facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ (ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่เพจ Writer ใจดินสอ / เดือนสิบสอง)

EP.8 ข่าวลือของเกี๊ยว

ชื่อตอน : EP.8 ข่าวลือของเกี๊ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2563 07:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.8 ข่าวลือของเกี๊ยว
แบบอักษร

เกี๊ยว… 

ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้ฉันจะตื่นสายทั้ง ๆ ที่มีเรียนเช้า  ส่วนคนที่ตื่นก่อนก็ไม่ได้ปลุกฉันทั้งที่รู้จักตารางเรียนฉันดีพอ ๆ กับฉัน  พี่เขาตื่นขึ้นมาแล้วก็กินข้าวแต่งตัวพร้อมไปเรียนแล้วก็นั่งดูทีวีอย่างสบายใจเฉิบ  ดีที่เพื่อนรักเข้าเรียนก่อนแล้วโทรมาปลุกฉันถึงได้ตื่นขึ้นมา  แต่ก็คงเข้าเรียนวิชานี้ไม่ทันแล้วแหละเพราะจะหมดชั่วโมงแล้ว 

  

“ปกติเห็นตื่นก่อนฉัน  เมื่อคืนนี้หลับฝันดีหรือไงเช้ามาถึงได้ตื่นสายน่ะ” 

คนข้าง ๆ ที่กำลังเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าตึกคณะเรียนของฉันพูดขึ้น  วันนี้เพราะความเร่งรีบของฉันพี่เขาจึงเข้ามาส่งที่หน้าตึก  ต่างจากวันก่อนที่มาส่งแค่หน้ามหาลัย  ส่วนพี่เขาก็แค่ไปส่งงานที่มหาลัยไม่ได้มีเรียนเลยดูไม่รีบร้อนเหมือนฉัน 

  

“ถ้านอนกอดฉันแล้วฝันดี  คราวนี้ฉันหักเงินเธอนะ” 

คนข้าง ๆ หันมากระตุกยิ้มให้ขณะที่หยุดรถหน้าตึกคณะ  ฉันไม่ได้พูดอะไรเรื่องเมื่อคืนกับพี่เขาเพราะรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาเมื่อนึกถึง  ในใจก็รู้สึกหมั่นไส้ที่พี่เข้าเอาแต่แซวฉันเรื่องตื่นสายเพราะได้นอนกอดเขา  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่านอนกอดพี่เขาแล้วรู้สึกหลับสบายกว่าทุกครั้ง 

  

“เกี๊ยวไปแล้วนะคะ  ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” 

ฉันหันไปตอบคนข้าง ๆ ทั้งที่พยายามทำสีหน้าให้ดูเป็นปกติเพราะเรื่องเมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในหัว 

  

“เดี๋ยวฉันแวะไปส่งงานที่มหาลัยเสร็จแล้วจะแวะมาที่นี่เรื่องค่าเทอมเธอ  ไม่มีใครทวงใช่มั้ยวันนั้นฉันแค่ให้คนโทรมาคุยกับมหาลัยแต่ยังไม่ได้จ่ายน่ะ” 

อ่อ  ฉันก็คิดว่าพี่เขาจ่ายไปแล้วเสียอีก 

  

“ไม่มีใครทวงค่ะ  ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” 

ฉันตอบพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ให้พี่เขาก่อนจะหันเปิดประตูรถ   

  

หมับ!  ทว่ามือใหญ่ของคนที่นั่งอยู่กลับรั้งแขนข้างหนึ่งของฉันเอาไว้จนต้องหันไปสบตากับเขา  และนี่คงเป็นอีกครั้งที่ฉันกับพี่เขาเราจูบกัน 

  

“อื้อ  ไม่  อื้ม” 

“ไม่เป็นไร  คนข้างนอกไม่เห็นหรอก” 

เหมือนพี่เขาจะรู้ว่าที่ฉันขัดขืนเป็นเพราะอะไร  แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่เป็นไรก็คงต้องปล่อยให้พี่เขาทำตามใจสินะ  ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ไว้ใจพี่เขานัก  แต่พอนึกถึงคำพูดที่บอกว่าจะดูแลฉันก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา 

  

“อื้ม” 

