ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 วังหลวงแคว้นหนาน

ชื่อตอน : บทที่ 3 วังหลวงแคว้นหนาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 529

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2563 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 วังหลวงแคว้นหนาน
แบบอักษร

บทที่ 3 วังหลวงแคว้นหนาน

 

 

วันเวลาหมุนผ่านใบไม้ผลิใบดอกไม้ร่วงโรย แสงแดดสาดส่องตกกระทบบานหน้าต่างรถม้าที่กำลังขับเคลื่อนบนท้องถนนผ่านเมืองแล้วเมืองเล่า จนล่วงเลยมาถึงหนึ่งเดือน การเดินทางก็สิ้นสุดลง เมื่อขบวนบรรณาการเดินทางมาถึงเมืองหลวงในยามเช้าของวันหนึ่ง

 

 

"องค์หญิงเพคะ พวกเราเดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นหนานแล้วเพคะ"ชิงชิงแหวกม่านหน้าต่างรถม้ามองดูบรรยากาศภายนอกเล็กน้อย แล้วเอ่ยกับผู้เป็นนาย

 

 

หลินเฟยละสายตาจากตำราเล่มหนึ่งที่นางขอให้รัชทายาทซื้อมาให้เพื่ออ่านฆ่าเวลา ยามที่แวะพักในเมืองหนึ่งเมื่อหลายวันที่แล้ว เล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างเงียบๆ 

 

 

ตลอดหนึ่งเดือนมานี้นางทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถม้าอย่างสงบเสงี่ยม ยามขบวนรถม้าแวะพักแรมรัชทายาทก็จะมาอยู่เป็นเพื่อน และคุยเล่นกับนางอยู่ตลอดเวลา โดยมีองครักษ์หยางผู้นั้นติดตามมาด้วยตลอดเวลา 

 

 

ทว่าอย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองได้จบลงไปแล้ว ตั้งแต่องค์หญิงไป๋เสวี่ยฮวาตัดสินใจหันหลังเดินจากไปให้องครักษ์หยางเมื่อครานั้น ดังนั้นต่อจากนี้นางกับเขาจะไม่มีอันใดติดค้างกันอีก ถึงแม้ความรู้สึกหน่วงยังคงมีไม่จางหาย ทว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไปทุกอย่างจะกลับมาดีดังเดิม ความรู้สึกจะกลับมาเป็นของนางโดยสมบูรณ์

 

 

เมื่อเวลาล่วงเลยมาได้ครู่ใหญ่ นางจึงกล่าวถามชิงชิงออกไปอีกครั้ง

 

 

"ชิงชิง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าคิดอย่างไรกับองครักษ์หยางของเสด็จพี่รัชทายาท"ชิงชิงเลิกคิ้วมององค์หญิงของตนอย่างสงสัย ก่อนจะพยักหน้าออกไปอย่างไม่เข้าใจ 

 

 

"นานเพียงใดแล้วนะ"หลินเฟยกล่าวออกมาอีกครั้งเพื่อหยั่งเชิง ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่นางเดินทางร่วมกับนางกำนัลผู้นี้ นางสามารถวางใจชิงชิงได้ไม่น้อย

 

 

"องค์หญิง..."ชิงชิงมองสบสายตาผู้เป็นนายอย่างเป็นกังวล ด้วยความห่วงใย

 

 

"ข้าเพียงอยากให้เจ้าตอกย้ำให้แน่ใจอีกที ว่าข้าควรปล่อยวางเสียที"นางเพียงอยากแน่ใจว่าองค์หญิงไป๋เสวี่ยฮวาผู้นี้แอบชอบองครักษ์หยางของรัชทายาทนานเพียงใด จากความทรงจำของร่างนี้องค์หญิงแอบรักมานานพอสมควรทีเดียว

 

 

"ตั้งแต่...ตั้งแต่องค์ชายรองไป๋เสวี่ยหลงรับตำแหน่งรัชทายาท เมื่อห้าปีที่แล้วเพคะ"

 

 

"นานไม่น้อยทีเดียว ข้าสมควรปล่อยเขาไปจริงๆ เจ้าคิดว่าองครักษ์ผู้นั้นคิดกับข้าเช่นไร"

 

 

"หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ"เมื่อเห็นชิงชิงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างลำบากใจ นางจึงเอ่ยตัดบท แล้วเปลี่ยนคุยเรื่องอื่นทันที

 

 

"ช่างเถอะ ช่างเถอะ อีกไม่นานข้าคงต้องแต่งให้ชินอ๋อง เขาผู้นั้นจะคิดเช่นใดกับข้าก็หาได้มีประโยชน์อันใดอีก ในเมื่อทุกอย่างมันจบสิ้นไปแล้ว"

 

 

"องค์หญิง"ชิงชิงกล่าวออกไปอย่างเป็นห่วงความรู้สึกของผู้เป็นนาย อย่างไม่ปิดบัง

 

 

"เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าย่อมรับมือได้"เสียงจอแจจากภายนอกดังเข้ามาให้ได้ยิน หลินเฟยจึงหยุดพูดแค่เพียงเท่านั้น แล้วหลับตาลงพิงผนังรถม้าอีกครั้ง ด้วยคิดไม่ตกว่านางจะรับมือในเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไรดี

 

 

หลินเฟยไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาแต่งเป็นเมียน้อยผู้อื่น โดยไม่สามารถทำอะไรเลยเช่นนี้ ไม่คิดว่าชีวิตต้องตกต่ำถึงขั้นแต่งเป็นเมียน้อย แย่งชิงความโปรดปรานจากสามีเหมือนในนิยายน้ำเน่าพวกนั้น 

 

 

หากเป็นโลกปัจจุบันนางคงไม่ลำบากใจเช่นนี้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าชินอ๋องผู้นั้นจะเป็นคนเช่นไร ไหนจะชินหวางเฟยของเขาอีก ทำไมหมอศัลยแพทย์อนาคตไกลอย่างนางต้องมาเผชิญชะตากรรมกับสิ่งที่ยากจะรับมือเช่นนี้ด้วย

 

 

"องค์หญิง ถึงแล้วเพคะ"นางหลับตาได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงชิงชิงปลุกเรียกให้หลุดจากภวังค์ เมื่อลงมาจากรถม้าเห็นรัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงกับองครักษ์หยางรออยู่ก่อนแล้ว

 

 

"เสด็จพี่"นางเรียกออกมาสั้นๆ พร้อมส่งยิ้มกลับไปอย่างโง่งม

 

 

"ฮวาเออร์  เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"รัชทายาทลูบศีรษะน้องสาวตัวเองอย่างห่วงใย

 

 

"น้องสบายดีเพคะ อย่าได้กังวล"หลินเฟยกล่าวจบจึงระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง

 

 

"เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ"

 

 

ท้องพระโรงวังหลวงแคว้นหนาน

 

หลังจากบรรณาการจากแคว้นชางมาถึงเมืองหลวง ฮ่องเต้แคว้นหนานทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตที่มาพร้อมองค์หญิงบรรณาการอย่างสมเกียรติ

 

 

ภายในงานต่างครึกครื้นสนุกสนาน การแสดงระบำกลางท้องพระโรงถูกจัดขึ้นมาต้อนรับคณะราชทูตแคว้นชางอย่างเหมาะสม ในขณะขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ถูกแยกออกมาอย่างชัดเจน

 

 

เมื่องานเลี้ยงเฉลิมฉลองเริ่มขึ้นได้สักพักหนึ่ง ฮ่องเต้แคว้นหนานทรงหันพระพักตร์ไปทางคณะราชทูตของแคว้นชาง ก่อนจะเปิดบทสนทนาขึ้นมา

 

 

"เจิ้นมิคิดว่ารัชทายาทแคว้นชางจะเสด็จมาเองเช่นนี้"สายตาที่แอบสำรวจโดยรอบงานอย่างเงียบๆของรัชทายาทไป๋เสวี่ยหลง เมื่อได้ยินสุรเสียงฮ่องเต้แคว้นหนานที่ตรัสขึ้นมาประโยคแรก

 

 

พระองค์จึงละสายตาหันกลับไปยังบนบัลลังก์มังกรตรงหน้าด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น แล้วกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

 

"เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ"

 

 

หลินเฟยนั่งมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสงบเสงี่ยม บนมุมประดับด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ปรายตามองไปยังรัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงสนทนากับฮ่องเต้แคว้นหนานเล็กน้อย แล้วย้ายสายตามองไปยังฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง

 

 

ซึ่งฝั่งตรงข้ามของนางเยื้องออกไปเล็กน้อย จะเป็นที่นั่งของรัชทายาทแคว้นหนาน คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงโปรงหน้าตาคมออกไปทางหวานเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มตลอดเวลาก็จริง ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับสวนทางกัน นับว่าเป็นบุคคลอันตรายมิน่าเข้าใกล้อย่างแท้จริง 

 

 

ถัดลงมาจึงจะเป็นที่นั่งของชินอ๋องกับชินหวางเฟย รัชทายาทผู้นั้นกับชินอ๋องคนทั้งสองมีใบหน้าแตกต่างกันไม่มากนัก ชินอ๋องมีใบหน้าคมคาย ทว่าราบเรียบเย็นชา สีหน้ามีแต่ความเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นยามที่พูดคุยและมองชินหวางเฟย นัยน์ตาคู่นั้นพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทุกครั้งไป

 

 

ดูเหมือนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดีไม่น้อยทีเดียว แล้วจะให้นางไปแทรกกลางพวกเขาได้เช่นไร นางทำไม่ได้ นางไม่อยากไปเป็นมือที่สามของผู้ใด หากมีทางให้นางเลือกสักทางคงจะดีไม่น้อย

 

 

"น้องหญิง เหม่ออันใดอยู่หรือ"

 

 

"หม่อม...หม่อมฉัน"ยังไม่ทันที่หลินเฟยจะกล่าวจบประโยคดี

 

 

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา เรียกความสนใจจากทั้งสองอีกครั้ง

 

 

"ชินอ๋องเจ้าว่าอย่างไร เมื่อทางแคว้นชางระบุราชบุตรเขยเป็นเจ้าเช่นนี้"ฮ่องเต้หงเฟยหลงตรัสถามอนุชากลับไปด้วยสุรเสียงเป็นกันเอง

 

 

ชินอ๋องละสายตาจากถ้วยน้ำชาตรงหน้า ปรายตามองคนข้างกายเล็กน้อย แล้วหันไปกล่าวกับพระเชษฐาของตัวเองออกไปอย่างฉะฉาน

 

 

"ขออภัยฝ่าบาท หม่อมฉันมีคุณหนูหลินเป็นชินหวางเฟยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมิคิดรับสตรีนางใดเข้าตำหนักอีกพ่ะย่ะค่ะ ทั้งครั้งที่เสร็จศึกกลับมาคราก่อน หม่อมฉันได้ทูลขออนุญาตฝ่าบาทในการเลือกสตรีเข้าตำหนักด้วยตัวเอง ฝ่าบาทพยักพระพักตร์เห็นดีร่างราชโองการให้หม่อมฉันเสร็จสรรพ ดังนั้น..."

 

 

"เจิ้นเข้าใจแล้ว เป็นอันว่าชินอ๋องมีชินหวางเฟยอยู่แล้ว ดังนั้นรัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงเจิ้นไม่สามารถทำตามคำขอของพวกท่านได้ อย่างไรแล้วเจิ้นจะเลือกราชบุตรเขยที่เหมาะสมให้กับทางแคว้นชางอย่างแน่นอน รัชทายาทวางใจได้ ระหว่างนี้เจิ้นจะจัดตำหนักรับรองให้องค์หญิงไปก่อนชั่วคราว หลังเสร็จสิ้นงานอภิเษกสมรส ให้นางย้ายตามพระสวามีทันที"รัชทายาทไป๋เสวี่ยหลง ไม่สามารถทำอันใดมากกว่านี้ ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจำใจ

 

 

หลินเฟยเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีของรัชทายาทพี่ชายขององค์หญิงไป๋เสวี่ยฮวา จึงกล่าวออกมาเพื่อให้อีกคนหายกังวล

 

 

"เสด็จพี่ อย่าทรงกังวลกับเรื่องนี้เลย มันจะทำให้ท่านทุกข์ใจเสียเปล่าๆ น้องจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพคะ"ถึงแม้ไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้นางจะต้องรับมือเช่นไร

 

 

