ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่10 สมุดบันทึกลับ

ชื่อตอน : บทที่10 สมุดบันทึกลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 463

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 19:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่10 สมุดบันทึกลับ
แบบอักษร

บทที่10 สมุดบันทึกลับ

 

จวนเสนาบดีการคลังตระกูลจวง

ณ ห้องทำงานของเสนาบดีการคลัง จากบรรยากาศที่เคยเงียบสงบ ยามนี้กลับมีความกดดันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

 

 

"พวกเจ้าดูแลกันอย่างไรถึงปล่อยให้คนภายนอกบุกรุกเข้ามาขโมยสมุดบันทึกลับของข้าได้"เสียงของผู้เป็นนายตะคอกออกมาอย่างมีโทสะ

 

 

เสียงหนึ่งกล่าวออกมาอย่างสำนึกผิด คุกเข่าลงมาอย่างฉับพลัน"ขออภัยนายท่าน คนผู้นั้นมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาไม่น้อย"ยิ่งฟังเสนาบดีการคลังก็ยิ่งมีโทสะ

 

 

"พวกเจ้ามีกันหลายคน ยังไม่มีความสามารถจับมันได้ ช่างไร้ค่าสิ้นดี"ผู้เป็นนายเขวี้ยงถ้วยน้ำชาที่อยู่ในมือออกไปตรงหน้า ของบ่าวรับใช้คนสนิทผู้นั้นอย่างเย็นชา

 

 

"ทว่าผู้บุกรุกผู้นั้น ถูกพวกเรายิงธนูจนได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย"บ่าวคนสนิทของเสนาบดีการคลังกล่าวออกมาอีกเล็กน้อย ในขณะที่ตัวเองยังคงก้มหน้าสำนึกผิด

 

 

บุตรชายที่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างบิดากับคนสนิทของท่านอยู่นาน จึงเอ่ยถามเรื่องบางอย่าง"ท่านพ่อ เรื่องนี้ผู้ใดเป็นคนดูแลสืบเรื่องทรัพย์สินที่หายไปหรือขอรับ"ผู้เป็นบิดาหันมามองบุตรชายด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะกล่าวออกไป

 

 

"จะเป็นผู้ใดได้ หากไม่ใช่รัชทายาท"

 

 

"เช่นนี้คนชุดดำเมื่อคืนนี้ หากไม่ใช่รัชทายาทก็อาจจะเป็นคนของพระองค์"ผู้เป็นบุตรยังคงกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

"ข้าก็คิดเช่นเจ้า"เสนาบดีการคลังผู้เป็นบิดา กล่าวเห็นด้วยกับบุตรชาย ก่อนจะรินน้ำชาใส่ถ้วยอีกใบขึ้นจิบอีกครั้ง

 

 

"ท่านพ่อ เรื่องนี้เดี๋ยวให้ข้าจัดการเองขอรับ"

 

 

เสนาบดีการคลังพยักหน้า บุตรชายจึงกล่าวออกมาอีกประโยค"คงสืบได้ไม่ยาก ข้าคิดว่ารัชทายาทคงไม่คิดเก็บสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้กับตัวเป็นแน่"

 

 

"คงต้องสืบหาจากคนที่พระองค์ไว้ใจ ซึ่งเรื่องนี้คงจะเดายากไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากชินอ๋องแล้ว รัชทายาทไม่เคยคิดไว้ใจผู้ใดอีก อีกอย่างรัชทายาทมิใช่ไก่กาอย่างที่เห็น เจ้าต้องระวังตัวให้มากเพราะคนผู้นี้ คือเสือซ่อนเล็บดีๆนี่เอง"ผู้เป็นบิดาเงียบเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมองบุตรชายด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย แล้วกล่าวออกไปอีกครั้ง

 

 

"สืบให้เงียบที่สุด อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามระแคะระคายได้เป็นอันขาด"ผู้เป็นบุตรทำเพียงพยักเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากห้องไป 

 

 

"ส่วนเจ้าอย่าให้พลาดอีก และดูแลลูกชายข้าให้ดี"เสนาบดีกล่าวมาอีกครั้ง บ่าวรับใช้คนสนิทรับปากผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินตามหลังคุณชายจวงออกไปติดๆ

 

 

ตำหนักบูรพา

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ในขณะที่ภายนอกหิมะยังคงตกลงมาโปรยปราย 

 

 

ในห้องมีเพียงแต่แสงไฟสลวย เปลวเทียนวูบไหวไปมา ทว่าไม่นานเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มทิ้งไว้อยู่ก่อนแล้ว

 

 

พรึ่บ!

