Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 六

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 165

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 20:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 六
แบบอักษร

สองขาเรียวเล็กกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงปากทางเข้าของตลาดสด มองสองฝั่งข้างทางที่เต็มไปด้วยแผงร้านค้าอย่างตื่นตาตื่นใจ ตลาดในเมืองหลวงนั้นครึกครื้นและมีคนเนืองแน่นต่างจากเมืองที่อยู่ห่างไกลอย่างเมืองฉางหลิวที่นางเคยอาศัยอยู่กับครอบครัว

 

มู่เหลียนซินเริ่มเดินสำรวจไปทั่ว วิ่งไปร้านที ร้านโน้นที จวบจนสายตาเหลือบไปเห็นร้านขายเครื่องประดับที่ดูจะเป็นของพื้นเมืองจากเผ่าไหนสักเผ่า ลวดลายแตกต่างจากเครื่องประดับที่นางมี และต่างจากที่นางเคยเห็น

 

"หืม สร้อยเส้นนั้น..." มือเล็กยื่นไปหยิบสร้อยเชือกถักสีดำขึ้นมา มันเป็นสร้อยธรรมดาๆ มีมุขสีขาวบริสุทธิ์ร้อยเอาไว้ที่ปลายทั้งสอง ตรงกลางมีจี้หยกรูปดอกบัว เหมือนชื่อของนาง เหลียน แปลว่าดอกบัว ช่างเหมาะเจาะดีจริง

 

"คุณชาย สร้อยเส้นนั้นข้าขายเป็นคู่ เป็นสร้อยคู่รัก หากท่านสนใจ..."

 

"ข้าสนใจ! " นางรีบเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วก่อนจะชะงักไป สร้อยคู่รักเช่นนั้นหรือ? นางไม่มีคนรักเสียหน่อย แต่ไม่เป็นไร นางรักตนเองก็ได้ ไหนๆ ก็ถูกใจสร้อยนี่แล้ว ใส่สร้อยสองเส้นก็ไม่เห็นจะแปลก

 

สร้อยที่มีลักษณะเหมือนกันถูกยื่นมาตรงหน้า เหลียนซินยิ้มให้กับหญิงสาวเจ้าของร้านพลางรับสร้อยมาเทียบดู พบว่าสร้อยสองเส้นนี้เหมือนกันจริงๆ แม้แต่ลวดลายที่สลักหยกเป็นรูปดอกบัวก็ยังเหมือนกัน

 

"พี่สาว ไม่ทราบว่านอกจากสร้อยแล้ว ท่านพอจะมีที่คั่นหนังสือที่มีจี้หยกรูปดอกบัวหรือไม่ ข้าอยากได้ไปฝากน้องชายสักอัน"

 

"แบบนี้ใช้ได้หรือไม่" หญิงสาวยื่นตัวอย่างไปให้คนตรงหน้าได้ดู คราแรกนางก็คิดว่าเด็กคนนี้คงมาเที่ยวซนไปตามประสา คงไม่ได้คิดจะซื้อหาสินค้าแน่นอน แต่จากการแต่งตัวคงเป็นคนมีฐานะไม่น้อย นางจึงไม่ได้เอ่ยปากไล่ หากอีกฝ่ายตัดสินใจซื้อของในร้านนางขึ้นมาก็นับว่าได้กำไร

 

"พี่สาว นี่มันกระบี่มิใช่หรือ? "

 

"นี่เป็นที่คั่นหนังสือที่ทำจากเงินแท้ ตัวที่คั่นเป็นรูปทรงกระบี่ ด้ามจับด้านบนห้อยพู่สีฟ้าและมีจี้หยกทรงดอกบัวประดับอยู่เจ้าค่ะ"

 

"ประณีตมาก เช่นนั้นข้าซื้อที่คั่นหนังสือสองอัน เอาพู่สีขาวกับสีฟ้านี่ แล้วก็สร้อยสองเส้น"

 

"ที่คั่นหนังสือราคาสิบสองอีแปะ ส่วนสร้อยก็เส้นละหกอีแปะ รวมแล้วสามสิบหกอีแปะ"

 