"แต่ไรมาเจ้าไม่เคยออกนอกวังด้วยซ้ำ มายามนี้ทั้งยังอยู่ต่างแคว้น อีกทั้งพระสวามียังไม่รู้แน่ชัดว่าจะลงเอยให้ผู้ใด หากบุรุษผู้นั้นเป็นคนมากรัก เจ้าจะไม่ช้ำใจตายไปตลอดชีวิตหรอกหรือ"ยังน้อยคงดีมิน้อยที่นางไม่ต้องไปแทรกกลางความรักของคนทั้งสอง

 

 

"น้องสัญญาว่าจะไม่เอาหัวใจดวงนี้ไปวางไว้ที่ผู้ใดอย่างง่ายดายเด็ดขาดเพคะ โปรดวางพระทัย และเชื่อใจน้องนะเพคะ"แล้วส่งยิ้มอย่างโง่งมกลับไปให้พี่ชายตัวเองอย่างใสซื่อ

 

 

รัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงถอนใจออกมาเฮือกหนึ่งกับรอยยิ้มโง่งมนั้นของน้องสาว ก่อนจะเอ่ยตกปากรับคำอย่างไม่อาจทำอันใดได้

 

 

"ก็ได้"ก่อนจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ แล้วกวาดสายตาไปรอบงานอีกครั้ง ก่อนสายตาจะสะดุดไปเห็นคนทั้งคู่ที่นั่งเย้าหยอกกันอย่างน่าอิจฉา

 

 

รัชทายาทไป๋เสวี่ยหลง ที่มองชินอ๋องกับชินหวางเฟยอย่างเงียบๆอยู่ครู่ใหญ่ จึงย้ายสายตากลับมามองน้องสาวของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวออกไป

 

 

"บางครั้งพี่ก็คิดว่า ที่ชินอ๋องปฏิเสธก็เป็นเรื่องดีสำหรับเจ้าแล้ว ถึงจะอย่างไรหากผู้อื่นไม่ตาบอดจนเกินไป ย่อมมองออกอย่างชัดเจน ว่าชินอ๋องผู้นี้รักใคร่และหวงแหนชินหวางเฟยมากเพียงใด หากเจ้าแต่งเข้าตำหนักชินอ๋องอาจจะช้ำใจตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวขาพ้นประตูตำหนักด้วยซ้ำไป"

 

 

หลินเฟยปรายสายตามองคนทั้งคู่อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวออกไป"พวกเขาน่ารักนะเพคะ"

 

 

"หืม"รัชทายาทไป๋เสวี่ยหลงเลิกคิ้วออกไปอย่างไม่แน่ใจ หลินเฟยเห็นเช่นนั้นจึงขยายความออกไปอีกเล็กน้อย

 

 

"คนทั้งสองช่างน่าเอ็นดูไม่น้อย หากน้องมีใครสักคนรักใคร่และทะนุถนอมถึงเพียงนี้ รับรองว่าน้องจะไม่ยอมให้ผู้ใดแย่งหรือแทรกกลางเป็นอันขาด"ดังนั้นหากเลือกได้ นางก็ไม่อยากไปแทรกกลางผู้ใดด้วยเช่นกัน

 

 

"เมื่อถึงเวลานั้น น้องพี่จะเจอบุพเพเป็นของตัวเองอย่างแน่นอน"รัชทายาทยื่นมือมายีผมบนศีรษะของน้องสาวเบาๆด้วยความรักใคร่เอ็นดู องค์หญิงทำเพียงยิ้มกลับไปอย่างโง่งม ก่อนจะกล่าวออกไปอีกครั้ง

 

 

"แล้วเสด็จพี่เล่า น้องรู้นะ ว่าแอบตามติดสาวงามลับหลังน้อง"

 

 

"ไปเอาถ้อยคำนี้มาจากที่ใดกัน"

 

 

"เสด็จพี่อย่ามาเสแสร้งเปลี่ยนเรื่องเชียว ครานี้น้องไม่หลงกลอีกเป็นแน่"

 

 

"มีเสียที่ไหนกัน น้องพี่คิดมากจนเกินไปแล้ว"ความสนิทสนมของทั้งคู่อยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งตลอดเวลา

.

.

.

.

#แก้ไขคำผิดครั้งที่1. 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น