ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 หลงทาง1

ชื่อตอน : บทที่ 4 หลงทาง1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 481

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2563 18:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 หลงทาง1
แบบอักษร

บทที่ 4 หลงทาง

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นจากงานเลี้ยง ทางแคว้นหนานก็พาองค์หญิงบรรณาการไปที่ตำหนักรับรองที่ให้พักอยู่ชั่วคราว ส่วนเสด็จพี่รัชทายาทพักที่ตำหนักรับรองอยู่อีกตำหนักหนึ่ง ซึ่งจะแยกออกเป็นคนละที่ในส่วนของสตรีและบุรุษ

 

 

นับจากวันที่นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนกว่า วิถีการดำรงชีวิตกับสถานที่ไม่คุ้นชินและไม่รู้จักเช่นนี้ก็ทำให้ลำบากอยู่บ้าง ทั้งทางความอิสระในการดำรงชีวิต และทางความคิดล้วนถูกจำกัดไปเสียทุกอย่าง ทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย

 

 

อย่างไรก็ตามในความโชคร้ายยังพอมีความโชคดีอยู่บ้าง อย่างน้อยยามนี้นางก็หลุดพ้นจากการเป็นน้อยของผู้อื่นไปชั่วคราว หากยังไม่แน่ใจว่าต่อไปนางจะถูกวางให้กับผู้ใด เสมือนชีวิตนี้กลายเป็นสิ่งของมีชีวิตที่เดินได้ ที่คนผู้หนึ่งจะยกหรือจะจัดวางให้ผู้ใดไปก็ได้ โดยที่นางไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใดๆเลยแม้แต่น้อย 

 

 

สังคมที่นี่ช่างอยู่ยากอย่างแท้จริง เหมือนมันจะไม่ค่อยเหมาะกับนางผู้ที่มาจากโลกปัจจุบันเสียเท่าไร 

 

 

ดังนั้นระหว่างนี้นางควรแสร้งโง่งมเอาตัวรอดไปก่อน ค่อยๆเรียนรู้ศึกษาผู้คนที่นี่ว่าเป็นเช่นไร เผื่อบางทีชีวิตนางอาจจะไม่มีผู้ใดสนใจก็เป็นได้ ให้ผู้คนเหล่านั้นเข้าใจว่าองค์หญิงผู้นี้ เป็นสตรีที่โง่งมเพียงเท่านั้น นานไปพวกเขาเหล่านั้นจะค่อยๆลืมเลือน ว่ายังคงมีองค์หญิงผู้นี้อยู่ร่วมชายคาร่วมแคว้นกับพวกเขา

 

 

"องค์หญิงเพคะ จะให้หม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นเพื่อชำระร่างกายเลยหรือไม่เพคะ"หลินเฟยก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักได้สักพัก ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับนางกำนัลคนสนิท 

 

 

จากนั้นก็กวาดสายตาสำรวจตำหนักอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องนอนลอบสำรวจรอบห้องอีกเล็กน้อย แล้วก้าวไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งที่บนโต๊ะตัวนั้นมีกาน้ำชา ที่ยังคงมีไอร้อนระเหยออกมาให้ได้เห็น

 

 

ก่อนจะหลุดเข้าไปในภวังค์ หนึ่งเดือนแล้วที่นางได้ตายจากโลกปัจจุบัน ไม่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของนางในปัจจุบันจะเสียใจกับการจากไปของนางมากเพียงใด 

 

 

ครอบครัวของนางมีนางเป็นลูกสาวหนึ่งคนและมีพี่ชายอีกหนึ่งคน ครอบครัวนางทุกคนทำอาชีพเป็นหมอกันทั้งบ้าน คุณพ่อเป็นทั้งหมอและเป็นเจ้าของสถานพยาบาลที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง คุณแม่เป็นหมอสูตินารีทั้งยังสนับสนุนนางมาตั้งแต่เด็ก อยากให้นางเดินตามรอยท่าน ส่วนพี่ชายของนางก็หนีไม่พ้นเป็นหมอดุจเดียวกัน และเป็นผู้ช่วยคุณพ่อบริหารสถานพยายามอีกแรง นับว่าเป็นครอบครัวที่สุขสันต์ไม่น้อย แต่ช่างน่าเสียดาย...