รสจูบนุ่มละมุนต่างจากเมื่อคืนลิบลับ  ทำให้ฉันเริ่มผ่อนคลายจากอาการเกร็งเพราะกลัวเจ็บ  กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่โชยออกมาจากตัวพี่เขาทำให้ฉันเคลิ้มตาม  ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ฉันนั่งนิ่งรับรสจูบหวานละมุนที่คนตรงหน้าป้อนมา  รู้ตัวอีกครั้งก็สบตากับเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ผละออกจากจูบละมุนนั่นแล้ว 

  

“รอยยิ้มเมื่อกี้นี้…  เป็นของฉัน…” 

คนที่วาดวนปลายนิ้วบนเรียวปากของฉันพูดเสียงแผ่วทั้งที่ยังจ้องมองกันอยู่  ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พี่เขาพูดนักแต่พอได้ฟังกลับรู้สึกดีขึ้นมาและไม่รอช้าที่จะตอบกลับ 

  

“ค่ะ” 

ฉันส่งยิ้มบาง ๆ ให้พี่เขาอีกครั้งก่อนจะลงจากรถและยืนมองรถของเขาเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา  แต่แล้วพอหันกลับมาลูกปลาก็ยืนยิ้มกรุ่มกรุ่มอยู่ด้านหลังฉันแล้ว 

  

“ก็ว่ารถใครทำไมสวยจัง  ที่ไหนได้รถผู้ชายของเพื่อนเรานี่เอง” 

เพื่อนซี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ก่อนจะเดินมาควงแขนฉันให้เดินขึ้นไปบนตึกเรียนเพราะวิชาต่อไปกำลังจะเริ่มแล้ว   

  

“ว่าแต่ทำไมรถจอดตั้งนานแล้วเพื่อนรักของลูกปลาถึงยังไม่ลงมาจากรถล่ะคะ” 

เพื่อนซี้หันมาขยิบตาให้ขณะที่ควงแขนฉันเดินไปด้วย  ไม่ใช่ว่าลูกปลาน่ะเห็นอะไรหรอกนะ  แต่พี่เขาบอกว่าไม่เห็นนี่นา 

  

“ปลาเลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่าไม่มีอะไรสักหน่อย  แค่คุยธุระกันแป๊บเดียวเอง” 

ฉันตอบเพื่อนรักทั้งที่ริมฝีปากยังอมยิ้มอยู่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรถ   

  

“แล้วทำไมถึงหน้าแดงอะ  มีลิปสติกเลอะด้วยนะเนี่ย” 

เพื่อนรักยังไม่หยุดเซ้าซี่จนฉันต้องหยิกแขนนางไปแรง ๆ หนึ่งที 

  

“อยู่กับพี่เขาเกี๊ยวโอเคใช่ปะ  เขาไม่ได้ทำร้ายหรือทำอะไรรุนแรงใช่มั้ย” 

คราวนี้เพื่อนรักเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นพร้อมกับมองฉันด้วยแววตาห่วงใย  ฉันรู้ว่าลูกปลายังคงรู้สึกผิดที่แนะนำให้ฉันทำแบบนี้และยังเป็นห่วงฉันเพราะกลัวว่าจะเจอคนไม่ดีเข้า     

  

“อื้ม  พี่เขาดูแลเกี๊ยวดีมากแล้วก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก  ลูกปลาสบายใจได้” 

ฉันตอบเพื่อนรักก่อนจะเดินควงกันเข้าห้องเรียนไป 

  

วันนี้ก็เหมือนกับเมื่อวานที่ฉันจะโดนคนอื่นพูดถึงเรื่องครอบครัวแบบซึ่ง ๆ หน้า  ร้อยพันคำซุบซิบนินทาที่เข้ามาในหูทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดีนัก  แต่เพราะมันเป็นเรื่องจริงฉันก็เลยไม่ได้ห้ามปรามหรือโต้แย้งอะไรพวกเขา 

  

“ได้ข่าวว่าเมื่อเช้ามีรถหรูมาส่งถึงหน้าตึกเลยเหรอ” 

เสียงหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังพูดเรื่องของครอบครัวฉันพูดขึ้น  พร้อมกับหันมามองมองฉันก่อนจะหันกลับไปสนใจเพื่อน ๆ ของเธอที่นั่งอยู่ด้วยกันต่อ 

  

“เดี๋ยวนี้เลิกขายยามาขายตัวแล้วเหรอ  เก่งจัง” 

ถึงประโยคนี้คนพูดจะไม่ได้หันมาหาฉัน  แต่ที่นั่งฟังอยู่ก็พอจะรู้ว่าพูดถึงใคร  คิดอยู่แล้วเชียวว่าต้องมีคนสังเกตรถที่มาส่งฉันเมื่อเช้านี้ 

