ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หงส์หวน บทที่ 8 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่

ชื่อตอน : หงส์หวน บทที่ 8 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 187

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2563 20:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หงส์หวน บทที่ 8 หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่
แบบอักษร

บทที่ 8 

หลินเยว่หว่านกับญาติผู้พี่ 

 

งานเลี้ยงเฉลิมวันคล้ายพระราชสมภพถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ภายในพระตำหนักคุนหนิง แต่ถึงกระนั้นเพราะอวี๋ฮองเฮามิต้องการส่งเทียบเชิญให้ผู้ใดนอกเสียจากคนสนิท จึงมีตระกูลขุนนางอาวุโสเข้าร่วมเพียงแค่ประปรายเท่านั้น ส่วนสนมนางในที่เข้าร่วมก็มีเพียงแค่สี่พระชายาเอกและสนมขั้นสอง 

หลินเยว่หว่านพร้อมด้วยมารดาเดินก้าวเท้าเข้าสู่งานเลี้ยงไปอย่างมั่นอกมั่นใจ การปรากฏตัวของนางและฮูหยินหลินที่นี่สร้างความแตกตื่นให้กับหลายผู้คน เพราะนอกจากอวี๋ฮองเอาที่เป็นผู้ส่งเทียบเชิญให้ด้วยตนเอง องค์รัชทายาทที่เป็นผู้ไปเชิญนาง และฮ่องเต้ ก็มิมีผู้ใดทราบอีก 

“คารวะฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงอายุยืนหมื่นปี หมื่นหมื่นปี คารวะฮองเฮา ขอพระนางทรงมีอายุยืนพันปี พันพันปี” 

หลินจินอิ๋งและบุตรีตัวน้อยโค้งถอนสายบัวคารวะผู้ที่อยู่บนบัลลังก์ตรงหน้าด้วยท่าทีอ่อนช้อยงดงาม เมื่อฮ่องเต้รับสั่งให้เงยหน้าขึ้นได้หลินเยว่หว่านจึงมิวายเหลือบตามองอวี๋ฮองเฮาทันที 

อาภรณ์หงส์กรีดปีกของพระนางยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ริมฝีปากประทับชาดสีเข้มที่ยกยิ้มขึ้นพร้อมด้วยนัยน์ตาที่แลดูเป็นมิตรก็ยังคงเดิมไม่เคยเปลี่ยน หากแต่ภายใต้ใบหน้าสวยนั่นกลับซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้เสียอย่างดีจนมิมีผู้ใดเคยเอะใจเลยสักครั้ง 

มิเคยเอะใจเลยว่าเมื่อฮ่องเต้ถังหมิงจื้อเสด็จสวรรคตแล้วอำนาจฝ่ายในดันไปตกอยู่ที่มือของพระนาง 

“อะ...” เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องในอดีตดูเหมือนว่าหลินเยว่หว่านจะสติหลุดลอยไปชั่วขณะ กว่าจะดึงกลับมาได้ก็ตอนที่มารดาของนางแอบสะกิดยิกๆ หลินเยว่หว่านจึงหมุนตัวหันหลังไปรับกล่องเครื่องเงินหรูจากผู้ติดตามที่เดินตามหลังมาด้วย จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับมังกรและหงส์บนบัลลังก์พร้อมกับย่อเข่าลง “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ นี่เป็นของกำนัลจากสกุลหลินของหม่อมฉัน ขออวยพรให้ฮองเฮาทรงพลามัยสมบูรณ์แข็งแรง อายุยืนยาวเพคะ” 

อวี๋ฮองเฮาเลิกคิ้วมองดรุณีตัวน้อยเบาๆ จากนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้กับนางกำนัลอาวุโสคนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นางกำนัลผู้นั้นจึงเดินมารับกล่องเครื่องเงินนั่นจากหลินเยว่หว่านแล้วนำไปถวายแด่ฮองเฮา 

อันฮองเฮายิ้มขึ้นอย่างพึงใจเมื่อแง้มกล่องของกำนัลจากสกุลหลินดูเบาๆ จากนั้นจึงปิดลงกลับแล้วยื่นให้นางกำนัลนำไปเก็บ “ขอบใจเจ้ามาก พวกเจ้าทั้งสองเองก็ไปนั่งเถิด”  

“เพคะ” 

สองแม่ลูกสกุลหลินโค้งศีรษะให้กับคนตรงหน้าอีกรอบ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไปหาที่นั่ง ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินออกไปหลินเยว่หว่านแอบใช้หางตาชำเลืองดูสตรีหงส์อีกหนึ่งรอบ จากนั้นจึงก้าวตามหลังมารดาไปติดๆ 

ดูเหมือนว่าอวี๋ฮองเฮาจะพึงใจของกำนัลที่นาง ‘เลือกให้เอง’ อยู่มิน้อยเลยทีเดียว 

“คุณหนูสกุลหลิน องค์รัชทายาทมีรับสั่งให้คุณหนูไปนั่งทางนั้นเจ้าค่ะ” 

ในระหว่างเดินก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งตรงมาที่นางพลางเอ่ย หลินเยว่หว่านมองตามมือที่ผายไปของนางกำนัลผู้นั้น ก็พบกับองค์รัชทายาทที่กำลังนั่งอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่ง นอกจากนั้นก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางทั้งองค์หญิงองค์ชาย ดูท่าว่าจะเป็นที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับพวกเด็กๆ โดยเฉพาะไม่แบ่งแยกชายหญิง 

หลินเยว่หว่านเงยหน้าขึ้นสบตามารดาพลางชั่งใจพลาง นางไม่อยากพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นเลย ทว่า... 

“นี่เป็นคำสั่งขององค์รัชทายาท” นั่นคือที่หลินจินอิ๋งมารดาของนางเอ่ย “แม่จะไปนั่งกับซูเสียนเฟย หากงานเลี้ยงจบลงแล้วเดี๋ยวพวกเราไปเข้าเฝ้าพระนางพร้อมกัน” 

หลินเยว่หว่านพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงเดินตามนางกำนัลผู้นั้นไป 

ซูเสียนเฟย หรือซูอี้เหริน เป็นพี่สาวแท้ๆ ของหลินจินอิ๋ง มารดาของนางเดิมทีเป็นผู้แซ่ซู คิดไปคิดมาซูเสียนเฟยผู้นี้ก็มีโอรสอยู่หนึ่งพระองค์เหมือนกัน เขาผู้นั้นคือถังหย่งเจิ้ง องค์ชายรองที่บัดนี้ถ้าจำไม่ผิดคงจะอายุได้หกหนาวแล้ว 

“น้องหญิง!” 

...นั่นไง ไม่ทันขาดคำ 

องค์ชายรองถังหย่งเจิ้งโบกไม้โบกมือให้กับญาติผู้น้องของตนที่กำลังเดินเข้าไปใกล้ หลินเยว่หว่านหยุดที่เชื้อพระวงศ์โอรสธิดาของบุตรแห่งมังกรทุกพระองค์ จากนั้นจึงโค้งถอนสายบัวให้ด้วยความสง่างาม “เยว่หว่านคารวะองค์รัชทายาท องค์ชายรอง องค์หญิงใหญ่ องค์หญิงรอง องค์หญิงสามเพคะ” 

ว่าแล้วนางก็ชำเลืองตามองปฏิกิริยาของทุกผู้ทุกคนเล็กน้อย องค์รัชทายาทยังคงมีสีหน้าที่ฉายความสงบนิ่งตามเดิม ตรงข้ามกับองค์ชายรองถังหย่งเจิ้งที่นั่งอยู่ด้านหลังนั้นกำลังยิ้มให้กับญาติผู้น้องของตนอย่างเป็นมิตร ส่วนเหล่าองค์หญิงทั้งสาม... ว่ากันตามตรงว่าในชีวิตที่แล้วของนางไม่ค่อยจะได้ใส่ใจพวกนางทั้งสามมากนัก อาจเป็นเพราะเมื่อโตขึ้นผู้ที่เป็นองค์หญิงก็จำต้องมีชะตากรรมถูกแต่งออกนอกแคว้นเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ 

