email-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น : หนู

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 213

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2563 18:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

ตอนที่ 2

เช้าที่สดใส หรือป่าว

“ หัวแหวนลูก ตื่นหรือยัง มันจะสายแล้วนะ” เสียงเรียกอยู่หน้าประตู หัวแหวนคิดว่าทำไมแม่ไม่เข้ามาเรียกเขาเหมือนทุกวันนะ

“ อืออ อีกแปบนะแม่” หัวแหวนตอบอือๆออกไป แล้วคว้าผ้าห่มมาคลุมหัวนอนหลับต่อ

“ หัวแหวน ตื่นได้แล้วนะ น้าว่ามันสายแล้วนะลูก เดี่ยวไปทำงานไม่ทันเอานะ” เสียงหน้าห้องก็ยังคงเอ่ยเรียกอีกตามเคย แต่เดี่ยวนะ น้า? ทำงาน? เหมือนเขาจะลืมอะไรไปซักอย่างนึง

“ ชิบหาย!! ฝึกงานวันแรกนิหว่า” เมื่อนึกได้ว่าตนไม่ได้อยู่บ้าน และวันนี้เป็นวันที่เขาต้องไปฝึกงานวันแรกซะด้วย แล้วนี้ก็สายมากแล้ว

“ น้านุชคะ พอดีหนูตื่นสาย เดี่ยวหนูรีบไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะ” วิ่งไปเปิดประตูก็เจอน้านุชยืนเคาะประตูปลุกเขาอยู่ หัวแหวนรีบบอกแล้วรีบวิ่งไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

.

.

.

“ ข้าวปลาน่าจะกินไม่ทันแล้ว เอานี้เอานมกับขนมปังไป เอาไปกินลองท้องนะลูก” น้านุชบอกพร้อมส่งนมช็อกโกแลตกับขนมปังแซนวิสให้ หัวแหวนก็รับมาอย่างไม่ปฏิเสธ เพราะถ้าเขาไม่ได้กินข้าวเช้า เขาจะต้องปวดท้องแน่ๆ

“ อ้าวแล้วนั้นจะไปยังไงละลูก ไม่เอารถที่บ้านไปละ” เมื่อหัวแหวนกำลังเดินออกมาจากบ้าน ก็เจอน้าอัมที่ยืมรดน้ำต้นไม้อยู่ถามขึ้นเมื่อเห็นหัวแหวนเดินออกจากบ้านไปโดยไม่เอารถออก

“ คือหนูจะไปนั่งรถแท็กซี่ข้างหน้าหมู่บ้านค่ะถ้ารถเมล์ไม่น่าทัน” หัวแหวนพูดขึ้นทำท่าจะรีบเดินไป

“ แล้วทำไมเราไม่ใช้รถน้าขับไปละ ไม่เร็วกว่าหรือไง” น้าอัมถามอย่าง งงๆ

“ คือ หนูไม่กล้าขับไปคนเดียวอะค่ะ ปกติขับเองก็มีแม่ไม่ก็พี่แก้วนั่งไปด้วย” หัวแหวนพูดอย่างอายๆ เพราะอายุขนาดนี้แล้วเขายังไม่กล้าขับรถออกถนนใหญ่คนเดียวอีก

“ โถ่ มาๆ เดี่ยวน้าไปส่ง ไปเองมันจะไปทันเข้างานได้ยังไง เรานะเรา แล้วทำไมไม่บอกละ” น้าอัมพูดขึ้นอย่างเอ็นดู เพราะเหมือนลูกสาวเขาเลย รายนั้นก็ไม่กล้าขับรถไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเขาเองที่ขับไปส่งเกือบทุกวัน

“ หนูจะรบกวนน้าหรือป่าว” หัวแหวนเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ

“ รบกงรบกวนอะไร มาๆ เดี่ยวก็ไปสายกันพอดี” เมื่อทั้งสองขึ้นรถกันเสร็จก็รีบออกจากบ้านพอดี แต่ด้วยเวลาเร่งรีบแบบนี้ รถก็ติดเป็นเรื่องธรรมดา และไม่นานเกินรอก็มาถึงบริษัทออกแบบขนาดใหญ่ เนื่องด้วยบ้านของน้าอัมอยู่ไม่ไกลจากตัวบริษัทนี้เท่าไหร่นักถึงจะรถติดแต่ก็ทำให้มาทันเวลาหรือป่าวนะ

“ 8 โมง 55 หนูไม่ทันแน่เลย” เมื่อรถจอดหน้าบริษัท หัวแหวนก็มองนาฬิกาในโทรศัพท์ก็พบว่ามันใกล้จะ 9 โมงแล้ว

“ รีบไปเลย วันแรกสายไม่ดีนะ ไปเลยๆ”

