ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หงส์หวน บทที่ 4 หลินเยว่หว่านกับเนี่ยจินเจีย

ชื่อตอน : หงส์หวน บทที่ 4 หลินเยว่หว่านกับเนี่ยจินเจีย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 230

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2563 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หงส์หวน บทที่ 4 หลินเยว่หว่านกับเนี่ยจินเจีย
แบบอักษร

บทที่ 4 

หลินเยว่หว่านกับเนี่ยจินเจีย 

 

หลินเยว่หว่านค่อยๆ เคี้ยวคาเคาในปากตนอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางเหลือบมององค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนที่ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย “ดีขึ้นแล้วหรือยัง” เขาเอ่ยถามนาง 

“เอ่อ... เพคะ” 

นางตอบเสียงเบาพลางก้มหน้างุดไม่ให้ตนเผลอไปสบตาจนเกิดอาการหวาดระแวงขึ้นอีก แม้ในตอนนี้เขาจะเป็นเพียงแค่เด็กสิบขวบที่แลดูไม่มีพิษภัย แต่ในอนาคตอีกสิบกว่าปีข้างหน้าเขาผู้นี้คือผู้ที่ทำลายชีวิตของนางจนพินาศยับเยิน ดังนั้นนางจะวางใจไม่ได้เด็ดขาด 

“เจ้าพักผ่อนเถิด ไว้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่” 

หลังจากที่เกิดความเงียบขึ้นอีกอึดใจหนึ่งถังจวิ้นเซียนก็เอ่ยขึ้นแล้วหมุนตัวกลับออกไปทันที หลินจินอิ๋นเดินตามเขาออกไป ส่วนหลินเยว่หว่านที่เห็นว่าอีกฝ่ายไปลับตาแล้วใบหน้าที่ฉายความระแวงปนอึดอัดเมื่อครู่ก็พลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง 

ในที่สุดก็ไปเสียที! 

นางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจเฉิบ วันอันแสนโหดร้ายของนางได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลังจากนี้ก็ขออย่าได้เจอกับเขาเลยเป็นการดีที่สุด! 

...หารู้ไม่ว่าเมื่อครู่นางได้ฟังแค่ประโยคแรกของเขาเท่านั้น 

 

“เยว่เอ๋อร์ เจ้าอยากมีสหายร่วมเรียนด้วยหรือไม่” 

หลังจากวันที่องค์รัชทายาทมาปรากฏตัวที่จวนสกุลหลินก็ผ่านไปราวๆ เจ็ดวันแล้ว ในวันนั้นหลินไฮ่ผิงที่ติดว่าราชการอยู่ที่กรมอาญากว่าจะปลีกตัวมาได้องค์รัชทายาทก็กลับไปพอดี ส่วนหลินเยว่หว่านนั้นรอดจากการโดนลงโทษโดยมารดาไปได้โดยหวุดหวิดเพราะองค์รัชทายาทมิถือสาเอาความนาง วันนี้ก็เป็นวันที่สงบสุขอีกหนึ่งวัน ... ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าจู่ๆ บิดาของนางก็เอ่ยเรื่องบางอย่างออกมากลางมื้ออาหารค่ำ 

“สหายร่วมเรียน?” นางขมวดคิ้ว “เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ” 

“บุตรีของเจ้ากรมพระคลังเนี่ยน่ะ” 

ตุบ! 

“คุณหนู...! พวกเจ้าไปเอาตะเกียบใหม่ให้คุณหนูเร็วเข้า!” 

หลินเยว่หว่านรับตะเกียบไม้อันใหม่มาจากหญิงรับใช้เมื่ออันที่ตนใช้อยู่เผลอทำหลุดมือออกไปเสียแล้ว ใบหน้าของนางฉายแววความตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้หลินไฮ่ผิงและหลินจินอิ๋นต่างก็งุนงงไปตามกัน “บุตรีของเจ้ากรมพระคลังเนี่ย... คนไหนหรือเจ้าคะ?” 

“เจ้ากรมพระคลังเนี่ยมีบุตรีเพียงแค่คนเดียว คือคุณหนูเนี่ยจินเจีย อายุเท่ากับเจ้า แต่ถึงกระนั้นศาสตร์ศิลป์แขนงต่างๆ ทั้งวาดรูป เล่นดนตรี ล้วนแล้วแต่เก่งเกินวัย” หลินไฮ่ผิงตอบ “วันนี้ข้ามีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้ากรมพระคลังเนี่ย หากพวกเจ้าทั้งสองได้สนิทกันก็คงจะดีมิน้อย” 

...ยังคงเป็นเนี่ยจินเจียสินะ 

หลินเยว่หว่านถอนหายใจในใจออกมาเมื่อทราบว่าสหายเรียนของตนที่บิดาพูดถึงนั้นคือเนี่ยจินเจีย บุตรีของเจ้ากรมพระคลังเนี่ย ในชีวิตที่แล้วของนางเนี่ยจินเจียมีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าวังคัดตัวเป็นสนม แน่นอนว่าในฐานะฮองเฮาหลินเยว่หว่านเองก็มีส่วนในการเลือกบุปผางามให้กับฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน นางเป็นผู้เสนอให้ฮ่องเต้รับเนี่ยจินเจียเข้าเป็นสนมขั้นเฟย เพราะทั้งด้วยความสามารถด้านศาสตร์ศิลป์ รูปโฉม และฐานะนางล้วนแล้วแต่เหมาะสม แน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงเห็นด้วย 

...แต่ก่อนที่จะถึงวันส่งตัวนางเข้าวังเพียงไม่กี่วัน เนี่ยจินเจียก็เสียชีวิตลงอย่างปริศนา 

ในตอนนั้นหลินเยว่หว่านเองก็ไม่ได้ทราบลึกตื้นหนาบางเท่าใดนักว่าสามารถหาสาเหตุการตายของเนี่ยจินเจียคืออันใด จวบจนเมื่อถึงตอนที่นางถูกป้ายสีโดยคนผู้หนึ่งจนถูกลากลงสู่หุบเหวที่เรียกว่าความตาย นางก็พอที่จะจับต้นชนปลายได้แล้วว่าเหตุใดเนี่ยจินเจียถึงได้เสียชีวิตลงก่อนเข้าวัง 

...เพราะเจ้ากรมพระคลังเนี่ยมีบุตรีนอกสมรส 

...และบุตรีนอกสมรสของเจ้ากรมพระคลังเนี่ยนั้นนอกจากจะได้สวมรอยเข้าวังแทนเนี่ยจินเจียแล้ว ยังเป็นผู้ที่ทำให้ชีวิตของนางต้องพินาศย่อยยับอีกด้วย 

หลินเยว่หว่านกำหมัดกัดฟันแน่นเมื่อหวนนึกถึงใบหน้าที่เปื้อนยิ้มราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ฉายให้นางดูจากแท่นประหาร แต่กลับน้ำตาคลอหน่วยคลอเบ้าเมื่อบ่ายใบหน้าไปยังฮ่องเต้ 

เนี่ยจินเหมย คือนาง...เป็นนางผู้นั้น 

เนี่ยจินเหมยเป็นบุตรีนอกสมรสของตระกูลเนี่ยที่อาศัยอยู่ต่างเมือง แต่ถึงกระนั้นตระกูลเนี่ยก็ยังให้การดูแลนางและมารดาเป็นอย่างดี เมื่อมารดาของนางเสียชีวิตลงตระกูลเนี่ยจึงเรียกตัวนางกลับมาอยู่ที่เมืองหลวง พร้อมกันนั้นในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการคัดเลือกนางสนมพอดี ตระกูลเนี่ยสามารถส่งบุตรีไปคัดเลือกได้เพียงแค่คนเดียว เนี่ยจินเหมยจึงหมดโอกาสที่จะได้เข้าวังถวายตัวไป 

ทว่าเมื่อเนี่ยจินเจียเสียชีวิตลง เนี่ยจินเหมยจึงมีโอกาสแทน ทว่านางนั้นเป็นได้เพียงแค่สนมขั้นเจาหรง (ขั้นสอง) มิได้เป็นหนึ่งในสี่พระชายาเอกขั้นเฟยเนื่องด้วยเป็นเพียงบุตรีนอกสมรส คราแรกก็มีคำครหามากมายว่าเพราะเนี่ยจินเหมยทำให้เนี่ยจินเจียเสียชีวิต แต่ข่าวลือพวกนั้นกลับโดนกลบปัดตกไปเพราะความใส่ซื่อบริสุทธิ์ดุจหยกขาวของนาง 

แม้กระทั่งหลินฮองเฮายังชื่นชมในความนอบน้อมของนางที่มักจะหาโอกาสไปคารวะทุกครั้ง หลินเยว่หว่านในครานั้นรู้สึกเป็นมิตรกับนางมาก ด้วยความที่รุ่นราวคราวเดียวกันซ้ำยังมิมีท่าทีแข็งข้อ แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่นางไว้ใจที่สุดกลับเป็นผู้ที่ทำให้นางต้องเจ็บปวดมากที่สุด 

...เพราะเนี่ยจินเหมย เพราะนางแพศยาผู้นั้นเพียงผู้เดียว... 

“เยว่เอ๋อร์!” 

“!” 

หลินเยว่หว่านสะดุ้งหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากบิดามารดาของตน นางยิ้มบางๆ ให้ทั้งสองคนที่กำลังมองหน้านางด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พวกเขาเรียกบุตรีมาสักพักแล้ว ทว่านางกลับนิ่งเงียบราวกับว่าในหัวนั้นกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บุตรีของพวกเขาเป็นเช่นนี้ 

“ลูกตกลงเจ้าค่ะ” หลินเยว่หว่านพยักหน้าให้กับบิดาของตน “ได้มีสหายรุ่นราวคราวเดียวกันก็นับว่าไม่เลว” 

นางตัดสินใจแล้ว การได้ผูกมิตรกับเนี่ยจินเจียนับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ หนึ่งคือนางอาจจะสามารถหลีกเลี่ยงความตายให้กับอีกฝ่ายได้ สองคือเนี่ยจินเจียจะกลายเป็นสหายสนิทคนสำคัญที่สุดของนาง สามคือตระกูลเนี่ยจะกลายเป็นพันธมิตรกับตระกูลหลินไปโดยปริยาย 

ถ้าตามชีวิตเก่าเนี่ยจินเหมยจะถูกรับกลับมาเมืองหลวงในอีกหกปีข้างหน้า ความจริงนางอยากจะจัดการเนี่ยจินเหมยเสียตั้งแต่ตอนนี้ด้วยซ้ำ ทว่านางเลือกที่จะไม่ทำมัน จะว่าเพราะนางจิตใจงามก็คงมิถูก แต่เพราะว่าการจัดการอีกฝ่ายในตอนที่ยังมิรู้ความนี้จะได้ประโยชน์อันใดกันเล่า 

...ชีวิตที่แล้วเนี่ยจินเหมยทำให้นางเจ็บปวดมากเท่าใด ชีวิตนี้นางจะค่อยๆ เอาคืนนางให้เจ็บปวดมากกว่าเป็นร้อยเท่าสิบเท่า 

แก้แค้นน่ะสิบปีก็ยังมิสาย หากรีบไปเกรงว่าชีวิตที่สองของนางนี้แลดูจะไร้ประโยชน์เกินไป : ) 

 

วันต่อมาหลินเยว่หว่านก็ขึ้นรถม้าไปกับหลินไฮ่ผิงมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลเนี่ยเพื่อไปทักทายสหายคนใหม่ เจ้ากรมพระคลังเนี่ยพร้อมด้วยเนี่ยจินเจียออกมารับพวกเขาด้วยตนเอง จากนั้นจึงปล่อยให้ดรุณีน้อยทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน 

“อาเจียๆ ข้าเรียกเจ้าว่าอาเจียได้หรือไม่?” หลินเยว่หว่านผูกมิตรกับเนี่ยจินเจียในขณะที่กำลังเดินนำนางไปยังจวนของตน เนี่ยจินเจียผู้นี้แลดูเป็นเด็กขี้อาย พูดน้อย วางตัวได้เหมาะสมในฐานะบุตรีขุนนาง ทว่าเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันนางผู้นี้ดูเหมือนจะค่อนข้างที่จะตึงไปหน่อย หลินเยว่หว่านเองแม้ตอนนี้อายุจิตจะสิบเจ็ดแล้วแต่ก็ยังมีบ้างบางครั้งที่แสดงอากัปกิริยาที่เป็นเด็กน้อยออกไป จนนางก็ชักจะสงสัยแล้วว่าบางทีนางอาจจะแค่มีความทรงจำในชีวิตที่แล้ว แต่สมองและร่างกายนั้นกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ก็เป็นได้ 

“อืม” เนี่ยจินเจียตอบสั้นๆ หลินเยว่หว่านที่ได้ยินเช่นนั้นจึงคว่ำปากหน้าบูดบึ้ง สาวเท้าตามอีกฝ่ายเข้าเรือนไปติดๆ ภายในเรือนของเนี่ยจินเจียเต็มไปด้วยตำราเรียนและสิ่งของต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกู่เจิง กระดานหมากล้อม กระดาษวาดรูป สมแล้วจริงๆ ที่ในชีวิตที่แล้วพอหลินเยว่หว่านเสนอให้นางเป็นสนมขั้นเฟยฮ่องเต้จึงตกลงเห็นด้วยทันที 

เนี่ยจินเจียเดินนำนางไปนั่งยังโต๊ะไม้เตี้ยพลางรินชาที่ถูกยกมาไว้แล้วก่อนหน้าให้กับนาง หลินเยว่หว่านรับมันมาจิบตามมารยาทจากนั้นจึงกวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

“จริงสิ เจ้าก็เรียกข้าว่าอาเยว่ได้นะ” 

“อืม” เนี่ยจินเจียตอบสั้นๆ อีกครั้ง หลินเยว่หว่านจึงถอนหายใจยาวจากนั้นจึงวางจอกชาลงบนโต๊ะ “อาเจีย... ข้าขอถามตรงๆ จะได้หรือไม่ เหตุใดเจ้าถึงได้เป็นสตรีที่พูดน้อยเช่นนี้กันนะ?” 

“...” เนี่ยจินเจียไม่ตอบอะไรแต่กลับก้มหน้าก้มตา นั่นจึงทำให้หลินเยว่หว่านคิ้วกระตุก นางทำทีจะอ้าปากพูดอีกรอบ ทว่าเนี่ยจินเจียกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “...หลังจากนี้เจ้าจะมาเป็นสหายร่วมเรียนกับข้าใช่หรือไม่” 

“ใช่สิ ใช่” หลินเยว่หว่านพยักหน้าระรัว เนี่ยจินเจียที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นพลางยิ้มให้บางๆ แต่ถึงกระนั้นแววตาก็ยังคงฉายแววความกังวลไว้ไม่มิด 

“อันที่จริงข้าเป็นผู้ที่มิค่อยมีความมั่นใจ มิกล้าพูดกับผู้ใด... ซ้ำยังพูดเสียงเบาด้วย เจ้าคงจะมิรำคาญข้าใช่หรือไม่?” พูดแล้วเนี่ยจินเจียก็เหลือบมองหลินเยว่หว่านเป็นระยะๆ และทุกครั้งที่เหลือบมองก็มักจะเห็นหลินเยว่หว่านที่กำลังฉีกยิ้มให้ตนอยู่ตลอดเวลา 

“เหตุใดข้าจึงต้องรำคาญเจ้าด้วยล่ะ?” 

“แต่ว่า...” 

“ฟังนะเนี่ยจินเจีย เจ้าน่ะเป็นผู้มีความสามารถมากล้น แม้เจ้าจะมิมั่นใจในตนเองมากแค่ไหนก็ตามแต่ข้าก็นับถือเจ้าอยู่ดี และเจ้าเชื่อข้าสิว่าข้านี่แหละจะสามารถทำให้เจ้าเป็นสตรีที่ทั้งเก่งกาจและมีความมั่นใจในตนเองจนบุรุษทั้งหลายต่างเหลียวมองเป็นตาเดียวเลยล่ะ!” หลินเยว่หว่านยืดอกทุบด้วยความภาคภูมิใจ เนี่ยจินเจียที่เห็นเช่นนั้นจึงเบิกตากว้างและเผลอหลุดหัวเราะออกมา 

“คิก... เจ้านี่ตลกจริงๆ” 

“หัวเราะได้สักทีนะ” หลินเยว่หว่านยิ้ม จากนั้นจึงยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าอีกฝ่าย “เช่นนั้นเราก็มาเกี่ยวก้อยกันเถิด เป็นสัญญาว่าข้าจะทำให้เจ้าเก่งขึ้น และเจ้าต้องสัญญาด้วยว่าจะเป็นสหายกับข้าไปตลอด” 

“...” เนี่ยจินเจียยกนิ้วก้อยของตนขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงตัดสินใจยื่นไปเกี่ยวคล้องกับอีกฝ่ายไว้แน่น “อื้อ” นางพยักหน้าให้หลินเยว่หว่าน 

“สัญญาแล้วนะ” หลินเยว่หว่านยิ้มพลางชักมือกลับ นางยกนิ้วก้อยที่ได้เกี่ยวกับอีกฝ่ายเมื่อครู่ขึ้นมาดู ความอบอุ่นจากมือของเนี่ยจินเจียที่ส่งต่อมาถึงนางนั้นยังคงอยู่ ในชีวิตก่อนนางมิเคยทำเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน มิคิดมิฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้กลับมาทำมัน 

ชีวิตเก่าของนางไม่ได้ทำในเรื่องที่เด็กน้อยควรกระทำมากมายนัก นางสัญญากับตนเองเลยว่าในช่วงที่ยังเป็นเด็กนี้จะใช้เวลาอยู่กับมันให้คุ้มค่าที่สุด 

“แล้วเจ้า... มีวิธีเช่นไรที่จะทำให้ข้ามีความมั่นใจขึ้นหรือ..?” เนี่ยจินเจียเอ่ยถาม 

“ง่ายดายมาก ขั้นแรกเลยนะ” หลินเยว่หว่านพูด เนี่ยจินเจียหยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมาเตรียมจด 

“...” 

“ยกคาเคามาให้ข้าหน่อย” 

ความคิดเห็น