องค์หญิงใหญ่ถังเหม่ยฉีถูกส่งไปสมรสเชื่อมไมตรีกับแคว้นข้ามทะเลอันแสนไกล 

องค์หญิงรองถังเต๋ออี้ดีหน่อยที่ได้พบรักกับบุรุษในดวงใจ ฮ่องเต้ถังหมิงจื้อจึงพระราชทานสมรสให้โดยที่ไม่ต้องเป็นเครื่องบรรณาการสมรส 

ส่วนองค์หญิงสามถังฮุ่ยเจิน... โชคร้ายหน่อยก็ตรงที่สิ้นพระชนม์ตอนสิบห้าหนาวเพราะโรคประจำตัว 

“น้องหญิงๆ มานั่งข้างๆ ข้าสิ” ถังหย่งเจิ้งตบเบาะรองนั่งที่อยู่ใกล้ๆ ตนดังปุปะ หลินเยว่หว่านยิ้มให้กับอีกฝ่ายเบาๆ จากนั้นจึงพยักหน้า 

“ไม่ต้อง” ขาข้างหนึ่งที่กำลังจะก้าวออกไปของนางหยุดชะงัก ... ผู้ที่เอ่ยคำพูดขึ้นมาเมื่อครู่คือองค์รัชทายาท “เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า ที่นั่งที่เว้นว่างไว้ก็เว้นไว้เพื่อเจ้า” 

หลินเยว่หว่านกะพริบตาปริบๆ ชำเลืองมองโต๊ะตั่งเตี้ยและเบาะรองนั่งที่เว้นไว้ข้างๆ อีกฝ่าย เมื่อครู่นางมัวแต่มองและสนใจท่าทีของเขาว่าจะเป็นเช่นไรจนลืมสังเกตรอบข้างไปเสียสนิทเลย “เอ่อ... ขอบพระทัยเพคะ” นางยิ้มแห้งๆ ให้เขา จากนั้นจึงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆ กับองค์รัชทายาท ถังหย่งเจิ้งยังไม่ยอมแพ้ เมื่อเห็นญาติผู้น้องของตนทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆ ผู้เป็นเชษฐาก็ไม่วายเอ่ยปากขึ้น 

“เสด็จพี่นี่ล่ะก็ นานๆ ทีข้าจะได้มีโอกาสคุยกับน้องหญิงแท้ๆ” ถังหย่งเจิ้งใช้แขนข้างหนึ่งเท้ายันคางตนไว้พลางพูด หลินเยว่หว่านจึงหันไปยิ้มบางๆ ให้เขาแล้วหันกลับมา 

ที่ถังหย่งเจิ้งกล้าที่จะหยอกล้ออีกฝ่ายได้เพราะความสัมพันธ์ของพี่น้องต่างมารดาคู่นี้นั้นไม่ได้เชือดเฉือนกันเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะซูเสียนเฟยมารดาของเขามิใช่สตรีที่กำเริบเสิบสานคิดปีกกล้าขาแข็งกับฮองเฮา อวี๋ฮองเฮาจึงอนุญาตให้องค์ชายทั้งสองสนิทกันได้ พวกเขาต่างก็เหมือนกับส่วนผสมที่แตกต่างแต่กลับลงตัวกันได้เป็นอย่างดี องค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนเก่งกาจด้านบุ๋น ส่วนองค์ชายรองถังหย่งเจิ้งเอาดีด้านบู๊ ในชีวิตที่แล้วแม้หลินเยว่หว่านกับถังหย่งเจิ้งญาติผู้พี่ผู้นี้จะมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะห่างเหินกัน ทว่าถังหย่งเจิ้งก็เอ็นดูนางเป็นอย่างดีมาตลอด 

...ทว่าตอนที่วังหลังเกิดเรื่อง ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ถังหย่งเจิ้งต้องนำทัพออกรบในฐานะแม่ทัพนำศึก ซึ่งเป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่ซูเสียนเฟยทรงประชวรและเสียชีวิตลง 

ผู้คนที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่ข้างนางนั้นถูกทำให้หายไปทีละคนๆ ทุกอย่างช่างลงตัวได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ 

หลินเยว่หว่านไม่รู้ว่าหลังจากที่นางตายแล้วนั้นถังหย่งเจิ้งจะเป็นเช่นไร แต่คาดว่าน่าจะคงมีจุดจบไม่สวยเช่นกัน เผลอๆ อาจจะถูกกำจัดตั้งแต่โดนกลลวงให้ออกนำศึกเสียแล้วก็ได้ผู้ใดจะไปรู้... 

“หลินเยว่หว่าน” เสียงเพรียกเรียกจากบุรุษที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ทำให้ไหล่เล็กของหลินเยว่หว่านสะดุ้งเบาๆ 

“เพคะ?” นางเอียงคอถามเสียงใส 

“เปล่าหรอก เห็นเจ้ากำลังเหม่อลอยน่ะ” 

เอ้า... 

“เป็นเรื่องปกติของหม่อมฉันเพคะ ทรงอย่าได้ใส่พระทัย” หลินเยว่หว่านยิ้มให้เขา จากนั้นจึงหันไปสนใจอย่างอื่นต่อ การกระทำของดรุณีน้อยผู้ที่เป็นคู่หมั้นขององค์รัชทายาทนั้นตกอยู่ในสายตาของอวี๋ฮองเฮาตลอดเวลา ก่อนที่ริมฝีปากสีชาดนั่นจะยกยิ้มขึ้นแล้วออกคำสั่งกับนางกำนัลคนสนิทออกไป 

“ฝ่าบาททรงคิดเห็นเช่นไรกับคุณหนูสกุลหลินผู้นั้นเพคะ” 

เมื่องานเลี้ยงเริ่มขึ้นพร้อมด้วยเสียงบรรเลงดนตรีจากคณะดนตรีหลวง อวี๋ฮองเฮาก็เอ่ยปากถามบุรุษมังกรผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ทันทีโดยที่นัยน์ตานั้นยังคงชื่นชมความงามของนางระบำตรงหน้า 

“ถือว่าเป็นสตรีที่มีกาลเทศะ นัยน์ตาแม้จะแลดูอ่อนหวานทว่าก็มิได้อ่อนแอ” ฮ่องเต้ทรงตรัสขึ้นทั้งยังมองคุณหนูน้อยผู้ที่ตนเลือกให้เป็นชายาองค์รัชทายาทในอนาคตผ่านทางลูกปัดประดับเหมี่ยนกวานที่ห้อยสายลงมา อวี๋ฮองเฮาพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นเชิงรับรู้จากนั้นจึงหันไปมองด้วยเช่นกัน 

“นางเป็นญาติผู้น้องของหย่งเจิ้งสินะเพคะ” 

“อืม” 

“ในอนาคตนางก็จะเป็นสตรีผู้ที่ได้สมรสเข้าวังหลวงมาแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันมีความคิดหนึ่งเพคะ มิทราบว่าฮ่องเต้จะทรงเห็นด้วยหรือไม่” 

“ฮองเฮาอยากจะตรัสอันใด” ฮ่องเต้ทรงผินหน้าไปมองสตรีที่นั่งอยู่เคียงบัลลังก์แต่ต่ำลงไปเล็กน้อย รอยยิ้มของอวี๋ฮองเฮาจึงผุดขึ้นมาอีกครา 

“หม่อมฉันคิดว่าให้นางเข้ามาเรียนรู้การใช้ชีวิตในวังหลวงตั้งแต่ตอนนี้เลยคงจะเป็นการดีไม่น้อยนะเพคะ?” 

เพราะไม้อ่อนนั้นย่อมดัดง่ายกว่าไม้แก่  

แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าจะแก่หรืออ่อนอวี๋ฮองเฮาก็ลองดัดมาหมดแล้วทั้งสิ้น เพิ่มคุณหนูหลินอีกสักคนคงไม่ยากเกินที่จะรับมือแม้อีกฝ่ายจะเป็นไม้อะไรก็ตาม 

ความคิดเห็น