ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1.หมู่บ้านที่ล่มสลาย

ชื่อตอน : 1.หมู่บ้านที่ล่มสลาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 696

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2563 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1.หมู่บ้านที่ล่มสลาย
แบบอักษร

หมู่บ้านไหมฟ้า

หมู่บ้านขนาดเล็กที่อยู่ในแคว้นซีอาน ในเขตเมืองผิงเฉิงตะวันตก มีอาณาเขตติดต่อกับป่ามรกต หมู่บ้านนี้เดิมทีนั้นมีอาชีพเป็นพรานล่าสัตว์อสูรในป่ามรกต แต่ต่อมาได้มาการเลี้ยงหนอนไหมอสูรที่พวกนายพรานของหมู่บ้านนำออกมาจากป่ามรกต

ซึ่งต่อมาไม่นานการเลี้ยงหนอนไหมอสูรนั้นก็เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มสตรี ชิง และเต้อที่อยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ เพราะผ้าไหมที่ได้นั้นมีเนื้อดีมากกว่าผ้าไหมทั่วไป ทำให้คนในหมู่บ้านนั้นหันมาเอาดีด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงหนอนไหมอสูรและทอผ้าไหมบริสุทธิ์กัน

นายพรานในหมู่บ้านได้นำซากอสูรไปขายในเมืองผิงเฉิงกันเป็นประจำและนาน ๆ ทีจะไปขายที่เมืองหลันหลิน ทำให้เถ้าแก่ร้านผ้าไหมของเมืองผิงเฉิงได้เห็นผ้าไหมที่พวกนายพรานของหมู่บ้านไหมฟ้าใส่กัน จึงทำการติดต่อกับผู้นำหมู่บ้านไหมฟ้า เพื่อขอซื้อไปขายต่อเพราะเป็นผ้าไหมที่มีเส้นใยไหมที่งดงามมากกว่าที่อื่น ๆ เป็นอย่างมาก

ตั้งแต่นั้นมาหมู่บ้านไหมฟ้าก็เลยมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการปลูกต้นหม่อน เลี้ยงหนอนไหมอสูรและทอผ้าไหมบริสุทธิ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นที่รู้จักของคนในผิงเฉิงเป็นอย่างดี และคนภายในแคว้นซีอานก็ต้องการผ้าไหมล้ำข้าเป็นอย่างมาก

คนในหมู่บ้านไหมฟ้ามักจะทอผ้าไหมบริสุทธิ์มารวมกันแล้วนำออกไปขายตามเมืองใหญ่ ๆ จนคนภายนอกและคนในพิภพไท่หยางได้ขนานนามชื่อให้หมู่บ้านแห่งนี้ว่า... หมู่บ้านไหมฟ้า โดยมีตระกูลเม่ิงเป็นผู้นำของหมู่บ้าน ธุรกิจการทอผ้าไหมบริสุทธิ์และการเลี้ยงหนอนไหมอสูรนั้นได้เจริญมาเป็นระยะเวลามากกว่า300ปี จนมีได้พัฒนามีผ้าไหมธาตุเกิดขึ้น... และนั่นก็กลายเป็นสิ่งที่นำภัยมาสู่การล่มสลายของหมู่บ้านไหมฟ้าในเวลาต่อมา

เมื่อ50ปีก่อน สภาสวรรค์ได้ส่งคนมาทำการผูกขาดการการซื้อผ้าไหมธาตุกับหมู่บ้านไหมฟ้าขึ้นแต่เพียงผู้เดียว และก็ล้มเหลวเหลวไป... เนื่องจากทางผู้นำของหมู่บ้านไหมฟ้านั้นไม่ยอมตกลงด้วย เพราะติดที่ว่าพวกตนต้องทอส่งเป็นบรรณาการแก่ทุกแคว้นในพิภพไท่หยางอยู่แล้ว จึงไม่สามารถที่จะขายต่อสภาสวรรค์ได้อีก ที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือจำนวนเส้นใยไหมนั้น...ก็ไม่ได้มีมากพอถึงขนาดที่จะทำเพื่อทอขายได้ ทางท่านผู้นำหมู่บ้านจึงตัดสินใจ เพื่อการตัดปัญหาปัญหาที่อาจเกิดสงครามขึ้นในพิภพไท่หยาง จึงไม่ผูกขาดผ้าไหมธาตุต่อสภาสวรรค์

แต่ถ้ามีก็จะขายให้ทางสภาสวรรค์ตามปกติ แต่สภาสวรรค์กลับมองมาว่า... หมู่บ้านไหมฟ้าไม่ให้เกียรติสภาสวรรค์ก็เลยเป็นจุดเริ่มของการล่มสลายของหมู่บ้านไหมฟ้า

ตั่งแต่นั้นเป็นต้นมาหมู่บ้านไหมฟ้าก็เริ่มมีปีศาจอสูรออกมาโจมตีอยู่บ่อยครั้งอย่างไม่มีเงื่อนไขงำ แต่พวกนายพรานในหมู่บ้านก็ช่วยกันกำจัดไปได้ทุกครั้ง...

และเมื่อ30ปีก่อน ได้เกิดการรุกรานจากอสูรปีศาจอีดครั้ง และเป็นครั้งที่รุนแรงมาก ๆ โดยทางการบอกว่า... พวกมันหลุดมาจากพิภพเยว่เลี่ยงแบบไม่มีสาเหตุ พวกมันทำการเข้ารุกรานและโจมตีหมู่บ้านทุกหมู่ตามเส้นทางมายังหมู่บ้านไหมฟ้า และพวกปีศาจอสูรเหล่านี้ได้ทำการฆ่าล้างผู้คนในหมู่บ้านไหมฟ้าไปด้วย

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หมู่บ้านไหมฟ้าเหลือคนอยู่เพียงหยิบมือเดียว จากที่เคยมีเกินกว่า200คน ก็เหลืออยู่ไม่ถึง20คน ทำให้หมู่บ้านไหมฟ้าถึงการอวสานและล่มสลายลงไป...

 

ทายาทของผู้นำหมู่บ้านไหมฟ้าหรือคนของตระกูลเม่ิงนั้น... ก็มีชีวิตเหลือรอดอยู่เพียงแค่5คนเท่านั้น คือพ่อกับแม่ของเหย่เตี๋ย พ่อของเหย่ซวิน แม่ของเหย่เซียว และเหย่เตี๋ยในวัย2ขวบเท่านั้น

พ่อของเหย่เตี๋ยนั้นเป็นผู้นำหมู่บ้านไหมฟ้ารุ่นที่22 ก็ได้ยึดอาชีพนายพรานล่าสัตว์อสูรเช่นเดิม พร้อมกับน้องชาย ส่วนแม่ของเหย่เตี๋ยนั้นก็ยึดอาชีพเดิมคือเป็นช่างทอผ้าไหม และได้น้องสาวผู้เป็นแม่ของเหย่เซียวเป็นผู้ช่วยในการทอผ้าไหมอีกแรง เหย่เตี๋ยจึงได้คลุกคลีกับหนอนไหมตลอดมา...

 

การล่มสลายของหมู่บ้านไหมฟ้านั้นเป็นผลกระทบต่อทุกแคว้นในพิภพไท่หยางเพราะว่า... ผ้าไหมธาตุได้จำนวนน้อยลงเพราะขาดแหล่งผลิต สภาสวรรค์ประกาศว่าเป็นความผิดของคนในพิภพไท่หยางที่ไม่รู้จักป้องกันหมู่บ้านไหมฟ้าจนต้องสูญเสียไป

เรื่องนี้ทำให้หยางเทียนจุนผู้เป็นหนึ่งในแกนนำมนุษย์ในพิภพไท่หยางเลือดขึ้นหน้าเป็นอย่างมาก และได้พูดในที่ประชุมใหญ่ตอนประชุมมหาพิภพต้าชี่เสินว่า...

