facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 88 ข้าต้องรอด!!

ชื่อตอน : ตอนที่ 88 ข้าต้องรอด!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 378

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2563 23:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 88 ข้าต้องรอด!!
แบบอักษร

ตอนที่ 88

 

วิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย เริ่มคุ้นชินกับสภาพวิญญาณของตนเองบ้างแล้ว ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของ เฒ่าชีเปลือย สามารถก่อรูปลักษณ์หรือสลายเป็นอณูได้อย่างอิสระ ขอเพียงมิใช่ขอบเขตที่มีม่านพลังครอบคลุมหรือกำกับเอาไว้ ย่อมสามารถแทรกแซงดวงวิญญาณเข้าไปในพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด แน่นอนว่าโพรงเล็ก ๆ นี้ก็ไม่นับเป็นอย่างไร  

 

แต่ทว่า... จูเยี่ย ก็สัมผัสได้ถึงความไม่รวบรัดสามัญ มีกลิ่นอายที่ทำให้กระทั่งจิตวิญญาณยังสั่นไหวแผ่ล้นออกมาจากตัวถ้ำตลอดเวลา... ถึงแม้จะเป็นดวงวิญญาณแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันสูญสลาย ความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณ จูเยี่ย ขณะนี้ ถึงไม่อาจถูกทำลายได้ด้วยพลังชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น หากแต่ถ้าเป็นระดับชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้นขั้นกลาง(4-6) ก็เพียงพอจะทำร้ายดวงวิญญาณให้เจ็บปวดและอ่อนแอลงได้... 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นยอดฝีมือระดับชนชั้นจักรพรรดิ ลมปราณสีส้มขั้นปลาย(7-9) นอกจากอีกฝ่ายจะมองเห็นดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ได้แล้ว จากสัมผัสลมปราณที่แตะย่างสู่ความเหลือบล้ำสูงสุด ยังสามารถใช้พลังในระดับชนชั้นจักรพรรดิ ทำลายดวงวิญญาณสามัญอย่าง จูเยี่ย ได้ง่ายดายยิ่ง!! 

 

ทั้งหมดเป็นคำชี้นำที่ เฒ่าชีเปลือย ได้สอนสั่งดวงวิญญาณใต้อาณัติเอาไว้...  

 

ซึ่งแน่นอนว่าดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย จัดเป็นชนชั้นพิเศษที่ต่างออกไป ระดับสามัญมิอาจนำมาเปรียบวัด... กระทั่ง เหยาหมิง อดีตเทพปรมาจารย์ ยอดฝีมือระดับชนชั้นจักรพรรดิ อยู่ในลมปราณสีส้มขั้นที่ 9 ซึ่งคอยดูแล ซุน มาร่วมสองปี ก็ยังไม่อาจสัมผัสถึงดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ที่ติดตาม ซุน ได้แม้แต่ครั้งเดียว... 

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ในพื้นที่อันตรายหรือมีความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพลังระดับสูง ดวงวิญญาณสามัญอย่าง จูเยี่ย ก็จำต้องมีความระมัดระวังตัวให้ดีในระดับหนึ่ง... 

 

ภายในโพรงถ้ำชัดเจนว่ามิได้ตื้นสั้น แต่มันทอดยาวเข้าไปในระดับที่มิอาจประเมินได้ด้วยสายตาหรือสัมผัสลมปราณ มีกระแสลมที่ถูกดูดเข้ามาตลอดเวลาทั้งยังรุนแรงมาก จนแม้แต่ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ยังรู้สึกถึงแรงผ่านพัด และยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อตรงลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดที่ทำให้สีหน้าของ จูเยี่ย เริ่มแปรเปลี่ยน… 

 

ปากโพรงที่เคยเล็กแคบ มีการขยายตัวออกกลายเป็นโพรงถ้ำเมื่อลึกเข้าด้านใน จนเวลานี้มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถยืนเดินได้อย่างสบาย และยังขยายใหญ่โตมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับความลึกของถ้ำซ่อนเร้นแห่งนี้...  

 

จูเยี่ย รู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณสั่นไหวรุนแรงขึ้น นับเป็นครั้งที่สองแล้วตั้งแต่อยู่ในร่างวิญญาณที่ จูเยี่ย รู้สึกหวาดหวั่นเช่นนี้ แน่นอนว่าในครั้งแรกคือการเผชิญหน้ากับ เฒ่าชีเปลือย...  

 

แต่แล้วในตอนนั้นเอง จู่ ๆ จูเยี่ย ก็รู้สึกว่าตนกำลังพบเจอกับมวลพลังที่มองไม่เห็น มิอาจขยับเข้าไปลึกได้มากกว่านี้... ขณะที่วิญญาณมือปราบหนุ่มกำลังสับสน พลันบังเกิดสายตาสีมรกตที่ดุร้ายคู่หนึ่ง มีประกายออกมาจากความมืดดำในส่วนลึกของโพรงถ้ำแห่งนี้ เสียงครางของสัตว์ร้ายที่สั่นไหวไปทั้งจิตวิญญาณ ทำให้ จูเจี่ย เริ่มที่จะเบิกตากว้าง พลางร่นถอยอย่างหลงลืมตัว... 

