facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 82 สามกระบวนท่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 82 สามกระบวนท่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 278

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ต.ค. 2563 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 82 สามกระบวนท่า
แบบอักษร

ตอนที่ 82 สามกระบวนท่า 

 

เปียวเฟยฟง เบิกตากว้างขึ้น เห็นได้ชัดว่าศิษย์สายนอกเบื้องหน้าผู้ที่ดูใบหน้าใส่ซื่อ แท้จริงแล้วมิได้มีความหวั่นเกรงต่อตัวมันแม้สักนิด ทั้งอากัปกิริยาและความมั่นใจที่แสดงออกมา บ่งบอกว่าพร้อมปะทะ!! 

 

เสียงโอดครวญของสมุนทั้งสาม ก็ยังดังระงมประหนึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศโดยรอบให้น่าหวาดหวั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีก... สภาพของ เฉี่ยวเป่ย เจียงฉุน และ เซี่ยวถัง ค่อย ๆ คลานร่างของพวกมันไปอยู่ด้านหลังของ เปียวเฟยฟง ด้วยอาการสั่นสะท้าน... 

 

เฟิงอี้จุน แม้จะพอคาดเดาไว้ว่า เหยาซาน แข็งแกร่งมาก แต่ขอบเขตจะอยู่ในระดับใดนั้นคงมิอาจชี้ชัด และที่แน่ ๆ คือชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(4-6) ไม่อาจต่อกรกับ เหยาซาน ได้เลย... แต่จะรับมือกับ เปียวเฟยฟง ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ได้มากน้อยเพียงใดคงต้องรอการพิสูจน์ 

 

จริงอยู่ที่ในแต่ละขั้นลมปราณนั้นมีความแตกต่าง... ทว่าในแต่ละช่วงขั้นจะยิ่งมีความแตกต่างมากขึ้นไปอีก... เฉกเช่นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 5 จะอ่อนแอกว่าขั้นที่ 6 อยู่พอสมควร แต่เมื่อไปเทียบกับชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนช่วงขั้น จากชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(4-6) ไปเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นปลาย(7-9) ว่ากันว่าพื้นฐานจะถูกยกระดับขึ้น 2-3 เท่าเป็นอย่างน้อย ถือเป็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวมาก 

 

โดยเฉพาะความแตกต่างของระดับชั้นลมปราณ… ระหว่างชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 และชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 นั้น ยิ่งเป็นช่องว่างที่ยากจะถมเต็ม มีความแตกต่างกันเกือบ 10 เท่า ในปริมาณออร่าและความหนาแน่นของลมปราณในร่าง แต่แน่นอนว่าในการต่อสู้จริง ๆ นั้น ยังมีปัจจัยอื่นเสริมขึ้นด้วย ที่อาจทำให้ชั้นลมปราณด้อยกว่าสามารถเอาชนะได้ ดังเช่นเรื่องของเคล็ดวิชาที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในการปลดปล่อยลมปราณ... 

 

เหยาซาน ที่สามารถแสดงพลังได้เหนือกว่าผู้เยาว์ในระดับพลังเท่าเทียมกัน ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานร่างกายที่เหนือชั้นกว่า พลังสมาธิระดับสูงทำให้วิเคราะห์มองเห็นจุดอ่อนศัตรูอย่างรวดเร็ว และอาคมต่าง ๆ ที่คอยเกื้อหนุนในสภาวะฉุกเฉิน  

 

แต่ก็มิอาจคาดหวังในอนาคตได้มากนัก เพราะสิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ ถูกลดคุณค่าลงเมื่อชนชั้นพลังก้าวสู่ระดับที่มากขึ้น แน่นอนว่าตัวของ เหยาซาน เองก็ทราบดีในเรื่องนี้ จึงเป็นสาเหตุให้เด็กหนุ่มทุ่มเทให้กับพื้นฐานลมปราณเป็นหลักในปัจจุบัน... 