"พี่สาวคนงาม เห็นแก่เด็กตัวเล็กๆ และข้าก็ซื้อของหลายชิ้น ลดให้สักอีกแปะมิได้หรือ" เหลียนซินในชุดของเด็กผู้ชายเอ่ยถามเสียงอ่อนเสียงหวาน ส่งสายตาออดอ้อนไปที่หญิงสาวเจ้าของร้านจนอีกฝ่ายใจอ่อนยอมลดราคาให้ ประหยัดไปหนึ่งอีแปะ ซื้อซาลาเปาไส้ผักได้ตั้งครึ่งลูก

 

ถึงจะไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวเล่นบ่อยนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าซื้อของต้องต่อราคา ที่เมืองฉางหลิวนางเคยเห็นท่านน้าที่มีบ้านอยู่ใกล้จวนของนางต่อราคากับแม่ค้าในตลาด เงินหนึ่งอีแปะในเมืองห่างไกลนั้นซื้อซาลาเปาได้ตั้งสี่ห้าลูก ยิ่งถ้าเป็นท่านน้าคนนั้นต่อราคาก็ซื้อได้ถึงหกลูก ต่างจากเมืองหลวง สองอีแปะซื้อซาลาเปาได้แค่ลูกเดียว ดังนั้นหากจะใช้ชีวิตในเมืองก็ต้องรู้จักประหยัด รู้จักต่อราคา เหมือนเช่นตอนนี้

 

"เช่นนั้นข้าจะยอมลดราคาให้ เห็นแก่คุณชายน้อยที่เป็นลูกค้าคนแรกของวัน ข้าจะขายให้ในราคาสามสิบห้าอีแปะ"

 

"ขอบคุณพี่สาว" เหลียนซินส่งเงินให้อีกฝ่ายแล้วรับของมาไว้ในมือ นางยิ้มแป้นแล้วสวมสร้อยคอสองเส้นนั้นทันที ส่วนที่คั่นหนังสือที่ถูกใส่กล่องมาอย่างดีแล้วนั้นก็ถูกเก็บเข้าแขนเสื้อไป

 

เด็กหญิงเดินออกจากร้านไปอย่างอารมณ์ดี มือขวาก็พลิกดูสร้อยสองเส้นที่ตนสวมอยู่ นางตกอยู่ในห้วงของความเห่อสิ่งของที่เพิ่งได้มาใหม่ กลับไปนางจะเอาไปอวดทุกคนเลยคอยดู

 

ปึก!

 

"อ๊ะ! " เพราะมัวแต่ก้มมองสิ่งของ ร่างบางจึงเดินชนคนเข้าอย่างแรงจนเซไปหลายก้าว นางเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง อีกฝ่ายมองหน้านางด้วยความไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาทำเพียงแค่เดินผ่านนางไปเท่านั้น

 

เหลียนซินยกมือขึ้นลูบหันไหล่ข้างที่ชนกับอีกฝ่ายด้วยความเจ็บ คนตัวโตขนาดนั้นมาชนนางที่ตัวเท่าลูกสุนัข ดูก็รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายเจ็บ แต่จะโทษอีกฝ่ายก็ไม่ได้ นางเดินไม่มองทางเองนี่นะ

 

"หึ่ย เจ็บตัวซะได้" ริมฝีปากบางเบะคว่ำเตรียมพร้อมจะงอแงเต็มที่ แต่เมื่อคิดได้ว่างอแงไปก็ไม่มีใครคอยโอ๋จึงเลือกที่จะเงียบลง ถ้าพี่ใหญ่อยู่ด้วยนางคงวิ่งไปกอดแล้ว

 

เหลียนซินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเริ่มเดินเที่ยวต่อไป เดินเข้าซอยนั้นทะลุออกซอยนี้ จนในที่สุดนางก็ได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า 'หลงทาง' จำไม่ได้ว่าตนเองเดินมาจากทางไหน และในตอนนี้นางอยู่ส่วนไหนของตลาดแห่งนี้!

