ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หงส์หวน บทที่ 7 หลินเยว่หว่านกับงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ชื่อตอน : หงส์หวน บทที่ 7 หลินเยว่หว่านกับงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 268

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2563 19:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หงส์หวน บทที่ 7 หลินเยว่หว่านกับงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพ
แบบอักษร

บทที่ 7 

หลินเยว่หว่านกับงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพ 

 

 ‘หม่อมฉันตรัสทุกอย่างออกไปแล้ว หากพระองค์มิเชื่อก็บั่นคอหม่อมฉันทิ้งเสียเถิด!’ 

‘เจ้ามิต้องขอร้องข้า ฮองเฮา’ 

‘…’ 

‘เพราะข้าก็คิดจะทำเช่นนั้นตามที่เจ้ากล่าวอยู่แล้ว’ 

 

เฮือก! 

เสียงจักจั่นเรไรยังคงส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ บ่งบอกว่าขณะนี้ยังคงเป็นเวลาย่ำค่ำอยู่ เจ้าของร่างที่ถูกปลุกขึ้นจากความฝันอันแสนประหลาดสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอย่างไม่เป็นจังหวะ เขาชันตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดชื้นเต็มหน้าผาก อีกข้างหนึ่งกอบกุมก้อนเนื้ออกซ้ายที่กำลังเต้นส่ำระรัวเอาไว้แน่น โล่วหูในตอนนี้บอกเวลาว่าเป็นยามโฉ่ว (01.00-02.59) 

ช่างน่าประหลาดนัก... ในช่วงไม่นานมานี้ดูเหมือนว่าเขาจะฝันเรื่องซ้ำๆ ซากๆ อยู่ร่ำไป บุรุษและสตรีที่มักจะปรากฏให้เขาเห็นในฝันก็มักจะเป็นคนผู้เดิม ผู้ที่เป็นบุรุษสวมใส่อาภรณ์มังกรเหินชั้นดี หากแต่สตรีผู้นั้นกลับถูกพันธนาการรัดรึงด้วยโซ่เอาไว้แน่น เขามองไม่เห็นใบหน้าของสองคนนั้น รู้แต่เพียงว่าบุรุษผู้นั้นเรียกสตรีนางนั้นว่า... ฮองเฮา 

เมื่อนึกทบทวนฝันที่ตนได้เห็น ถังจวิ้นเซียนก็รู้สึกปวดหนุบไปทั้งขมับ เขากัดฟันข่มเก็บอาการเจ็บปวดเอาไว้ จากนั้นจึงพยายามทิ้งตัวนอนให้จมดิ่งลงไปในห้วงนิทราอีกครั้ง 

…แม้ส่วนลึกในใจเขาอยากจะรู้ก็ตามว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคืออันใดกันแน่ 

...เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกเจ็บปวดกับมันเหลือเกิน 

 

วันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนก็ตื่นบรรทมขึ้นมาในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก จากการที่พยายามข่มตานอนให้หลับตลอดทั้งคืน เขาหลับๆ ตื่นๆ อยู่เกือบทุกๆ ชั่วยาม ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องเปลี่ยนกำยานเพื่อให้หลับสบายเสียหน่อยแล้ว 

วันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของอวี๋ฮองเฮาพระราชมารดาของเขา แม้จะไม่อยากตื่นเช้าเพียงใดทว่าในฐานะโอรสเพียงคนเดียวของพระนางถังจวิ้นเซียนต้องเข้าร่วมงานนี้ และต้องเป็นคนแรกๆ ที่เดินทางไปถึงพระตำหนักคุนหนิงด้วย 

“เรื่องที่ข้าให้จัดการไปถึงไหนแล้ว” 

เขาเอ่ยถามบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังในขณะที่จัดแจงสวมอาภรณ์ตัวนอกด้วยตนเอง 

“ทูลองค์รัชทายาท รถม้าจากวังหลวงตอนนี้เดินทางไปถึงจวนสกุลหลินเป็นที่เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ” 

เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงพยักหน้าหนึ่งรอบ จากนั้นจึงหยิบพู่หยกขาวชิ้นโปรดขึ้นมาแขวนไว้ที่เอว ตามด้วยป้ายทองของตน และเขาก็จำต้องชะงักเมื่อจู่ๆ ภาพความฝันที่เขาได้เห็นก็วิ่งแล่นเข้ามาในหัวราวกับภาพซ้อน 

ป้ายทองแกะชิ้นนี้ช่างแลดูคล้ายกับของบุรุษผู้นั้นยิ่งนัก 

“...อึก...” 