 

เปียวเฟยฟง กำหมัดแนบแน่น จนเลือดบนขมับแทบจะปริแตก ยิ่งโลหิตถูกสูบฉีดรุนแรง รอยบากบนใบหน้าก็ยิ่งเด่นชัดสร้างความน่าสะพรึงให้กับผู้พบเห็น... จดจ่องไปยัง เฟิงอี้จุน และ เหยาซาน ด้วยความขุ่นเคืองในบางอย่างที่มีมากกว่าเรื่องลูกสมุนของตนถูกเล่นงาน... 

 

“ผู้หนึ่งก็เป็นชายหน้าหยก... อีกผู้หนึ่งก็เป็นเด็กหน้าอ่อนดูใสซื่อ... เห็นหน้าของพวกเจ้าสองคนแล้ว มันทำให้ข้าหงุดหงิดชะมัด!! อยากจะตะบั้นหน้าให้แหลกคามือยิ่ง!!” 

 

“………” เฟิงอี้จุน และ เหยาซาน หันมองหน้ากันเล็กน้อย ไม่แน่ชัดว่าพวกมันกำลังถูกเอ่ยชมหรือถูกเหน็บแนม แต่ที่แน่ ๆ ดูเหมือนว่า เปียวเฟยฟง จะโกรธเคืองที่ทั้งสองมีใบหน้าหล่อเหลามากกว่าตนเอง!! 

 

เปียวเฟยฟง รู้ดีว่าหากรับมือทั้งสองคนพร้อมกัน ตนก็คงยากจะเอาชนะ จึงชี้นิ้วตรงไปยัง เฟิงอี้จุน... “เฟิงอี้จุน!! ไหนเจ้าว่าจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเจ้าศิษย์นอกคอกนั่นอย่างไร!!” 

 

“บอกแล้วปะไร ว่าข้าทำตามหน้าที่... คนของเจ้าแตะต้องม่านพลังระยะที่ 4 ที่ข้ารับหน้าที่ดูแล ดังนั้นข้าคงมิอาจนิ่งเฉยกับการกระทำเหล่านั้น...” เฟิงอี้จุน ยังคงกล่าวอ้างเหตุผลเดิม 

 

เปียวเฟยฟง ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้น ห้ามปรามเหล่าผู้ติดตามที่กำลังตั้งท่าพร้อมเข้าปะทะ... 

“พวกเจ้าทั้งหมดถอยไป... อย่าทำให้ เฟิงอี้จุน มันมีข้ออ้างลงมือ...” 

 

ได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้ติดตามของ เปียวเฟยฟง ก็เข้าใจทันที จึงถอยไปคนละหนึ่งก้าว... เหลือก็แต่ เปียวเฟยฟง ที่ยืนสวมกอดอกเด่นชัดเพียงลำพัง... “เช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังมีเหตุผลอันใดอีกหรือไม่?!” 

 

เฟิงอี้จุน หว่างคิ้วยับย่นขึ้น... ก่อนจะกล่าวแผ่วเบา... 

“ศิษย์น้องเหยา... ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องรับมือกับ เปียวเฟยฟง เพียงลำพังเสียแล้ว... แต่หากคนของมันเริ่มเคลื่อนไหว ข้าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที...” 

 

เหยาซาน ประสานมือขึ้นตอบรับ... 

“ขอบคุณศิษย์พี่เฟิง... หากเป็นเจ้าเสียงฟ้าผ่านั่นผู้เดียว ไหนเลยจะคณามือข้า...” 

 

“อย่าเพิ่งประมาทไป... เปียวเฟยฟง แข็งแกร่งมาก ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพี่ชายของมันที่เป็นศิษย์หลัก อันดับที่ 7 ของสำนักในเวลานี้ หากเป็นการกระทบกระทั่งสามัญ ศิษย์หลักย่อมไม่กล้าเคลื่อนไหว แต่หากเจ้าลงมือกับน้องชายมันหนักเกินไป ไม่แน่ว่าอาจสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้เป็นพี่ชายก็เป็นได้ 

 

ตัวข้ามีท่านปู่คอยหนุนหลังอยู่ ดังนั้นต่อให้มีเรื่องกับ เปียวเฟยฟง ตรง ๆ ขอเพียงไม่เล่นงานถึงขั้นพิกลพิการ ก็ไม่ค่อยจะมีผลกระทบอะไรนัก แต่เจ้านั้นต่างออกไปไม่มีผู้ใดในสำนักให้การหนุนหลัง จงจำเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี...” เฟิงอี้จุน กล่าวย้ำเตือน ก่อนจะกลับไปนั่งยังที่ของตนดังเดิม 

 

กลายเป็นการเผชิญหน้าของ เปียวเฟยฟง และ เหยาซาน บนเส้นทางคับแคบ... แน่นอนว่าด้วยขนาดของพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ไม่ต้องกล่าวถึงการกวัดแกว่งอาวุธ เพียงแค่มือเท้ายังขยับเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนัก จำต้องอาศัยการต่อสู้ในระยะประชิดเท่านั้น... 

 

ทั้งสองฝ่ายต่างเดินดุ่ม ๆ เข้ามากันไร้ความยำเกรง... จนเวลานี้อยู่ในระยะเอื้อมมือ ห่างเพียงครึ่งก้าว แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเป็นฝ่ายเปิดฉากลงมือ สายตาของทั้งคู่จดจ้องเขม่นกัน หากแต่ผู้หนึ่งมีความเดือดดาลเป็นที่ตั้ง แต่อีกผู้หนึ่งกลับยิ้มอ่อนตอบรับ... 

 

“แจ้งนามเจ้าออกมา ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ขยับปากอีกร่วมเดือน...” เปียวเฟยฟง เค้นเสียงขึ้น 

 

“เหยาซาน เพิ่งเข้าสำนักวันนี้วันแรก... ถือเป็นการให้เกียรติในฐานะศิษย์น้อง และจ่ายค่าที่นั่งฝึกฝน ข้าจะออมมือให้เจ้าสัก 3 กระบวนท่าก็แล้วกัน...” เด็กหนุ่มแสยะยิ้ม 

 

เปียวเฟยฟง เดือดดาลเป็นทบทวี!! ดวงตาของทั้งสองประสานกัน จนราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นเกิดขึ้น... ชั่วจังหวะนั้นเองที่ เปียวเฟยฟง ระเบิดปราณอัคคีออกมา ก่อเกิดเปลวเพลิงลุกโหมท่วมร่างราวกับเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ชัดเจนว่ามันคือ อาภรณ์เปลวเพลิง เคล็ดวิชาระดับสูงของศิษย์สายใน... 

 

ทว่า... เหยาซาน ก็มิยิ่งหย่อนกว่ากัน ระเบิดเคล็ดวิชาทักษะ อาภรณ์เปลวเพลิง ที่ทัดเทียม หักล้างไอความร้อนของกันและกัน ซึ่งมันได้สร้างความตกตะลึงให้กับ เปียวเฟยฟง และ เหล่าผู้ติดตามที่ด้านหลังของมันอย่างยิ่ง... 

 

“บ้าน่า!! อาภรณ์เปลวเพลิง งั้นหรือ!!  

จากศิษย์สายนอกที่เข้าสำนักวันแรกเนี่ยนะ!!” 

 

แม้จะยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายใช้ อาภรณ์เปลวเพลิง ได้เยี่ยงไร... แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เปียวเฟยฟง ไหนเลยจะสามารถร่นถอย ศักดิ์ศรีศิษย์สายในระดับสูงสุดค้ำคอมันอยู่ ไหนจะสายตาของเหล่าลูกสมุนที่ด้านหลัง ยังคงปักใจเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายยังอ่อนด้อยกว่าตนเอง กำปั้นซ้ายขวาที่อาบท่วมเปลวเพลิง กระหน่ำต่อยเข้าใส่ร่างของ เหยาซาน เลือกที่จะเป็นฝ่ายเปิดฉาก!! 

 

ตูม! ตูม! ตูม! 

 

แปดหมัดต่อเนื่องที่ถูกถาโถมเข้าไป กลับถูกฝ่ามือของ เหยาซาน รับไว้ได้ทั้งหมดโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ!! สำคัญกว่านั้นจังหวะสุดท้าย มือขวาของ เหยาซาน ก็ได้ไปตบที่แก้มของ เปียวเฟยฟง เบา ๆ เกิดเป็นเสียง... แปะ! ที่แทบไม่ได้ยิน 

 

กระบวนท่าที่หนึ่ง...” เหยาซาน กล่าวขึ้นรอยยิ้ม 

 

เปียวเฟยฟง รู้สึกราวกับถูกเหยียบย้ำศักดิ์ศรี ทั้งที่อีกฝ่ายสามารถโจมตี แต่กลับเลือกจะตบที่แก้มของมันเบา ๆ เท่านั้น!! จากที่ลั่นวาจาว่าจะออมมือให้ 3 กระบวนท่า ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มหน้าอ่อนผู้นี้ จะทำเช่นนั้นจริง ๆ ในการต่อสู้กับตน!! 

 

“สารเลวเอ้ย!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!” เปียวเฟยฟง ซัดมือเท้าระดมออกมาหนักหน่วงเป็นพายุ... หากแต่ทั้งหมดนั้น กลับถูกหลบเลี่ยงและรับมืออย่างง่ายดายจาก เหยาซาน ประสบการณ์ต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

 

ถึงแม้ เปียวเฟยฟง จะเคยประลองยุทธมานับครั้งไม่ถ้วนภายในสำนัก แต่ก็มิอาจเทียบเท่าการต่อสู้ขั้นเป็นตายที่ เหยาซาน เคยผ่านพ้นมา ดังนั้น เหยาซาน จึงมองการต่อสู้กับ เปียวเฟยฟง นั้นมิต่างการละเล่นหยอกเย้า ที่ไม่ต้องหวาดหวั่นต่อความตายเฉยเช่นทุกครา... 

 

ในจังหวะที่ เปียวเฟยฟง สลับเปลี่ยนลมหายใจเพียงน้อยนิดชะงักกระบวนท่า... สันฝ่ามือของ เหยาซาน ก็ตวัดแม่นยำ แตะสัมผัสเข้าที่ลำคอของ เปียวเฟยฟง อย่างแผ่วเบามิต่างคราแรก... 

 

กระบวนท่าที่สอง...” เหยาซาน กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง 

 

“!!!!!!!!!!” คราวนี้ เปียวเฟยฟง เบิกตากว้างขึ้นทันที หากเมื่อครู่อีกฝ่ายใช้พลังเต็มที่โจมตีเข้ามา นั่นหมายถึงลำคอของมันจะถูกฟาดฟันด้วยพลังมหาศาล อาจถึงขั้นกระดูกคอแตกร้าว หรือหากร้ายแรงไปกว่านั้น ศีรษะอาจจะร่วงหล่นจากบ่าก็เป็นได้ สามารถนับเป็นการตัดสินชี้ขาดในครั้งเดียว... 

 

เฟิงอี้จุน ที่เฝ้าดูการต่อสู้ ถึงกับสูดหายใจลึก ดวงตาเบิกโพลง... 

“ฝีมือต่างกันเกินไป... ศิษย์น้องเหยา ไม่ได้เอาจริงกับการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยซ้ำ!! ไม่ต่างอะไรกับการรังแกคนอ่อนแอผู้หนึ่ง มันชัดเจนอย่างยิ่งว่าฝีมือของ ศิษย์น้องเหยา อยู่ในระดับของศิษย์หลักไปแล้ว ทั้งยังมิใช่ระดับของศิษย์หลักปลายแถวอีกด้วย...  

 

สัตว์ประหลาดชัด ๆ คนผู้นี้มิได้มีเพียงแค่พรสวรรค์ด้านปราณอัคคี แต่พร้อมสรรพในพรสวรรค์ที่ครอบคลุมแทบจะทุกด้าน!!” เฟิงอี้จุน ถึงกับเหงื่อท่วมร่าง จิตใจสั่นไหวรุนแรง รู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนัก ที่เลือกตัดสินใจไม่เป็นปรปักษ์กับ เหยาซาน ตั้งแต่คราแรกที่ได้เจอ เพราะหากคู่ต่อสู้ในเวลานี้มิใช่ เปียวเฟยฟง แต่เป็นตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่แตกต่างกัน... 

 

เปียวเฟยฟง บัดนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ถาโถมการโจมตีเข้ามา พร้อมกับจิตใจที่เริ่มหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มหน้าอ่อนเบื้องหน้าในเวลานี้ มันเริ่มสัมผัสได้ถึงขนาดร่างของ เหยาซาน ที่คล้ายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ มองเห็น เหยาซาน มีแปดแขนสิบมือ ที่ไม่ว่าจะโจมตีเข้าไปมากมายเพียงใดก็สามารถรับไว้ได้ทั้งหมด!! 

 

แน่นอนว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงแค่รากเหง้าแห่งความคิด แต่ในความเป็นจริง เหยาซาน ก็ยังเป็นเด็กหนุ่มใบหน้าใสซื่อเฉกเช่นเดิม ทว่า เปียวเฟยฟง กำลังถูกความกลัวในจิตใจเข้าครอบงำ จนทำให้จิตสำนึกของมันสร้างนิมิตภาพหลอน เมื่อถูกกดดันหนักข้อ... 

 

ชั่วพริบตานั้นเองที่เข่าของ เหยาซาน ถูกยกขึ้น... ก่อนจะหยุดลงที่หว่างขาของ เปียวเฟยฟง ห่างจากจุดยุทธศาสตร์ของมันไม่ถึงครึ่งนิ้ว หาก เหยาซาน ออกแรงมากไปกว่านี้ และไม่หยุดกระบวนท่าเอาไว้ ระฆังคู่เล็กของมันที่หว่างขา อย่างน้อยข้างหนึ่งคงแหลกเหลวในพริบตา... 

 

กระบวนท่าที่สาม... 

 

เปียวเฟยฟง หยุดชะงักการโจมตีทั้งหมดไปในทันที!! ใบหน้าของมันซีดเผือดประหนึ่งไร้โลหิตไหลเวียน เป็นจังหวะที่มีโอกาสได้เงยหน้าขึ้นสบตากับ เหยาซาน อีกครั้ง... หากแต่ครานี้ ใบหน้าของ เหยาซาน มิได้ปรากฏรอยยิ้มอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นใบหน้าที่ดุดันราวกับยักษ์มาร ที่แผ่ล้นจิตคุกคามและจิตสังหารออกมามากมายเหนือล้น!! 

 

“โอกาสของเจ้าหมดลงแล้ว... การโจมตีครั้งต่อไปของข้าจะไม่มีการยั้งมืออีกต่อไป!!” 

 

สิ้นเสียงที่ก้องดังดุจฟ้าถล่ม... แข้งขาของ เปียวเฟยฟง อ่อนระทวยไม่เหลือกำลัง ทรุดเข่าลงล้มพับกันพื้น เหงื่อแตกซิกอาบท่วมแผ่นหลังทั้งหมด... ความรู้สึกของ เปี่ยวเฟยฟง ในเวลานี้ รู้สึกเหมือนกำแพงแห่งความเชื่อมั่นทั้งหมดล้มครืนลงมา และผู้ที่ได้ทำลายกำแพงดังกล่าว คือเงาร่างของปีศาจ ที่ใต้หางตาปรากฏปานแดงรูปดาวห้าแฉก... 

 

ทั้งร่างกายและจิตใจ สั่นสะท้านจนมิอาจควบคุม... 

“สะ...ศิษย์น้องเหยา ได้โปรดให้อภัยด้วย ข้ายอมแพ้แล้ว ข้ายอมแพ้แล้ว” 

 

........................................ 

**คืนนี้ไม่มีการอัพแล้วนะครับ ตอนถัดไปเป็นวันพรุ่งนี้** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว