ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

2.เส้นทางแห่งไหม

ชื่อตอน : 2.เส้นทางแห่งไหม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 496

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2563 21:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2.เส้นทางแห่งไหม
แบบอักษร

จนเวลาได้ผ่านไปอีก2ปี

อาหญิงของเหย่เตี๋ยก็ได้ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยเป็นเด็กผู้ชายมีนามว่า... เหย่เซียว ทำให้บ้านทั้ง3หลังนั้น มีความสุขกันเป็นอย่างมากเพราะในที่สุดตระกูลเซียวก็มีเด็กทารกเพศชายมาเกิดจนได้ และเนื่องจากเกิดจากอาหญิงจึงไม่มีใครคิดว่าเหย่เซียวจะเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเมิ่งที่เหลืออยู่ เพราะที่จริงอาหญิงของเหย่เตี๋ยนั้นนางเป็นเต้อจึงมีลูกได้ด้วยตัวเอง แต่นางได้ปกปิดเพศที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ ซึ่งมีแต่ภายในคนของตระกูลเมิ่งเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

ทำให้ทายาทรุ่นปัจจุบันมีเหย่เตี๋ย เหย่ซวิน และเหย่เซียวนั่นเอง แต่มีอีกเรื่องที่ยังเป็นความลับก็คือเยว่ซวินมีน้องชายและน้องสาวที่เป็นครรภ์เวทย์ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าทั้งคู่จะเป็นตายร้ายดีเช่นไรน้องชายมีนามว่าเซียน และน้องสาวที่มีเพศเต้อมีนามว่าเหย่เซียง เพราะทั้งคู่ได้ถูกส่งตัวไปทางฝั่งบ้านปู่หรือฝั่งบ้านของพ่อของเหย่เซียวนั่นเอง ทำให้ทั้ง3คนนั้นไม่เคยพบเจอกันเลยแม้แ่ครั้งเดียว แต่ทั้ง3คนมีสร้อยคอจี้ผีเสื้อผลึกสกัดต่าง ๆ คนละสีติดตัว

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหย่เตี๋ยที่มีอายุย่างเข้าวัย12ปี ได้พาญาติผู้น้องอย่างเหย่ซวินออกมารดน้ำพืชผักในตอนเช้า และแยกย้ายกันไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายกันต่อในตอนสาย ๆ ของแต่ละวัน

หลังจากที่เหย่เตี๋ยได้เลือกเส้นทางแห่งไหมเพราะความที่เขานั้นอยากจะเป็นช่างทอผ้าเหมือนผู้เป็นแม่ ทำให้เหย่เตี๋ยต้องเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปลูกหม่อนและเลี้ยงหนอนไหมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนอนไหมธรรมดาหรือหนอนไหมอสูร

เหย่เตี๋ยได้เรียนรู้ที่เริ่มปลูกต้นหม่อนที่ใช้เป็นอาหารหลักของหนอนไหมจากพ่อของเหย่ซวิน หม่อนเป็นพืชที่สามารถปลูกขึ้นได้ดีในดินต่าง ๆ เกือบทุกชนิด แต่การปลูกหม่อนนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลายด้าน ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง และมีการระบายน้ำดีและมีหน้าดินลึก ไม่เป็นดินเปรี้ยวหรือเป็นด่างมากเกินไป

เหย่เตี๋ยได้พาเหย่ซวินขุดดินเพื่อตีแปลงเพื่อใช้สำหรับปลูกหม่อนโดยตรง เมื่อทำการเตรียมหลุมปลูกหม่อนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาใช้หลักไม้ไผ่ปักสร้างปลูกตามแนวที่ต้องการ จากนั้นก็นำเชือกเถาวัลย์มาขึงให้ตึงระหว่างหลักทั้งสอง แล้วจึงเริ่มนำท่อนพันธุ์หม่อนทีี่เตรียมเอาไว้ปลูกหลุมละ3-4ท่อน ปลูกโดยการปักชำและนำท่อนพันธุ์ปักลงดินให้ตั้งฉากกับพื้นดิน โดยปักลงในหลุมที่เตรียมไว้ ลึกลงในไปในพื้นดิน7ส่วนของความยาวท่อนพันธุ์หรือมีตาอยู่เหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นงานไม่ใช่ง่าย ๆ แต่เหย่เตีี๋ยกับเหย่ซวินก็ไม่เคยบ่น พวกเขาต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

ต้นหม่อนที่โตเต็มวัยแล้วสามารถให้กำเนิดดอกและออกผลได้ซึ่งหม่อนแต่ละพันธุ์ก็จะมีดอกและสีที่ต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ผลหม่อนนั้นสามารถกินดิบได้แต่รสชาติไม่ดีเท่าไร เด็กทั้งคนต่างก็ช่วยกันเก็บผลหม่อนที่โตเต็มวัยกันทุกวัน

ผลหม่อนสามารถเก็บเกี่ยวผลและนำไปแปรรูปด้วยการนอมอาหารได้ เช่นการกวนใส่น้ำตาลจนมีรสหวานแล้วเก็บไว้กินนาน ๆ ได้ ตลอดจนนำไปต้มกับน้ำตาลแล้วตากแห้งเก็บเอาไว้กินช่วงหน้าแล้ง... เหย่เตี๋ยยังเคยเห็นท่านอาของเขานำผลหม่อนไปหมักเป็นสุราอีกด้วย...

นอกจากการปลูกหม่อนแล้ว เหย่เตี๋ยเรียนรู้ทุกอย่างแม้กระทั่งการสร้างโรงเรือนเพื่อเลี้ยงไหม ที่ต้องสร้างตามแนวตะวันออก ตะวันตก สะดวกต่อการทำความสะอาด มีการถ่ายเทอากาศได้ดี สามารถป้องกันศัตรูของหนอนไหมต่าง ๆ ได้ และควรปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบ ๆ โรงเลี้ยงเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด ทำให้หนอนไหมนั้นผ่อนคลายเพราะไม่ร้อนมากเกินไป จะได้ให้เส้นใยที่ดีกว่าเดิม โรงเลี้ยงไหมควรอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยพอประมาณ และควรมีห้องเก็บใบหม่อนที่สามารถเลี้ยงไหมได้2เวลา

การเลี้ยงหนอนไหมอสูรเองเป็นอีกอย่างที่เหย่เตี๋ยต้องเรียนรู้ หนอนไหมอสูรจะต่างจากหนอนไหมธรรมดาตรงที่ พวกมันถักรังไหมทุกวันจนครบเวลา3เดือน มันจะผลัดรังไหมเพิ่มเริ่มถักรังไหมรังใหม่ทันที ซึ่งในกรณีนี้ก็จะมีหลาย ๆ ครั้งที่เส้นใยไหมจำนวนไม่น้อยหล่นลงพื้น ทำให้ใต้บริเวณต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่นั้น ด้านล่างเต็มไปด้วยรังไหมและเส้นใยไหมที่ตกลงพื้น... ส่วนหนอนไหมธรรมดาต้องรอให้มันเป็นดักแด้ก่อนถึงจะเก็บเอารังไหมได้

เมื่อได้รังไหมมาแล้ว ทั้งเหย่เตี๋ยและเหย่ซวินก็จะพากันมาหัดสาวไหมกันต่อ หากเป็นไหมทั่วไปจะต้องต้มแล้วดึงเอาเส้นใยออกมาส่วนตัวไหมจะตายเพราะถูกต้ม แต่หนอนไหมอสูรนั้นจะใช้วิธีการต่างกัน

“เหย่ซวิน วิธีสาวไหมของหนอนไหมอสูรนั้นเจ้าจะใช้วิธีเดียวกับหนอนไหมทั่วไปมิได้นะ” เหย่เตี๋ยรีบเตือนญาติผู้น้องออกไปทันทีเมื่อเห็นเหย่ซวินวัย5ขวบที่มาช่วย จะเอาหนอนไหมอสูรที่เป็นดักแด้ไปต้มเหมือนหนอนไหมทั่วไป

“หนอนไหมอสูรนั้นปกติเราจะใช้แต่รังไหมที่มันทำการผลัดไหมแล้วเท่านั้นนะ” เหย่เตี๋ยสอนอย่างใจเย็น และยกรังไหมป่าวให้เหย่ซวินดู เด็กน้อยพยักหน้าเข้าใจทันที

“จากนั้นให้เตรียมน้ำอุ่นเพื่อเอามาละลายกาวไหมโดยใช้น้ำร้อน7-8ส่วน ต่อน้ำเย็น2-3ส่วนมาผสมให้เข้ากันแล้วนำรังใยไหมบริสุทธิ์ลงไปแช่ทิ้งไว้1-2เค่อ กาวไหมก็จะสลายทำให้เส้นไหมที่ถักเป็นรังไหมแยกออกจากกัน” เหย่เตี๋ยทำไปพรางสอนไปอย่างที่แม่ของเขาเคยสอนเขามา การทำให้ดูและพูดให้ฟังเรื่อย ๆ จะทำให้เด็ก ๆ นั้นจำได้ง่าย ซึ่งเขาก็เรียนมาแบบนี้ และตอนนี้จะส่งต่อเหย่ซวิน ซึ่งเด็กน้อยนั้นก็ตั้งใจฟังทุกวัน

“เมื่อกาวไหมละลายหมดแล้ว เราก็จะเริ่มสาวไหมกัน โดยใช้พวงสาวไหมนะ” ว่าแล้วเหย่ก็นำพวงสาวไหมตั้งขึ้นเหนืออ่างที่มีรังไหมละลายอยู่ พร้อมกับนำไม้ครีบที่มีช่องตรงกลางใส่เส้นแล้วนำขึ้นไปตีเกลียวเพื่อพันที่พวงสาวไหมก็จะได้เส้นไหมออกมา เหย่เตี๋ยนั้นทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน แล้วค่อย ๆ สอนเหย่ซวินให้ทำตาม จนในกระจาดเต็มไปด้วยเส้นใยไหม

“คราวนี้เราจะใช้เหล่งเพื่อม้วนพันเส้นใยไหมให้เป็นไจ” เหย่เตี้ยสอนไปหมุนเส้นใยไหมเข้าเหล่งไป จนมีเส้นใยไหมเต็มเหล่งไปหมด

“เมื่อเส้นใยไหมเต็มเหล่งแล้วเราก็จะเริ่มมัดให้เป็นไจ แล้วเอาไปพึ่งลมให้แห้งนะ” เหย่เตี้ยนั้นถึงจะยังเด็กมีอายุแค่12ปี แต่การทอผ้าของเขานั้นจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์เลยทีเดียว เพราะไม่เป็นรังไหมชนิดไหน ไหมจะขาดง่ายขนาดไหน หรือจะลื่นขนาดไหน ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเหย่เตี๋ยเลยแม้แต่น้อย

“พี่เหย่เตี๋ย ตากแดดมิแห้งเร็วกว่าหรือขอรับ?” เหย่ซวินถามออกมา เพราะเท่าที่เขารู้ตากแดดย่อมแห้งไวกว่าพึ่งลมอยู่แล้ว

“มิได้นะ เจ้าจะต้องระวังด้วย เพราะมิว่าไหมชนิดใดก็ตาม การที่ตากแดดนั้นจะทำให้เส้นใยไหมเสียคุณภาพมิงดงามเช่นดังเดิม” เหย่เตี๋ยได้ตอบญาติผู้น้องออกไปจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันพึ่งเส้นใยไหมที่สาวไหมและแยกเป็นไจจนเสร็จ... และไปเริ่มทำอย่างอื่นต่อ

