรให้เกียรติกันบ้าง อย่างน้อยเขาก็อายุมากกว่า

 

"ข้าอายุมากกว่าเจ้าสองปี ปีนี้สิบสอง"

 

"อื้ม แล้วเจ้าบอกข้าทำไม? " คนถามเอียงศีรษะน้อยๆ ด้วยความไม่เข้าใจ ท่าทางที่เหมือนจะใสซื่อแต่เซียวเสวี่ยลงความเห็นว่ามันคือความซื่อบื้อเสียมากกว่า แทบไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นคนคนเดียวกับคนที่เอาเข็มพิษปักลงที่มือขององค์ชายน้อยจิ่นเซวียน

 

"ข้าโตกว่า เลิกเรียกข้าว่าเจ้าเสียที"

 

"ได้สิ แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก จะบอกอายุตนเองทำไม" เหลียนซินยกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาให้อีกฝ่าย นี่แหละนางถึงได้ไม่ชอบหน้าเซียวเสวี่ยเท่าไหร่นัก ชอบทำตัวเข้าใจยาก พูดจาน่าสับสน หรือคิดว่าตนเองรูปร่างหน้าตาดีจึงได้วางมาดเช่นนี้ เหอะ ถ้าไม่ติดว่านางกำลังลำบากนะ นางจะทิ้งเขาไว้ตรงนี้แหละ!

 

"เจ้านี่มัน! " ใช่ว่านางคนเดียวที่หัวเสีย ร่างสูงก็ไม่ต่างกัน เขารู้สึกได้ถึงเส้นโลหิตที่ขมับมันเต้นตุบๆ คล้ายจะบอกว่าเหลืออดกับเด็กนี่เต็มที ดูท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงออก คำพูดที่ดูไม่สนใจสิ่งใดทั้งที่ตนเองเป็นฝ่ายผิดและเสียมารยาท ไหนจะใบหน้าที่ดูอย่างไรก็ดื้อรั้นจนน่าจับมาฟาดก้นนั่นอีก

 

ขายาวรีบก้าวเดินออกจากตรงนั้นก่อนที่ความอดทนจะสิ้นสุดลง เดินมาได้ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงคนข้างหลังบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด หันไปมองก็พบใบหน้าบูดบึ้งคล้ายเด็กถูกขัดใจ เจ้าเด็กเหลียนเซี่ยนั่นกำลังจะเริ่มงอแงแล้ว และคนที่ต้องมารองรับอารมณ์อีกฝ่ายก็ไม่พ้นเขา!

 

"ฮือ! คนเพิ่งกินมาอิ่มๆ มันจุกนะ แล้วข้าปวดข้าแล้วด้วย ท่านก็เดินช้าๆ หน่อยสิ! "

 

"ยิ่งเดินช้าก็ยิ่งเมื่อย ยิ่งเหนื่อย จะใช้วรยุทธ์ก็ไม่ได้ หลังคาเรือนของชาวบ้านไม่ใช่ที่ให้เจ้าขึ้นไปวิ่งเล่นหรอกนะ"

 

"แต่ข้าเมื่อย! เมื่อยๆๆๆ! ปวดขาปวดเท้าไปหมดแล้ว!! " ร่างเล็กทิ้งตัวลงนั่งอยู่ข้างทางอย่างเอาแต่ใจ ริมฝีปากบางเริ่มเบะคว่ำลง ดวงตากลมโตทั้งสองข้างเริ่มมีหยาดน้ำใสๆ คลออยู่ เซียวเสวี่ยมองภาพตรงหน้าก็ได้แต่หลับตาสูดหายใจเข้าเพื่อระงับอารมณ์ เขาว่ายามปกติอีกฝ่ายก็ดื้อรั้นอยู่แล้ว พอมาตอนนี้กลับยิ่งทวีคูณความรั้นมากขึ้นไปอีก

 

แล้วจะให้เขาทำอย่างไร ให้ช่วยนวดเท้า ช่วยพยุง ให้ขึ้นขี่หลัง หรือจะอุ้มให้มันหมดเรื่องหมดราวไปเลยดีกว่า เป็นบุรุษเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับทำตนอ่อนแอ เป็นคนติดตามก็ควรจะแข็งแรงไม่ใช่หรือ นี่อะไร คุณชายมู่นั่นยังดูแข็งแรงกว่าเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกนี่เสียอีก

 

 

"ฮึก ข้าปวดเท้าไปหมดแล้ว ข้าไม่ไหวแล้ว" ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร ร่างเล็กก็ปลดปล่อยเสียงสะอื้นพร้อมหยาดน้ำตาออกมาเสียอย่างนั้น เด็กนี่บ่อน้ำตาตื้นดีแท้ แล้วมาร้องไห้กลางตลาดเช่นนี้อีก

 

"ฮึก ฮือออ" เสียงร้องไห้ของอีกฝ่ายเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เล่นเอาเขาทำตัวไม่ถูก ร่างสูงตัดสินใจเดินทรุดกายลงนั่งอยู่ด้านหน้า ที่ยอมเพราะรำคาญเสียงร้องไห้หรอกนะ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับหยดน้ำตาและดวงตาแดงๆ นั่นสักนิด ไม่สนใจปลายจมูกขึ้นสีนั่นด้วย

 

"ฮึก อะ อะไร"

 

"ขึ้นมา"

 

"อึก ทะ ท่านจะแบกข้าขึ้นหลังอย่างนั้นหรือ" เหลียนซินเอ่ยถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่รอให้คำตอบหลุดออกจากปากของเขานางก็กระโดดขึ้นไปเกาะคอขี่หลังของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำหูน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนจะซบหน้าลงที่แผ่นหลังกว้าง

 

นางไม่ถือหรอกที่กระโดดขี่หลังอีกฝ่ายง่ายๆ เช่นนี้ ในเมื่อนางขี่หลังพี่ใหญ่ได้ก็ต้องขี่หลังเซียวเสวี่ยได้ นางปวดเท้าปวดขาไปหมด จะให้เดินนางคงไม่ไหวแน่ สองมือของนางยื่นไปกอดรอบลำคอของเขาเอาไว้แน่นในตอนที่อีกฝ่ายยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเริ่มเดินต่อไป

 

มองดูข้างทางแล้วไม่รู้สึกคุ้นเลยสักนิด คงเพราะขามานางวิ่งไปเรื่อย มิน่าเล่าถึงได้หลงทาง โชคดีจริงๆ ที่มาเจอคนผู้นี้เข้า ถ้าไม่ได้อี้เซียวเสวี่ยนางคงต้องงมทางอีกนาน ดีไม่ดีออกจากตลาดได้อีกทีก็ตอนที่พี่ใหญ่ให้คนออกตามหานั่นแหละ คิดแล้วก็นึกหวาดๆ ชอบกล นางออกมานานแค่ไหนแล้วนะ ภาวนาขอให้ไม่ถูกจับได้ด้วยเถิด!

 

"ใจคอกินอิ่มแล้วจะนอนหลับเลยรึ" คนที่ต้องรับหน้าที่แบกตัวดื้อเจ้าน้ำตาไว้บนหลังหันมาเอ่ยถามเมื่ออีกฝ่ายเงียบเสียงไปหลังจากซบหน้าลงบนไหล่ของเขา จะสบายเกินไปหรือไม่ ทีก่อนหน้านี้ยังร้องไห้งอแงลั่นตลาด เสียงดังยิ่งกว่าแม่ค้าพ่อขายละแวกนั้นเสียอีก พอมาเวลานี้กลับสิ้นฤทธิ์นอนนิ่งสบายใจสบายกาย ปล่อยเขารับภาระอยู่คนเดียว มันน่าเอาไปวางทิ้งไว้ตามแผงร้านค้าเสียจริง

 

"อย่ามาใส่ร้ายข้านะ! ข้าไม่ได้หลับเสียหน่อย" เจ้าตัวรีบเอ่ยโต้แย้ง ยกมือขึ้นเตรียมจะทุบแผ่นหลังของอีกคนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ใช่ว่าไม่รู้ว่าตนเองสร้างความเดือดร้อนให้เขา ตัวนางอาจจะเล็กแต่ใช่ว่าจะไม่หนัก เซียวเสวี่ยก็ไม่ได้ร่างกายใหญ่โตไปกว่านางสักเท่าไหร่ เขายอมแบกนางมาไกลขนาดนี้ก็นับว่าบุญของนางแล้ว

 

ก่อนหน้านี้นางยืมเงินเขามาสี่อีแปะ เขาก็ให้นางยืม นางขอให้เขานั่งรอเขาก็รอ ขอให้เขาพามาส่งที่วังเขาก็ช่วย คนผู้นี้แท้จริงก็เป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนอย่างที่นางคิดเลย นางคงใช้อคติมองเขาเพียงด้านเดียว ตัดสินเขาจากภายนอก มู่เหลียนซิน เจ้านี่มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

 

ร่างเล็กตัดสินใจถอดสร้อยที่คอออกมาหนึ่งเส้น นางซื้อสร้อยเส้นนี้มาหกอีแปะ คิดเสียว่าคืนเขาสี่อีแปะ อีกสองอีแปะเป็นค่าขี่หลัง เพราะนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่นางให้เขาได้ หากจะรอคืนเงินมันคงนานเกินไปเพราะนางต้องไปขอจากท่านพ่อท่านแม่เสียก่อน

 

มือเล็กบรรจงสวมสร้อยคอให้อีกฝ่าย โชคดีที่มันเป็นสร้อยเชือกถักธรรมดา บุรุษใส่ได้และไม่ดูน่าเกลียด เท่านี้ก็คงเรียบร้อย นางปฏิบัติตามคำสอนท่านพ่อทุกอย่าง บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ ตอนนี้นางทดแทนบุญคุณให้เขาแล้วนะ

 

"เอาอะไรมาคล้องคอข้า คิดจะรัดคอข้าให้ตายรึ" เซียวเสวี่ยถามติดตลก เขารู้แล้วว่ามันคือสร้อย รู้ราคาด้วยว่าสร้อยเส้นนี้ราคาหกอีแปะ เขาไม่ได้ตั้งใจแอบดูตอนเจ้าตัวดื้อซื้อข้าวของหรอกนะ แค่ทางผ่านตอนเขาไปทำงานที่โรงเตี๊ยมก็เท่านั้นเอง

 

"ข้าไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรอกน่ะ ท่านตายแล้วใครจะพาข้ากลับวังเล่า! "

 

"หึ นั่นสิ"

 

"ขอบคุณ...ถ้าไม่ได้ท่านข้าคงแย่ สร้อยนั่นถือว่าข้าคืนเงินท่านก็แล้วกัน ถ้าท่านไม่อยากได้ก็เอาไปขายแลกเงินก็ได้"

 

"ทำไมข้าต้องเสียเวลาเอาไปขายด้วย"

 

"ชิ! เช่นนั้นก็เรื่องของท่านเถิด แล้วอย่ามาทวงเงินข้าทีหลังก็แล้วกัน" เหลียนซินกระชับมือที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าก่อนจะซบหน้าลงที่แผ่นหลังกว้างอีกครั้ง ไม่มีเสียงสนทนาเกิดขึ้นอีกระหว่างเขาและนาง

 

ดวงเนตรงามทอดมองร้านค้าข้างทางไปเรื่อย ผ่านบริเวณที่มีผู้คนแออัด ผ่านร้านขายขนม ร้านขายเครื่องประดับที่นางคุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะเพิ่งซื้อสินค้าจากร้านนั้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ตอนนี้คงมาถึงบริเวณทางเข้าตลาดแล้ว ในที่สุดก็ออกมาได้เสียที

 

เซียวเสวี่ยพานางเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงวังหลวง เพียงแค่เห็นกำแพงวังนางก็รีบโดดลงจากหลังของเขาทันที แต่ก่อนที่จะได้ข้ามฝั่งไปนั้นก็ถูกดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน อีกฝ่ายจับมือนางเอาไว้แน่นจนนางต้องเงยหน้าขึ้นมองเป็นเชิงตั้งคำถาม

 

"อีกเดี๋ยวจะมีทหารมาเดินตรวจตรา อยากถูกจับข้อหาลักลอบเข้าวังรึ"

 

"ท่านรู้ได้อย่างไร? "

 

"เหอะ เจ้าเด็กโง่ ไม่ได้ยินเสียงประกาศเปลี่ยนชั่วยามรึ เสียงฝีเท้าของพวกทหารนั่นอีก ฟังเสียบ้างสิ" ทันทีที่ถูกว่าเหลียนซินก็ถลึงตามองเขาด้วยความไม่พอใจทันที แค่ไม่ทันฟังก็ต้องมาว่ากันด้วย เด็กโง่อะไรกัน อายุห่างกันแค่สองปีทำมาเรียกนางว่าเด็ก เหอะ!

 

"เสียงฝีเท้าเงียบไปแล้ว แยกกันตรงนี้เลยก็แล้วกัน" เขาเอ่ยบอก

 

"ข้าก็ไม่ได้อยากจะมากับท่านนักหรอก" นางบ่นออกมาเบาๆ ก่อนจะลอบเบะปากกลอกตาใส่เขาไปอีกทีเป็นการทิ้งท้าย ร่างเล็กกระโดดข้ามไปอีกด้านของกำแพงวังแล้วรีบวิ่งออกไปเพื่อนเปลี่ยนชุดที่สวมใส่อยู่

 

ดีที่ได้พักขามาตลอดทาง อีกอย่าง ต่อให้ยังปวดเมื่อยก็ต้องทน เพราะเสียงผลัดเปลี่ยนชั่วยามนั้นแสดงให้นางรู้ว่านางหายออกมานานเกินไปแล้ว และหากไม่รีบกลับคงถูกจับได้แน่นอน

 

"หึ นึกจะไปก็ไป เจ้าตัวดื้อ" เซียวเสวี่ยมองจนร่างเล็กนั่นวิ่งหายไป วังหลวงคงเป็นที่เดียวที่เด็กนั่นวิ่งซนได้โดยไม่ต้องกลัวหลง เล่นวิ่งไปทั่วทุกซอกทุกมุมของวังขนาดนั้นจะหลงทางได้อย่างไร ดื้อซนดีแท้

 

ร่างสูงส่ายหัวเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม หยิบสร้อยที่คอขึ้นมองแวบหนึ่งก่อนจะปล่อยเอาไว้เช่นนั้นแล้วสาวเท้าเดินออกไป สร้อยที่มีจี้หยกอันเล็กๆ ที่ก็ไม่เลว ฝีมือประณีตใช้ได้ จะใส่ประดับไว้กันโล่งคอก็แล้วกัน...

 

ทางด้านของเหลียนซิน

 

"คุณหนูมู่" เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้มู่เหลียนซินต้องชะงักฝีเท้าลง นางเพิ่งผลัดชุดเสร็จและกำลังจะกลับตำหนัก

 

"กัวเจิ้งเหลียง? "

 

"ข้าเอานี่มาคืน" เด็กชายวัยไล่เลี่ยกันหยิบถุงผ้าออกมาจากสาบเสื้อ ถุงผ้าสีน้ำเงินสดที่คนมองนั้นจำได้ในทันทีว่าคือถุงเงินที่นางทำหายไป!

 

เหลียนซินรีบยื่นมือไปรับคืนมาทันทีที่อีกฝ่ายยื่นมาให้กัน นางเปิดดูแล้วนับจำนวนเงินก็พบว่ายังอยู่ครบไม่ขาดไม่เกิน ถึงถุงเงินนี่จะเลอะคราบอะไรบางอย่างเป็นจุดๆ ที่สีออกน้ำตาลคล้ำก็เถิด มันคงจะเลอะตอนที่นางทำหล่นนั่นแหละนะ วันนี้สวรรค์ใจดีกับนางเป็นพิเศษจริงๆ แต่กัวเจิ้งเหลียงไปเจอของของนางได้อย่างไร แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นของนาง

 

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆ ด้วยความสงสัย เงยหน้ามองก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้เท่านั้น บางทีเขาอาจจะเห็นตอนที่นางทำหล่น...ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่รีบคืน ทำไมถึงเพิ่งมาคืนนางเอาตอนนี้เล่า

 

"ขอบคุณท่านมาก ว่าแต่มันไปอยู่ที่ท่านได้อย่างไรรึ"

 

"ข้าบังเอิญเก็บได้ที่ตลาด พอจะคืนก็หาคุณหนูไม่พบเสียแล้ว ข้ากลับมารอที่นี่เพราะคิดว่าคุณหนูจะต้องมา แล้วก็มาจริงๆ " เจิ้งเหลียงกล่าวจบก็ส่งยิ้มสำทับคำพูดไปอีกที จนคนมองนั้นยิ้มตอบกลับมาเมื่อหมดข้อสงสัย เหลียนซินเอ่ยขอบคุณแล้วก้มศีรษะให้สหายร่วมชั้นเรียนอีกครั้ง

 

"เอาไว้ข้าจะตอบแทนท่านวันหลัง วันนี้คงต้องรีบกลับก่อน เดี๋ยวโดนจับได้ขึ้นมาจะยุ่ง ข้าไปก่อนนะ" เมื่อโบกมือลาเสร็จก็รีบวิ่งออกไปทันทีด้วยความเร่งรีบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองต้องกลับตำหนักให้เร็วที่สุด เรื่องตอบแทนคงต้องเอาไว้ก่อน ตอนนี้นางไม่มีเวลาแล้ว!

 

สองเท้าเรียวเล็กวิ่งไปข้างหน้า หลับหูหลับตาวิ่งโดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าคนข้างหลังยังคงมองมาที่นางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ชายชุดที่สวมใส่มีร่องรอยของบางอย่างที่มีสีเหมือนกับรอยเลอะบนถุงเงิน รอยที่ได้มาจากการพุ่งกระจายของของเหลวสีแดงที่เรียกว่าโลหิต...หึ ใครใช้ให้เจ้าหัวขโมยนั่นเลือกเหยื่อผิดคนกันเล่า มันทำตนเองทั้งนั้น....

 

 

ความคิดเห็น