 

"หงึ ข้าเดินจนเหนื่อยแล้วนะ" เท้าเล็กเดินลากจนเกรงว่าพื้นรองเท้าอาจจะสึกในเร็วๆ นี้ นางเมื่อยจนไม่อยากจะยกขาเดิน หมดแรงจนท้องร้องเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่ออกจากวัง รู้เช่นนี้นางกินอะไรรองท้องก่อนจะแอบออกมาเที่ยวเสียดีกว่า แต่จะโทษใครได้ ก็ตอนนั้นไม่คิดว่าจะได้ออกมานอกวังนี่นะ ใครจะคิดว่าคนสกุลอี้นั่นจะปีนกำแพงวังกันเล่า

 

เด็กหญิงฝืนเดินมาจนถึงร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ค่อยจะมีคนนัก นางทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ก่อนจะสั่งบะหมี่ไปหนึ่งชาม ระหว่างรอก็ดื่มน้ำที่วางอยู่เพื่อดับกระหาย ดื่มเสร็จก็คว้าหยิบถุงเงินเพื่อเตรียมไว้จ่ายค่าอาหารที่สั่งไป แต่ก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งทั้งยังเหงื่อตกเมื่อพบว่าถุงเงินของนางหายไปแล้ว!

 

ใบหน้าหวานซีดลงทันทีเมื่อรู้ว่าคงไม่มีเงินจ่าย อาหารก็สั่งไปแล้ว จะยกเลิกก็เห็นเจ้าของร้านถือชามบะหมี่เดินตรงมาที่นาง หากปฏิเสธตอนนี้คงได้เจ็บตัวแน่ ดีไม่ดีอาจถูกหาว่ามาก่อกวนร้าน ถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์คงไม่รอด ครั้นจะนั่งกินทั้งที่รู้ว่าไม่มีปัญญาจ่ายก็กินไม่ลง

 

ตากลมมองอาหารตรงหน้าแต่กลับไม่รู้สึกอยากเลยสักนิด นางนั่งกุมมืออยู่เช่นนั้นด้วยไม่รู้จะทำเช่นไรดี อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น นางอยากจะตะโกนเรียกพี่ใหญ่ดังๆ แต่คงไร้ประโยชน์ พี่ชายของนางไม่มีทางอยู่ที่นี่ในตอนนี้ นางเองที่แอบหนีออกมาทั้งที่อีกฝ่ายสั่งให้นางกลับไปที่ตำหนัก เป็นความผิดของนางทั้งนั้น น่าอนาถใจแท้ที่ต้องสำนึกผิดต่อหน้าบะหมี่น้ำชามหนึ่งเช่นนี้

 

"บะหมี่จะเย็นชืดหมดแล้ว มองแต่ไม่กินจะหมดชามได้อย่างไร? " เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างหูจนนางต้องรีบหันมอง อี้เซียวเสวี่ยยืนอยู่ข้างนาง สีหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ต่างจากน้ำเสียงที่คล้ายจะหัวเราะเยาะนางที่เอาแต่นั่งมองชามอาหาร

 

เหลียนซินที่เห็นว่ามีคนรู้จักผ่านมาก็ดีใจจนน้ำตาไหล นางโผเข้ากอดอีกฝ่ายด้วยความลืมตัว โชคดีที่เซียวเสวี่ยตั้งตัวได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้ล้มหงายหลังลงไปที่พื้นทั้งคู่ ดวงตาคมก้มมองคนที่ซบหน้าลงกับไหล่ของเขา รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้ามาถึงผิวเนื้อ

 

"นี่เจ้า..."

 

"ฮึก ขะ ขอยืมหน่อย"

 

"อะไรนะ? " คนฟังขมวดคิ้วยุ่งด้วยความไม่เข้าใจ เจ้าคุณชายน้อยนี่จะขอยืมอะไร แล้วเหตุใดอีกฝ่ายต้องร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากนักหรือถึงทำให้คนที่เกลียดขี้หน้ากันยอมขอความช่วยเหลือกันได้

 

"ขะ ข้าขอยืม ฮึก ยืมเงินเจ้าสี่อีแปะ" ร่างเล็กผละออกก่อนจะแบมือมาตรงหน้า ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาที่ฉายแววฉงนสงสัยของอีกฝ่าย นางสูดหายใจเข้าด้วยยังหายใจติดขัดจากการร้องไห้ ปลายจมูกนั่นยังขึ้นสีแดงจางๆ ให้เห็น