 

 

"องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นให้เรียบร้อยแล้วเพคะ"ชิงชิงเดินมาแจ้งทันที หลังจากได้เตรียมน้ำอุ่นให้เรียบร้อย

 

 

"ชิงชิงเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ ข้าดูแลตัวเองได้"นางก็รู้ว่าชิงชิงก็คงเพลียและเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน จึงปล่อยให้นางไปพักผ่อน

 

 

"เพคะ"

 

 

หลังจากเหลือนางอยู่เพียงลำพัง นางจึงเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

 

 

"คุณพ่อคุณแม่ พี่ชาย พวกท่านคงสบายดี อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ เฟยเออร์เป็นห่วง"

 

 

ต่อจากนี้ชีวิตนางมีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป ถึงแม้จะยังมองไม่เห็นทางสว่าง ทว่าปลายอุโมงค์ย่อมมีแสงสว่างให้เห็นอย่างแน่นอน

 

 

สายของหลายวันต่อมา วันนี้พี่ชายของนางชวนนางออกไปเดินสำรวจรอบเมือง พร้อมทั้งตั้งใจพาไปเดินชมตลาด แต่ผู้ใดจะไปคิดว่าพวกนางมิได้ไปกันตามลำพัง เมื่อมาถึงรถม้ามีบุรุษสองสามคนยืนรออยู่ที่รถม้าอยู่ก่อนแล้ว

 

 

นางสงสัยได้ไม่นานรัชทายาทพี่ชายของนางก็แนะนำให้รู้จัก คนผู้หนึ่งคือรัชทายาทหงหยางก่วง คนผู้นี้นางเดาได้แต่แรกอยู่แล้วว่าเป็นเขา ข้างกายเขาน่าจะเป็นผู้ติดตามคนสนิทกระมัง ส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นกุนซือเกาหยาง ที่ทางชินอ๋องให้มารับหน้าที่ดูแลรับรองแขกบ้านแขกเมือง อย่างพวกนางแทน 

 

 

หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จสรรพ เพื่อไม่เป็นเสียเวลาทุกคนก็พากันขึ้นรถม้าทันที โดยจะแยกเป็นสองคันรถม้า นางนั่งมากับรัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงผู้เป็นพี่ชาย ส่วนชิงชิงกับองครักษ์หยางนั่งอยู่ข้างนอกรถม้า ทางรัชทายาทหยางก่วงกับกุนซือเกาหยางนั่งรถม้าไปอีกคัน

 

 

ในขณะรถม้าที่กำลังขับเคลื่อนไปทั่วรอบเมืองหลวง เสียงสนทนาก็ดังขึ้นมา

 

 

"น้องหญิงมีสิ่งของจำเป็นที่อยากได้หรือไม่ บอกกับพี่ได้"รัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงกล่าวถามผู้เป็นน้อง ด้วยคิดอยากตามใจ

 

 

"ยามนี้น้องยังนึกไม่ออกเพคะ"หลินเฟยกล่าวออกไป พร้อมยื่นมือแหวกผ้าม่านหน้าต่างออกมาเล็กน้อย มองดูข้างทางอย่างเงียบๆ

 

 

ผู้เป็นพี่ชายได้โอกาสอยู่เพียงลำพังจึงอยากถามความคิดเห็นของผู้เป็นน้อง"ฮวาเออร์หากให้เจ้าเลือกแต่งให้หนึ่งในสองคนนั้น เจ้าจะเลือกแต่งให้ผู้ใด"

 