  

“เกี๊ยวเราไปนั่งที่อื่นกันเถอะ  ไม่ก็กลับเลยก็ได้เพราะไม่มีเรียนแล้ว” 

เพื่อนรักกระซิบบอกก่อนจะทำท่าเก็บของลงกระเป๋าเพราะไม่อยากให้ฉันคิดมากกับเรื่องที่ได้ยิน 

  

“แต่รายงานเรายังไม่เสร็จเลยนะลูกปลา  ถ้ากลับเลยจะทำยังไง” 

ฉันรั้งมือเพื่อนรักที่กำลังเก็บรายงานไปก่อนจะดึงรายงานกลับมานั่งอ่านทบทวนเตรียมหาข้อมูลต่อ 

  

“เดี๋ยวปลาทำเองก็ได้  ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจเดี๋ยวเราค่อยโทรคุยกันก็ได้นี่” 

เพื่อนรักตอบ 

  

“แบบนั้นเกี๊ยวกลัวไม่ว่างตอบน่ะสิ  ปลาก็น่าจะรู้” 

  

“แล้วจะนั่งฟังเขาพูดเสียดสีอยู่แบบนี้หรือไง” 

  

“อื้ม” 

ฉันพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะสนใจงานตรงหน้าต่อ  ถ้าเขาพูดจนเหนื่อยแล้วเดี๋ยวก็คงเงียบไปเองนั่นแหละ  คงไม่มีใครสนใจชีวิตคนอื่นหรือพูดแต่เรื่องคนอื่นจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่นหรอก 

  

“ถ้าคิดจะหากินแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมาเรียนทำไมเนอะ” 

กลุ่มคนอีกโต๊ะหนึ่งพูดขึ้นมาบ้างก่อนจะมีเสียงพูดคุยของคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนักดังตามขึ้นมาเรื่อย ๆ  

  

“ก็เรียนไว้อัปเกรดตัวเองไงแก  นักศึกษาน่ะราคาดีจะตาย” 

  

“โบ๋ตั้งแต่เด็กขนาดนี้  แก่ตัวไปจะเป็นยังไงเนอะเธอ” 

บางครั้งฉันก็อยากจะด่ากลับสักครั้ง  แต่เพราะมันคือเรื่องจริงก็ทำได้แค่นิ่งเอาไว้  ถึงแก้ตัวไปก็รู้สึกละอายใจที่จะเถียงอยู่ดี 

  

“ว๊ายแก!  คนคนนั้นใช่เจ้าทัพปะ  /  ไหน ๆ” 

แต่แล้วชื่อของใครบางคนที่ถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงฮือฮาของคนที่นั่งอยู่ใต้ตึกคณะด้วยกันก็ทำให้ฉันต้องหันไปมองตาม  ร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาแต่งกายเรียบร้อยดูสะอาดสะอ้านกำลังเดินตรงมาทางนี้  ผมสีทองที่เปล่งประกายเมื่อปะทะกับแสงแดดอ่อนยามเย็นทำให้ผิวหน้าขาวเนียนของพี่เขาดูสว่างขึ้นกว่าปกติ 

  

“เขาเป็นนายแบบนี่แก  อร๊าย  ฉันชอบเขา” 

  

“ว่าแต่เขามาที่นี่ทำไมอะแก  /  โอ๊ยเขามีเพื่อนเรียนที่นี่เป็นอดีตเดือนแพทย์ปีสี่กับรุ่นน้องวิศวะปีสองไงแก” 

เสียงสาว ๆ ที่นั่งอยู่ใต้ตึกฮือฮาและกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เมื่อหนุ่มต่างมหาลัยเริ่มเดินเข้ามาใต้ตึก 

  

“เอ่อ  พี่เขามาหาเกี๊ยวหรือเปล่าอะ” 

เพื่อนรักที่ตั้งสติได้จากการตื่นตะลึงคนรูปหล่อหันมากระซิบถามฉัน 

  

“เห็นบอกว่าจะมาจ่ายค่าเทอมให้น่ะ  แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเดินมาทางนี้ทำไม” 

ฉันตอบเพื่อนรัก 

  

“หรือว่าเขาจะมาหาเพื่อน…” 