 

"ห๊ะ! "

 

"ฮึก ขอยืมสี่อีแปะไม่ได้หรือ นะ ให้ข้าเถิดนะ" ปากเอ่ยขอมือข้างที่ว่างอยู่ก็จับไปที่แขนของอีกฝ่าย เหลียนซินเขย่าแขนของเซียวเสวี่ยไปมา กะพริบตาปริบๆ ให้อีกฝ่ายยอมเห็นใจกัน ตอนนี้คนตรงหน้านางเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวที่นางมี

 

คนถูกออดอ้อนมองชามบะหมี่สลับกับสหายร่วมชั้นเรียนที่ชื่อว่า'เหลียนเซี่ย' ทุกทีที่พบกันนั้นอีกฝ่ายมักจะตั้งแง่ใส่เขาเสมอ แม้จะไม่ได้มีปากเสียงหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่คงเรียกได้ว่าถูกเหม็นขี้หน้าทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าไปทำสิ่งใดผิด มาตอนนี้ที่กำลังถูกอ้อนวอนขอร้องเพื่อยืมเงินสี่อีแปะ นี่ไม่ตลกไปหน่อยหรือ

 

หากไม่รู้มาก่อนเขาคงคิดว่าเหลียนเซี่ยผู้นี้เป็นสตรีแน่แท้ ดวงตากลมโตนั่นก็เหมือนดวงตาของสตรี จมูก ปาก ทุกอย่างบนใบหน้าหวานนั่นก็ด้วย ไหนจะร่างกายที่ผอมบางจนแทบปลิวไปตามลมนั่นอีก มีตรงไหนที่เหมือนบุรุษกัน?

 

"เลิกเขย่าแขนข้าเสียที จะจ่ายค่าบะหมี่นี่ใช่หรือไม่"

 

"ชะ ใช่ เจ้ายอมให้ข้ายืมแล้วหรือ"

 

"อืม ตอนนี้เจ้ารีบกินได้แล้ว ป่านนี้เย็นชืดหมดแล้ว" เด็กชายเอ่ยบอกก่อนจะหยิบถุงเงินออกมา ล้วงหยิบพวงเหรียญที่อยู่ด้านใน นับออกมาสี่อีแปะแล้ววางลงบนโต๊ะไม้ เมื่อบ่ายยังถูกตามจับผิดอยู่แท้ๆ มาตอนนี้กลับต้องมาเป็นคนจ่ายค่าบะหมี่หนึ่งชามให้อีกฝ่ายเสียอย่างนั้น หึ

 

"เอ่อ ข้ามีเรื่องจะรบกวนเจ้าอีกเรื่อง... "

 

"อะไรอีก หรือเปลี่ยนใจจะขอยืมเพิ่ม? "

 

"เปล่าเสียหน่อย เจ้ารอข้ากินเสร็จแล้วไปส่งข้าเข้าวังได้หรือไม่ ข้าเดินหลงหาทางกลับไม่เจอ"

 

"เห้อ รีบกิน เจ้านี่มันจริงๆ เลย" มือหนายกขึ้นกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ โชคร้ายจริงๆ ที่ผ่านมาทางนี้ เจ้าตัวเล็กนี่มันตัวยุ่งชัดๆ อายุก็พอๆ กันแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับเด็กเล็ก ไม่รู้คุณชายมู่นั่นเอามาเป็นคนติดตามอยู่ข้างกายได้อย่างไร ดูท่านอกจากเรื่องเรียนก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เอาตนเองไม่รอดเสียด้วยซ้ำ

 

ร่างสูงนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มองอีกฝ่ายที่กินไปยิ้มไปราวกับมีความสุขนักหนา รอยยิ้มนั่นทำให้เขาอดจะยิ้มตามไม่ได้ ดูแก้มย้วยๆ นั่นเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วน่ามันเขี้ยว เจ้าเหลียนเซี่ยนี่เหมือนเด็กเล็กจริงๆ นั่นแหละ

 

 

ความคิดเห็น