“ สวัสดีค่ะน้าอัม ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” เมื่อหัวแหวนก้าวลงจากรถได้ก็รีบวิ่งเข้าบริษัททันที แต่พึ่งเคยมาไม่กี่ครั้งก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหน เลยวิ่งไปถามตรงเคาว์เตอร์

“ เอ่อ พี่คะ”

“ มาติดต่ออะไรคะ” พี่สาวหน้าเคาน์เตอร์ถามด้วยถ่อยคำสุภาพ

“ คือหนูเป็นเด็กฝึกงานอะค่ะ แล้วเขาให้มาเริ่มงานวันนี้วันแรก แต่หนูไม่รู้ว่าต้องไปตรงไหน” หัวแหวนเอ่ยออกไปด้วยถ่อยคำกล้าๆกลัวๆ กลัวว่าพี่สาวตรงหน้าจะหาว่าเธอไม่มีความพร้อมเพราะนี้ก็ใกล้เวลาเข้างานแล้ว แถมยังไม่รู้เรื่องอะไรอีก

“ อ่อ นักศึกษาฝึกงาน เชิญชั้น 22 เลยค่ะ ออกจากลิฟต์แล้วจะมีคนรออยู่หน้าลิฟต์นะคะ ถามเขาต่อก็ได้ค่ะว่าต้องไปตรงไหน ” พี่พนักงานบอกอย่างละเอียด แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้บอกหมด หัวแหวนก็รีบวิ่งไปที่ลิฟต์แล้ว

“ ทำไมไม่มีชั้น 22 อะ” หัวแหวนบ่นออกมาอย่าง งงๆ เมื่อเข้ามาในลิฟต์แล้วพบว่าไม่มีเลขชั้นที่ 22 มันสุดแค่ชั้น 21เท่านั้น

“ 21ก็ 21 วะ มันน่าจะมีบันไดเดินขึ้นไปอีกแน่ๆ” เมื่อคิดได้ดังนั้นก็รีบกดชั้น 21 ทันที แต่สายตาก็มองเวลาในโทรศัพท์สลับกับเลขที่ปรกฎชั้นของลิฟต์ 

“ โอ้ย จะทันมั้ยเนี้ย 9 โมง 5 นาทีแล้ว” เขาบ่นไป เมื่อลิฟต์มันมาถึงชั้น 21 พอดี เขารีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ แต่มันปิด โอ้ยยย จะบ้าตาย เขาต้องวิ่งไปอีกทางเพราะป้ายบันไดหนีไฟมันชี้ไปทางนั้นอีก

“ อะไรมันจะซวยขนาดนี้เนี้ย ละชั้นนี้ก็เงียบชิบ ไม่มีคนอยู่เลยหรือไงวะ” เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่มีคนอยู่ก็รีบวิ่งอย่างเร็ว จนเจอบันไดหนีไปอีกฝั่งหนึ่ง โชคดีที่ฝั่งนี้มันเปิด เขารีบวิ่งขึ้นด้วยความเร็ว แต่มันก็ช้าอยู่ดีเพราะ

“ อิบันไดบ้านี้มันจะขั้นเยอะไปไหนวะ นี้บริษัทออกแบบจริงปะเนี้ย ทำไมไม่สร้างให้มันสะดวกสะบายกว่านี้วะ ละลิฟต์อีก ทำไมไม่ทำให้ถึงชั้น 22 เลยวะ” หัวแหวนบ่นอย่างหัวเสียเมื่อตนต้องออกแรกเยอะแต่เช้า แต่เมื่อมาถึง เขาก็ต้อง งง หนักกว่าเดิมอีกเพราะไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เขาเดินไปเรื่อยๆก็เจอกับห้องนึง ซึ่งมันก็มีห้องเดียวทั้งชั้นนั้นแหละจากที่เดินดูละ ไม่สิต้องใช้คำว่าวิ่งดู เขามองนาฬิกา พบว่ามัน 9 โมง 15 แล้ว

“ ตายแน่ ต้องตายแน่ๆ” แต่เอาวะ ใจดีสู้เสื้อไป รุ่นพี่เขาบอกว่าผู้บริหารที่นี่นิสัยดี แต่ขี้หงุดหงิดนี้สิ

 ก๊อก ก๊อก ก๊อก

หัวแหวนจำใจเคาะประตูไปช้าๆ แต่แล้วก็ไม่ปรากฏเสียงอะไรออกมาจากภายในห้อง

“ เอ่อ ขออนุญาติเข้าไปได้มั้ยคะ” หัวแหวนแง้มประตูเปิดแล้วเอ่ยขออนุญาต

“ อือ” เสียงตอบสั้นๆ ได้ใจความเอ่ยขึ้น ได้ยินแค่นี้หัวแหวนก็อยากวิ่งกลับบ้านไปหาแม่แล้ว

“ คือ สะ สวัสดีค่ะ หนะ หนู เอ้ย ดิฉันชื่อ ทุหิตา เจริญสุข เป็นนักศึกษาฝึกงานค่ะ” หัวแหวนแนะนำตัวเอง แต่เขาลืม เขาแทนตัวเองว่าหนูไปได้ซะงั้น มันน่านัก

 

“ วันแรกก็สาย” เสียงๆหนึ่งเอ่ยขึ้น แต่ไม่ใช่เสียงของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า เหมือนเสียงจะมาจากข้างหลัง

“ เอ่อ ขอโทษค่ะ พอดีว่า หนู เอ่อ ดิฉันหาทางขึ้นไม่เจอค่ะ” หัวแหวนอยากจะตีปากตัวเองจริงๆเลย มันติดไอ้ทำแทนตัวเองว่าหนูไปแล้วอะ

“ เธอควรมารอก่อนครึ่งชั่วโมงนะหัวแหวน” เดี่ยวนะ ทำไมถึงรู้จักชื่อเขาละ เลยค่อยๆหันไปดูแล้วก็ปรากฎนที่เขาไม่ได้เห็นมานานมากกกกกแล้วยังเป็นเจ้าของเตียงนอนที่ทำให้เขาตื่นสายอีก

“ พี่เลิฟ!!” หัวแหวนเอ่ยเรียกอย่างตกใจ

“ คุณ”

“ คะ?”

“ เรียกฉันว่าคุณ ในที่ทำงาน อย่าเรียกฉันว่าพี่” อะไรเนี้ย มีกฎแบบนี้ด้วยหรือไง แล้วทำไมต้องทำหน้าดุใส่เขาด้วย ทำไมเขาไม่เห็นเหมือนตอนที่หัวแหวนเด็กเลย พี่เลิฟคนนั้นดูน่ารักกว่านี้ตั้งเยอะ นี้อะไร หน้าเหมือนไม่ได้อึมา 3 วัน

“ ทำไมละคะ ปะ ”

“ ไม่มีทำไม ฉันบอกแบบไหนก็ทำแบบนั้นแหละ ไม่ต้องถามเยอะ” ทั้งที่ยังถามไม่จบดีด้วยซ้ำ โดนตอกกลับมาแบบนี้ หึ้ย คอยดูจะทำให้ห้องเละไปเลย

“ ไอ้เลิฟ มึงก็ไปดุน้องเขาเกินไป สวัสดีครับ พี่ชื่อธีร์นะครับ เรียกพี่ว่าพี่ธีร์ก็ได้ ไม่ต้องไปเรียกคุณอะไรนั้นตามไอ้เลิฟมันหรอก” คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่เอ่ยขึ้น ทำไมน้ำเสียงกับท่าทางเขามันชั่งแตกต่างกันจัง น้ำเสียงที่พูดออกมามันน่าฟัง นุ่มนวล ตัดกับบุคลิกเขาสิ้นดี มองดูภายนอกเขาชั่งน่ากลัวแต่พอพูดออกมาแล้วนั้นกลับไม่ได้หน้ากลัวอย่างรูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนกับไอ้พี่เลิฟหน้ายักษ์นี้

“ ค่ะ พี่ธีร์” หัวแหวนตอบกลับไปแล้วยิ้มให้ไปหนึ่งที

“ หึ” เสียงหัวเราะจากพี่ธีร์ดังขึ้น แต่หัวแหวนไม่แน่ใจว่าหัวเราะอะไร หัวเราะเขาหรือป่าว

“ เอ่อ พี่ธีร์หัวเราะหนู เอ่ย หัวแหวนหรือคะ” เขาไม่ชินเลยที่ต้องแทนตัวเองด้วยชื่อ

“ ป่าวหรอกครับ แล้วเราหนะ ถนัดแทนตัวเองยังไงก็เอาอย่างนั้นแหละ พี่เห็นเราเกร็งๆ ละสงสารแทน”

“ แหะๆ ค่ะ” หัวแหวนขำแห้งๆ เพราะเขาก็เป็นตามที่พี่ธีร์บอก

“ เอ่อ แล้วจะให้หนูทำงานที่ไหนละคะ เห็นพี่พนักงานบอกว่าให้หนูขึ้นมาหาพี่ธีร์อย่างเดียว แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไปทำงานอยู่ส่วนไหน” หัวแหวนถามขึ้นเมื่อตนยังไม่รู้ว่าจะต้องทำงานที่ส่วนไหน