 

 

"รัชทายาท"องครักษ์คนสนิท ที่แยกตัวออกมาหลังจากช่วยสกัดคนของเสนาบดีให้ผู้เป็นนายจัดการบางอย่างได้อย่างสะดวก หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจึงมาคอยการกลับมาของผู้เป็นนายอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์อย่างเงียบสงบ

 

 

"ฉีเฟิงล่ะ"บุรุษชุดดำที่ทะยานเข้ามาทางหน้าต่างเมื่อครู่ เมื่อเห็นองครักษ์คนสนิทจึงถามหาองครักษ์คนสนิทอีกคนทันที

 

 

"ออกตามหาพระองค์ โดยให้กระหม่อมมาคอยพระองค์อยู่ที่นี่"รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย 

 

 

"ส่งสัญญาออกไปว่าข้ากลับมาแล้ว"

 

 

"พ่ะย่ะค่ะ"

 

 

รัชทายาทเดินไปนั่งยังโต๊ะกลมตัวหนึ่ง ก่อนจะรินน้ำชาใส่ถ้วย แล้วยกขึ้นดื่มแก้ความหนาวเหน็บจากหิมะที่ฝ่ามาเมื่อครู่

 

 

ทว่ายังไม่ทันที่องครักษ์คนสนิทจะเดินจากไป สายตาคู่นั้นพลันปะทะกับรอยฉีกขาดของอาภรณ์บนแผ่นหลังของรัชทายาทเสียก่อน

 

 

"พระองค์ได้รับบาดเจ็บ?"เขากล่าวออกไปด้วยความเป็นห่วงกังวล

 

 

"แค่เพียงเล็กน้อย"รัชทายาทกล่าวออกไปอย่างไม่แยแส

 

 

"ให้กระหม่อมตามหมอหลวงมาดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

 

 

"ไม่จำเป็น ข้าได้หมอผู้หนึ่งทำแผลให้แล้ว จินเจ้าเพียงหายาแก้ปวดให้ข้าสักเทียบเป็นพอ"

 

 

"กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"รัชทายาทมององครักษ์คนสนิทออกไปอย่างเงียบๆ ก่อนจะปลดหน้ากากบนใบหน้าออกมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า แล้วยกน้ำชาขึ้นจิบอีกครั้ง

 

 

องครักษ์คนสนิทหายออกไปเพียงสองเค่อก็กลับมาพร้อมถ้วยยาถ้วยหนึ่ง รัชทายาทรับมาดื่มทันทีหลังจากรับถ้วยยานั้นมาจากองครักษ์คนสนิท เมื่อดื่มจนหมดถ้วยพระองค์จึงวางถ้วยยาลงบนโต๊ะ แล้วเปิดบทสาทนาอีกครั้ง

 

 

“เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเข้าเทศกาลปีใหม่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าอย่าลืมแจ้งเกากงกงให้เตรียมของไว้ให้ข้าด้วย หลังจากกลับจากวังหลวงข้าจะแวะเข้าไปดูชินหวางเฟยที่ตำหนัก”

 

 

“พ่ะย่ะค่ะ รัชทายาทอนุญาตให้กระหม่อมดูบาดแผลหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”รัชทายาททำเพียงปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกไป

 

 

“ตามใจเจ้าเถอะ”กล่าวจบพระองค์ก็ยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างไร้ท่าทีทุกข์ร้อนใดๆทั้งสิ้น

 

 

องครักษ์คนสนิทเมื่อได้รับอนุญาตจึงเข้าหา แล้วทำการปลดอาภรณ์ช่วงบนของรัชทายาทออกมาดูบาดแผลอย่างแผ่วเบา

 

 

ด้วยความสงสัยเขาจึงเอ่ยถามผู้เป็นนายในทันที“เป็นผู้ใดรักษาให้หรือพ่ะย่ะค่ะ บาดแผลที่รักษาจึงแตกต่างจากที่กระหม่อมเคยเห็นมาก่อน”

 

 

“แตกต่าง?”รัชทายาทเลิกคิ้วถามออกไปอย่างสงสัย

 

 

“เสมือนบาดแผลของพระองค์จะถูกเย็บด้วยเส้นอะไรบางอย่างที่คล้ายเส้นดาย ทว่ามิใช่เสียทีเดียว”ถึงว่าครานั้นพระองค์รู้สึกเจ็บแปลกๆ ทว่ามิได้เอ่ยถามนางให้มากความ

 

 

“แค่เพียงเลือดหยุดไหลก็เพียงพอแล้ว” รัชทายาทยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

 

“ทว่าปากบาดแผลของพระองค์ปิดสนิทอย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว”

 

 

“ช่างเรื่องบาดแผลของข้าเถอะ จากนี้ไปจับตามองตระกูลจวงไว้ให้ดี คาดว่าอีกไม่นานพวกนั้นต้องคิดลงมืออย่างแน่นอน”องครักษ์คนสนิทละจากบาดแผลของผู้เป็นนาย พร้อมจัดอาภรณ์กลับมาดังเดิม ก่อนจะกลับไปยื่นตรงหน้าผู้เป็นนายอีกครั้ง

 

 

“พ่ะย่ะค่ะ”ไม่นานเสียงสนทนาก็เงียบลงอีกครั้ง 

 

 

ยามเมื่อฉีเฟิงกลับมาถึงตำหนัก รัชทายาทจึงปล่อยให้ทั้งสองไปพักผ่อน จากนั้นพระองค์จึงล้มตัวลงนอนทันที ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อออกไปในห้องก็มืดสนิท ไม่นานรัชทายาทก็หลับไปในที่สุด

 

 

หลายวันผ่านไปยามเมื่อสิ้นฤดูเหมันต์ จึงถึงคราวฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดสีส้มสาดส่องลงมาระยิบระยับ บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้าสัญจรไปมาอย่างคึกคัก

 

 

ในยามสายของวันเดียวกันในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ รัชทายาทเดินทางมาถึงที่ตำหนักชินอ๋องพร้อมองครักษ์ทั้งสอง ทว่าหลังจากก้าวขาลงจากรถม้าได้ไม่นาน สายตาพลันปะทะกับโฉมสะคราญผู้หนึ่ง ที่ซึ่งเพิ่งก้าวลงจากรถม้ามิต่างกัน

 

 

รัชทายาทส่งเสียงกระแอมไอออกมาเล็กน้อย โฉมสะคราญผู้นั้นจึงจำใจต้องหันมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

 

"เสียมารยาทแล้ว หม่อมฉันถวายพระพรรัชทายาทเพคะ"หลินเฟยหันกลับมามองตามเสียงจึงเห็นเป็นรัชทายาท นับว่าไม่ผิดจากที่นางคิดเลยสักนิด

 

 

"ตามสบาย"รัชทายาทกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เมื่อเห็นสตรีตรงหน้าระบายยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ

 

 

"ขอบพระทัยเพคะ"น้ำเสียงที่กล่าวออกมาช่างนุ่มนวลไม่ต่างจากเดิม

 

 

"เปิ่นไท่จื่อไม่คิดว่าจะได้เจอองค์หญิงบรรณาการที่นี่"หลินเฟยมองกลับไปอย่างโง่งม ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ในขณะมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มไม่จางหาย

 

 

"ชินหวางเฟยได้เชิญหม่อมฉันมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่เป็นเพื่อนเพคะ"

 

 

"เป็นเช่นนี้ อย่างนั้นก็...รีบไปกันเถอะ"ห๊า!!!เกี่ยวอันใดกับนาง มิได้มาพร้อมกันเสียหน่อยต่างคนต่างไปสิ ถึงแม้จะคิดเช่นนั้น แต่นางก็ตามหลังเขาไปอย่างว่าง่าย

 

 

ทั้งสองเดินมาถึงตำหนักใหญ่ที่ชินหวางเฟยทรงอาศัยอยู่ในเวลาเพียงไม่นาน ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับผิดแปลกต่างไปจากเดิม เนื่องจากในยามนี้ผู้คนต่างวุ่นวายและมุ่งดูให้ความสนใจกับบางอย่าง

 

 

เมื่อสายตาทั้งสองมองเลยไปยังศาลาริมน้ำ ได้เห็นชินหวางที่กำลังอุ้มท้องถูกประคองด้วยแม่นมคนสนิท พร้อมสีหน้าของผู้คนรอบข้างก็มิสู้ดี ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าเดินไปหาชินหวางเฟยในทันที

 

 

"ท่านอาสะใภ้เกิดอันใดขึ้น"น้ำเสียงเป็นห่วงกังวลกล่าวออกมาในทันใดที่เดินมาถึงตัวอาสะใภ้

 

 

"ถวายพระพร..."ชินหวางเฟยที่เห็นรัชทายาทเดินมาถึงตน จึงคิดยอบกายคำนับถวายพระพรตามธรรมเนียม

 

 

"อย่ามากพิธี ท่านอาสะใภ้ทำตัวตามสบายเถอะ"

 

 

"ขอบพระทัยเพคะ องค์หญิง..."ชินหวางเฟยกล่าวขอบคุณรัชทายาทจบ สายตาพลันสะดุดกับสตรีที่เดินตามหลังรัชทายาทมาติดๆ จึงเอ่ยออกไปด้วยความแปลกใจ

 

 

"ถวายพระพรชินหวางเฟยเพคะ"หลินเฟยเมื่อเดินมาถึงจึงยอบกายถวายพระพร ก่อนที่นางจะส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม พร้อมความเป็นห่วงเป็นใยไปให้อย่างไม่ปิดบัง

 

 

"องค์หญิงตามสบายเถอะ"หลังจากองค์หญิงถวายพระพรเสร็จสิ้น จึงลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินเข้าไปหาชินหวางเฟยอย่างเป็นห่วง

 

 

สายตารัชทายาทยังคงไม่ละจากชินหวางเฟยแต่อย่างใด ยังคงรอคอยคำตอบอยู่เช่นนั้น

 

 

องครักษ์คนสนิทของชินหวางเฟย เมื่อเห็นนายหญิงของตัวเองทำหน้าสีหน้าลำบากใจที่จะกล่าว เขาจึงเสนอตัวในทันที

 

 

"อนุญาตให้กระหม่อมเล่านะพ่ะย่ะค่ะ"ชินหวางเฟยหันมาตามเสียง

 

 

"หลี่อี้"เสียงห้ามปราบเอ่ยออกมาอย่างไม่เห็นด้วย

 

 

"หวางเฟยเพคะ"เสียงแม่นมที่ยืนประคองหวางเฟยอยู่เคียงข้าง พยักหน้าเห็นด้วยกับหลี่อี้ให้หวางเฟยอีกแรง

 

 

เมื่อเห็นว่านายหญิงของตนมิได้กล่าวอันใดอีก เขาจึงกล่าวมาอย่างไม่รีรอ"ฮูหยินรองของใต้เท้าเย่ว มาหาและกระทำการอุกอาจคิดผลักหวางเฟยให้ตกลงไปในสระน้ำ ทว่าหวางเฟยทรงรู้ตัวเสียก่อนแผนการของสตรีผู้นั้นจึงล้มเหลว  แต่กลับกลายเป็นฮูหยินรองผู้นั้นเสียเองที่ตกลงไปในน้ำพ่ะย่ะค่ะ"ทั้งรัชทายาทและหลินเฟยได้ยินประโยคนั้นจบ แววตาทั้งสองพลันวาวโรจน์ขึ้นมา

 

 

"ใช่สตรีผู้นั้นหรือไม่"รัชทายาทมองไปยังสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งถูกคุมตัวอยู่ไม่ไกลมากนัก

 

 

"เพคะ"ชินหวางเฟยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

 

"แล้วท่านอาสะใภ้ยังรออันใดอยู่ เหตุใดจึงไม่นำตัวนางไปลงโทษ"น้ำเสียงต่ำเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะไม่น้อย

 

 

"หม่อมฉันรอใต้เท้าเย่วมาตัดสินโทษ ให้คนของตนเองเพคะ"

 

 

"เพราะเหตุใด"รัชทายาทยังคงกล่าวถามออกไป อย่างไม่เข้าใจ

 

 