 

หลินเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองผู้เป็นพี่ชาย นางจึงปล่อยมือจากผ้าม่านหน้าต่าง แล้วกล่าวออกไป"ท่านพี่คงจะหมายถึงรัชทายาทหยางก่วง กับท่านกุนซือเกาหยางกระมัง"

 

 

"ใช่ เจ้าคิดเห็นเช่นไร"

 

 

"น้องไม่มีความเห็นเพคะ"ทั้งสองอันตรายพอกัน ไม่น่าเข้าใกล้ทั้งนั้น 

 

 

"รัชทายาทมีเหลียงตี้เต็มตำหนัก ส่วนกุนซือผู้นั้นยังมิได้แต่งผู้ใด หรือมีอนุ"นางไม่รู้จริงๆว่าสมควรตอบกลับไปเช่นไร หากให้นางเลือกนางย่อมอยากเลือกคนที่ไร้ซึ่งพันธะ

 

 

เมื่อเห็นว่าผู้เป็นน้องสาวยังไม่เอ่ย พระองค์จึงกล่าวถามอีกครั้ง"ว่าอย่างไรฮวาเออร์"

 

 

"หากให้น้องตัดสินใจ น้องคงเลือกคนที่ไร้ซึ่งพันธะ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงกุนซือ น้องหาได้ถือเรื่องเช่นนี้แต่อย่างใด หากแต่น้องขอเวลาดูลักษณะนิสัยก่อนได้หรือไม่เพคะ"

 

 

"ย่อมได้ หากเจ้าตัดสินใจได้เมื่อใด พี่จะลองเสนอเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้แคว้นหนานอีกครั้ง"

 

 

"ขอบพระทัยท่านพี่เพคะ"นางระบายยิ้มออกไปอีกครั้ง ก่อนที่เสียงข้างนอกจะดังขึ้นมาให้ได้ยิน

 

 

"ถึงตลาดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงองครักษ์หยาง คนสนิทของเสด็จพี่ดังออกมาจากข้างนอก นางจึงแหวกม่านหน้าต่างมองไปข้างนอกเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยมือแล้วตามผู้เป็นพี่ชายลงจากรถม้า ด้วยการประคองจากพี่ชายเป็นอย่างดี

 

 

หลังจากที่ถูกประคองลงจากรถม้าคันดังกล่าว นางทันได้เห็นสายตาคู่นั้นของหยางเชาเย่วองครักษ์ของผู้เป็นพี่ชาย ที่มองมาทางนางอย่างอาลัยอาวรณ์ ทว่าเพียงแค่วูบเดียวแล้วก็จางหายไป 

 

 

เป็นไปได้ว่าคนผู้นี้ก็มีใจให้องค์หญิงไป๋เสวี่ยฮวาไม่ต่างกัน แต่ด้วยภาระหน้าที่และยศถาบรรดาศักดิ์ขององค์หญิง เขาจึงยอมเชือนหัวใจตัวเองเพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง เพื่อไม่ให้องค์หญิงลำบากใจในความสัมพันธ์ครั้งนี้ของทั้งคู่

 

 

บางครั้งเรื่องราวของความรักก็ไม่มีถูกผิดหากเกิดถูกที่ถูกเวลา แต่ในยุคโบราณเช่นนี้ทั้งนางยังต้องมาเป็นบรรณาการจึงยากที่จะลงเอยด้วยดี ถึงดื้อดึงสุดท้ายจะมีแต่ผลเสียมากกว่าดี น่าเห็นใจองครักษ์ผู้นี้อยู่ไม่น้อย หากรู้ว่าคนที่ตัวเองรักได้ตายจากไปแล้ว เขาจะรู้สึกเช่นไร จะโทษตัวเองและรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตหรือไม่

 

 