“ เดี่ยวเราไปทำงานกับไอ้เลิฟมันละกัน ให้มันคอยช่วยสอนงาน แล้วพอเป็นแล้วเราจะย้ายไปทำงานตำแหน่งอื่นก็ได้” ไม่นะ เขาต้องไปเรียนรู้งานจากไอ้พี่เลิฟจริงๆหรอก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงอยากไปเพราะพี่เลิฟใจดี แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ไง พี่เลิฟหน้าดุอย่างกับยักษ์

“ ค่ะ” ถึงไม่อยากไปแค่ไหนแต่ก็ตอบได้แค่ ค่ะ

“ ไปได้ละ มาก็สายยังจะคุยยืดเยื้อเสียเวลาอีก” เสียงเข้มๆเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด

“ หึ” เสียงธีร์ขำขึ้น

“ ขำไรมึง” แต่กลับเป็นเลิฟเองที่รีบถามกลับอย่างเร็ว

“ ป่าว พาน้องเขาไปศึกษาดูงานได้แล้วไป” ธีร์เอ่ยขึ้นอย่าอารมณ์ดี จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ไงละก็เขาแกล้งเพื่อนรักตัวเองได้นิ มันอะโดนแม่มันสั่งมาให้ดูแลน้องหัวแหวนให้ดีที่สุด ให้ทำงานกับมัน แล้วก็อย่าใช้งานน้องหนัก ไอ้ผมอะไม่เดือนร้อนอะไรหรอก เพราะนักศึกษาฝึกงานส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยให้ทำงานอะไรหนักๆอยู่แล้ว แต่ที่ไอ้เลิฟมันหงุดหงิดก็เพราะแม่มันห้ามให้พาสาวคนไหนมาที่บริษัทหนะสิ ไม่งั้นน้องมันก็จะเห็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เพราะว่ามันพามาที่บริษัททีไรก็จบลงด้วยเรื่องอย่างว่าทุกที แล้วถ้าน้องมันเข้ามาเห็นช็อตนั้นพอดีละก็ บันเทิงละผมว่า แม่มันเลยสั่งงดไปเลย จะไปทำที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช้ที่ห้องทำงานที่มีน้องมันนั่งทำงานด้วย

 

พอเดินตามไอ้พี่เลิฟออกมาจากห้องพี่ธีร์ พี่มันก็ไม่คิดจะถามอะไรหน่อยหรือไง เดินจ้ำอ้าวไปอย่างเดียว

“ เอ่อ พะ คุณเลิฟ จะให้หนูไปทำงานที่ไหนคะ” เกือบแล้ว เขาเกือบเรียกคนตรงหน้าว่าพี่เสียแล้ว

“ ในห้องฉัน”

“ ห้ะ ในห้องพี่!!” เดี่ยวนะ ในห้อง ทำงานอะไรก่อนนน

“ คุณ! ทำไมเธอชอบลืมห้ะ!!” เลิฟหันมาดุเสียงดัง

“ แล้วทำไมต้องดุเล่า” หัวแหวนพูดออกไปเบาๆ กลัวจะโดนดุอีก

“ โอเค จะเรียกไรก็เรียก แต่ต่อหน้าคนอื่น เธอ ต้องห้ามเรียกฉันว่าพี่ เด็ดขาด!!” เลิฟพูดบอกอย่างเหนื่อยใจ

“ ก็ได้ แล้วที่บอกจะให้หนูไปทำงานในห้องพี่เนี้ย มันยังไง”

“ ก็ไม่ยังไง ไปทำงานในห้องฉัน ก็แม่เธอฝากแม่ฉันไว้ขนาดนั้น ถ้าไม่ทำก็โดนแม่บ่นหูชาพอดี” ไอ้ประโยคหลังเลิฟพูดค่อนข้างเบาจนทำให้คนฟังได้ยินไม่ชัด

“ อะไรนะคะ หนูฟังไม่ค่อยได้ยินเลย” หัวแหวนถามอย่างสงสัย

“ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปสิ จะทำมั้ยงานอะ” เลิฟตอบปัดไปเมื่อเดินมาถึงหน้าลิฟต์ เลิฟจึงเร่งไอ้เด็กที่อยู่ข้างหลังให้รีบเดินเข้าลิฟต์ไป

“ อ้าว ทำไมไม่เหมือนกับอันที่หนูขึ้นมาเลยอะ” เธอมองไปรอบๆตัวลิฟต์ก็สงสัยเพราะในลิฟต์นี้ดูใหม่มาก และเลขชั้นก็มีแค่ 4 ชั้นเท่านั้น มี B1 ที่เป็นชั้นจอดรถ ชั้น1 แล้วก็ข้ามมาชั้น 21 กับ 22 เลย

“ ลิฟต์นี้ใช้เฉพาะฉันไอ้ธีร์ กับเลขขามัน” อ่ออ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

“ มิน่าละหนูขึ้นลิฟต์มาไม่มีชั้น 22 เดินขึ้นบันไดอีกเหนื่อยชะมัด ” หัวแหวนบ่นไปตามประสา เมื่อนึกถึงตอนที่เขาต้องเดินขึ้นบรรได้

“ หึ” เลิฟขำท่าทางเด็กขี้บ่น ที่ไม่ยอมฟังพนักงานเคาว์เตอร์ให้ครบถี่ท่วน ก็เพราะไอ้ธีร์มันแจ้งพนักงานไว้แล้วว่าให้หัวแหวนใช้ลิฟต์ตัวนี้ได้ แต่เจ้าตัวน่าจะไม่ทันได้ฟัง เลยต้องขึ้นบันไดอีกตั้งชั้น 1 ละผมคาดเดาได้เลยว่าบันไดตรงลิฟต์ตัวนั้นก็น่าจะถูกปิดประตูไว้ น้องมันเลยต้องเดินมาอีกฝากหนึ่งของชั้นเพื่อที่จะขึ้นไปชั้นบน ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมมันถึงปิด ปกติชั้น 21กับ 22 เนี้ย ไม่ค่อยมีคนขึ้นมาอยู่แล้วถ้าไม่ได้รับอนุญาติ แล้วบรรไดหนีไฟตรงลิฟต์ที่พนักงานใช้กันก็มักจะปิดอยู่ตลอด เพราะมันไม่ได้ใช้อยู่แล้ว แต่อีกฝั่งจะเปิด เพราะผมก็มักจะใช้เดินขึ้นเดินลงจากชั้นไอ้เพื่อนตัวเองมัน

“ อะ เธอนั่งตรงนี้ ชั้นจะนั่งข้างใน แล้วเธอก็ช่วยงานฉันเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วกัน” เมื่อมาถึงห้องที่พี่เลิฟอยู่ ไม่สิต้องบอกว่าชั้นที่พี่เลิฟอยู่ มันก็คือชั้น 21 นั้นแหละ ที่หัวแหวนบอกตอนแรกว่ามันดูเงียบผิดปกติไง ก็มันมีอยู่ห้องเดียวทั้งชั้น ไอ้พี่เลิฟมันไม่กลัวผีบ้างหรือไงวะ อยู่คนเดียวทั้งชั้น ชั้นพี่ธีร์ยังไม่ค่อยหน้ากลัวเท่าชั้นนี้

“ แล้วงานอะไรค่ะ เล็กๆ น้อยๆ”

“ ซื้อข้าว ชงกาแฟ กวาดถูนิดๆหน่อยๆ” เดี่ยวนะ เขามาสมัครเป็นเด็กฝึกงานเกี่ยวกับกราฟฟิคไม่ใช่มาเป็นแม่บ้านนะ

“ หนูยืนสมัครมาเกี่ยวกับงานกราฟฟิคนะพี่เลิฟ พี่ให้หนูทำงานกวาดๆถูๆ ไม่ได้นะ มันไม่ตรงกับสายงานหนู” หัวแหวนเอ่ยถ้วงเพราะถ้าเขาทำแค่นั้น ตอนเขาไปทำสรุปจบฝึกงานเขาตายแน่ๆ

“ อะไรของเธออีก ก็แม่เธอบอกไม่ใช่หรือไงว่าไม่ต้องให้เธอทำงานเยอะ ก็นี้ไง ไม่เยอะเลย แค่ไปซื้อข้าวให้ฉัน ชงกาแฟ เก็บกวาดห้องนิดหน่อย แค่นี้เธอทำไม่ได้หรือไง”

“ ไอ้ทำอะมันทำได้ แต่หนูเรียนสายนี้มาก็ต้อฝึกงานที่มันตรงสายสิ ไม่งั้นหนูจะเอางานที่ทำไปสรุปจบงานได้ยังไง” หัวแหวนก็ยังเถียงกลับ

“ ก็แม่เธอบอกมาแบบนั้น แล้วแม่ฉันก็บอกฉันมาให้เธอไม่ต้องทำงานหนัก”

“ เห้ออ แม่นะแม่” หัวแหวนบ่นแม่ตัวเองที่หวงเขาเกิดเหตุ

“ พี่เลิฟไม่ต้องไปฟัง มีงานอะไรให้หนูทำเอามาได้เลย หนูจะได้พัฒนาตัวเองต่อด้วย เพื่อฝึกงานจบจะได้ไปทำตำแหน่งที่สูงกว่านี้” หัวแหวนบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ สูงกว่านี้ก็ด่านฟ้าแล้ว” แต่กลับเป็นเลิฟเองที่ขำท่าทางของเด็กตรงหน้า

“ พี่เลิฟ!! หนูจริงจังนะ”

“ อะๆ เดี่ยวฉันมีไรให้ช่วยจะบอก อะนี้ เธอก็นั่งดูงานที่ฉันเคยทำไปคราวๆก่อน” เลิฟยกกองแฟ้มไปวางที่โต๊ะของหัวแหวน

“ โห้ย เยอะไปปะพี่” เมื่อเห็นแฟ้มที่ตั้งตรงหน้าก็บ่นออกมาทันที

“ อย่าบ่น ไหนบอกจะพัฒนาตัวเอง แค่นี้ยังบ่นเลย แล้วจะไปทำอะไรกิน”

“ ชิ ก็ได้” และตั้งแต่นั้นมาหัวแหวนก็นั่งดูงานออกแบบของเลิฟไปจนเพลินจนมันเลยเที่ยงไปแล้ว

“ ไปกินข้าว” เสียงห้วนๆเอ่ยขึ้นข้างหลัง

“ แปบนึง” แล้วไอ้เด็กที่ขยัน(แต่ผิดเวลา)ดูงานก็ตอบกลับไปแต่ไม่เงยหน้ามอง

“ ไป กิน ข้าว” เสียงเข้มย้ำอีกทีละคำชัดๆ

“ ก็หนูบอกว่าแปบนึงไง!” หัวแหวนก็เสียงดังขึ้นอย่างหงุดหงิดไม่แพ้กัน

“ โอ้ย อะไรเนี้ยพี่เลิฟ มาแย้งแฟ้มไปทำไม” เมื่อหัวแหวนไม่ยอมทำตามที่คนตัวสูงบอกเขาก็เดินไปกระชากแฟ้มในมือแล้วโยนไปที่โต๊ะของเขา แล้วเอาแฟ้มที่วางกองบนโต๊ะออกไปด้วย

“ ฉันบอกให้เธอไปกินข้าว”

“ ก็หนูบอกแล้วไงว่าแปบนึง กำลังดูจะจบอยู่แล้วอะ”

“ แต่นี้มันเลยเที่ยงมาเยอะแล้วนะหัวแหวน” เลิฟเอ่ยเสียงดุๆ

“ แล้วไงอะ ค่อยกินก็ได้ หนูยังไม่หิวเลย” ถึงหัวแหวนจะบอกแบบนั้นแต่ก็แบรู้สึกหิวบ้างแต่เพราะถ้าได้กินแล้วจะกินเยอะ หัวแหวนไม่อยากพุงออกมันดูน่าเกลียดในชุดทำงานที่พอดีตัว แต่เปล่าเลยหัวแหวนคิดไปเอง เพราะเป็นคนที่เคยอ้วนมาก่อนก็จะระแวงว่าถ้ากินเยอะเขาจะกลับไปอ้วนแบบเดิมซึ่งตอนนี้หัวแหวนได้ขึ้นชื่อว่าผอมแล้ว แต่ก็ยังมองตัวเองว่าอ้วนอยู่ดี

“ ไม่ได้ เธอต้องไปกินข้าวเที่ยงกับฉัน” เลิฟก็ยังไม่ยอม จะเอาหัวแหวนไปกินข้าวให้ได้

“ ทำไมพี่ต้องบังคับหนูด้วยเนี้ย ก็มันยังไม่หิวอะ พี่หิวพี่ก็ไปกินก่อนดิ” หัวแหวนก็เริ่มหงุดหงิดเหมือนกัน ก็เขายังไม่อยากไป จะมาบังคับทำไม

“ ...” เลิฟหันจอโทรศัพท์ให้หัวแหวนดู มันเป็นแชทในแอพไลน์ ซึ่งชื่อเจ้าองแชทคือ คุณนาย แล้วข้อความแชทล่าสุดก็คือ ‘เอาหัวแหวนไปกินข้าวเที่ยงด้วยนะลูก ตอนเช้าน้องกินไปแค่ขนมปังกับนมเอง’ และก็มีอีกข้อความที่พึ่งส่งเข้ามาตอนที่เขากำลังดูอยู่ ‘ น้องอาจจะดื้อไม่ยอมไปนะลูกแต่เลิฟต้องเอาน้องไปกินข้าวเที่ยงให้ได้นะ’ ดูก็รู้ว่าน้าของเขาไม่ได้รู้เองแน่ว่าเขาดื้อ ถ้าไม่ใช่คนเป็นแม่บอกมา

“ เข้าใจแล้วก็ ไป กิน ข้าว” เมื่อเลิฟเอาโทรศัพท์กลับไปก็อ่านแชทล่าสุดที่แม่ของตนส่งมา

“ ก็ได้” หัวแหวนต้องยอมอย่างจำนน เพราะเขาไม่อยากจะดื้อกับน้ามาเพราะน้าให้เขามาอยู่บ้านแบบฟรีๆ ก็มากเกินพอแล้ว ถ้าเขากลับดื้ออีกมันจะไม่ดีเอา

 เมื่อเข้ามาภายในลิฟต์ที่เงียบสนิทเพราะไม่มีใครเอ่ยปากคุยอะไรกัน จู่ๆเสียงที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้น

จ๊อก จ๊อก

“ หึ” เป็นเลิฟที่ขำออกมา

“ อะไรเล่า พี่เลิฟขำทำไม”

“ ป่าว” เลิฟตอบกลับด้วยน้ำเสียล้อๆ แต่มีหรือหัวแหวนจะไม่รู้ว่าขำเขาที่ท้องเจ้ากรรมของเขาร้องดังขนาดนี้

 

พาทเลิฟ

หึ ไอ้เด็กดื้อเอ้ย ไหนบอกไม่หิว ท้องร้องดังขนาดนั้นยังจะบอกว่าไม่หิวอีก ดื้อเหมือนที่ป้าเขาบอกไว้จริงๆ แต่จะว่าไป เขาไม่ได้เจอหัวแหวนนานเท่าไหรแล้วเนี้ย 3 หรือ 4 ปีกัน ก็จะให้เจอได้ยังไง เวลาเจ้าตัวมาบ้านเขา เขาก็ไม่เคยจะอยู่บ้านหรอก แล้วนี้ดูสิ โตขึ้นเยอะ จากเด็กที่อ้วนกลมน่ารัก กลายเป็นสาวสวยหุ่นดีไปละแต่เขาว่าอ้วนๆตัวกลมๆน่ารักกว่าเยอะ แถบตอนนั้นก็ว่าง่ายเชื่อฟังเขาอย่างดี ไม่ดื้อเหมือนตอนนี้

“ เธอจะกินอะไร” เมื่อลงมาถึงข้างล่างก็ถามคนตัวเล็กข้างๆ เรียกว่าตัวเล็กนั้นแหละถูกละ ก็ตัวสูงแค่ไหล่เขาเอง นี้ขนาดมันใส่รองเท้าพื้นสูงแล้วนะยังสูงแค่นี้ ถ้าเท้าเปล่าคงเตี้ยมากแน่ๆ เอะ หรือว่าเป็นเขาเองนะที่สูงเกินไป

“ หนูอยากกินก๋วยเตี๋ยว” เสียงเล็กเอ่ยบอก แต่เจ้าตัวหันซ้ายหันขวาไปมาไม่อยู่เฉย

“ เธอจะหันอะไรหนักหนา อยู่เฉยๆไม่เป็นหรือไง”

“ ก็” มันพูดแค่นั้นก็เงียบไป

“ ก็อะไร”

“ ก็ ทำไมคนมองมาที่เรา เยอะจัง หนูไม่ชินอะ” จะไม่ให้มองเยอะได้ไงละ นานๆบริษัทนี้จะเห็นหน้าเขาที ปกติก็ไม่ค่อยได้ลงมาแบบนี้หรอก ถ้าจะกินข้าวก็ฝากเลขาไอ้ธีร์มันซื้อ ไม่ค่อยชอบลงมาหรอก ก็เพราะคนมันมองเยอะไง เขาก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน แต่เพราะมีไอ้เด็กดื้อข้างๆเนี้ย เขาก็ต้องลงมาหาอะไรกิน ไม่งั้นถ้าสั่งไปมันไม่กินแน่ ก็จะบอกว่าเดี่ยวก่อนๆ นอกจากจับยัดหนะถึงจะกิน

“ ก็ไม่ต้องไปสนใจ เธอจะไปสนใจทำไม” ผมบอกไป ก็ไม่แปลก ยิ่งมีคนตัวเล็กมาเดินข้างผมอีก ใครๆก็ต้องมอง แล้วก็คงคิดไปไหนต่อไหนกันหมดละ

“ ก็หนูไม่ชอบ” ไอ้คนข้างๆบ่นอุบอิบ

“ ไม่ชอบก็เดินเร็วๆ จะกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่หรือไง ข้างหน้าบริษัทมีร้านอยู่รีบเดิน” และเมื่อเดินออกมานอกบริษัทก็ประทะเข้ากับอากาศที่ร้อนเกือบ 40 องศา แล้วเวลาเที่ยงๆนี้ แดดไม่ต้องพูดถึง

“ อ้าว พี่เลิฟไปเอาร่มมาจากไหนอะ เมื่อกี้ยังไม่มี” หัวแหวนเงยหน้าขึ้นไปมองเมื่ออยู่ดีๆก็มีเงาร่มมาบังแสงแดดที่แสบร้อนเหลือเกิน

“ ไม่ต้องสงสัยซักเรื่องไม่ตายหรอกมั้ง รีบเดินไปเร็วๆเถอะ” ผมที่ขี้เกียจตอบเลยดุไปทีนึง แล้วคาดว่าไอ้คนตัวเล็กข้างหน้าคงไม่นอยก็งอลแหละ ก็ดูเดินดิ ก้มหน้า ไม่หันมาพูดกับผมอีกเลยจนเดินมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยว

“ จะกินอะไร” ผมถาม แต่เจ้าคนที่บอกอยากกินก็ยังทำเป็นไม่ยอมพูด

“ เส้นเล็กน้ำตก” แต่ยังดีที่ยอมบอก

“ เอาผักมั้ย” ผมถามต่อ

“ใส่มาเถอะหน่า!” นั้นไง ผมว่ามันเริ่มกวนละ

“ งั้นเอาเล็กน้ำตกพิเศษ 2 ใส่ทุกอย่างครับ” ผมสั่งคุณลุงไป แล้วเดินนำมันไปนั่งที่โต๊ะ แต่ไอ้คนตรงหน้าเนี้ยหน้าบูดเป็นตูดเชียว

“ ได้แล้วจ๊ะ เล็กน้ำตกพิเศษ” เป็นคุณป้าที่รับหน้าที่เป็นคนเสิร์ฟ

พอได้ของที่ต้องการแล้วผมก็ลงมือกินอย่างเร็วเพราะอากาศที่ร้อนแถมคนในร้านก็เยอะอีก รีบกินแล้วรีบขึ้นห้อง ร้อนขนาดนี้ ขณะที่ผมกินไปได้เกือบครึ่งแล้วเงยหน้าไปมองไอ้คนตรงข้าม ปรากฏว่าในชามก๋วยเตี๋ยวมันยังไม่ยุบเลยซักนิด เพราะอะไรหนะหรอ มันนั่งเขี่ยผักออกอยู่นั้นไง

“ แล้วทำไมไม่บอกว่าไม่กินผัก” ผมดุมัน มันก็เงยหน้าขึ้นมามองผมแปบนึงแล้วก้มหน้าเขี่ยผักมันต่อ

“ เห้อ เด็กชิบหาย” ผมบ่นออกไปแล้วเอื่อมมื่อไปดึงชามมันมาหาตัว

“ ทำอะไรหนะ! เอาก๋วยเตี๋ยวหนูไปทำไม” มันเอ่ยขึ้นเสียงดัง ผมไม่ตอบรีบตักผักชีที่มันลอยหน้าออกมาใส่ชามผม แล้วก็ผักบุ้ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตักออก ไอ้เสียงติดจะหงุดหงิดก็เอ่ยขึ้นอย่างงเร็ว

“ อย่าเอาผักบุ้งหนูไปนะ!!”

“ ก็ไม่กินไม่ใช่หรือไงละ”

“ ไม่กินแค่ผักชี” มันพูดออกมาเบาๆเหมือนกลัวโดนผมดุละมั้ง

“ เอ้า เอาไป ที่หลังไม่กินอะไรก็บอก มานั่งเขี่ยทิ้งแบบนี้มันเสียดายของ รีบกิน ร้อน!!” ผมดันชามก๋วยเตี๋ยวกลับไปแล้วเร่งให้มันรีบๆกิน แต่จริงๆก็ไม่ร้อนอะไรขนาดนั้นหรอก แต่มันก็ร้อนนั้นแหละ (อะไรของแกห้ะเจ้าเลิฟ:ไรท์) เอาเป็นว่ามันก็ร้อนนั้นแหละ

 

“ อ้า อิ่มจัง อร่อยมากเลยอะ พาหนูมากินอีกนะ” พอพวกผมกินไปได้สักพักก็หมด แต่หมดในที่นี้คือไม่เหลือน้ำเลย ไม่ใช่ของผมหรอก ของไอ้คนตรงข้ามนั้นแหละ แถมยังมีการบอกผมอีกนะว่าอยากกินอีกให้พามาใหม่ ลืมไปละหรือไงวาก่อนหน้านั้นตัวเองทำหน้าโกรธอยู่เลยนะ

“ ขนาดนั้นเลย” ผมถามออกไป

“ ขนาดนั้นแหละ” 

 

---------------------------------------- 

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ 

1 ไลค์ = 1 กำลังใจ  

1 คอมเมนต์ = 1 เเรงผลักดัน 

ความคิดเห็น