 

วิญญาณภูติพรายกระจ้อยร่อย ที่นี่ไม่ใช่ที่ซึ่งเจ้าควรจะเข้ามา... 

 

สิ้นเสียงที่เยือกเย็น ประหนึ่งสาปแช่จิตวิญญาณ ทำให้ จูเยี่ย ไม่อาจที่จะควบคุมรูปลักษณ์วิญญาณของตนเองได้ เพียงแค่กระแสลมแผ่วเบาผ่านกระทบเข้ามา กลับทำให้วิญญาณของ จูเยี่ย สูญสลายกลายเป็นอณู และถูกผ่านพัดไปพร้อมกับสายลมที่หวนเปลี่ยนทิศ!! 

 

จากเดิมที่กระแสลมหลั่งไหลเข้ามาภายในถ้ำแห่งนี้ ยามนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสายลมที่ถูกพัดออก!! ทั้งยังทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ วิญญาณของ จูเยี่ย มิได้ถูกทำลาย เพียงแค่มิอาจก่อรูปภายใต้อำนาจเจ้าของเสียงเยือกเย็นนั้น... 

 

ไม่นานนักอณูวิญญาณของ จูเยี่ย ก็พลันกระจัดกระจายออกมาด้านนอกโพรงขนาดเล็ก... สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับ เหยาซาน เป็นอย่างยิ่ง ดวงตากลมโตด้วยความไม่อยากเชื่อ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังนิ่งเงียบขรึม สายตาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย...  

 

เมื่อออกมาด้านนอกได้แล้ว จูเยี่ย ก็ค่อยผนึกอณูวิญญาณกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง เหลียวหันมองมายังเด็กหนุ่มผู้เป็นนายด้วยสีหน้าย่ำแย่... “ระวังตัวด้วย นายท่าน!! ด้านในมีสัตว์ร้ายแห่งสายลมแอบซ่อนอยู่ และมันก็กำลังโกรธมากที่พวกข้าบุกรุกเข้าไปในเขตของมัน!!” 

 

“อะไรนะ!!” 

 

ยังไม่ทันที่ เหยาซาน จะแสดงสีหน้าอะไร กลุ่มก้อนสายลมสีเขียวก็พลันหลั่งไหลออกมาจากภายในโพลงดังกล่าว... สำคัญก็คือมันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ระเบิดแรงวายุกรรโชกถาโถมเข้าหา เหยาซาน!! ความรุนแรงนั้นมากยิ่งกว่า ลมหวนย้อนกลับ บนยอดหน้าผาเสียอีก!! 

 

ร่างของ เหยาซาน ถูกแรงปะทะหนัก เริ่มรู้สึกถึงความน่ากลัวของสายลมจับใจก็วันนี้เอง มือที่จับคว้าโซ่สั่นไหวอย่างรุนแรง จวบจนกระทั่งความซวยมาเยี่ยมเยือน เมื่อขวานศิลาที่ปักลงไปบนหน้าผา มิได้แน่นหนาเพียงพอจะรับแรงลมกรรโชกระดับนี้ได้ สุดท้ายจึงปลิดปลิวออกมาทั้งสภาพเช่นนั้น... 

 

“บัดซบ!!” ร่างของเด็กหนุ่ม หล่นร่วงลงมาอีกครั้งจากความสูงกว่า 700 จั้ง(มากกว่า 1,700 เมตร) สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ขวานศิลา ที่มีน้ำหนักมหาศาล กำลังฉุดดึงเด็กหนุ่มให้ร่วงลงไปเร็วยิ่งกว่าเดิม จึงจำต้องตัดสินใจละทิ้งมันไปก่อนชั่วคราว... 

 

แรงลมสีเขียวที่รุนแรงนั้นได้พัดร่างของ เหยาซาน ออกจากจากหน้าผามาร่วม 50 จั้ง!! ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าจะใช้วิธีการเดิมได้อีก บัดนี้มีเพียงความว่างเปล่าเคว้งขว้างในรัศมี พร้อมกับความเร็วในการหล่นร่วงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ อึดใจ... 

 

ใบหน้าของ เหยาซาน เคร่งขรึม จิตสำนึกและสมาธิที่ทรงพลังก่อเกิดกระบวนการทางความคิดที่รุนแรง จนราวกับภาพทั้งหมดเคลื่อนไหวช้าลง... เด็กหนุ่มพยายามกลั่นกรองวิเคราะห์ทุกสิ่ง ว่าจะทำยังไงให้รอดไปจากสถานการณ์นี้... 