"รัชทายาทพระองค์ก็ทราบว่าสตรีผู้นั้น คือน้องสาวของฮุ่ยคังสหายสนิทของท่านอ๋อง หากเป็นหม่อมฉันที่เป็นผู้ตัดสินมอบบทลงโทษ พระองค์คิดว่าความสัมพันธ์ของท่านอ๋องกับสหายอย่างฮุ่ยคังผู้นั้นจะจบในแบบใด"

 

 

"ท่านอาสะใภ้"รัชทายาทมองออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ กับการตัดสินใจในครั้งนี้ของอาสะใภ้ ช่างเป็นสตรีที่คิดรอบคอบอย่างยิ่ง

 

 

"หม่อมฉันคิดอย่างรอบคอบแล้วเพคะ อย่างน้อยยามที่ต้องเผชิญหน้ากับฮุ่ยคัง หม่อมฉันจะได้ไม่รู้สึกมากไปกว่านี้"รัชทายาทพยักหน้าอย่างเข้าใจ หลินเฟยที่อยู่เคียงข้างชินหวางเฟยที่ยืนประคองอย่างเงียบๆอยู่นานเมื่อเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด จึงบีบมือของชินหวางเฟยเบาๆส่งแรงใจไปให้อย่างเงียบๆ

 

 

"เปิ่นไท่จื่อ จะเคารพในการตัดสินใจของท่านอาสะใภ้ ถึงแม้แอบไม่เห็นด้วยก็ตาม เพราะตามกฏแล้วไม่จำเป็นต้องตัดสินให้มากความ สตรีผู้นั้นต้องรับโทษตายเพียงอย่างเดียว"

 

 

"ขอบพระทัย ที่ทรงเข้าใจหม่อมฉันเพคะ"

 

 

"หากเปิ่นไท่จื่อเป็นท่านอา คงภูมิใจในตัวของพระองค์มากเช่นกัน"ท่านอาช่างเป็นบุรุษที่น่าอิจฉาเสียจริง ทว่าปลายหางตายังคงลอบมองอีกคนอยู่เป็นระยะๆ

 

 

"ใต้เท้าเย่วมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงองครักษ์ของชินหวางเฟย ที่มีนามว่าหลี่อี้กล่าวออกมาอีกครั้ง เมื่อคนที่ทุกคนรอคอยเดินทางมาถึงแล้ว 

 

 

ไม่นานการเจรจาของทั้งสองฝ่ายก็เกิดขึ้น

 

 

โดยที่รัชทายาททรงปฏิบัติตัวอย่างที่กล่าวออกไปทำตัวดุจคนภายนอก ไม่ก้าวก่ายในเรื่องดังกล่าว ทำเพียงมองเหตุการณ์อยู่รอบนอก ถึงแม้ใจหนึ่งไม่อาจยินยอม ทว่าผ่านไปไม่นานบทลงโทษก็ถูกตัดสิน ทำให้พระองค์พอใจอยู่บ้าง นับว่าใต้เท้าผู้นี้เป็นคนมีคุณธรรมอย่างแท้จริง 

 

 

เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป บรรยากาศจึงกลับมาปกติอีกครั้ง รัชทายาทอยู่เป็นเพื่อนชินหวางเฟยอยู่นานพอสมควร เมื่อตะวันใกล้ตกดินพระองค์จึงขอตัวกลับตำหนัก

 

 

"หวางเฟยอนุญาตให้หม่อมฉันอยู่เป็นเพื่อนนะเพคะ"หลินเฟยที่นั่งเงียบอยู่นาน จึงกล่าวออกไปอีกครั้ง

 

 

รัชทายาทที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปหันมามองด้วยความไม่อยากเชื่อ ว่าสตรีผู้นี้จะคิดได้เช่นนี้

 

 

"ลำบากหรือไม่"ชินหวางเฟยถามออกไปอย่างเกรงใจ

 

 

"ไม่เพคะ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง"หลินเฟยตอบออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 

"เช่นนั้น เปิ่นไท่จื่อฝากเจ้าดูแลท่านอาสะใภ้อีกแรง"

 

 

"วางใจหม่อมฉันได้เพคะ"รัชทายาทสบตามององค์หญิงเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป

 

 

ไม่นานรัชทายาทก็เดินมาถึงรถม้า ก่อนจะขึ้นรถม้ากลับตำหนักบูรพาทันที

.

.

.

.

#แก้ไขคำผิดครั้งที่1. 

 

 

 

ความคิดเห็น