“องค์รัชทายาท!” 

ถังจวิ้นเซียนยกมือปรามบ่าวรับใช้ผู้นั้นที่หมายจะเข้ามาประคองตน เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดขั้นรุนแรงเกิดขึ้นที่บริเวณขมับทั้งสองข้างจนทำให้เขาแทบจะล้มเซลง เขาใช้มือข้างหนึ่งยันโต๊ะเครื่องแป้งเอาไว้ ยืนนิ่งตั้งสติได้ไม่นานอาการปวดหัวขั้นประหลาดนี้ก็หายไป 

จวบจนในที่สุดเขาจึงตัดสินใจที่จะวางป้ายทองนี้ทิ้งไว้ในห้องแล้วเดินออกไป 

...เพราะถ้าหากเขาดึงดันจะพกมันไปด้วยแล้วล่ะก็ อาการปวดหัวนี้คงจะไม่หยุดแต่โดยง่าย 

 

หลินเยว่หว่านถูกหญิงรับใช้ในจวนปลุกตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59) เพื่อลุกขึ้นมาตระเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพของอวี๋ฮองเฮา 

งานเลี้ยงในครานี้ถูกจัดขึ้นในวงแคบ นอกเหนือจากสนมนางในและเชื้อพระวงศ์แล้ว มีเพียงขุนนางที่ได้รับเทียบเชิญโดยตรงเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าร่วมได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลินจินอิ๋งมารดาของนางถึงได้เข้มงวดเอาเสียเหลือเกิน 

“ชุดนี้ดีหรือไม่เจ้าคะฮูหยิน” หญิงรับใช้คนที่หนึ่ง 

“ฉูดฉาดเกินไป” หลินจินอิ๋งส่ายหน้า 

“นี่ล่ะเจ้าคะ” หญิงรับใช้คนที่สอง 

“เรียบง่ายเกินไป” หลินจินอิ๋งยังคงส่ายหน้า 

“แล้วนี่...” หญิงรับใช้คนที่สาม 

“ไม่ได้!” หลินจินอิ๋งเริ่มขึ้นเสียงจนหญิงรับใช้ที่ช่วยกันรื้อค้นตู้เสื้อผ้าของคุณหนูน้อยไหล่สะดุ้งกันเป็นแถบๆ ไม่เว้นแม้แต่ตัวหลินเยว่หว่านเองที่กำลังทำผมอยู่ “เยว่เอ๋อร์เข้าร่วมงานนี้ในฐานะคู่หมั้นขององค์รัชทายาท จะแต่งกายทั้งทีต้องดูทั้งความเหมาะสมและความสวยงาม” นางเอ่ย จากนั้นจึงเดินวนดูตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ของบุตรีด้วยตนเอง 

“ท่านแม่อยากเครียดไปเลยนะเจ้าคะ องค์รัชทายาทก็ตรัสกับลูกเองว่ามิใช่งานเลี้ยงใหญ่โตอะไร” หลินเยว่หว่านใช้น้ำเย็นเข้าลูบมารดาของตน หลินจินอิ๋งหันขวับมามองบุตรีทันที 

“เพราะมิใช่งานเลี้ยงใหญ่โต การที่เจ้าได้รับเทียบเชิญจึงนับว่าเป็นจุดเด่น และแน่นอนว่าทั้งอวี๋ฮองเฮา ทั้งฮ่องเต้จะจับตาดูเจ้า” นางเอ่ย 

“ท่านแม่อ่า...” หลินเยว่หว่านเอ่ยเสียงบู้บี้ เมื่อทำผมเสร็จแล้วจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังมารดาของตน “ลูกว่าตัวนั้นก็น่าจะดีนะเจ้าคะ” 

นางชี้ไปยังอาภรณ์ตัวหนึ่งที่ถูกแขวนเอาไว้ตรงมุมตู้ หลินจินอิ๋งจึงหยิบมันออกมาด้วยตนเองโดยไม่รอหญิงรับใช้พลางพินิจพิจารณา “ก็ดี” 

อาภรณ์ที่หลินเยว่หว่านเลือกนั้นชั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนชั้นนอกเป็นผ้าโปร่งสีมุก ลายปักถูกปักด้วยดิ้นเงิน แวววาวเมื่อกระทบกับแสงแดด ช่วยเสริมบุคลิกให้ดรุณีน้อยผู้นี้ดูเป็นสตรีที่น่าทะนุถนอม 