 

สุดท้าย เหยาซาน ก็ต้องกัดฟันแยกเขี้ยว ภายใต้การวิเคราะห์ที่รวดเร็วก็พบว่าไร้หนทางที่จะหยุดร่างได้ก่อนถึงพื้น!! คงไม่อาจรอดพ้นการหล่นร่วง ดังนั้นทางเดียวคือทำยังไงให้แรงปะทะจากการตกลงไป ลดต่ำลงมากที่สุด!! 

 

เหยาซาน ตัดสินใจถอดเสื้อคลุมยาวของตนออกทันที พร้อมกับม้วนเสื้อคลุมห่อหุ้มเต้าสุราเอาไว้ภายใน ก่อนจะออกแรงบีบเต้าสุราจนแหลกละเอียด เพื่อให้เสื้อคลุมยาวนี้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสุรา ช่วยเพิ่มความต้านทานแรงลมอีกเล็กน้อยก็ยังดี 

 

จากนั้นพลันหยิบเอากระบี่สามัญเล่มหนึ่งออกมา โยนกระบี่ทิ้งไปใช้เพียงแค่ฝักกระบี่ไร้คม ผูกมัดชายเสื้อคลุมที่ต้นฝักและปลายฝัก... ใช้กำลังนิ้วทั้งสิบจับเสื้อคลุมด้านหนึ่งมั่น ตีโป่งเสื้อคลุมกางออกเพื่อต้านแรงลม และใช้ขาสองข้างเกี่ยวที่ฝักกระบี่เอาไว้เพื่อให้รั้งครบทั้ง 4 มุม... แม้จะใช้การอธิบายที่ยืดยาว แต่เด็กหนุ่มกลับใช้เวลาทำสิ่งเหล่านั้นเพียงชั่วพริบตา... 

 

ด้วยสภาพเช่นนั้น ทำให้ เหยาซาน เป็นเหมือนกระรอกบินที่ใช้เสื้อคลุมสำนักต้านแรงลมในการตก ถลาตัวโบยบินออกไปชะลอการหล่นร่วง... โชคดีที่ชุดคลุมของสำนักถูกตัดเย็บมาอย่างทนทานสำหรับฝึกยุทธ จึงยังไม่ฉีกขาดแม้ถูกแรงลมมหาศาลที่ฉุดรั้ง ทั้งยังเปียกชุ่มไปด้วยสุราทำให้มวลอากาศผ่านได้ยากยิ่งขึ้น ชะลอการตกลงไปอย่างมหาศาลกว่า 8 ใน 10 ส่วนของทั้งหมด... 

 

ยามนี้เหลืออีกเพียง 200 จั้ง จะตกลงสู่ทะเลสาบใจกลางสำนัก สายตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ บริกรรมคาถาจนรอยสักอักขระสีเขียวเข้มทั่วร่างปรากฏแจ่มชัด เหยาซาน ทำทุกอย่างที่ตนพอจะทำได้ ที่เหลือคงต้องคาดหวังกับโชควาสนาต่อไป... 

 

เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองการกระทำทั้งหมด เผยรอยยิ้มพึงพอใจ... แน่นอนว่าตัวของ เฒ่าชีเปลือย มีอย่างน้อย 2-3 กลวิธีในการช่วยชีวิตของ เหยาซาน จากสถานการณ์เช่นนี้... หากแต่วิญญาณชราก็ไม่คิดที่จะยื่นเสนอคำพูดใด ๆ ออกไป ปล่อยให้เด็กหนุ่มดิ้นรนไปจนกว่าจะหมดปัญญาจริง ๆ แล้วค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ... 

 

“ไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันยังสามารถหาทางเอาตัวรอดได้อีก... คิดว่าจะเห็นภาพมันกราบกรานร้องขอให้ข้าช่วยเหลือเสียแล้ว... เอาเถอะ! เป็นเช่นนี้แหละถึงจะเรียกว่าการเติบโต ยิ่งมันคาดหวังความช่วยเหลือจากข้าเท่าไหร่ การพัฒนาของมันก็จะยิ่งเชื่องช้าลง...” 

 

150 จั้ง... 

130 จั้ง... 

120 จั้ง... 

 

100 จั้ง...(เกือบ 300 เมตร) 

เสื้อคลุมของสำนักเริ่มที่จะทนไม่ไหว เกิดรอยปริขาดขึ้นมาตามตะเข็บ... ความเร็วในการตกของ เหยาซาน ใช่ว่าจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อีกทั้งยังเหลือระยะความสูงอีกไม่ใช่น้อย ทุก ๆ อึดใจที่ผ่านพ้นล้วนบีบคั้นเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง มีเพียงคำพูดเดียวที่พรั่งพรูในหัว... 

 

‘ข้าต้องรอด!!’ 