ในระหว่างที่หลินเฟยเดินตามทุกคนไปอย่างเงียบๆ ไม่รู้เลยว่าตัวเองเดิงหลงทางไปอีกทาง เพราะมัวแต่คิดวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้อื่น จึงไม่ทันระวัง กระทั่งเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาใกล้ นางจึงหลุดออกมาจากภวังค์

 

 

"เหม่ออันใดของเจ้า เหม่อจนหลงทางจะให้คิดว่าโง่งมถึงเพียงใดกัน"คนผู้นี้ปากกรรไกรเสียจริง นางกวาดสายตามองออกไปรอบๆ ที่ยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนอย่างคับคั่งเต็มไปหมด ข้างทางฝั่งซ้ายขวาเต็มไปด้วยแผงลอยขายของนานาชนิด ทั้งของกินของใช้ เสื้อผ้าเครื่องประดับอย่างละลานตา

 

 

เมื่อสำรวจรอบข้างอย่างพอใจนางจึงหันมามองคนพูดในทันที

 

 

หลินเฟยไม่เพียงไม่ตอบโต้ นางทำเพียงส่งยิ้มอย่างโง่งมไปให้เท่านั้น รัชทายาทหยางก่วงเห็นเช่นนั้นทำให้รู้สึกระอาใจไม่น้อย จึงสะบัดชายแขนเสื้อคิดจะจากไปทันทีอย่างไม่แยแส

 

 

"เดี๋ยวเพคะ พระองค์จะมาทิ้งหม่อมฉันเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ"นางจับแขนรัชทายาทหยางก่วง แล้วส่งสายตากะพริบอย่างออดอ้อน

 

 

"ทำไมจะไม่ได้"น้ำเสียงเคร่งขรึมกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจ

 

 

"หม่อมฉันกลับไปที่รถม้าไม่ถูกเพคะ"หลินเฟยยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ให้คนตรงหน้าเห็นใจอย่างสุดความสามารถ

 

 

"ผู้ใดให้เจ้าเหม่อไม่ดูผู้คนกัน"น้ำเสียงยังคงเคร่งขรึมดุจเดิม ไม่มีแผ่วลงแม้แต่น้อย

 

 

"เพคะ"นางยอมรับแต่โดยดี ไม่กล่าวแก้ตัวให้ยืดยาว

 

 

"น่ารำคาญ"หลินเฟยแอบอมยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นโทสะของคนตรงหน้า นิสัยเด็กน้อยเสียจริง ก็คงจะเด็กกว่านางอยู่สองสามปีกระมัง หากนับอายุในโลกปัจจุบัน เพราะโลกนั้นนางอายุจะย่างเข้าเลขสามอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

 

"รอหม่อมฉันด้วยเพคะ"นางยื่นมือไปจับชายอาภรณ์บุรุษตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ

 

 

"เดี๋ยว!เจ้าคิดจะทำอันใด"รัชทายาทกล่าวออกมาเสียงต่ำอย่างเย็นชา หลุบสายตามองลงไปยังชายอาภรณ์ของตัวเองที่ถูกนางจับอย่างเฉยชา

 

 

"หม่อมฉันกลัวจะหลงกับพระองค์อีกคนเพคะ"นางกะพริบตาปริบๆ ด้วยความใสซื่อ

 

 

"เหอะ!"ทำไมต้องเป็นพระองค์ที่ต้องมารับเคราะห์แทนท่านอาเช่นนี้ด้วย แต่งเช่อเฟยเข้าตำหนักอีกคนไม่เห็นจะมีปัญหาอันใดเสียหน่อย อาสะใภ้คงจะใจกว้างคงไม่มีความคิดที่คับแคบ ห้ามแต่งสตรีอื่นเข้าตำหนักหรอกกระมัง

 

 

ชิงชิงที่เดินตามหลังของคนทั้งสองมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะกล่าวออกไป"องค์...คุณหนูกำไลหยกวงนั้นคล้ายวงที่หายไปเลยเจ้าค่ะ"

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น