ช่วงสาย ๆ ของวันเป็นการกรอไหม เหย่เตี๋ยจะนำเส้นใยไหมที่ได้แยกออกเป็นไจแล้วพึ่งลมจนแห้งสนิทดีแล้วของวันก่อน ๆ มาปั่นไหมเข้าหลอดที่เตรียมไว้ เพื่อที่จะได้ใช้ทอในยามบ่าย การปั่นไหมเข้าหลอดนั้นไม่ใช่ขึ้นตอนที่ยากก็จริงแต่ก็ใช้ความประณีตไม่แพ้ขั้นตอนอื่นเลย เหย่เตี๋ยที่รู้จักงานทอผ้าเป็นอย่างดีจึงค่อย ๆ ปั่นไหมเข้าหลอดอย่างละเมียดละไมจนงานปั่นไหมเสร็จ ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว

มื้อเที่ยงส่วนใหญ่บ้านทั้งสามหลังจะมาร่วมตัวกันเพื่อกินมื้อเที่ยงด้วยกันตลอด เพื่อจะได้รู้ว่างานของใครได้ทำอะไรถึงตรงไหนแล้ว... หากใครทำอะไรไม่ทัน คนอื่น ๆ จะได้พากันไปช่วยจุดที่ไม่ทันก่อน... เพื่อให้งานของทุกคนได้ลุล่วงและเสร็จไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากนั้นให้บางวันก็จะต้องเข้าฟันหวี ก่อนจะทอผ้าไหมได้เหย่เตี๋ยนั้นก็จะเป็นต้องเรียนรู้เรื่อง ฟันหวีหรือฟืมก่อน ซึ่งฟันหวีเป็นเครื่องมือใช้สำหรับลางเส้นใยไหมให้เป็นระเบียบ และมีประโยชน์ในการทอโดยใช้กระทบไหมเส้นพุ่งให้ขยับเข้าขัดกับไหมเส้นยืนหรือสานให้เป็นผืนผ้าออกมาอย่างสวยงาม

ฟันหวีนั้นทำด้วยไม้เป็นซี่ๆ โดยมีขอบ ยึดไว้ทั้งข้างบนและข้างล่าง หัวและท้าย เพื่อยึดฟันหวีให้สม่ำเสมอและคงทน แต่การทำฟันหวีด้วยไม้นั้น ช่วงห่างของฟันหวีไม่สม่ำเสมอและโยกได้จึงทำให้ผ้าไหมทอออกมาไม่สม่ำเสมอ ขาดความสวยงามและคุณภาพ ซึ่งช่างทอได้มีการพัฒนาทำฟันหวีด้วยโลหะที่ไม่เกิดสนิมจึงทำให้คุณภาพของผ้าที่ทอดีขึ้น ซึ่งมีความงดงามสม่ำเสมอและไม่โยกทำให้ได้ผ้าทอที่มีความสวยงาม

การนำไหมหรือการเข้าฟันหวี โดยก่อนเข้าฟันหวีนำไหมไปเข้าหนีบไว้เพื่อยึดเส้นใยไหมด้านหนึ่งเอาไว้ก่อน แล้วใส่เส้นไหมลงไปในช่องฟันหวีช่องละ2เส้น ในการเข้าฟันหวีจึงจำเป็นต้องใช้คน2คนช่วยกันทำ โดยคนหนึ่งเป็นคนส่งเส้นไหมเข้าช่องอีกคนหนึ่งช่วยดึงฟันหวีให้ห่างและใช้ตะขอเกี่ยวเส้นไหมเข้าช่องฟันหวี ฟันหวีจะช่วยสางเส้นไหมให้เป็นระเบียบและสม่ำเสมอซึ่งเหย่เตี๋ยมักจะช่วยแม่ของเขาทำเป็นประจำ

มาช่วงบ่ายนั้นงานหลักก็คือการทอผ้า ผู้หญิงทุกคนซึ่งมีแม่ของเหย่เตี๋ย แม่ของเหย่ซวิน และแม่ของเหย่เซียว รวมทั้งเหย่เตี๋ยจะพากันทอผ้าไหมบริสุทธิ์กันอยู่ที่เรือนของตนไปเรื่อย ๆ จนถึงยามเย็น

ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะออกมาเป็นผ้าผืน คือการทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นใยไหม2ชุด คือชุดแรกเป็น [เส้นไหมยืน] จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอผ้าหรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่งคือ [เส้นไหมพุ่ง] ที่จะถูกกรอเข้าหลอดเพื่อใส่ในกระสวยอีกที เพื่อให้กระสวยเป็นตัวนำเส้นด้ายพุ่งสอดขัดเส้นไหมยืนเป็นมุมฉาก ทอสลับกันไปตลอดความยาวของผืนผ้า

การสอดไหมพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน ก็จะได้ผ้าไหมที่มีสีเดียวกันทั้งผืน

ส่วนลวดลายของผ้าไหมนั้น ขึ้นอยู่กับการวางลายผ้าตามแบบของช่างทอที่ได้ทำการมัดลายไหมเอาไว้ก่อนย้อม ซึ่งเป็นการทอผ้าระดับสูงตอนที่เหย่เตี๋ยยังไม่ได้เรียน

เหย่เตี๋ยต้องเรียนรู้การทอผ้าที่ถูกต้องไปด้วยจากแม่ของเขาสิ่งมี4ขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้

1สืบเส้นไหมยืนเข้ากับแกนม้วนไหมยืน และร้อยปลายไหมแต่ละเส้นเข้าในตะกอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลายเส้นไหมยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอไหมเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นไหมพุ่ง

2เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นไหมยืนชุดแรก จะถูกแยกออกและเกิดช่องว่างให้ สอดกระสวยไหมพุ่งผ่าน จากนั้นสลับตะกอชุดแรกยกตะกอชุดต่อไป สอดกระสวยไหมพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ

3การกระทบฟันหวีหรือฟืม เมื่อสอดกระสวยไหมพุ่งกลับก็จะกระทบฟันหวีด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ไหมพุ่งแนบติดกันจนได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา

4การเก็บหรือม้วนผ้าไหม เมื่อทอผ้าไหมได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บในแกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนไหมยืนให้คลายออกก่อน และปรับความตึงหย่อนใหม่ให้พอเหมาะก่อนที่จะเริ่มทอผ้าไหมต่ออีกที...

ชีวิตในวัยเด็กของเหย่เตี๋ยนั้น อาจไม่ได้มีสีสันเหมือนชีวิตของเด็กคนอื่น ๆ ในพิภพไท่หยาง แต่เหย่เตี๋ยก็ได้โตมาพร้อมกับสิ่งที่ตนตั้งใจอยากจะเป็นนั่นก็คือช่างทอผ้านั่นเอง...

พอฝีการทอผ้าไหมของเหย่เตี๋ยเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แม่ของเหย่เตี๋ยก็ได้เริ่มสอนให้เหย่เตี๋ยหัดปักผ้าอน่างที่ตนได้เคยร่ำเรียนมาจากตระกูลเฟิ่ง ในช่วง2เดือนแรกของการเริ่มปักผ้านั้น ฝีมือของเหย่เตี๋ยนั้นเรียกได้ว่า...ดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยเหย่เตี๋ยนั้นอาจจะเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านนี้อยู่แล้ว ก็เลยทำให้เขาเรียนรู้งานปักที่ไม่ซับซ้อนเท่าการทอผ้าไหมได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี

และเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ซื่อหมิงกลับมาปักลายใส่ผ้าไหมบริสุทธิ์ขายนั่นเอง

 

เหย่เตี๋ยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทอผ้าโดยละเอียดทั้งหมดก่อนที่จะอายุ15ปีเต็ม ส่วนเรื่องเลี้ยงหนอนไหมยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาสามารถทำได้ดีไม่แพ้การทอผ้าและการปักลายผ้าเลยแม้แต่น้อย จนผ่านไปอีกหลายฤดู

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和21015

ว่าด้วยเรื่องการทอผ้ามารัว ๆ เพื่อทำให้เห็นความสามารถที่สุดยอดของเหย่เตี๋ยครับ ก่อนจะเข้าดราม่า😭 ของตัวละครนี้

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น