ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

13.เป็นบ่าวด้วยกัน

ชื่อตอน : 13.เป็นบ่าวด้วยกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 210

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2564 04:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
13.เป็นบ่าวด้วยกัน
แบบอักษร

เมืองหลันหลิน

ฮุ่ยหรงได้นั่งเกวียนเวทย์กลับกลับเข้าตัวเมืองหลันหลินและตรงสู่จวนตระกูลหานทันทีเลย เพื่อที่จะนำข่าวที่ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยเสีย ไปแจ้งให้ฮูหยินใหญ่ได้รับทราบ เพราะว่าเหย่เตี๋ยคงไม่ได้ไปทำงานอีกหลายวัน เนื่องจากจะต้องจัดการเรื่องงานศพของท่านแม่ของตนให้เสร็จก่อน

ซึ่งทางฮูหยินใหญ่ตระกูลหานเองพอทราบข่าวก็เสียใจกับเหย่เตี๋ยด้วย และก็มีเมตตาอนุญาตให้ลาได้ถึง7วัน เพื่อให้เหย่เตี๋ยได้แสดงความกตัญญูต่อมารดาที่ได้เสียไป พร้อมทั้งช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นานาเท่าที่ทางเหย่เตี๋ยต้องการ ราวกับว่าเหย่เตี๋ยนั้นเป็นคนในครอบครับเลยทีเดียว จนทำเอาเหย่เตี๋ยเองนั้นรู้สึกเกรงใจในความมีน้ำใจของเจ้านายและตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก...

พิธีศพของเมิ่งฮูหยินผู้เป็นทายาทแห่งหมู่บ้านไหมฟ้า ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและถูกต้องตามแบบแผนประเพณีทุกอย่าง และใช้เวลารวม5วัน เหย่เตี๋ย เหย่ซวิน เหย่เซียว ได้ทำการไว้ทุกข์ตลอดช่วงพิธีศพ พอหลังเสร็จสิ้นจากงานศพของเมิ่งฮูหยิน เหย่เตี๋ยก็ได้ปรึกษากับญาติผู้น้องทั้ง2คนว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

“ตอนนี้ท่านแม่ของข้าก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว จากนี้ไปข้าก็หมดห่วงที่มีแล้ว แต่ข้ามีสัญญาเป็นในตระกูลหาน ข้าจึงต้องกลับไปทำงานเช่นเดิม” เหย่เตี๋ยได้บอกกับเหล่าน้อง ๆ ออกไปโดยที่ยังมีความเศร้าเจือปนมาจากงานศพอยู่

“พี่เตี๋ยพวกข้าก็เสียท่านพ่อท่านแม่มาเช่นเดียว พวกข้าต่างก็รู้ดีว่า... มันมิได้ทำใจได้ง่าย ๆ ขอรับ แต่เวลามันจะค่อย ๆ ช่วยให้หายเศร้านะขอรับ” เหย่ซวินได้เอ่ยบอกต่อเหย่เตี๋ยญาติผู้พี่ออกไปทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าของอีกฝ่าย...

“เรื่องนั้นพวกข้าก็รู้ดีขอรับ แต่เมื่อมิมีห่วงและไร้ซึ่งผู้ที่จะต้องปกป้องดูแล้ว หลังจากนี้ก็มีแต่พวกเราสามพี่น้องเท่านั้นที่จะต้องดูแลกันเองนะขอรับ” เหย่ซวินเอ่ยขึ้นมาทำให้เหย่เตี๋ยคิดขึ้นมาได้ว่า... หมดท่านแม่ที่จะต้องดูแลไปแล้วก็จริง แต่ญาติผู้น้องอีกสองคนนั้น... ซื่อได้รับปากท่านอาทั้งสองผู้เป็นบิดามารดาของเหย่ซวินและเหย่เซียวเอาไว้แล้ว เขาจะต้องดูแลทั้งคู่ต่อไป

“แล้วพวกเจ้ามีแผนการอะไรกันบ้างไหมล่ะ?” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามญาติผู้น้องทั้ง2คนออกไปทันที ทั้งคู่ก็พากันส่ายหน้า

