ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หงส์หวน บทที่ 6 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (2)

ชื่อตอน : หงส์หวน บทที่ 6 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 221

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2563 21:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หงส์หวน บทที่ 6 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (2)
แบบอักษร

บทที่ 6 

หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (2) 

 

ซวยมหากาฬ!! 

หลินเยว่หว่านในตอนนี้อยู่ในอิริยาบถที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก.. เรียกได้ว่าถ้าหลินจินอิ๋งมาเห็นคงอกแตกตาย ร่างของนางในตอนนี้นอนหงายอยู่กับพื้น ส่วนมือทั้งสองข้างกำสายฝักบัวที่เด็ดติดมือมาได้เอาไว้แน่น  

...ถ้าเผลอพลัดตกลงมาเพียงลำพังมันก็ไม่เป็นอะไรหรอก 

แต่องค์รัชทายาท... เป็นถังจวิ้นเซียนที่เอาตัวมารับนางไว้! 

และตอนนี้นางก็นอนหงายก้นจ้ำม่ำทับเขาอยู่! 

“เจ้าจะลุกได้หรือยัง” 

ถังจวิ้นเซียนเอ่ยสั้นๆ เมื่อเห็นหลินเยว่หว่านเงียบไป ส่วนสาเหตุที่นางเงียบนั้นก็เป็นเพราะกำลังคิดว่าโทษของตนในอนาคตคืออะไร เบาสุดก็คัดตำรา หนักขึ้นมาก็โดยสั่งโบย หนักอีกนิดก็คงตัดหัว 

“พะ...เพคะ” นางรับคำอีกฝ่ายก่อนที่จะค่อยๆ พยายามชันตัวขึ้น ทว่า.. “องค์รัชทายาทเพคะ..เอ่อ รบกวน...” หลินเยว่หว่านเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางก้มลงมองบริเวณเอวของตนที่โดนอีกฝ่ายโอบเอาไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง 

“โทษที” ว่าแล้วเขาก็ปล่อยมือ “หากมิทำเช่นนี้ก็คงรับเจ้าไว้มิได้” 

เมื่อหลุดจากพันธนาการรัดรึงแล้วหลินเยว่หว่านก็กุลีกุจอลุกขึ้น จากนั้นจึงยื่นมือออกไปหมายจะให้อีกฝ่ายจับ ทว่าถังจวิ้นเซียนก็สามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองจนทำให้นางต้องรีบชักมือกลับ เขาปัดเศษดินเศษฝุ่นที่ติดเลอะเปรอะลำตัวออกเบาๆ จากนั้นจึงจ้องหน้าหลินเยว่หว่านโดยไม่วางตา 

“ขอบพระทัยที่ช่วยเหลือเพคะ” นั่นคือคำพูดที่นางเอ่ยพลางโค้งศีรษะให้เบาๆ ตอนแรกนางก็อยากจะเอ่ยปากกล่าวขอโทษอยู่หรอก ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ถังจวิ้นเซียนทำกับนางเอาไว้ในชีวิตที่แล้ว ให้เจ็บตัวบ้างเสียหน่อยก็ดี 

ไม่ขอโทษหรอก! 

“เพียงแค่ฝักบัวฝักเดียว เจ้าถึงกลับต้องทำเช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ” ถังจวิ้นเซียนมองหน้านางไม่วางตา สลับกับมองฝักบัวในมืออีกฝ่ายที่ถูกกำเอาไว้แน่น “เรียกบ่าวของเจ้าให้มาเก็บให้ก็ได้นี่” 

หลินเยว่หว่านสะดุดนิ่งไปพักหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเพราะไม่รู้จะตอบอะไร แต่กำลังนึกอยู่ต่างหากว่าควรจะตอบเช่นไรให้เหมาะสมกับสติปัญญาของเด็กวัยสี่หนาว และให้เด็กวัยสิบหนาวเช่นเขาไม่จับสังเกตเอาได้ 

...หากเลือกที่จะทำตัวฉลาดเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นการดี 