 

แต่แล้วใน 50 จั้งสุดท้าย เสื้อคลุมก็มิอาจทนรับไหว ฉีกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์!! เหยาซาน เบิกตากว้าง ความสูงระดับนี้หากเป็นคนธรรมดาก็ยังนับว่าไม่มีทางรอด แต่สำหรับผู้ฝึกฝนลมปราณที่แข็งแกร่งเพียงพอก็จัดว่าสูสีอยู่ แต่อาจแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัสสากรรจ์ ซึ่ง เหยาซาน ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น!!  

 

เหยาซาน กำลังเฝ้ารอโอกาสบางอย่าง... 

 

40 จั้ง... 

30 จั้ง... 

20 จั้ง... 

 

10 จั้ง!! 

 

ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันสาดประกายขึ้น ด้านล่างคือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางสำนัก... เหยาซาน ไม่ลังเลที่จะดึงเอา ขวานจักรพรรดิ ออกมาจากแหวนมิติพร้อมการทรงร่างมหิงสา ก่อเกิดเงาร่างของ กระทิงเผือก เข้าสิงสู่จนกล้ามเนื้อปูดบวมขึ้น... 

 

“เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง... ฟาดฟัน!!” 

 

ชายหนุ่ม ระเบิดพลังถาโถมไปยังผิวน้ำ!! ก่อในเกิดน้ำมวลในทะเลปริมาณมหาศาลกระฉอกขึ้นสู่ด้านบน... เหยาซาน เก็บขวานจักรพรรดิทันทีที่ปล่อยกระบวนท่าออกไปเพื่อลดน้ำหนักให้มากที่สุด ใช้จุดตกเป็นตำแหน่งที่มวลน้ำกระฉอกสูงขึ้นมา เพื่อลดทอนแรงกระแทกก่อนจะถึงผิวน้ำจริง ๆ ในจังหวะสุดท้าย... 

 

ตูม!! 

 

แม้จะกระทำทุกวิถีทางแล้ว เหยาซาน ก็ยังมิวายสำรอกโลหิตบ้างส่วนออกมาหลังการกระแทก ลมปราณทั่วร่างปั่นป่วนรุนแรง อวัยวะภายในบางส่วนถึงกับเคลื่อนย้ายตำแหน่ง... แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังไม่อาจทำให้เด็กหนุ่มตกตายได้!! 

 

เหยาซาน รอดชีวิตจากการตกลงมา ด้วยความสูงกว่า 800 จั้ง!!  

 

ซึ่งในความสูงระดับนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสสำนักชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็ยังยากที่จะรอดชีวิต!! และที่สำคัญคือภาพทุกอย่างตั้งแต่ตอนที่ตกลงมาจากบนหน้าผา อยู่ท่ามกลางสายตานับพันคู่ของเหล่าศิษย์ในสำนัก รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสเกือบทั้งหมด!! 

 

ถึงแม้ว่าด้วยระยะที่ห่างไกล จะไม่มีใครมองเห็นกระบวนการทั้งหมดที่ เหยาซาน ใช้เอาตัวรอดอย่างแจ่มชัดก็ตามที แต่การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่ม ก็ได้สลักเข้าสู่จิตใจของทุกสายตา เห็นถึงความพยายามที่แทบไม่มีผู้ใดกล้าคิดว่าจะรอดชีวิต... 

 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของผู้คนนับพันที่แห่วิ่งตรงไปยังทะเลสาบ แน่นอนว่าความเป็นตายนั้นยังไม่มีใครทราบได้แน่ชัด ทุกคนจึงอยากมาเห็นกับตาของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์  

 

ริมทะเลรอบด้านในเวลานี้ เต็มไปด้วยผู้คน!! 

 

เหยาซาน ดำผุดดำว่ายอยู่พอสมควร เพราะความแรงจากการตกทำให้หล่นร่วงไปจนเกือบถึงก้นทะเลสาบ ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ... ซึ่งเมื่อทันทีที่ เด็กหนุ่ม โผล่ศีรษะขึ้นพ้นผิวน้ำ ก็ต้องตกตะลึงกับสายตาที่จับจ้องมาโดยรอบทิศทาง!! 

 

“หะ...เห็นเจ้าคนนั้นหรือไม่!! มันเป็นใครกัน” 

“หากมองไม่ผิด เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มเป็นของศิษย์สายนอกมิใช่หรือ!!” 

“ศิษย์สายนอก ตกลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้า แล้วยังรอดชีวิตเนี่ยนะ!! มันเป็นแมวสวรรค์กลับชาติมาเกิดหรือยังไงกัน!!” 

 

เสียงเฮพลันกระหึ่มดังขึ้นทันที เมื่อชัดเจนว่าเด็กหนุ่มรอดชีวิตได้จริง ๆ 

 

................................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว