ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หงส์หวน บทที่ 5 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (1)

ชื่อตอน : หงส์หวน บทที่ 5 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 162

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2563 20:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หงส์หวน บทที่ 5 หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (1)
แบบอักษร

บทที่ 5 

หลินเยว่หว่านกับฝักบัวเจ้าปัญหา (1) 

 

 “ยกคาเคามาให้ข้าหน่อย” 

คำพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังบวกกับนัยน์ตาสุกสกาวเป็นประกายของสหายใหม่ตรงหน้าทำให้เนี่ยจินเจียกะพริบตาถี่ปริบๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก “เจ้าว่าอันใดนะ... คาเคา?” 

“ใช่แล้ว” หลินเยว่หว่านพยักหน้าหงึก “ข้าอยากทานของหวานมากเลยในตอนนี้ เจ้าทราบหรือไม่ว่าที่จวนหลินท่านพ่อท่านแม่ของข้าสั่งห้ามให้ข้าทานของหวานเกินวันละหนึ่งครั้ง พวกเขาบอกว่าข้าจะอ้วน!” 

“...” 

“ข้ามิเห็นเข้าใจเลย ข้ายังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง ยังต้องการสารอาหารอีกตั้งมาก อีกอย่างเป็นเด็กอ้วนแล้วไม่น่ารักตรงไหนกัน!” 

หลินเยว่หว่านใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างดันแก้มก้มขาวเนียนของตนขึ้นมาพลางทำปากจู๋ให้เนี่ยจินเจียดู อีกฝ่ายหัวเราะคิกคักเบาๆ แล้วสั่งให้หญิงรับใช้ไปยกคาเคาจากครัวมาตามที่นางขอ 

เท้าความไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่องค์รัชทายาทเสด็จไปหาหลินเยว่หว่านที่จวน นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตนี้ที่นางได้ลิ้มรสคาเคา สืบเนื่องมาจากมารดาของนางเห็นว่าฟันของนางยังมิเหมาะแก่การทานของหวานประเภทนี้ แต่พอนางได้รับคาเคาพระราชทาน(?) จากองค์รัชทายาท กลับกลายเป็นว่าดรุณีน้อยจิตสิบเจ็ดหนาวผู้นี้กลับติดงอมแงมจนหลินจินอิ๋งและหลินไฮ่ผิงต้องสั่งห้ามมิให้ผู้ใดยกคาเคาให้คุณหนูน้อยอีกหากพวกเขามิอนุญาต 

และส่วนหนึ่งในตอนนี้พวกเขาก็ตระหนักกันได้แล้วว่า แม้บุตรีของพวกตนจะยังอายุน้อยเพียงใด ก็มิควรกินให้อ้วนมาก เพราะอาจจะไม่ต้องตาองค์รัชทายาทเอาได้! 

(และเชื่อหรือไม่หากหลินเยว่หว่านทราบว่าองค์รัชทายาทมิโปรดเด็กอ้วนนางจะขุนตนให้กลายเป็นหมูทันที!) 

ผ่านไปไม่นานหญิงรับใช้จวนเนี่ยก็ยกคาเคามาให้คุณหนูน้อยทั้งสอง หลินเยว่หว่านโยนคาเคาเข้าปากอย่างอารมณ์ดีประหนึ่งไม่ได้พบเจอกับของหวานมาเป็นภพชาติ ส่วนเนี่ยจินเจียนั้นไม่นิยมชมชอบของหวานอยู่แล้วจึงยกส่วนของตนให้อีกฝ่ายไปทั้งหมดแล้วเลือกที่จะนั่งดื่มชาดูการกระทำนั้นเงียบๆ แทน แม้ในใจนางจะมีเรื่องมากมายอยากถามคนตรงหน้า ทว่าเนี่ยจินเจียกลับเลือกที่จะเงียบและใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป หลังจากนี้นางและหลินเยว่หว่านยังมีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันอีกมาก 

จวบจนยามเซิน (15.00-16.59) สองพ่อลูกตระกูลหลินก็ขอเดินทางกลับจวน ทั้งสองตระกูลตกลงกันว่าจะให้ต่างฝ่ายต่างเรียนที่จวนทุกๆ ห้าวัน และอีกสองวันที่เหลือจะเดินทางไปเรียนร่วมกัน วันละหนึ่งจวนสลับกันไป เพื่อที่สหายดรุณีน้อยทั้งสองจะได้ผูกมิตรชิดเชื้อกัน ทว่าก็ได้แยกกันเรียนศาสตร์ที่ตนสนใจด้วย 

หลินเยว่หว่านนั่งฮัมเพลงไปในรถม้าอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตากลมโตดุจกวางมองออกไปด้านนอกรถม้าผ่านม่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลินไฮ่ผิงอมยิ้มให้กับการกระทำนั้นของบุตรีตน ก่อนที่จำต้องคิ้วกระตุกเมื่อสังเกตได้ว่าที่แก้มของหลินเยว่หว่านเหมือนจะมีคราบอะไรบางอย่างติดอยู่... แลดูคล้ายจะเป็นคาเคา 

...เจ้าลูกคนนี้นี่ 

 

“ท่านพ่อเจ้าคะ จวนเรามีแขกหรือเจ้าคะ?” 

หลินเยว่หว่านเอียงคอถามผู้เป็นบิดาเมื่อเห็นว่าหน้าจวนของตนมีรถม้าไม่คุ้นตาจอดอยู่ ในขณะที่นางกำลังเอื้อมมือไปจับกับอีกฝ่ายเพื่อก้าวขาลงสู่รถม้า 

“ไม่รู้สิ” หลินไฮ่ผิงตอบ “อาจจะเป็นสหายของมารดาเจ้า” 

“ว๊าย!” 

เสียงเล็กของหลินเยว่หว่านเผลอหลุดออกมาเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ บิดาก็คว้ามือของนางเอาไว้แล้วอุ้มนางขึ้นนั่งบนแขน “น้ำหนักขึ้นหรือเปล่าเนี่ย” หลินไฮ่ผิงหยอกล้อบุตรีของตน หลินเยว่หว่านทำได้เพียงแสดงอาการฟึดฟัดไม่พอใจผ่านสีหน้าแววตา ทว่าก็ยอมให้อีกฝ่ายอุ้มเข้าจวนไปแต่โดยดี 

“จินอิ๋ง เจ้ามีแขกหรือ---” 

เมื่อเดินเข้าไปยังโถงรับรองของจวนหลินไฮ่ผิงก็เอ่ยทักฮูหยินของตนมาแต่ไกล ทว่ากลับจำต้องกลืนน้ำลายลงคอไปทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบประโยค หลินเยว่หว่านที่โดนอุ้มอยู่สังเกตได้ถึงความผิดปกติเช่นกันจึงพยายามชะเง้อชะแง้ดูว่าแขกผู้มาเยือนในครานี้ที่นั่งอยู่กับมารดาตนนั้นเป็นใคร 

...และหลินเยว่หว่านก็จำต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ตามบิดาด้วยเช่นกันพลางใช้มือทั้งสองข้างกำชายแขนเสื้อผู้เป็นบิดาเอาไว้แน่น ราวกับลูกลิงตัวน้อยที่กลัวว่าจะพลัดตกลงมาจากต้นไม้ใหญ่ 

องค์รัชทายาทมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน! 

“กะ...กระหม่อมคารวะองค์รัชทายาทพะยะค่ะ!” 

หลินไฮ่ผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพลางโค้งคำนับอย่างเก้ๆ กังๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลินเยว่หว่านบุตรีตัวน้อยของเขายังคงอยู่ในอ้อมแขน “เยว่เอ๋อร์ เจ้าเองก็ลงไปได้แล้ว” หลินไฮ่ผิงกระซิบ 

หลินเยว่หว่านคว่ำปาก รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเสียตรงนี้ตอนนี้ ทว่าครั้งที่แล้วนางกับมารดายังคงติดค้างกันอยู่จากการที่ไปเสียมารยาทใส่องค์รัชทายาท เกรงว่าครั้งนี้หากนางยังจะดื้ออีก คงจบที่โดนกักบริเวณ 

หลินเยว่หว่านยอมลงจากบิดาของตนโดยง่าย ดรุณีน้อยยืนด้วยขาของตนทั้งสองข้างอย่างสั่นๆ พร้อมประสานมือคำนับบุรุษตรงหน้า “เยว่หว่านคารวะองค์รัชทายาทเพคะ” 

“องค์รัชทายาททราบข่าวว่าเจ้าหายป่วยแล้ว จึงนำขนมในวังมาเยี่ยม มานั่งสิ” 

หลินจินอิ๋นตบมือลงบนเก้าอี้ให้นางเข้าไปนั่งใกล้ๆ ด้วยรอยยิ้ม ทว่าแววตากลับไม่ยิ้มด้วย ราวกับกำลังส่งข้อความเป็นโดยนัยว่า ‘ห้ามทำอะไรขายหน้าเด็ดขาด!’ ประมาณนี้ และแน่นอนว่าหลินเยว่หว่านก็จำต้องแพ้เสียร่ำไปทุกที... 

นางค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปใกล้ๆ มือทั้งสองจิกกำลงบนชายกระโปรงของตนแน่นพลางเหลือบมองถังจวิ้นเซียนเป็นระยะๆ องค์รัชทายาทอยู่ในอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย กำลังยกชาขึ้นจิบด้วยกิริยาท่าทีที่สง่า ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดในชีวิตที่แล้วหลินเยว่หว่านถึงได้ตกหลุมรักบุรุษผู้นี้ได้อย่างง่ายดายนัก 

...ช่างดูอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ช่างดูเข้มแข็งแต่มิได้หยาบกระด้าง 

ในคราแรกที่ทั้งสองเจอกัน ดวงใจของหลินเยว่หว่านก็ถูกคนผู้นี้ช่วงชิงไปโดยมิทันได้ตั้งตัว 

ทว่าครั้งนี้มันต่างออกไป ... นางจะมิมีวันตกบ่วงหลุมพรางใดๆ จากเขาผู้นี้อีกต่อไปแล้ว 

...แม้ลึกๆ ในใจนางเองก็พอจะทราบว่า องค์รัชทายาทในวัยเด็กนั้นมิใช่ผู้ที่โหดเหี้ยมก็ตาม แต่ความจริงที่ว่าเขาคือผู้ที่ส่งนางและครอบครัวไปสู่โลกแห่งความตายมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นก็มิได้เปลี่ยนแปลง 

หลินจินอิ๋งยกบุตรีของตนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับองค์รัชทายาท หลินไฮ่ผิงเดินมาสมทบนั่งใกล้ๆ วงสนทนาตกลงสู่ความเงียบสงบ ไร้ผู้ใดเอื้อนเอ่ยขึ้นก่อน จวบจนถังจวิ้นเซียนวางจอกชาลงบนโต๊ะ เขาจึงเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้น 

“ข้ามีเรื่องจะคุยกับคุณหนูหลิน มิทราบว่าพอจะนำทางไปหาที่สงบคุยกันได้หรือไม่” 

ไหล่เล็กของหลินเยว่หว่านสะดุ้งเบาๆ นางพยายามควบคุมอารมณ์และน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติที่สุดพลางกล่าว “ด้านหลังของจวนมีสระเหลียนฮวาอยู่เพคะ ที่นั่นสงบมาก ยามช่วงคิมหันต์นี้เหลียนฮวากำลังเบ่งบานสะพรั่งพอดี เหมาะแก่การผ่อนคลายด้วยเพคะ” นางยิ้มสู้ตอบอีกฝ่ายไปทั้งที่ในใจอึดอัดจนแทบจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ 

“นำทางข้าที” 

“ทราบแล้วเพคะ” หลินเยว่หว่านลุกขึ้นอย่างว่าง่าย นางหันไปสบตากับบิดามารดาหนึ่งรอบเป็นการบอกโดยนัยว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง จากนั้นจึงเดินนำอีกฝ่ายตรงออกไปยังสระเหลียนฮวาหลังจวน 

ระหว่างทางเดินไปยังสระเหลียนฮวาเต็มไปด้วยความเงียบ อึดอัด และกระอักกระอวน นางมิทราบหรอกว่าถังจวิ้นเซียนจะมีอาการแบบนี้เฉกเช่นนางหรือไม่ ทว่าหากถามนางแล้วล่ะก็.. บอกเลยว่าครบ หากมีกระโถนนางก็พร้อมที่จะอาเจียน! 

“...รถม้าที่จอดเทียบอยู่หน้าจวนของหม่อมฉันเป็นรถม้าของพระองค์หรือเพคะ?”  

หลินเยว่หว่านพยายามหาเรื่องคุยกับผู้ที่เดินตามมาอยู่ด้านหลังเพื่อที่จะได้ลดบรรยากาศมาคุลงบ้าง แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงคิมหันตฤดูที่ร้อนอบอ้าว แต่บุรุษผู้นี้กลับทำให้นางรู้สึกหนาวเหน็บราวกับเป็นช่วงเหมันตฤดูเสียได้ “อืม” องค์รัชทายาทตอบนางสั้นๆ 

“มิต้องการเป็นที่สังเกตสินะเพคะ” หลินเยว่หว่านใช้น้ำเสียงโทนเป็นกันเองพลางหัวเราะแห้งๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในแผนการของนางจากนับหลายสิบแผนการเพื่อหลีกเลี่ยงการสมรส ซึ่งก็คือการ ‘ผูกมิตรแต่โดยดี แล้วขอเลิกให้จบลงโดยดี!’ 

และแน่นอนว่าหลินเยว่หว่านมิค่อยอยากจะใช้แผนการนี้เท่าใดนักเพราะมันไม่คุ้มทุนค่าเสี่ยง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้การผูกมิตรกับอีกฝ่ายไว้น่ะดีที่สุดแล้ว! 

...เพราะคนที่นางอยากล้างแค้นจริงๆ มิใช่เขาเสียหน่อยนี่ 

ถังจวิ้นเซียนมองตามแผ่นหลังเล็กของดรุณีตัวน้อยที่กำลังเดินนำหน้าตนไปยังสระเหลียนฮวาตามที่เจ้าตัวว่ากล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในใจนั้นกำลังคิดอะไรอยู่มิสามารถเดาออกได้ ... แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเดาความรู้สึกนึกคิดของตนไม่ได้เช่นกัน 

อันที่จริงเรื่องที่เขาจะคุยกับสตรีตรงหน้านี้นั้นหาใช้เรื่องสำคัญไม่ แต่เขากลับยอมออกจากวังมายังจวนหลินด้วยตนเอง ทั้งใช้รถม้าปกติธรรมดาไม่ให้สะดุดตา ทั้งสวมอาภรณ์เรียบง่ายเพื่อไม่ให้คนของสกุลหลินอึดอัด 

...เขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออันใดก็มิสามารถทราบได้เหมือนกัน 

“ถึงแล้วเพคะ” หลินเยว่หว่านหันหน้ามาบอกเขาจากนั้นจึงผินกลับ สระเหลียนฮวาของจวนหลินช่างกว้างใหญ่ ทุกอาณาเขตเต็มไปด้วยดอกเหลียนฮวาสีชมพูกำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย้ายวน หลินเยว่หว่านเดินนำองค์รัชทายาทมาหยุดตรงที่ศาลากลางสระ เขาเดินไปยืนเทียบใกล้ๆ นางที่กำลังใช้มือเล็กป้อมเกาะขอบรั้วศาลาเอาไว้ ส่วนนัยน์ตากลมโตของนางนั้นก็ทอดมองไปยังเหล่าเหลียนฮวาที่กำลังโบกเล่นลู่ลมอยู่ 

ริ้วผมสีมะเกลือเงาดุจไหมทอของหลินเยว่หว่านโบกพลิ้วตามแรงลมเอื่อยๆ ของคิมหันตฤดู หลินเยว่หว่านมัวแต่จ้องมองความงามของทัศนียภาพที่ตนเห็นตรงหน้าจนหลงลืมไปแล้วว่ามีผู้ใดยืนอยู่ข้างๆ 

ถังจวิ้นเซียนราวกับตกอยู่ในภวังค์... ความงามของเหลียนฮวาราวกับถูกดรุณีน้อยวัยสี่หนาวตรงหน้ากลืนกิน 

เขาค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ราวกับต้องการจะสัมผัสปลายเส้นผมสีดำขลับนั่น ทว่าก็จำต้องชักมือกลับ ทำทีเป็นว่าตนยังมิได้ทำอะไร โชคดีที่หลินเยว่หว่านมัวแต่มองสิ่งอื่นและมิได้สนใจตน 

“...อยากทานเม็ดบัวจัง” 

หลินเยว่หว่านกะพริบตาปริบมองฝักเม็ดบัวที่อยู่ไม่ไกลเพียงแค่เอื้อม จากนั้นนางจึงค่อยๆ เอื้อมแขนสั้นป้อมของตนออกไป... ร่างกายเด็กนี่มันไม่สะดวกเลยจริงๆ 

“เจ้าจะทำอันใด” องค์รัชทายาทเอ่ยถามพลางมองการกระทำที่สุดแสนจะอันตรายของนาง หากพลาดเพียงนิดขาสั้นๆ ทั้งสองของนางจะเสียสมดุลและอาจจะตกลงไปในสระได้เลย 

“ฝักบัว...ฮึบ...อันนั้นเพคะ” หลินเยว่หว่านตอบพลางพยายามเอื้อมมืออย่างสุดกำลัง สนใจที่สุดมือของนางก็คว้าถึงฝักบัวที่เพ่งเล็งไว้ได้สำเร็จ นางออกแรงบิดจนมันขาดออกมา “สำเร็---!! เหวอ!!” 

“ระวัง!!” 

โครม!!!! 

หลินเยว่หว่านเอ๋ย... ชีวิตที่แล้วของเจ้าเพราะโดนป้ายสีถึงได้จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถก็พอจะเข้าใจได้ 

...แต่ชีวิตที่สองนี้ดูท่าจะไม่ต้องรอให้โดยป้ายสีชีวิตก็น่าจะสุ่มเสี่ยงตายไม่ยาก 

เจอกันครั้งแรก...ตกต้นไม้ใส่ 

เจอกันครั้งที่สอง...ล้มทับใส่เต็มๆ 

ซวยมหากาฬ!! 

ความคิดเห็น