...แต่ถ้าเขลาเกินไป... ก็ยิ่งจะไม่ใช่การดี 

“บางครั้งสิ่งที่เราคว้ามันมาได้ด้วยตนเอง มันน่าภูมิใจกว่าที่มีผู้อื่นคอยทำให้นะเพคะ” หลังจากกลั่นกรองได้แล้ว นางจึงพูดออกไป “แม้จะเสี่ยงภัยไปเสียหน่อย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมันสำเร็จ ความสำเร็จนั้นก็เป็นเพราะเรานะเพคะ” นางยิ้ม 

ถังจวิ้นเซียนเลิกคิ้ว แม้จะได้ยินมาว่าคุณหนูหลินผู้นี้สติปัญญาวาจาเป็นเลิศ แต่ก็ไม่นึกว่าจะเอ่ยคำพูดได้ดีขนาดนี้ “แต่เจ้าจะมิสำเร็จหากข้ามิยื่นมือเข้าไปช่วย” เขาเอ่ย คอยดูว่าคู่หมั้นตัวน้อยของตนจะตอบเช่นไร 

“เพราะหม่อมฉันมั่นใจว่าพระองค์ต้องเข้ามาช่วยยังไงล่ะ!” 

หลินเยว่หว่านรีบตัดบทสนทนาด้วยคำพูดไร้สติของเด็กน้อยทั่วไป ฉีกยิ้มให้หนึ่งทีแล้วก้าวขาเดินไปนั่งยังเก้าอี้ในศาลากลางน้ำที่ถูกวางไว้สามตัว โชคดีที่นางไหวตัวทันพอ มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงจะถามคำถามนางเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบแน่ 

...มีความรู้รอบด้านวาจาฉะฉาน แต่ก็ยังคงไร้เดียงสาเฉกเช่นดรุณีน้อยทั่วไป 

นั่นคือภาพที่นางสร้างเอาไว้ให้ถังจวิ้นเซียนเห็น 

ถังจวิ้นเซียนถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวใกล้ๆ มองหลินเยว่หว่านที่กำลังแกะเม็ดบัวออกจากฝักพลางฮัมเพลงพลาง ส่วนหลินเยว่หว่านนั้นก็มีเหลือบมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆ คอยดูว่าแผนการนี้ที่ตนใช้จะได้ผลหรือไม่ 

ซึ่งดูท่าว่าค่อนข้างที่จะได้ผลดี หากถังจวิ้นเซียนยังคงผ่อนปรนอนุโลมความดื้อซนของนางเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับว่านางผูกไมตรีอีกฝ่ายได้สำเร็จ และนั่นจะนำไปสู่การขอถอนหมั้นโดยสันติวิธีอย่างแท้จริง 

และเท่ากับว่านางตัดปัญหาเรื่องถังจวิ้นเซียนไปได้แล้ว... ที่เหลือก็แค่รอคอยเวลาให้เนื้อชิ้นโตของนางเดินทางเข้าเมืองหลวงเท่านั้น 

“จริงสิ แล้วเรื่องที่พระองค์จะทรงตรัสกับหม่อมฉันล่ะเพคะ?” หลินเยว่หว่านเงยหน้าขึ้นถามอีกฝ่าย ถังจวิ้นเซียนที่ดูเหมือนจะหลุดเข้าภวังค์ไปจึงได้สติกลับคืนมาอีกรอบ 

“อีกเจ็ดวันจะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮองเฮา” 

ตุ่บ! 

ไม่รู้ว่าเหตุใดตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่เป็นชีวิตที่สองนี้มือไม้ของหลินเยว่หว่านนั้นมักจะอ่อนแรงอยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว เม็ดบัวหนึ่งเม็ดที่นางทำทีจะแกะเปลือกออกก็ร่วงหล่นจากมือสู่พื้นทันที 

...อวี๋ฮองเฮา หรือพระราชมารดาแท้ๆ ของถังจวิ้นเซียน คือผู้ที่นางมิอยากเจอมากที่สุด 

และอยากเอาคืนมากที่สุดรองลงมาจากเนี่ยจินเหมยเพียงขั้นเดียว 

หลังจากที่ฮ่องเต้ถังหมิงจื้อเสด็จสวรรคต องค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนขึ้นสืบราชสมบัติเป็นฮ่องเต้แห่งต้าถังด้วยอายุเพียงยี่สิบเอ็ดชันษา อวี๋ฮองเฮาได้รับราชทินนามใหม่เป็นอวี๋ไทเฮา เพราะเป็นการสวรรคตอย่างกะทันหัน จึงทำให้อำนาจฝ่ายในแม้แต่ในวังหน้าจึงตกเป็นของอวี๋ไทเฮาเสียเกือบครึ่ง กว่าฮ่องเต้ถังจวิ้นเซียนจะดึงคืนอำนาจกลับมาได้หมดก็ใช้เวลาท่อนแท่นอยู่หลายปี 

และแน่นอนว่าการที่ฮ่องเต้ถังจวิ้นเซียนดึงอำนาจกลับคืนสู่ตนได้หมดนั้น... ก็เป็นเพราะอวี๋ไทเฮาที่คอยชักจูงอยู่เบื้องหลัง ใช้แผนกลเล่ห์สารพัดอุบายหลอกล่อให้โอรสของตนทำตามมิต่างอะไรกับการเชิดหุ่น ฮ่องเต้ถังจวิ้นเซียนในตอนนั้นมิมีอำนาจที่จะสู้อวี๋ไทเฮาได้ จึงต้องยอมทำตามผู้เป็นราชมารดาเพื่อผลประโยชน์ 

ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่อวี๋ไทเฮาต้องการคือการกวาดล้างตระกูลขุนนางเก่าและมอบอำนาจใหม่ให้กับตระกูลขุนนางหน้าใหม่ที่ขึ้นเป็นใหญ่ได้เพียงไม่นาน ขุนนางตระกูลใดที่แข็งข้อก็มักจะมีอันเป็นไปเสียเกือบหมด 

ตระกูลหลินก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ยิ่งคิด หลินเยว่หว่านก็ยิ่งอยากจะหัวร่อดังๆ ให้กับความเขลาของตนในชีวิตที่แล้ว ที่ได้เดินลงไปสู่หลุมพรางกับดักโง่ๆ ง่ายๆ จนนำไปสู่ความตายอย่างน่าอนาถของตนและครอบครัว 

และยิ่งคิด... ใจหนึ่งหลินเยว่หว่านก็รู้สึกสงสารถังจวิ้นเซียนขึ้นมาจับใจ 

องค์ชายที่ประสูติจากฮองเฮา มีหรือที่จะไม่ได้รับแรงกดดัน และแรงกดดันนั้นก็เดาได้ไม่ยากว่ามาจากอวี๋ฮองเฮาราชมารดาของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย 

เพราะวังหลังเป็นสถานที่ที่ซับซ้อนกว่าที่คิด หากมิฝึกปรือตนให้เป็นที่ต้องตาของฝ่าบาท ก็ยากที่จะอยู่รอดได้ แม้จะเป็นถึงฮองเฮาก็ตาม 

หลินเยว่หว่านเม้มริมฝีปากของตนแน่นเมื่อนึกถึงตอนที่ตนเป็นหนึ่งในดอกไม้งามประดับวังหลัง  

...แม้จะงดงามและเป็นใหญ่ที่สุด หากผู้ที่เป็นเจ้าของบุปผาเหล่านั้นมิยินดีที่จะเชยชม แล้วจะมีประโยชน์อันใดกัน 

“หากเจ้ามิเต็มใจ ข้าจะไปทูลฮองเฮาให้” ถังจวิ้นเซียนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าหลินเยว่หว่านมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก 

“...ได้รับคำเชิญย่อมเป็นเกียรติเพคะ ทว่า...” นางลากเสียงยาวราวกับกำลังชั่งใจ “มารดาของหม่อมฉันสามารถเข้าร่วมได้หรือไม่เพคะ?” 

