ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 7.คำทำนาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 357

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2563 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7.คำทำนาย
แบบอักษร

งานเทศกาลฉงหยาง

เหย่เตี๋ยได้พาท่านแม่ตลอดจนท่านอาทั้งสองออกมาเที่ยวชมเทศกาลฉงหยางในปีนี้ด้วย ถึงแม้ว่าทั้งสามจะป่วยหนักแต่ก็พยายามที่จะออกมาเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้น ๆ แต่คนในครอบครัวของเหย่เตี๋ยนั้นก็ต่างมีความสุขกันเป็นอย่างดี

และนี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่เหย่เซียวยิ้มออกอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้เสียพ่อแม่ไปในเหตุร้ายที่เกิดขึ้นขึ้นกับตระกูลเมิ่ง ตอนที่เถ้าแก่ใจร้ายร้านผ้าไหมพาคนมาที่บ้านตระกูลเมิ่งนั่นเอง เหย่เตี๋ยเป็นญาติผู้น้องยิ้มออกก็น้ำตาไหลออกมาทันที

“พี่เตี๋ยท่านร้องไห้ทำไมขอรับ?” เหย่ซวินได้เอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นน้ำตาของญาติผู้พีี่ที่ไหลออกมาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว

“ข้าทั้งดีใจและเสียใจน่ะ เจ้าดูเอาเองสิ” เหย่เตี๋ยตอบเหย่ซวินแล้วชี้ให้เขามองไปที่เหย่เซียวกัยพ่อแม่ของเขา ทำเอาเหย่ซวินน้ำตาไหลออกมาด้วยอีกคน

“อาเซียวยิ้มออกมาแล้วสินะขอรับ? รอยยิ้มที่พวกเรามิเห็นมาร่วมปี” เหย่ซวินพูดขึ้นพร้อมเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมารีบเช็ดน้ำตาตัวเองทันที เพราะเขาไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอของเขา

“ใช่... ข้าอยากให้อาเซียวยิ้มได้แบบนี้ตลอดเวลาเลย!!” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยบอกเหย่ซวินออกไปตามตรง เพราะอยากเห็นน้องชายคนเล็กของตระกูลยิ้มได้

“เรื่องดีใจนี่ข้าทราบว่าคือรอยยิ้มของอาเซียว แต่เรื่องเสียใจล่ะขอรับ?” เหย่ซวินได้เอ่ยถามขึ้นต่อ ในขณะที่เหย่เตี๋ยเองก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาของตนเช่นกัน...

“ข้าเสียใจที่ไม่อาจจะทำให้พวกเรามีชีวิตที่ดีไปกว่านี้ได้น่ะสิ” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยขึ้น อย่างเจ็บใจนิด ๆ ไม่สามารถทำอะไรให้ดีไปกว่านี้แล้ว

“อย่าเสียใจไปเลยขอรับ ที่พวกเราอยู่กันมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะว่ามีท่านนะขอรับพี่เตี๋ย หากไร้ท่านบางทีตระกูลเมิ่งของเราอาจจะถึงจุดจบไปแล้วขอรับ” เหย่ซวินที่รู้ดีว่าเหย่เตี๋ย ทำดีที่สุดแล้วจึงได้บอกญาติผู้พี่ของตนออกไป เหย่เตี๋ยก็พยักหน้าขึ้นมา

“ขอบน้ำใจเจ้ามากนะอาซวิน” เหย่เตี๋ยที่รู้สึกดีขึ้นจากคำพูดของเหย่ซวินเป็นอย่างมาก

“ท่านดูสิ อย่างที่ท่านเห็นนั่นแหละ วันนี้อาเซียวมีความสุข ท่านป้า ท่านพ่อ ท่านแม่ ทุกคนต่างก็พากันยิ้มออกมาทั้งนั้น ท่านเองก็ควรยิ้มเช่นกันนะขอรับพี่เตี๋ย” เหย่ซวินมองไปทางครอบครัวที่นั่งชมดอกไม้เพลิงที่สุดแสนจะตระการตาจากในเมืองหลันหลิน แล้วเขาก็มีรอยยิ้มตามมาด้วยทำให้เหย่เตี๋ยที่มองไปแล้วสามารถยิ้มออกมาได้เช่นเดียวกัน...

 

เหย่เตี๋ยที่เห็นญาติผู้น้องทั้งสองคนของตนมีความสุข ตัวเขาเองนั้นก็มีความสุขด้วยเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเหย่ซวินเองก็ต้องรับหน้าที่ในการดูแลท่านพ่อกับท่านแม่ของตน แล้วยังต้องดูแลทั้งท่านแม่ของเหย่เตี๋ยกับเหย่เซียวไปด้วย เนื่องจากว่าเหย่เตี๋ยจะต้องทำงานประจำอยู่ในจวนตระกูลหานจึงไม่มีเวลามาดูแลด้วยตัวเอง หน้าที่ทั้งหมดเลยไปตกที่น้องคนรองอยู่เหย่ซวิน ที่ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างแทนเหย่เตี๋ยทั้งหมด การที่เหย่เตี๋ยเห็นเหย่ซวินเขาก็เลยพลอยยิ้มไปด้วยนั่นเอง

ว่าด้วยเรื่องฝีมือการทอผ้าของเหย่ซวินนั้นถึงไม่ได้เป็นอัจฉริยะแบบเหย่เตี๋ย แต่การทอผ้าของเหยาซวินนั้นก็เรียกได้ว่าเก่งกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันหลายสิบเท่าเลยก็ว่าได้... งานทอผ้าไหมทั่วไปของตระกูลเหย่ซวินยังเป็นรับผิดชอบและทำมันมาโดยตลอด เขาจะทอผ้าไหมที่มีความงดงามออกมาได้เสมอจากนั้นจะส่งให้เหย่เตี๋ยนำไปปักลายในตอนที่เหย่เตี๋ยว่างจากงานหลักที่ทำในจวนตระกูลหาน โดยที่เหย่เตี๋ยได้ขออนุญาตจากฮูหยินใหญ่ทำงานส่วนตัวเพิ่มในจุดนี้ด้วย ซึ่งทางฮูหยินใหญ่ตระกูลหานก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี จึงไม่ได้คัดค้านอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย

และตอนปักลายผ้าเสร็จแล้ว ฮูหยินใหญ่ตระกูลหานมักจะขอดูก่อนขายเสมอ หากถูกในนางก็ซื้อเก็บเอาไว้ใช้เองเลย หรือบางทีก็เหมาซื้อผ้าไหมที่เหย่ซวินทอ เอามาไว้ใช้ในจวนตระกูลหานด้วย เพราะไหมต่าง ๆ ที่เหย่เตี๋ยใช้นั้นเป็นไหมชนิดเดียวกับที่เอาจากที่บ้าน จึงทำให้ผ้าไหมกับด้ายลายปักดูเหมือนเป็นผ้าชนิดเดียวกันนั่นเอง

เหย่ซวินนั้นมีความเก่งที่ต่างจากเหย่เตี๋ย เพราะเหย่ซวินนั้นจะโดดเด่นมากเรื่องการย้อมสีผ้าหรือการย้อมสีเส้นใยไหม อยากได้สีอะไร? เข้มหรือจางมากน้อยเพียงใด? ต้องการให้สีสว่างจนท้อนแสงหรืิอไม่? เหย่ซวินนั้นสามารถย้อมออกมาให้ตรงตามที่ต้องการทุกอย่าง... เนื่องจากความสามารถในการใช้สีที่โดดเด่น หากว่างเว้นจากการทอผ้าแล้วเหย่ซวินก็มักจะวาดรูปที่ต้องใช้สีชนิดต่างมาผสมกันแล้วดูความเปลี่ยนแปลงของสีในรูปภาพ ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้จริงในการย้อมสีผ้าตามที่เขาถนัด

ท่านแม่ของเหย่ซวินนั้นมาจากตระกูลที่มีความสามารถในการทำกระดาษ ซึ่งไม่ได้เป็นที่หาได้ง่าย ๆ เพราะกระดาษนั้นส่วนใหญ่มักจะเอาไปไว้ใช้เขียนยันต์หรือตำราที่สำคัญ ๆ เพราะตำราส่วนใหญ่จะใช้ผ้าหรือไม้ไผ่ในการบันทึก ถึงท่านแม่ของเหย่ซวินจะป่วยแต่ก็ได้ถ่ายทอดศาสตร์ในการทำกระดาษชนิดต่าง ๆ ให้เหย่ซวินจนครบแล้ว และท่านแม่ของเหย่ซวินนี่เองที่ได้เป็นผู้สอนให้เขาได้รู้จักการผสมสีด้วยนั่นเอง

“ท่านแม่ ดื่มชากับเปาจือนะขอรับ” เหย่เตี๋ยได้นำเปาจือกับน้ำชาออกมาให้ท่านแม่ของตนกิน

“แล้วของคนอื่นล่ะ!?” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามออกมาทันที

“นั่นไงขอรับอาซวินกำลังเอาให้ท่านอาทั้งคนกินอยู่” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยออกไป พร้อมชี้ให้ท่านแม่ของตัวเองได้เห็น พอนางมองไปเห็นว่าทุกคนได้กินกันแล้ว นางถึงจับเปาจือเข้าปากไปเช่นคนอื่น ๆ เหย่เตี๋ยเข้าใจท่านแม่ของตัวเอง คงกลัวว่าเหย่เตี๋ยจะเอาแต่ของดีมาให้นางกินเพียงผู้เดียว

“พี่เตี๋ยเปาจืออร่อยมากเลยนะขอรับ ท่านซื้อมาจากที่ไหนหรือ?” เหย่เซียวได้เอ่ยถามออกไปพร้อมกินเปาจืออย่างเอร็ดอร่อย ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเหย่เตี๋ยไปหาของกินอร่อย ๆ แบบนี้มาจากไหนกัน

“พอดีจวนตระกูลหานที่พี่ทำงานอยู่ด้วย มีนายท่านและฮูหยินใหญ่ที่ใจดีมาก ๆ น่ะ ท่านทำแจกบ่าวไพร่ทุกคนให้เอาไปแบ่งคนที่บ้านกินกัน” เหย่เตี๋ยตอบออกไปตามความจริง แต่ท่านแม่ของเหยาเตี๋ยก็ยิ้มขึ้นมา นางพอใจมากที่เลี้ยงเหย่เตี๋ยออกมาได้เป็นเด็กดีแบบนี้

“ถ้ากินดีแบบนี้ข้าไปอยู่กับท่านด้วยคนนะขอรับ” เหย่เซียวได้เอ่ยขึ้นมาตามประสาเด็ก แต่มันทำให้เหย่เตี๋ยรู้สึกว่า... เขาดูแลทุกคนได้ไม่ดีพอ...

“พี่เตี๋ย ท่านอย่าไปฟังอาเซียวให้มากนักนะขอรับ เขายังเด็กมักพูดอะไรออกไปโดยไม่คิดหรอกขอรับ” เหย่ซวินที่เห็นเหย่เตี๋ยนิ่งไปได้เอ่ยขึ้น เขารู้ดีว่าเหย่เตี๋ยเป็นคนคิดมากแค่ไหน

“ข้าขอโทษนะขอรับพี่เตี๋ย ไปเป็นบ่าวเค้า ถึงจะมีของกินดีแค่ไหนแต่ก็ไร้อิสระสินะขอรับ?” เหย่เซียวรีบเอ่ยขึ้นมาทันที เพราะรู้ว่าตนได้พลั้งปากพูดอะไรไม่ดีออกไปแล้ว

“อย่าคิดมากเลยนะเตี๋ยเอ๋อ อาเซียวก็พูดตามประสาเด็กอย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ อาจจะปากไวไปหน่อย” ท่านแม่ของเหย่เตี๋ยรีบบอกให้เหย่เตี๋ย ทำใจให้สบายขึ้นมา อย่าได้คิดอะไรมาก ซึ่งเหย่เตี๋ยก็ทำตามทันที เพราะไม่อยากให้วันรวมครอบครัวต้องมากร่อยเพราะตัวเองเป็นสาเหตุ

ครอบครัวของเหย่เตี๋ยพอกันเที่ยวงานและชมดอกไม้เพลิงอยู่สักระยะ พวกเขาก็เตรียมตัวที่จะกลับบ้านที่อยู่ชาญเมืองกัน เหย่เตี๋ยก็ได้เตรียมเดินออกไปส่งทุกคนที่บ้านชานเมืองหลินหลิงทันที

“อ้าวเหย่เตี๋ยจะไปไหนหรือ?” เกวียนเวทย์ตระกูลหานได้ขับผ่านทางมาและคนขับจำเหย่เตี๋ยจึงจอดถามออกไป

“ข้าจะไปส่งท่านแม่และครอบครัวที่ชาญเมืองขอรับ” เหย่เตี๋ยตอบออกไปทันที

“ทางไปเมืองผิงเฉิงใช่หรือไม่?” คนของจวนตระกูลหานถามขึ้นมาอีกครั้ง

“ใช่ขอรับบ้านข้าอยู่ทางไปเมืองผิงเฉิงขอรับ” เหย่เตี๋ยตอบออกไปทันที

“พาทุกคนขึ้นมาเลย ทางผ่านข้าพอดี ข้าต้องไปทำธุระด่วนให้นายท่านน่ะ” คนตระกูลหานได้เอ่ยขึ้น ทำให้เหย่เตี๋ยไม่ต้องเสียเวลาพาทุกคนในครอบครับเดินกลับ

 

ผ่านไป1เค่อ

เกวียนเวทย์ตระกูลหานก็ได้มาจอดที่หน้าทางเข้าบ้านตระกูลเมิ่ง เหย่เตี๋ยได้ขอบคุณอีกฝั่งออกไปทันที และได้พาทุกคนเข้าบ้านไป พอจัดแจงทุกอย่างเสร็จก็เตรียมขอตัวกลับจวนตระกูลหาน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องทำงานแต่เช้า... เหย่เตี๋ยจึงเดินทางกลับเข้าเมืองหลันหลินไป

 

ขากลับเข้าเมืองหลันหลิน

เหย่เตี๋ยได้เจอกับหญิงชราผู้นึงที่ดูเหมือนว่าจะเดินทางมาจากไปดูงานเทศกาลในเมืองหลันหลินมาเช่นกัน แต่เหมือนราวกับว่านางไม่มีแรงเดินต่อ จึงนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนึง ซึ่งนี่ก็เป็นยามวิกาลแล้วด้วย เหย่เตี๋ยเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกับหญิงชราผู้นั้น จึงไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปหาหญิงชราผู้นั้นในทันทีด้วยความเป็นห่วง...

“ท่านยายยามวิกาลเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ผู้เดียวหรือขอรับ?” เหย่เตี๋ยเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วงหญิงชรา โดยที่ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นในหัวเลยแม้แต่น้อย...

“ข้ากลับมาจากไปเที่ยวชมเทศกาลฉงหยางในเมืองน่ะ ตอนนี้กำลังจะกลับบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ชายป่า เลยนั่งพักเอาแรงก่อน!!” หญิงชราผู้นั้นได้ตอบขึ้นมาทันที เหย๋เตี๋ยเองก็ไม่ไดคิดอะไรมากเพราะผู้คนที่อยู่ชานเมืองต่างค่อย ๆ ทะยอยออกมาจากเมืองกันทั่งนั้น เหมือนที่เขาพึ่งได้ไปส่งครอบครัวมานั่นเอง

“ท่านมาคนเดียวโดยมิมีญาติหรือลูกหลานติดตามท่านมาเลยหรือขอรับ?” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามออกไปเพราะเห็นนางนั่งอยู่คนเดียว

“เจ้านี่นี่ก็ถามแปลกนะ หากข้ามีลูกมีหลาน มีหรือที่พวกเขาจะปล่อยให้ข้าจะมานั่งอยู่ผู้เดียวเช่นนี้?” หญิงชราได้ตอบเหย่เตี๋ยไปทันที เหย่เดี๋ยก็ยิ้มแห้ง ๆ ขึ้นทันที เขาเข้าใจว่าหญิงชราเองก็คงอยากจะมาเที่ยวชมงานเทศกาลฉงหยางบ้าง

“เอาล่ะ บ้านท่านอยู่ไหนขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปส่งท่านเอง” เหย่เตี๋ยเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจ พร้อมน่งลงไปให้หญิงชราผู้นั้นได้ขี่หลัง เพื่อที่จะได้ไปส่งนางที่บ้าน หญิงชราก็ได้แต่ยิ้มพร้อมพยักหน้าออกมา

“จงฟังข้า และอย่าได้หันหน้ากลับมาหาข้า...” ชญิงชราได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงที่จริงจังขึ้นเป็นอย่างมาก เหย่เตี๋ยเองก็งงกับคำพูดของหญิงชราและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

“ท่านยายเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?” เหย่เตี๋ยรีบถามออกไปอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้หันไปมองตามที่หญิงชราสั่งเอาไว้...

“แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว... สำหรับความใจดีและเป็นคนดีของเจ้า เงียบแล้วจงฟังข้า!!” หญิงชราเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบ เหย่เตี๋ยเองก็เตรียมฟังว่าสิ่งที่นางจะพูดคือเรื่องอะไรกัน

“ข้าอยากจะขอให้เจ้าจงจำเอาไว้ว่า... ต่อจากนี้ไปในอนาคตเบื้องหน้า มิว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม หรือมิว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าอยากจะให้เจ้าจงเป็นคนดีอย่างที่เจ้าเป็นแบบนี้ต่อไป... ที่สำคัญมาก ๆ เจ้าจงจำเอาไว้ด้วยว่า... แม้ในช่วงเวลาของชีวิตที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตก็อย่าได้คิดข้าตัวตาย... โดยเด็ดขาด!! สัญญากับข้ามาก่อน” หญิงชราได้เอ่ยขึ้น แต่เหย่เตี๋ยก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไป จนนางได้ถามขึ้นต่อทันทีว่า...

“เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เจ้าให้สัญญากับข้ามิได้เลยหรือยังไง?” หญิงชราผู้นั้นได้เอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อเล็กน้อย ทำเอาเหย่เตี๋ยไม่มีทางเลือก

“ได้ข้าสัญญากับท่านก็ได้ มิว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับก็ตาม หรือว่าชีวิตของข้าจะตกต่ำเพียงใด ข้าจะมิฆ่าตัวตายโดยเด็ดขาดอย่างแน่นอนขอรับ” เหย่เตี๋ยรับปากหญิงชราออกไป แต่สาเหตุที่เขาจะฆ่าตัวตายไม่ได้นั้นก็คือ เหยาเตี๋ยยังมีอีกหลายชีวิตที่คอยเขาต้องดูแลอยู่นั่นเอง

“บางทีฟ้าก็อาจจะอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างกับคนอย่างเจ้า ข้าก็ขอให้เจ้าจงยืนหยัดต่อสู้ต่อไป มิว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แล้วความดีที่เจ้าทำมาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง... จงจำเอาไว้ให้ดีล่ะ!!” หญิงชราเอ่ยขึ้นแล้วก็ค่อย ๆ กลายเป็นผงมายาสีทองครอบตัวเหย่เตี๋ยเอาไว้ชั่วคราวก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า...

“อย่าได้ห่วงไปเลย ข้าจะอยู่เพื่อร่วมผจญชะตากรรมกับเจ้า ย่าง20ปีเจ้าจะเสียของรัก... ย่าง22ปีจะเกิดเคราะห์ใหญ่กับเจ้า... ถึงตอนนั้นเจ้าอาจจะหมดหวังถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอก แต่ในยามที่เจ้าหมดหวังไร้ซึ่งทางไปนั้นเอง... จะปรากฏบุรษหน้าหยกผ้าพร้อมกับผีเสื้อดารานั่นจะเป็นสิ้นสุดการทดสอบตัวเจ้า!!” สิ้นเสียงหญิงชราแล้ว ผงทองมายาก็ได้หายไปทันที

“ท่านยาย... ท่านยายขอรับ... ท่านยังอยู่หรือไม่?” เหย่เตี๋ยเอ่ยถามออกไป แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงหญิงชราอีกเลย ทำให้เหย่เตี๋ยเป็นกังวลอย่างมากและกลัวว่าหญิงชราจะเป็นอะไรไป จึงได้หันกลับไปดูทันที แต่ที่ด้านหลังก็ไม่มีหญิงชราคนนั้นแล้ว... สร้างความมึนงงให้กับเหย่เตี๋ออีกครั้ง แต่มีข้อความง่าย ๆ ตรงที่หญิงชราเคยนั่งอยู่เขียนเอาไว้ ซึ่งเหย่เตี๋ยพอจะอ่านออกว่า...

[จงกลับไปใช้ชีวิตของเจ้าซะ แล้วอย่าลืมที่รับปากกับข้าไว้ จงทำความดีและอย่าได้คิดมาก]

พอเหย่เตี๋ยได้อ่านแล้ว ก็เกิดความกังวัลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาก็แค่ว่าเมื่อฟ้ากำหนดมาแล้ว... อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เขาคงไม่อาจจะหยุดโชคชะตาได้

เหย่เตี๋ยเดินทางกลับจวนตระกูลหานต่อในทันที ถึงแม้แม่หญิงชราจะบอกไม่ให้เขาคิดมากก็ตาม แต่ตลอดทางกลับจวนตระกูลหาน เหย่เตี๋ยก็เอาแต่คิดถึงคำพูดของหญิงชราที่พูดกับเขา ที่ฟังแล้วคล้ายกับว่าจะเป็นคำทำนายอนาคตของเขาอยู่ตลอดเวลาเลย คืนนั้นเหย่เตี๋ยนั้นมีอาการนอนไม่หลับเพราะเรื่องนี้เข้ามารบกวนอีกด้วย...

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和21114

เรื่องราวของเหย่เตี๋ยในตอนนี้ ก็จะเริ่มมีโครงเรื่องบางส่วนไปสอดคล้องกับเทพยุทธทะลุมิติแล้วนะครับ ใกล้จะเชื่อมจักรวาลแล้ว อิอิ

ถ้าไรท์พิมพ์ผิดเป็นซื่อหมิงขออภัยนะครับ บางทีมันเบลอกับเรื่องหลักครับ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น