ฉันพูดต่อเพราะเมื่อกี้ได้ยินว่าพี่เขามีเพื่อนและรุ่นน้องเรียนอยู่ที่นี่ 

  

“แต่เขาเดินตรงมาทางนี้นะเกี๊ยว” 

เพื่อนรักยังไม่หยุดพูดขณะที่สายตาจ้องมองไปยังคนที่เดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะที่เรานั่งกัน 

  

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์หื้ม” 

  

“…” 

เสียงทุ้มละมุนของคนที่นั่งลงข้างฉันทำให้ฉันรู้สึกงุนงงเล็กน้อยขณะที่เพื่อนรักยังนั่งตะลึงอยู่  ฉันรีบล้วงโทรศัพท์ออกมาดูแต่ก็พบว่าพี่เขาไม่ได้โทรมา  แล้วทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ? 

  

“ยังโกรธเรื่องวันนั้นอยู่เหรอคะ  แฟนพี่นี่ขี้งอนจริง ๆ เลย” 

  

“…” 

ไม่ใช่ฉันที่อึ้งและสับสนจนพูดอะไรไม่ออกแต่ลูกปลาเองตอนนี้เหมือนกับว่าวิญญาณได้ออกจากร่างไปแล้ว 

  

“แกเมื่อกี้เขาบอกว่าเป็นแฟนกัน” 

เสียงโต๊ะข้าง ๆ พูดขึ้นอีกครั้ง  คนข้างฉันกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะนั่งกุมมือฉันข้างหนึ่งเอาไว้บนโต๊ะแล้วเขี่ยโทรศัพท์มือเล่นด้วยมืออีกข้างอย่างไม่สนใจใคร  รวมถึงไม่สนใจลูกปลาที่ยังขยับตัวไม่ได้ในตอนนี้ด้วย 

  

“งั้นรถคันเมื่อเช้าที่มาส่งก็ของเจ้าทัพอะดิ / ไม่ได้ขายตัวหรอกเหรอ” 

  

“ใครปล่อยข่าวอะไม่กรองให้ดีเลยเดี๋ยวโดนฟ้องหรอกแก” 

ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่เขาทำอยู่ในตอนนี้นักแต่ก็ไม่กล้าถามว่าทำไมพี่เขาถึงมาหาฉันแล้วทำอะไรแบบนี้  หากคิดเป็นเรื่องดีก็คงมาแก้ข่าวลือวันนี้ให้ฉัน  แต่เมื่อกี้ที่พี่เขาพูดจาดี ๆ แบบนั้นมันก็ละมุนใจดีเหมือนกันนะถึงเราจะไม่ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ ก็เถอะ 

  

‘คิดจะเป็นผู้หญิงของฉัน  อย่าทำตัวเป็นขี้ปากใครเข้าใจมั้ย’ 

คำพูดของพี่เขาที่พูดกับฉันเมื่อคืนทำให้ฉันรู้ว่าฉันเลือกคนดูแลไม่ผิด  ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดชีวิตแต่ก็คิดว่าตัวเองคงปลอดภัยถ้าได้อยู่กับเขา 

  

“ขอบคุณนะคะ” 

ฉันก้มหน้ามองแผ่นกระดาษรายงานตรงหน้าพร้อมกับบอกคนข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพราะกลัวคนรอบข้างจะได้ยิน 

  

“วันนี้มีรายงานเหรอ” 

เหมือนคนข้าง ๆ ไม่ได้สนใจในสิ่งที่ฉันพูดแต่เงยหน้าขึ้นไปสบตากับเพื่อนรักที่ตอนนี้สติกลับมาแล้ว   

  

“อ๋อใช่ค่ะ  แต่พี่พาเกี๊ยวกลับเลยก็ได้ค่ะเดี๋ยวลูกปลาทำที่เหลือต่อเอง” 

เพื่อนรักตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะรีบเก็บข้าวของลงกระเป๋า   

  

“งั้นก็กลับกันเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง” 

คนข้าง ๆ พยักหน้าให้ลูกปลาก่อนจะกระตุกมือฉันให้เดินไป  คำว่าพี่ที่เขาพูดกับลูกปลาเมื่อกี้นี้มันดูอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก  ไม่รู้ว่ามันคืออีกมุมของพี่เขาที่เอาไว้ปฏิบัติกับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างฉันหรือเปล่า  แต่ถ้าได้ฟังอีกสักครั้งก็คงจะดีต่อใจไม่น้อย   

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

ความคิดเห็น