“ได้แน่นอน” เขาพยักหน้า 

“หม่อมฉันเป็นคู่หมั้นของฝ่าบาท หากมิเข้าร่วมคงมิใช่เรื่องดีสินะเพคะ” หลินเยว่หว่านยิ้มแห้งพลางนึกถึงเรื่องที่ตนอาจจะต้องเจอในอนาคตอันใกล้นี้ 

เพราะสกุลหลินเป็นสกุลขุนนางเก่าแก่ อวี๋ฮองเฮาจึงมิพึงใจนางที่ได้เป็นคู่หมั้นของโอรสตน เพราะการเป็นขุนนางเก่า ก็หมายถึงว่ามีฐานอำนาจที่แข็งแกร่งยากที่จะควบคุมตามใจนึก ถึงกระนั้นนางก็มิสามารถขัดราชโองการของฝ่าบาทได้ จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อฮ่องเต้ถังหมิงจื้อสวรรคต อวี๋ฮองเฮาจึงเริ่มทำตามพระทัยของตนโดยทันที 

“เช่นนั้นข้าจะไปทูลฮองเฮาว่าเจ้าจะเข้าร่วม อีกเจ็ดวันข้าจะส่งรถม้าจากวังหลวงมารับ” พูดจบถังจวิ้นเซียนก็ลุกขึ้น ตอนนี้จวนจะได้เวลาที่เขาต้องกลับวังหลวงแล้ว 

“มิเป็นไรเพคะ หม่อมฉันมิรบกวนพระองค์” หลินเยว่หว่านเลิกลัก ยกมือขึ้นปรามอีกฝ่ายโดยไว 

“เจ้าเข้าร่วมงานนี้ในฐานะคนสำคัญ หากมิทำให้สมเกียรติเกรงว่าข้าจะขายหน้าเสีย” ถังจวิ้นเซียนกล่าวเสียงเรียบเย็น เช่นนั้นหลินเยว่หว่านจึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วพยักหน้ารับคำอย่างช่วยไม่ได้ 

คนสำคัญ เช่นนั้นหรือ 

ก็เพียงแค่เพราะนางเป็นคู่หมั้นของเขา... มิมีเหตุผลอื่นใดหรอก 

“ให้หม่อมฉันไปส่งนะเพคะ” หลินเยว่หว่านรีบลุกขึ้นตาม เมื่อนางตกลงสู่ห้วงความคิดเพียงครู่เดียวก็เห็นว่าจู่ๆ ถังจวิ้นเซียนหมุนตัวเดินกลับออกไป ไม่พูดจาบอกกล่าวสักคำ นางสับเท้าสั้นป้อมของตนตามไปอย่างเร่งรีบ ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถเดินตามทันอีกฝ่ายที่แค่สาวเท้าตามปกติได้เลย 

จวบจนกระทั่งเดินออกมาถึงหน้าจวนหลินตรงที่มีรถม้าธรรมดาๆ จอดเอาไว้ ถังจวิ้นเซียนจึงหยุดรอคู่หมั้นของตนที่สาวเท้าตามมาด้านหลัง กว่าหลินเยว่หว่านจะตามทันก็เอาเสียเกือบลิ้นห้อย 

“พระองค์..แกล้งหม่อมฉันแน่ๆ” นางสูดหายใจเข้าปอดลึก ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ที่ว่านางนั้นเผลอเห็นอีกฝ่ายกระตุกยิ้มที่มุมปากเบาๆ 

“เจอกัน” ถังจวิ้นเซียนวางมือบนศีรษะของหลินเยว่หว่านเบาๆ ครู่หนึ่งแล้วรีบชักกลับราวกับว่าเผลอตัว จากนั้นจึงขึ้นรถม้าเดินทางกลับไป 

“...เดินทางปลอดภัยเพคะ” 

หลินเยว่หว่านเอ่ยขึ้นเมื่อรถม้าเริ่มลากออกจากจวน นางยกมือหนึ่งข้างขึ้นวางบนศีรษะของตน สัมผัสเบาๆ จากมือของอีกฝ่ายทำให้นางสติหลุดไปชั่วขณะหนึ่ง 

...และในชั่วขณะหนึ่งนั้นก็ทำให้นางเผลอคิดว่า หากเขาช่วยถังจวิ้นเซียนไม่ให้ตกลงสู่การควบคุมของอวี๋ฮองเฮาได้ก็คงจะดีไม่น้อยสินะ 

ว่าไปนั่น... เด็กสี่ขวบจะมีปัญญาไปสู้กับมารดาแห่งแผ่นดินพระองค์ปัจจุบันได้อย่างไรกัน 

ความคิดเห็น