facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เตรียมตัวให้พร้อม

ชื่อตอน : เตรียมตัวให้พร้อม

คำค้น : นิยายวาย,นิยายจีนโบราณ,Yaoi,NC20+,ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ต.ค. 2563 21:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เตรียมตัวให้พร้อม
แบบอักษร

ซื่ออี้วางร่างของสหายลงด้วยใบหน้าบึ้งตึง "ร่างกายอ่อนแอ แล้วยังชอบทำให้ตนเองเกิดอันตราย หากข้ามาไม่ทัน มันจะเกิดอะไรขึ้น!" 

ถึงแม้จะถูกดุแต่เยว่ฉานกลับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน พอคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา แก้มขาวซีดก็ขึ้นสี ต้องก้มหน้าลงด้วยความกระดากอาย 

"อาเยว่ ที่ข้าพูด เจ้าได้ยินหรือไม่" 

"ขอบใจมากนะอาซื่อ ต่อไป ข้าจะระวัง" 

"จะไม่มีครั้งต่อไป และข้าก็ขอห้ามเจ้าทำอย่างนี้อีก" 

"อืม" เยว่ฉานได้แต่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย  

ซื่ออี้รั้งร่างผอมแห้งของสหายให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะมองสำรวจไปทั่วทั้งตัว เสื้อคลุมกันหนาวสีชาถูกแหวกออก เพื่อจะมองเห็นทรวดทรงภายใน  

"เจ้าผอมกว่าแต่ก่อนมากเลยนะอาเยว่ เมื่อสี่ปีที่แล้วข้าอุตส่าห์ขุนเจ้าให้อ้วนขึ้นแล้วเชียว" 

"พูดอะไรของเจ้า ข้าไม่ใช่หมูเสียหน่อย" เยว่ฉานอดที่จะมองค้อนอีกฝ่ายไม่ได้ ในหัวพลันย้อนคิดไปถึงอดีต  

 

คุณชายน้อยซื่ออี้ชอบบังคับขู่เข็ญให้เขากินมากๆ จนทำให้ร่างกายมีเนื้อมีหนังขึ้น ถึงแม้จะเป็นการกระทำที่เจ้าตัวทำไปเพราะความเอาแต่ใจก็เถอะ แต่ก็ถือว่าส่งผลดีกับร่างกายเขา 

 

"ว่าแต่เมื่อเช้าเจ้าหายไปไหนมาหรือ? เหตุใดถึงไม่ปลุกข้า"  

"อาเยว่! เจ้านี่ชอบเปลี่ยนเรื่องจริง!" ซื่ออี้กระชับชุดคลุมกันหนาว ก่อนจะรั้งเอวบางเข้ามาแนบชิด กระซิบเบาๆ ที่ข้างหู "ก็เจ้าสลบไปหน้าตาเฉย ทิ้งข้าให้ค้างคา ข้าก็คิดว่าเจ้าคงเหนื่อย ก็เลยอยากให้ผักผ่อนให้มาก เผื่อเอาไว้คืนนี้" 

ลมหายใจที่เป่ารดข้างแก้มทำเอาใบหน้าของเยว่ฉานร้อนผ่าว เข้าใจความหมายในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี จำต้องก้มหน้างุด 

"เตรียมตัวเอาไว้ก็แล้วกัน" พูดจบซื่ออี้ก็กดปลายจมูกที่ข้างขมับ 

"อะ..อาซื่อ ปะ..ปล่อยก่อนเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี" 

เยว่ฉานทั้งเขินทั้งอาย คิดไม่ถึงว่าซื่ออี้จะรุกเร็วถึงเพียงนี้ จริงอยู่ที่เขาแอบรักสหายมานานสิบปี แต่ก็ไม่เคยหวังว่าจะได้อีกฝ่ายมาครอบครอง แล้วอีกอย่างหนึ่ง เวลานี้ซื่ออี้ก็แต่งงานแล้ว 

"จิ๊! ปล่อยก็ได้!" อีกฝ่ายหันหนีด้วยความไม่พอใจ  

"อาซื่อ อย่าโกรธเลย ข้าแค่เกรงว่าเจ้าจะเสียหาย" 

"ก็เพราะเจ้าชอบคิดมากเช่นนี้ไงอาเยว่ แต่ก็เอาเถอะ ข้าไม่อยากดุเจ้า ว่าแต่เจ้าปีนขึ้นไปทำอะไรข้างบนนั่น"  

ซื่ออี้นิ่วหน้ามองสำรวจรถม้าอย่างละเอียด ถึงอย่างไรก็เป็นถึงองครักษ์ขั้นสี่ที่ทำงานให้กรมสืบสวนภายใน ไม่ต้องรอให้เยว่ฉานตอบ เจ้าตัวก็พอเดาได้ เพราะคดีสะใภ้ตระกูลเค่อโด่งดังไปทั่วแล้วตอนนี้ 

ร่างสูงโปร่งถีบปลายเท้า กระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังคารถม้า ก่อนจะมองสำรวจไปทั่ว 

"เป็นอย่างที่เจ้าคิด มีสองคนอยู่บนนี้" 

"เจ้าช่วยตรวจดูทีว่าพอจะมีหลักฐานอะไรหรือไม่" 

ซื่ออี้คุกเข่าข้างหนึ่ง ใช้นิ้วลูบเศษดินแดงที่ติดอยู่บนหลังคา  

"ดินแดง" 

"ดินแดง?" 

เยว่ฉานมองตามนิ้วมือของซื่ออี้ที่กำลังขยี้เศษดินไปมา "หยาบหรือละเอียด"  

"ละเอียด" 

ทั้งสองมองสบตากัน ก่อนที่ซื่ออี้จะกระโดดลงมา  

 

ดินแดงละเอียด เป็นดินที่อยู่ในเขตป่าชายเลน และป่าชายเลนก็เหมือนจะมีอยู่ที่เดียว  

 

"ค่ายทหารกองธงที่สอง เสือเขี้ยวดาบ" 

 

"ช่างบังเอิญจริง ข้าก็กำลังสืบคดีที่นั่น"  

 

ทั้งสองมองสบตากันอีกครั้ง เยว่ฉานกำลังคิดจะเอ่ยถามเรื่องคดีแต่ข้อมือกลับถูกดึงรั้ง 

"ได้เวลากินข้าวแล้ว" 

"..." 

 

ซื่ออี้ไม่สนท่าทางเหลอหลาของสหายรักจูงแขนอีกคนออกจากที่ว่าการไปหน้าตาเฉย เยว่ฉานเองก็หมดปัญญาจะทัดทานคนเอาแต่ใจ เกรงว่าคนผู้นี้ต้องบังคับให้เขากินมากๆ อีกเป็นแน่ 

 

ร้านบะหมี่เล็กๆ ที่เคยเป็นร้านประจำของพวกเขา ท่านลุงเจ้าของร้านมักเตรียมซุ้มแยกไว้ด้านหลังให้เสมอ แม้จะไม่มีซื่ออี้อยู่ด้วยแต่เยว่ฉานก็ยังมาเป็นประจำ เพราะที่นี่มีความทรงจำดีๆ มากมาย  

 

เจ้าของร้านเห็นผู้ช่วยนายอำเภอหนุ่มเดินเข้ามาก็ลงมือทำบะหมี่ให้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สั่ง  

 

ซื่ออี้พาเยว่ฉานสาวเท้าไปยังซุ้มหลังร้านเหมือนอย่างเคย "เดี๋ยวพอท่านลุงเอาบะหมี่มาส่ง เจ้าสั่งเพิ่มอีกสองชามรู้หรือไม่" 

"อืม" 

 

"อ่า บะหมี่ร้อนๆ มาแล้ว" 

 

เยว่ฉานและซื่ออี้ยกยิ้มให้กับลุงขายบะหมี่ด้วยความคุ้นเคย 

 

"ท่านลุงเอาบะหมี่เพิ่มเกี๊ยวหมูอีกสองชาม"  

 

"เห? อ้อ ได้ ๆ รอเดี๋ยว"  

 

"ท่านลุงนี่ก็ยังไม่เปลี่ยนเลย" ซื่ออี้เอ่ยยิ้มๆ ทำให้เยว่ฉานต้องมองตามแผ่นหลังลุงขายบะหมี่ แล้วก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้  

 

"ว่าแต่สั่งมาตั้งสองชาม เจ้ากินหมดหรือ" 

"ใครว่าข้าจะกิน" 

"อ้าว?" 

"เป็นเจ้าต่างหากล่ะอาเยว่" 

 

เมื่อเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของสหายรัก เยว่ฉานถึงกับก้มมองชามบะหมี่ของตัวเอง ด้วยความที่เป็นขาประจำ ท่านลุงมักจะทำให้เขาเยอะเป็นพิเศษเสมอ แล้วอีกสองชามที่สั่งไปเล่า แค่คิดเยว่ฉานก็แทบจะอ้วกแล้ว ต้องรีบส่ายหน้ารัว ๆ 

"หึหึ"  

ซื่ออี้ยกยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้ "รู้หรือไม่อาเยว่ ว่าเวลาที่บุรุษทำกัน มันต้องใช้พลังงานเยอะมาก เพราะฉะนั้น เจ้าต้อง กิน.. ให้.. หมด"  

เยว่ฉานได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างอยากลำบาก เหตุใดเขาถึงไม่เคยเห็นมุมเช่นนี้ของสหายรักมาก่อนเลย จะว่ารู้สึกดีมันก็ดีอยู่ แต่ก็น่ากลัวด้วย  

 

หลังกลับออกมาจากร้านบะหมี่ เยว่ฉานก็เกือบจะหลับเพราะถูกบังคับให้กินจนอิ่ม แทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากลับมาที่ว่าการได้อย่างไร มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่อู่จั้วนำบันทึกการชันสูตรมามอบให้ 

"สรุปว่าเป็นการฆาตกรรมขอรับ ตามประสบการณ์ของข้าน้อยคาดว่าน่าจะถูกสังหารด้วยหมัดเดียว บริเวณหน้าอกด้านซ้ายมีร่องรอยการยุบตัวของเนื้อ กระดูกบริเวณนั้นแหลกละเอียด ซึ่งข้าน้อยลองวัดดูแล้วมันใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นบุรุษ"  

"ถ้าจะคิดว่าใช้ค้อนทุบ ผิวเนื้อด้านนอกคงจะเกิดรอยแผลแตก และความกว้างของกระดูกที่แตกก็น่าจะมากกว่านั้น แต่นี่มันเหมือนความเสียหายจะเกิดขึ้นกับอวัยวะภายในเสียมากกว่า ส่วนภายนอกมีเพียงรอยช้ำ"  

 

เยว่ฉานไม่แปลกใจผลชันสูตรเท่าไหร่นัก เพราะเขาสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ที่เหลือก็แค่ต้องสืบห้าตัวคนร้าย หากเป็นทหารจริงก็คงต้องยุ่งยากหน่อยแล้ว 

 

หลังจากสอบถามรายละเอียดจากอู่จั้วเสร็จ เยว่ฉานก็นำบันทึกและข้อสันนิษฐานส่งให้นายอำเภอหยู ทางด้านมือปราบเจียงก็พึ่งกลับมาจากการตามรอยล้อรถม้า 

ข้อมูลที่ได้เพิ่มเติม คือรถม้าออกจากเมืองถงมาได้ครึ่งทางน้ำหนักถึงได้เพิ่มขึ้น นั่นก็หมายความว่า คนร้ายบางจำนวนพึ่งจะขึ้นรถม้าหลังออกจากเมืองถงมาแล้ว 

รูปคดีดูเหมือนไม่ยุ่งยาก แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่าที่คิด และยิ่งคนตายเป็นถึงสะใภ้ตระกูลเค่อด้วยแล้ว  

 

ในศาลาพักของที่ว่าการ เยว่ฉานยืนมองแสงอาทิตย์ที่เริ่มเปลี่ยนสี บ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็น ลมหนาวพัดมาจนต้องกระชับเสื้อคลุม พอคิดไปถึงคำพูดของสหายก่อนจะแยกกันเมื่อกลางวันก็อดที่จะหน้าแดงไม่ได้  

อาเยว่ คืนนี้เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ 

แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี ก็ในเมื่อสหายรักแต่งงานมีภรรยาไปแล้ว หากมีใครรู้เข้าชื่อเสียงซื่ออี้จะเสียหายแค่ไหน ไหนจะยังท่านลุงและท่านป้าเซียวที่ดีกับเขาอีก 

 

"ข้ามาฟังผลการชันสูตร" 

 

เสียงเข้มติดจะดุที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้เยว่ฉานหลุดจากภวังค์ความคิด หันกายกลับมาคารวะ "ท่านแม่ทัพ" 

 

อีกฝ่ายเพียงพยักหน้ารับ บุรุษผู้นี้สมแล้วที่เกิดในตระกูลทหาร ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาล้วนน่าเกรงขาม คิ้วกระบี่ดกหนาจนมีรอยต่อที่หัวคิ้ว จมูกโด่งคมเป็นสัน ริมฝีปากหยักหนาได้รูป ร่างกายสูงใหญ่กำยำ 

 

"สงสัยข้า?" 

 

ด้วยความที่เยว่ฉานเผลอจ้องมองมือที่กำลังกอดอกของอีกคนนานเกินไป คำถามประหลาดจึงได้ถูกถามออกมา  

 

"ตอนนี้ยังขอรับ" 

 

"หือ?" 

 

เค่อเหล่าต้านับว่าแก่กว่าเยว่ฉานร่วมสิบปี และก็น้อยครั้งที่แม่ทัพผู้นี้จะรู้สึกถูกคอกับผู้ใด แต่กับเด็กหนุ่มที่ร่างกายผอมแห้งแรงน้อยผู้นี้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เหล่าต้าถึงไม่รังเกียจที่จะพูดคุยด้วย 

 

"แปลว่าเจ้ากำลังสงสัยว่าทหารมีส่วนเกี่ยวข้อง?" 

 

"ขอรับ แค่กๆ" เพราะอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้ลมหายใจของเยว่ฉานเย็นจนแสบหน้าอก 

 

"นี่ก็เย็นแล้ว เจ้าควรกลับไปพักจะดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่"  

 

"เอาอย่างนั้นก็ได้ขอรับ" เยว่ฉานยกยิ้ม ผายมือให้อีกฝ่าย ทั้งคู่พากันเดินออกจากศาลามาจนถึงหน้าประตูโดยไม่มีใครเอ่ยอะไร กระทั่งทั้งสองกำลังจะแยกย้ายกันไป 

"แค่กๆ หนาวจัง" 

จู่ ๆ ก็มีเสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่มาวางพาดลงบนหัวไหล่ ทำให้เยว่ฉานต้องเหลียวมองผู้กระทำด้วยความประหลาดใจ 

"ข้าไม่หนาว เจ้าใส่ไว้เถิด แล้วพรุ่งนี้ค่อยเอามาคืนข้า" 

ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของท่านแม่ทัพช่างไม่เข้ากับการกระทำโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่คลุมเสื้อให้ ยังผู้เชือกให้พร้อมด้วย  

"ข้าไปล่ะ ไว้พรุ่งนี้เจอกัน" 

เยว่ฉานยังไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณ อีกฝ่ายก็กระโดดขึ้นหลังม้าควบออกไปอย่างรวดเร็ว เลยได้แต่มองตามไปอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี  

แต่เสื้อตัวนี้ก็ถือว่าช่วยเขาได้มากเลยทีเดียว เมื่อรู้สึกอบอุ่นขึ้น เยว่ฉานก็เร่งสาวเท้ากลับจวนตระกูลเจียง 

ความคิดเห็น