“สัตว์อสูรทำร้ายหมู่บ้านไหมฟ้าพวกเราเข้าใจ แต่ปีศาจอสูรทำลายหมู่บ้ายไหมฟ้าเป็นสิ่งที่พวกเราชาวพิภพไท่หยางมิเข้าใจ เพราะปีศาจอสูรนั้นถือกำเนิดในพิภพเยว่เลี่ยง และมีประตูกั้นดินแดนอย่างเจน ผู้ที่เปิดประตูระหว่างมิติได้ก็มีแต่สภาสวรรค์เท่านั้น... พวกท่านจะมาบอกว่า [คนในพิภพไท่หยางที่ไม่รู้จักป้องกันหมู่บ้านไหมฟ้าจนต้องสูญเสียไป] มิได้!! เพราะปีศาจอสูรมิใช่สัตว์อสูร มันอยู่เกินความควบคุมของเรา” คำพูดอย่างเทียนจุนนั้นก็ต่างจากการตบหน้าคนของสภาสวรรค์ที่จตุรัสกลางเมือง เพราะทุกอย่างที่หยางเทียนจุนพูดนั้นมีเหตุผลที่หนักแน่นเป็นอย่างมาก... เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญขึ้นมาทันทีและกุญแจแห่งฟ้าที่สามารถเปิดประตูเชื่อมพิภพต่าง ๆ ได้ก็ถูกผนึกเอาไว้ที่คลังกลางในแดนสวรรค์โดยมติของที่ประชุมมหาพิภพต้าชี่เสิน และกลายเป็นสงครามเย็นระหว่างดินแดนสวรรค์กับพิภพไท่หยางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...

หลังจากที่กุญแจแห่งฟ้าถูกผนึกเข้าคลังกลางในแดนสวรรค์ไป ก็ไม่มีข่าวเรื่องการโจมตีของปีศาจอสูรที่พิภพอื่น ๆ อีกเลยมันทำให้ได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว... สภาสวรรค์นั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่ทุกคนเข้าใจ!!

 

พ่อของเหย่เตี๋ยนั้นอพยพครอบและคนตระกูลเมิ่งทั้งหมดไปอยู่เมืองหลันหลินแทน โดยให้เหตุผลว่า... การอยู่ในเมืองผิงเฉิงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาเพราะว่า... มีคนรู้จักกลุ่มนายพรานตระกูลเมิ่งค่อนข้างมาก แน่นอนว่าอาจจะมีการถามถึงเรื่องการล่มสลายของหมู่บ้านไหมฟ้าด้วยอย่างแน่นอน พ่อของเหย่เตี๋ยไม่อยากมีปัญหากับทางสภาสวรรค์อีก จึงตัดสินใจเปลี่ยนที่อยู่ไปตั้งรกรากที่เมืองหลันหลินแทน... ครอบครัวของเหย่เตี๋ยใช้ชีวิตแบบครอบครัวนายพรานมาโดยตลอด และมีการขายผ้าไหมออกไปบ้าง แต่ผ้าไหมธรรมดาราคาก็ไม่ได้สูงมากแต่ก็ดีกว่าอดมื้อกินมื้อนั่นเอง

 

2ปีต่อมา

อู่เล่ยที่กลับจากไปหาสหายที่พิภพเยว่เลี่ยงโดยใช้ประตูกั้นแดนที่ถูกต้อง เขาได้แวะที่เมืองหลันหลินก่อนเดินทางกลับเมืองผิงเฉิง ขณะที่เดินตลาดอยู่ก็เหลือบไปเห็นผ้าไหมที่ทอจากมือของตระกูลเมิ่ง เนื่องจากถูกใจเป็นอย่างมากเขาจึงเหมาหมดเพื่อนำกลับไปฝากฮูหยินและคนสนิทในจวน นอกจากนั้นยังเป็นลูกค้าประจำไปในตัวอีกด้วย หากเขาต้องมาพักที่หลันหลินจะต้องซื่อผ้าไหมชั้นดีพวกนี้กลับไปเสมอ

เยว่ชิงผู้เป็นภรรยาของอู๋เล่ยเองก็เป็นช่างทอผ้าไหมฝีมือดีอีกหนึ่งคน ได้เห็นผ้าไหมตระกูลเมิ่งแล้วก็ชอบมาก ๆ นางจึงปักลายผีเสื้อแล้วส่งไปให้ผู้ทอผ้าไหม แล้วมีจดหมายเชิญมาที่จวนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน ทำให้ฝีมือการปักของตระกูลเฟิ่งถ่ายทอดไปยังตระกูลเมิ่ง และฝีมือการทอผ้าไหมของตระกูลเมิ่งถ่ายทอดมายังตระกูลเฟิ่งนั่นเอง

หลังจากนั้นมาผ้าไหมปักลายตระกูลเมิ่งก็มีชื่อเสียงขึ้นมาในเมืองหลันหลินตามลำดับ... ทำให้ช่วงเหย่เตี๋ยอายุ4-5ขวบนั้น มีชีวิตที่ค่อนข้างดีกว่าตอนช่วง2-3ขวบ การดำเนินชีวิตของเหย่เตี๋ยและครอบครับก็เป็นไปได้ด้วยดี

 

จนอยู่มาวันนึง... เมื่อเหย่เตี๋ยมีอายุได้5ขวบ พ่อของเหย่เตี๋ยที่เข้าป่ากัลปพฤกษ์ไป ก็ได้ถูกสังหารโดยอสูรร้ายที่ไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์อสูรหรือปีศาจอสูรกันแน่ ซึ่งเป็นการตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่อาของเหย่เตี๋ยได้ยินยันมาอย่างแน่นอนว่าสิ่งที่เขาเห็นคือ... ปีศาจอสูรอย่างแน่นอน!!

จากนั้นมาแม่ของเหย่เตี๋ยจึงต้องรับช่วงเป็นผู้นำตระกูลรุ่น22ตามสามีต่อไป ตลอดจนมีหน้าที่เลี้ยงเหย่เตี๋ยด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด ชีวิตของ2แม่ลูกใช่ว่าจะดีนัก และด้วยฝีมืองานปักที่ทางตระกูลเฟิ่งช่วย ถึงจะไม่อดมื้อกินมื้อ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นชีวิตที่ต้องกลับไปยากลำบากกันอีกครั้งเพราะขาดเสาหลักของครอบครัวไป

ทุกวันในตอนเช้าตรู่จะเห็นเหย่เตี๋ยน้อยวัย5ขวบ ที่ตื่นนอนเพื่อไปช่วยแม่ของตนมำงานต่าง ๆ ทั้งรดน้ำพืชผักที่ปลูกเอาไว้ เพื่อเอามาใช้ทำกับข้าวกินกัน นอกจากนั้นพวกเขาก็ยังปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม แต่ก็ได้แต่ทอผ้าไหมธรรมดาเนื้อดีที่ปักลายไปขายเท่านั้น เหย่เตี๋ยก็เลยได้ช่วยแม่ของเขาปลูกหม่อน เลี้ยงไหมและทอผ้าตั้งแต่นั้นมา และคลุกคลีมาโดยตลอด

 

อีก2ปีได้ผ่านไป

และเมื่อเหย่เตี๋ยมีอายุได้7ปี เขาก็เข้ารับการปลุกปราณเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ทั่วไปในพิภพไท่หยาง เหย่เตี๋ยนั้นก็ปลุกปราณได้สำเร็จด้วยดี ซึ่งปราณของเหย่เตี๋ยนั้นมีความบริสุทธิ์มาก ๆ แต่มีระดับที่ต่ำที่สุดคือระดับปราณแรกเริ่มเท่านั้น

ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ระดับต่ำและห้วงปราณตลอดจนเส้นสายปราณที่สั้น เหย่เตี๋ยจึงไม่ใช่ตัวเลือกต้น ๆ ในสำนักต่าง ๆ เพราะว่าสำนักส่วนใหญ่ต้องการ ผู้ที่มีปราณระดับสูงมากกว่า... นั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหย่เตี๋ยไม่ได้ถูกรับเลือกให้เข้าสำนักใด ๆ เลยแม้แต่สำนักเดียว

แต่เหย่เตี๋ยก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขากลับคิดว่า ‘ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักไหนก็ไม่เป็นไร เพราะข้าเองนั้นก็มิได้อยากจะเป็นชาวยุทธอยู่แล้ว ข้าอยากจะเป็นช่างทอผ้าแบบท่านแม่ของข้า’ เหย่เตี๋ยเองนั้นคิดเรื่องนี้อยู่ในใจพร้อมยิ้มขึ้น จากนั้นก็จ้องมองท้องฟ้าแล้วนึกถึงพ่อที่เสียไปแล้ว และขอให้พ่อมาเป็นกำลังใจให้เขาสู้ชีวิตไปกับแม่ด้วย...

ในปีเดียวกันนั้นเอง อารองน้องชายพ่อของเหย่เตี๋ยที่ได้มาอาศัยอยู่บริเวณใกล้ ๆ บ้านของเหย่เตี๋ยเพราะอพยพมาพร้อมกัน ก็ได้มีลูกชายที่เป็นชิงคนนึงถือกำเนิดขึ้นมามีเขามีนามว่า... เหย่ซวิน!!

บ้านตระกูลเมิ่งทั้งสามหลังนั้นตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันทั้งหมด รวมทั้งบ้านของอาหญิงผู้เป็นน้องสาวของพ่อเหย่เตี๋ยด้วย บ้านทั้ง3หลังช่วยกันทำมาหากิน เพราะว่าพี่ชายคนโตผู้เป็นพ่อของเหย่เตี๋ยได้เสียไปแล้ว น้องชายคนรองผู้เป็นพ่อของเหย่ซวินจึงมีหน้าที่รับผิดชอบรับเลี้ยงทุกคนเพราะเป็นผู้ชายเพียงคนที่เหลืออยู่ แน่นอนว่าพวกเขาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทอผ้าไหมธรรมดาปักลายขาย ซึ่งก็ทำให้พอประทังชีวิตไว้ไม่ขัดสนแต่อย่างใด แต่เพื่อความอยู่รอดและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตระกูลเมิ่ง แม่ของเหย่เตี๋ยจึงตัดสินใจเลี้ยงหนอนไหมอสูรขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

3ปีผ่านไป

อาหญิงของเหย่เตี๋ยก็ได้แต่งงานกับนายพรานล่าสัตว์อสูรคนนึง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ทั้งบ้านทั้ง3หลังดีขึ้นมาอีกระดับเพราะมีเนื้อสัตว์อสูรเอาไว้กิน มีเครื่องนุ่งห่มหนา ๆ เอาไว้ใช้ยามหนาว และมีที่อยู่อาศัยที่กว้างขวางขึ้นเพื่อเอาไว้พักผ่อน

ช่วงเวลาดังกล่าวผ้าไหมบริสุทธิ์ของตระกูลม่งก็ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้ง... แต่ครั้งนี้พวกเขาเลือกที่จะไม่เลี้ยงหนอนไหมธาตุและไม่ทอผ้าไหมธาตุอีกต่อไปเนื่องจากหากเลี้ยงต่อไปสุดท้ายก็ไม่พ้นต้องปะทะกับคนของสภาสวรรค์อีก

แม่ของเหย่เตี๋ยในฐานะผู้นำหมู่บ้านไหมรุ่นที่22ต่อจากสามี จึงออกคำสั่งให้ทอเพียงแค่ผ้าไหมบริสุทธิ์เท่านั้น จะไม่ได้ถือว่าเป็นผ้าไหมที่ไม่หายากจนเกินไป...

ในตอนนั้น เหย่เตี๋ยที่มีอายุเพียง10ขวบได้เริ่ม ที่จะทอผ้าลายยาก ๆ ได้แล้ว แต่ก็ยังคงเน้นทอผ้าไหมธรรมดาเป็นหลัก ส่วนผ้าไหมบริสุทธิ์นั้นยังไม่ได้เคยสัมผัสหรือหัดทอเลย... เพราะแม่ของเหย่เตี๋ยเองก็ไม่อยากให้ลูกชายผู้เป็นชิงคนนี้เข้ามายุ่งกับพวกหนอนไหมอสูรเลย

แต่ยิ่งห้ามไปก็เหมือนไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะหนอนไหมอสูรเองนั้นดูเหมือนจะชอบอยู่กับเหย่เตี๋ยมากกว่าคนอื่น ๆ แล้วหนอนไหมอสูรที่เหย่เตี๋ยลงมือเลี้ยงและดูแลด้วยตัวเองนั้น พวกมันจะให้ผลผลิตที่ดีกว่าหนอนไหมอสูรที่คนอื่น ๆ เลี้ยง

ในที่สุดท้ายเหย่เตี๋ยก็สามารถรวบรวมเส้นใยไหมบริสุทธิ์จนสามารถนำมาทอเป็นผ้าไหมบริสุทธิ์ให้แม่ของเขาได้ถึง1ผืน แม่ของเหย่เตี๋ยเองก็จนด้วยใจเพราะเห็นว่าลูกชายของตนมีทั้งพลังพิเศษต่อเหล่าหนอนไหมอสูร รวมทั้งพรสวรรค์และยังรักในการทอผ้า จึงยกเลิกคำสั่งที่เคยสั่งออกไปที่ว่า [ห้ามเหย่เตี๋ยไม่ให้ยุ่งกับหนอนไหมอสูร] ทิ้งไป ทำให้เหยาเตี๋ยนั้นดีใจเป็นอย่างมากที่แม่เข้าใจในตัวของเขา และเหย่เตี๋ยก็สามารถเลี้ยงและเข้าถึงพวกหนอนไหมอสูรได้ในที่สุด!!

การที่เหย่เตี๋ยนั้นเข้าถึงพวกหนอนไหมทุกชนิดได้นั้น... ต้องเป็นความลับภายในของตระกูลตามคำสั่งของผู้นำรุ่นก่อนที่เป็นปู่ของเหย่เตี๋ย เพราะคนในตระกูลต่างรู้ดีว่า... บรรพบุรุษตระกูลเม่ิงเองนั้น สามารถมีคนที่เข้าถึงพวกหนอนไหมทุกชนิดได้ในทุก ๆ รุ่น แต่จะมีมากบ้างหรือน้อยบ้างก็ว่ากันไปตามแต่จำนวนสมาชิกที่มีในแต่ละรุ่นด้วย...

การที่สามารถเข้าถึงพวกหนอนไหมอสูรได้ ก็จะทำให้ได้รู้กลไกในการสร้างหนอนไหมธาตุที่เป็นหนอนไหมระดับสูงกว่าหนอนไหมอสูรนั่นเอง

แม่ของเหย่เตี๋ยได้สอนแบบปากต่อปากให้กับเหย่เตี๋ยออกไปพร้อมทั้งทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เพราะว่าบรรพชนตระกูลเม่ิงนั้นก็ได้สอนสั่งและถ่ายทอดต่อ ๆ กันมารุ่นต่อรุ่นจนตอนนี้มาถึงรุ่นของเหย่เตี๋ย จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับการส่งต่อรุ่นต่อไปด้วยคำพูดแบบนี้ เพราะว่าตระกูลเม่ิงนั้นไม่มีผู้ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงจึงมีความรู้ในเรื่องตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น... ส่วนมากก็รู้แค่การเขียนชื่อตัวเอง และไม่ได้ถึงระดับที่เรียกว่าอ่านออกเขียนได้ด้วย อีกอย่างฐานะของทางบ้านที่ไม่ได้ร่ำรวย การที่เหย่เตี๋ยไม่ได้เรียนหนังสือนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนหนังสือมา แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับเหย่เตี๋ยเลย... เพราะการที่เหย่เตี๋ยเข้าใจในธรรมชาติของพวกหนอนไหมอสูรนั้น ก็ทำให้เหย่เตี๋ยเองนั้นเริ่มใช้สัญชาตญาณในการเลี้ยงดูมัน จนพวกหนอนไหมอสูรให้เส้นใยไหมบริสุทธิ์อันล้ำค่าออกมา จากจุดดังกล่าวทำให้เหย่เตี๋ยเริ่มเลี้ยงพวกมันอย่างเอาจริงเอาจิงนับแต่นั้นมา... และเวลาผ่านไปพวกเขาก็เริ่มมีเงินเก็บขึ้นมาตามลำดับ...

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和21011

อย่างที่บอกไปนะครับเรื่องนี้จะอัพตามไทม์ไลน์ของเรื่องหลักเพราะฉะนั้นช่วงแรกไรท์ จะเขียน1-2ตอนต่อสัปดาห์ จนกว่าจะตามเนื้อเรื่องหลักทันแล้วจะเปลี่ยนไปอัพเหมือนที่ได้แจ้งไป

ขอเปิดเริ่มเรื่องแบบย้อนอดีตบ้าง อิอิ จะทำให้ทุกคนได้รู้ว่า... ก่อนที่เหย่เตี๋ยจะถูกขายเป็นทาสนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

 

ความคิดเห็น