“งั้นลูกสวมชุดนี้นะเจ้าคะ” หลินเยว่หว่านยิ้ม หลินจินอิ๋งพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นจึงยื่นอาภรณ์ชุดนั้นให้หญิงรับใช้ช่วยสวมให้บุตรีของนาง ไม่ทันที่สองแม่ลูกสกุลหลินจะตระเตรียมความพร้อมเสร็จก็มีบ่าวมารายงานว่ารถม้าจากวังหลวงที่เดินทางมารับนั้นพร้อมแล้ว... องค์รัชทายาทมิได้ผิดคำพูดกับนาง 

เมื่อทั้งคู่เตรียมความพร้อมเสร็จ รถม้าของวังหลวงก็เริ่มลากออกจากจวนหลินมุ่งสู่เขตพระราชฐานชั้นใน หรือที่เรียกว่าวังหลัง งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นที่พระตำหนักคุนหนิง พระตำหนักที่ประทับของฮองเฮาแต่ละรุ่น แน่นอนว่าครั้งหนึ่งหลินเยว่หว่านก็เคยประทับอยู่ที่นั่นเช่นเดียวกัน 

รถม้าหรูหราที่เคลื่อนออกจากจวนสกุลหลินลากผ่านตลาดใจกลางเมืองหลวง นับเป็นจุดสนใจของผู้คนได้ดีเลยทีเดียว อย่างน้อยข่าวนี้คงแพร่กระจายในหมู่สามัญชนและขุนนางไปอีกสามวันเจ็ดวัน เหล่าชาวบ้านต่างชื่นชมและอิจฉาที่คุณหนูหลินผู้นี้ช่างมีบุญ ส่วนขุนนางสกุลต่างๆ ก็เช่นกัน .. แต่เป็นในรูปแบบความอิจฉาที่ปนริษยาอย่างหาที่สุดไม่ได้ ยิ่งเมื่อสกุลใดที่มีบุตรีวัยเยาว์อยู่ด้วยแล้วนั้นคงจะยิ่งตาร้อนผ่าวเป็นเท่าตัว 

“เฮือก!” 

หลินเยว่หว่านที่กำลังมองออกไปนอกรถม้าสะดุ้งแทบจะลืมหายใจพลางชักใบหน้ากลับเข้ามาตามเดิม เมื่อนัยน์ตาเผลอเหลือบไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้า... ทั้งๆ ที่ตัดสินใจที่จะเลี่ยงแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเป็นเพราะความเหม่อลอยนั้นทำให้นางลืมที่จะตั้งสติ 

“มีเรื่องอันใดหรือ” หลินจินอิ๋งที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถามบุตรีของตน หลินเยว่หว่านส่ายหน้าเบาๆ พลางยกมือขึ้นมากุมก้อนเนื้ออกซ้ายที่กำลังเต้นระส่ำให้กลับมาเต้นตามจังหวะเหมือนเดิม 

...โชคดีแค่ไหนที่สิ่งที่นางเห็นเมื่อกี้นั้นไม่ทำให้นางเผลอกรีดร้องออกมา 

...ที่ใจกลางเมืองหลวงนั่น... มีสิ่งนั้นอยู่ 

สิ่งที่เรียกว่าลานประหาร 

 

เวลาผ่านไปชั่วหนึ่งทัศนียภาพที่หลินเยว่หว่านมองเห็นผ่านทางม่านรถม้าบัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่อันแสนคุ้นตา ... สถานที่ที่นางไม่อยากมาเหยียบย่ำมากที่สุด 

วังหลวง 

วังหลวงยังคงเป็นวังหลวง ทั้งชีวิตที่แล้วและชีวิตนี้ที่นี่แทบจะไม่ต่างไปจากเดิมเลย ทั้งต้นไม้ใบหญ้า สระน้ำ สะพานพาด สวนดอกไม้ ตำหนักน้อยใหญ่มากมาย หลินเยว่หว่านล้วนแล้วแต่จำได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพราะชีวิตที่แล้วของหลินเยว่หว่านเข้าวังตั้งแต่อายุสิบขวบ นางแทบจะไม่ได้กลับจวนของตนเลยด้วยซ้ำ พออายุสิบห้าหนาวก็อภิเษกเข้ารับบรรดาศักดิ์ฮองเฮา วังหลวงกลายเป็นบ้านของนาง ทั้งชีวิตเกือบทั้งหมดของนางอยู่ที่นี่ราวกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรงขนาดใหญ่ แม้โลกภายนอกจะห่างออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว ทว่านางก็มิมีสิทธิ์ที่จะข้ามออกไป ดังนั้นวันว่างของนางจึงหมดไปกับการชมสวนและทิวทัศน์ในวังหลวง นั่นคือเหตุผลที่นางจำได้แม่นยำ 

ผ่านเขตพระราชฐานชั้นนอกมาได้ไม่นานรถม้าก็เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน พระตำหนักคุนหนิงอันแสนใหญ่โตโอ่อ่าคือพระตำหนักที่คั่นระหว่างสองเขตพระราชฐาน สองแม่ลูกสกุลหลินก้าวขาลงจากรถม้าด้วยท่าทีระแวดระวังโดยมีหญิงรับใช้ของจวนคอยช่วยประคอง  

หลินเยว่หว่านสูดลมเข้าปอดลึกหนึ่งที นัยน์ตาแน่วแน่เงยหน้าขึ้นเหลือบมองป้ายชื่อพระตำหนักขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า นางรู้สึกราวกับว่าเรื่องในชีวิตที่แล้วเพิ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน.. รู้สึกราวกับว่าตนเพิ่งจะผ่านพิธีอภิเษกมาได้เพียงไม่กี่ปี รู้สึกราวกับว่าเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในพระตำหนักนี้และเพิ่งจะเงยหน้ามองป้ายชื่อพระตำหนักเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง 

...ทั้งๆ ที่ความจริงนี่คือชีวิตที่สองของนางแล้ว 

สองมือน้อยกอบกุมชายอาภรณ์ของตนเอาไว้แน่น หลังจากนี้เมื่อนางย่างเท้าออกไป สิ่งที่รอนางอยู่ก็คือฮ่องเต้ถังหมิงจื้อ อวี๋ฮองเฮา องค์รัชยาท และเชื้อพระวงศ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน นับเป็นบททดสอบที่ยากเอาเสียเหลือเกินสำหรับเด็กน้อยวัยสี่หนาว 

...ไร้เดียงสามากไปก็ไม่ได้ ฉลาดเกินไปก็ทำให้ดูยากที่จะควบคุม 

หลินจินอิ๋งคล้ายจะจับกังวลบุตรีได้ นางจึงเอื้อมมือเรียวไปคว้ามือของบุตรีตัวน้อยมากอบกุมเอาไว้ หลินเยว่หว่านเงยหน้าขึ้นสบตามารดา หลินจินอิ๋งยิ้มให้นาง นั่นจึงทำให้หลินเยว่หว่านรับรู้ได้ถึงพลังใจและความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านมือนี้ 

จริงสิ... ในชีวิตที่แล้วนางต้องต่อสู้อยู่ที่นี่แต่เพียงลำพัง แต่ครั้งนี้มันมิใช่เสียหน่อย 

...ครั้งนี้มารดาของนางก็อยู่ด้วย แล้วนางจะกังวลเกินเหตุไปเพื่ออันใดกัน 

 

 

*ยังไม่ได้เช็คคำผิด คำซ้ำ เกลาสำนวน เขียนเสร็จวิ่งมาอัปเลยค่า ไว้จะย้อนกลับมาแก้น้า*

เชิงอรรถรสเพิ่มเติม 

-หลินเยว่หว่านถูกประหารที่ลานกว้างใจกลางเมืองหลวง ไม่ได้ถูกประหารในวังค่ะ (สังเกตบทนำจะมีคำสาปแช่งจากชาวบ้าน ซึ่งถ้าประหารในวังชาวบ้านปกติทั่วไปจะเข้าไปดูไม่ได้ ซึ่งอันนี้มีเหตุผล ไว้จะเฉลยทีหลังนะคะ)

-หลินเยว่หว่านกับองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียน อายุห่างกัน6ปีค่ะ ตอนครองราชย์ถังจวิ้นเซียน21 หลินเยว่หว่าน15 และหลินเยว่หว่านตายตอน17 ถังจวิ้นเซียน23 (เนื้อเรื่องช่วงนี้อยู่ที่หลินเยว่หว่าน4 ถังจวิ้นเซียน10)

-สำหรับคนที่อยากทราบเรื่องในลูปแรกหลังจากหลินเยว่หว่านตาย มีเฉลยท้ายๆ เรื่องแน่นอนค่ะ

ความคิดเห็น