“ข้าอยากปลูกหม่อน เลี้ยงหนอนไหมอสูร ย้อมผ้า และทอผ้าต่อไปขอรับพี่เตี๋ย” เหย่ซวินได้เอ่ยขึ้นมาโดยที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น นอกจากงานที่ตนรักเลย

“ข้าขอแค่อยู่กับพี่ทั้งสองคนที่เหลือยังไงก็ได้ขอรับ เพราะตอนนี้ตระกูลเมิ่งของเราก็มีกันอยู่แค่นี้เท่านั้น ข้ามิอยากแยกจากผู้ใดอีกขอรับ” เหย่เซียวได้เอ่ยขึ้นมาตามประสาเด็กนั่นทำให้ ญาติผู้พี่พี่ทั้งสองคนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยขึ้นมาทันที เพราะตอนนี้คำว่า... [ครอบครัว] นั้นมีความสำคัญต่อทั้งสามเป็นอย่างมาก

“เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับอาเซียวขอรับ” เหย่ซวินรีบเอ่ยขึ้นเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าเจาสนับสนุนคำพูดของเหย่เซียวเป็นอย่างมาก

“ข้ารู้แล้วพวกเจ้ามิต้องย้ำบ่อย ๆ ก็ได้เพราะตอนนี้พวกเราก็กันอยู่แค่นี้ ข้าที่เป็นพี่ใหญ่มีอายุมากที่สุดจะมิยอมทิ้งพวกเจ้าทั้งสอง มิว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราก็ตาม” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยกับญาติผู้น้องทั้งสองคนออกไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง เพราะพวกเขาคือสมาชิกของหมู่บ้านไหมฟ้าที่มีชีวิตรอดรุ่นสุดท้ายนั่นเอง

“ถ้าเช่นนั้นขอพวกข้าไปทำงานที่ตระกูลหานกับท่านด้วยนะขอรับพี่เตี๋ย?” เหย่เซียวได้เอ่ยขอออกไปทันที เพราะก่อนหน้านี้เหย่เตี๋ยเคยรับปากว่า... จะอยู่ด้วยกันนั่นเอง

“พี่เตี๋ย ข้าว่าที่อาเซียวว่ามาก็ดีนะขอรับ ถึงเป็นบ่าวจะไร้ซึ่งอิสระ แต่ฮูหยินใหญ่ท่านเป็นคนดี การมีนายที่ดี ก็สามารถเป็นที่พึ่งของพวกเราได้นะขอรับ” เหย่ซวินเอ่ยด้วยเหตุผลขึ้นมาทันที เพราะในงานศพขอท่านแม่เหย่เตี๋ย ฮูหยินใหญ่ก็ส่งคนมาจัดการในหลาย ๆ เรื่องช่วยเหย่เตี๋ยนั่นเอง

“เอาเป็นว่า... พวกเจ้าทั้งสองคนก็ตามข้าไปที่จวนตระกูลหานก่อนก็แล้วกัน ให้ฮูหยินใหญ่ท่านตัดสินด้วยตัวเอง หากท่านรับพวกเจ้าเป็นบ่าวในจวนพวกเจ้าก็อยู่กับข้าที่นั่นเลย” เหย่เตี๋ยได้บอกกับญาติผู้น้องทั้งคู่ออกไป เพราะยังไงเหย่เตี๋ยก็ตัดสินใจเรื่องดังกล่าวไม่ได้

“แล้วถ้าหากว่า... พวกข้ามิได้เป็นบ่าวในจวนตระกูลหานกับท่าน พวกข้าก็มิได้อยู่กับท่านสินะขอรับพี่เตี๋ย?” เหย่เซียวนั้นได้เอ่ยถามขึ้นมา เพราะยังไงก็ต้องคิดถึงเรื่องนี้เอาไว้ก่อนด้วย

“เด็กโง่ แบบนั้นก็ดีไปอีกแบบ พวกเจ้าทั้งคู่ก็กลับมาอยู่ที่บ้าน ข้าจะทำงานเลี้ยงพวกเจ้าเองนะ และจะได้มีอิสระในการใช้ชีวิตด้วย” เหย่เตี๋ยได้บอกข้อดีของการมีชีวิตที่อิสระขึ้นมาให้ญาติผู้น้องทั้ง2คนได้ฟัง ทั้งคู่จึงพยักหน้าพร้อมยิ้มออกมา

“มันเป็นเรื่องช่วยมิได้จริง ๆ หากว่าเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริง ๆ ข้าก็จะกลับบ้านมาทอผ้าเช่นเดิมขอรับ” เสียงของเหย่ซวินได้ดังขึ้นมา ซึ่งเป็นคำพูดที่สามารถยอมรับความเป็นจริงที่เกิดว่าตนกับญาติผู้น้องอีกคนไม่ได้เป็นบ่าวร่วมจวนกับเหย่เตี๋ย

“เอาล่ะถ้าตัดสินใจกันได้แล้วว่าจะเอาแบบนี้ พวกเจ้าทั้งสองก็จงเก็บของให้เสร็จกันนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าก็เดินทางเข้าเมืองหลันหลินไปพร้อม ๆ กับข้าเลย เพราะฮุ่ยหรงจะเอาเกวียนเวทย์ออกมารับข้า” เหย่เตี๋ยได้บอกต่อทั้งคู่ออกไปทันที

//รับทราบขอรับพี่เตี๋ย// ทั้ง2คนได้ตอบขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายไปเก็บของใช้ส่วนตัวที่มีอยู่ไม่มากชิ้นสักเท่าไรสักเท่าไรจนเสร็จ แล้วพากันเข้านอนที่บ้านของเหย่เตี๋ย

 

เช้าวันต่อมา

เกวียนเวทย์ของตระกูลหานที่ขับโดยฮุ่ยหรงก็ได้มาจอดที่หน้าบ้านตระกูลเมิ่ง เหย่เตี๋ยปิดบ้านแล้วพาญาติผู้น้องทั้งสองขึ้นเกวียนเวทย์ไปจวนตระกูลหานด้วยกัน

หลังจากที่งานศพท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้จบลง เหย่เตี๋ยเองก็กลับไปทำงานที่จวนตระกูลหานตามปกติ แต่เหย่เตี๋ยได้เอาญาติผู้น้องทั้ง2คนไปอยู่ด้วย และได้พาทั้งคู่ไปขอความเมตตาจากฮูหยินให้รับพวกน้อง ๆ ของตนเพื่อเป็นบ่าวในจวนด้วย เพราะตอนนี้ที่บ้านตระกูลเมิ่งไม่มีผู้ใหญ่แล้ว เหย่เตี๋ยจึงต้องรับทั้งสองมาดูแลเอง

ทางฮูหยินใหญ่ก็ใจดีและรู้ว่าเหย่เตี๋ยมีภาระมาก แต่ก็เป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์และมีนิสัยดี ส่วนเหย่ซวินนั้นนางได้รู้จักแล้วก่อนหน้านี้ เพราะเหย่ซวินนั้นได้เข้ามาช่วยย้อมผ้าให้เหย่เตี๋ยที่ตระกูลหานอยู่หลายครั้งถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถมากอีกคนนึง ฮูหยินใหญ่จึงตัดสินใจรับรับเหย่ซวินเข้าเป็นบ่าวห้องอาภรณ์ให้ช่วยงานเหย่เตี๋ยต่อไป ส่วนเหย่เซียวเองก็ได้รับเป็นบ่าวเพิ่มและให้ไปช่วยฮุ่ยหรงช่วยดูแลคุณชายเล็กอีกคน พี่ต้องตระกูลเมิ่งทั้งสามจึงได้เป็นบ่าวในตระกูลหานตั้งแต่นั้นมา...

พวกเหย่เตี๋ยนั้นไม่มีอะไรจะตอบแทนความเมตตาของฮูหยินใหญ่ที่มีต่อพวกตนมาก ๆ แบบนี้ จึงปรึกษากันกับพวกน้อง ๆ อีก2คนขึ้นว่า... จะเลี้ยงหนอนไหมอสูรขึ้นมากันอีกครั้ง แต่แค่คนละไม่กี่ตัวเท่านั้น เพื่อที่จะได้มีเส้นใยไหมบริสุทธิ์มาทอผ้าไหมบริสุทธิ์ให้เป็นของขวัญแก่ฮูหยินใหญ่ที่เมตตาปราณพวกเขาเป็นอย่างมาก... ถึงมันจะไม่ได้ล้ำค่ามากแต่ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาจะสามารถตอบแทนฮูหยินใหญ่ได้นั่นเอง

วันต่อมาเหย่เซียวจึงหาเวลาไปที่บ้านเพื่อเอาหนอนไหมอสูรที่มีอยู่เพียงไปกี่ตัว มาเลี้ยงที่จวนตระกูลหานเพื่อที่จะเก็บใยและนำไปทอเป็นผ้าไหมบริสุทธิ์นั่นเอง

เหย่เตี๋ย เหย่ซวินและเหย่เซียวจึงได้เลี้ยงหนอนไหมอสูรกันขึ้นมาใหม่คนละ5ตัวซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากและสามารถซ่อนเอาไว้ได้หากมีภัย เพราะทั้ง3พีาน้อง ตั้งใจที่จะทอผ้าไหมบริสุทธิ์ให้ฮูหยินใหญ่เพียงผู้เดียวเท่านั้น...

แผ่นไป2-3เดือน

ชีวิตความเป็นอยู่ของเหย่เตี๋ย เหย่ซวิน และเหย่เซียวในจวนตระกูลหานนั้นก็ไม่ได้แร้นเค้นเหมือนเดิม... มีข้าวปลาอาหารให้กินโดยไม่ขัดสน ถึงจะไม่ได้มีอิสระดั่งเดิมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะเป็นทุกข์... เพราะถึงจะเป็นบ่าวแต่นายท่านหานชงและฮูหยินใหญ่ก็เมตตาทุกคนเป็นอย่างดี ตลอดจนมีความยุติธรรมในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ทำให้บ่าวไพร่ในจวนทุกคนมีความยำเกรงและให้ความเคารพนับถือทั้งคู่อย่างสูง

เหย่เตี๋ยนั้นมีหน้าที่ดูแลลายผ้าต่าง ๆ ในจวนตระกูลหานทั้งหมด ตลอดจนเริ่มปักผ้าเพื่อใช้ในพิธีการต่าง ๆ และส่งไปให้พระชายามู่ตานที่จวนของท่านอ๋องซีสุ่ยที่ตั้งอยู่ในเมืองเทียนสุ่ยตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่ด้วย ซึ่งผ้าส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผ้าชั้นดีที่หาได้ยาก เหย่เตี๋ยก็ตั้งใจทำงานของตนเป็นอย่างดี ปักลายผ้าที่ได้รับมาทีละผืนอย่างประณีตและบรรจงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เสร็จครบทุกผืน และได้ส่งไปให้ฮูหยินใหญ่ตรวจสอบก่อนที่จะนำไปส่งให้กับพระชายามู่ตาน

การทำงานของเหยเตี๋ยนั้นมีแบบแผนชัดเจน จนในที่สุดทุกคนในจวนตระกูลหานก็ยอมรับเหย่เตี๋ยและเหล่าน้อง ๆ กัน ทำให้ทุกคนมีความตามอัตภาพภายในจวนตระกูลหาน

เหยาเซียวรับผิดชอบเรื่องการย้อมผ้าให้ได้สีที่ฮูหยินใหญ่ต้องการ ก่อนที่จะนำไปทอเพื่อเตรียมส่งต่อให้เหย่เตี๋ยได้นำไปปักลายในขั้นตอนต่อไป ทำให้เป็นบ่าวไพร่อีกคนที่ฮูหยินเมตตาเป็นพิเศษ และเนื่องจากมีความสามารถด้านการย่อมสีผ้าที่โดดเด่น คนในจวนตระกูลหานจึงมักจะนำผ้าหรือเส้นใยไหมมาให้เหย่ซวินได้ย้อมสีให้ และก็ได้สีที่ถูกใจกลับไปราย จนเป็นที่รักของทุกคนไม่ต่างจากเหย่เตี๋ยเลย

ส่วนเหย่เซียวนั้นอยู่กับฮุ่ยหรงคอยติดตามคุณชายเล็ก ทำให้พอมีโอกาสได้เริ่มเรียนหนังบ้าง เพราะคุณชายเล็กตระกูลหานสอนให้ด้วยตัวเอง...

ทางด้านเจ้าเมืองคนใหม่ที่มารับตำแหน่งนั้นก็มีความไม่โปร่งใสเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าทุจริตทุกที ทุกที่ และทุกเวลาที่เขาสามารถกอบโกยได้... แน่นอนว่าหานชงนั้นไม่ยอมอยู่เฉยอยู่แล้ว... เขาพยามยามที่จะเก็บหลักฐานการทุจริตต่าง ๆ นานาเอาไว้ เพื่อใช้เล่นงานจินอันเหมินเจ้าเมืองคนปัจจุบันในทุกทีที่มีโอกาส ทำให้ตระกูลหานกับทางจวนท่านเจ้าเมืองหลันหลินคนใหม่ ไม่ได้มีน้ำใจไมตรีต่อกันอย่างที่เคยเป็นมา

จากการเปลี่ยนท่านเจ้าเมืองคนใหม่จึงกลายเป็นจุดที่ทำให้หวังฮั่วได้กลับมามีบทบาทในเมืองหลันหลินอีกครั้ง และสุดท้ายก็กลับมาผงาดขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของเมืองหลันหลินได้อีกครั้ง ตลอดเวลาที่ออกสู่ที่สาธารณะหวังฮั่วจะต้องใส่หน้ากากเพื่อปกปิดรอยสักกลางหนาผากเสมอ

ทางเจ้าเมืองหลันหลินคนนี้ได้ผลประโยชน์จากหอการค้าสีชาดมากมาย จึงกลายไปพรรคพวกที่แข็งแกร่งของหวังฮั่วในทันที ตลอดจนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของหวังฮั่วในการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในเวลาต่อมาด้วย...

ถึงแม้ว่าทางหานชงจะมีข้อมูลการทุจริตของจินอันเหมินเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีข้อมูลที่มีความสำคัญมากที่สุดมาอยู่ในมือเลย ซึ่งไม่อาจบุ่มบ่ามถวายฎีกาต่ออานอ๋องได้เพราะหลักฐานยังไม่แน่น ซึ่งต่อให้ถวายฎีกาไปก็รังที่มีแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่นเท่านี่ ฝั่งจินอันเหมินและหวังฮั่วนั้นได้ทำการสั่งสอนตระกูลหานเบา ๆ โดยการส่งนักฆ่าเงาทมิฬเข้าไปลอบทำร้ายหานชงอยู่บ่อยครั้ง

เหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อการลอบทำร้ายกันนั้นไม่ได้พุ่งเป้ามาที่หานชงเพียงผู้เดียวอีกต่อไป... แต่กลายเป็นคนในครอบครัวของหานชงแทน และเรื่องนี้ก็ดูเป็นเรื่องที่อยู่ในการคาดการณ์ของหานชงด้วย เพราะหานชงได้เพิ่มเวรยามรักษาความปลอดภัยของคนภายในจวนขึ้นมาทันที และยังกำชับบ่าวไพร่ว่าเวลาไปไหนมาไหนให้ให้ระวังตัวมากกว่าเดิมด้วย

จินอันเหมินและหวังฮั่วนั้นคิดจะจัดการลดความมั่นใจของหานชงลง จึงคิดแผนชั่วร่วมกันขึ้นมาแผนนึง ซึ่งสามารถทำให้หานชงสติแตกจนขาดความรอบคอบต่างจากที่เคยเป็นได้... พวกเขาจึงเริ่มลงมือกันทันที

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和030217

อยากจะผ่านมาม่าไปไว ๆ อยู่นะครับ แต่กลัวเนื้อหันมันจะไม่เนียนเลยต้องค่อย ๆ ไล่เรื่องไปช้า ๆ แบบนี้

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น