#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๐๓ :: น้ำตาลใกล้มด [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๐๓ :: น้ำตาลใกล้มด [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.4k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2559 15:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๐๓ :: น้ำตาลใกล้มด [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๐ ...

 

 

น้ำตาลใกล้มด

 

 

ฉึกกก

“อ๊ากกก”

เสียงเสียบของวัตถุมีคมขนาดยาวประมาณสองนิ้วทิ่มลงกลางหน้าท้องกำยำของอี้เผิง ทะลุเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในเข้าไปทีเดียวจนมิดด้าม ความเจ็บปวดซึ่งแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์ทำเอามาเฟียหนุ่มแผดเสียงร้องออกมาดังลั่น เดือดร้อนถึงลูกน้องคนสนิททั้งสอง ที่ต้องรีบตาลีตาเหลือกพร้อมใจกันกุลีกุจอเข้ามาพยุงร่างของเจ้านายไว้ ในขณะที่ยืนทรงตัวแทบไม่อยู่เพราะกลางท้องมีของเหลวสีแดงสดกลิ่นคาวคลุ้งไหล่ปริ่มออกจากร่างนั้นเอง นัยน์ตาคมเข้มแฝงอาการตัดพ้อของอี้เผิงก็ช้อนมองใบหน้าเรียบนิ่งของวาโยสลับกับด้ามมีดที่ปักคาอยู่ ด้วยคาดไม่ถึงเลยว่า วาโยจะใจกล้าบ้าบิ่นตอบโต้แผนเผด็จการของเขาด้วยวิธีเลือดเย็นเช่นนี้

“นายน้อย! นายน้อยทำใจดีๆ ไว้นะครับ คุณเฟิง นี่คุณทำบ้าอะไร”

“พวกคุณต่างหากที่ทำบ้าอะไร จะสมรู้ร่วมคิดกับเจ้านายเพื่อทำเรื่องหยามเกียรติผมอย่างนั้นเหรอ”

วาโยสบถกร้าวด้วยความหัวเสียก่อนจะปรายหางตามองผู้ชายใช้อำนาจในทางไม่ชอบที่มีลูกน้องช่วยหิ้วปีกพยุงตัวทั้งสองข้าง แม้สภาพอี้เผิงในตอนนี้จะดูไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นถึงหัวหน้าพรรคมังกรดำเท่าไรนัก แต่ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะฝีมือของคนที่ภายนอกดูไม่มีพิษสงอะไรอย่างวาโย เจ้าของใบหน้าสัดส่วนทองคำเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางกอดอกยืนมองด้ามมีดซึ่งมีชื่อสลักเป็นภาษาจีนกลางว่า (เฟิง) อันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นประจำตัว เพราะอี้เผิงจะทำเรื่องหยามเกียรติและไม่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีกันในลิฟต์ สถานที่ที่ซึ่งหากมนุษย์มาเอากันจริงๆ คงประเจิดประเจ้อไม่ต่างอะไรจากพวกสัตว์เดรัจฉานไร้ความคิดข้างถนน วาโยจึงไม่ลังเลเลยที่จะหยิบมีดพกซึ่งนายหญิงเหม่ยฮัวเคยให้เป็นของขวัญตั้งแต่เขาได้มาอาศัยชายคาของพรรคมังกรดำใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อเสียบเฉียดจุดตายกลางร่างของอี้เผิงไปนิดเดียว

“หานตง กรุณาเอาหมากฝรั่งออกจากกล้องวงจรปิดแล้วช่วยไปกดลิฟต์ตัวอื่นของทางโรงแรมแล้วพาคุณอี้เผิงลงไปส่งที่โรงพยาบาลด้วย อ้อ ขอแนะนำอีกอย่างนะว่าระหว่างทางอย่าเพิ่งดึงมีดพกของผมออกก่อนจะถึงมือหมอ เกิดเสียเลือดไปมากกว่านี้แล้วทำให้เจ้านายของพวกนายตาย ผมคงเข้าหน้านายหญิงไม่ติด”

“ละ...ลม ฮึ่มมม กรอดดดด นี่นาย...นายกล้าแทงฉันเพียงเพราะกลัวเสียเวลาเรื่องประชุมลับของพรรคงั้นเหรอ?”

“ก็เห็นๆ กันอยู่นะครับ ว่าผมกล้า” น้ำเสียงเย็นเยียบและสายตาไร้ความรู้สึกปรายมองอี้เผิงด้วยไม่ได้สะทกสะท้านในอาการที่อีกฝ่ายตั้งใจประชดประชัน วาโยก็ยังคงเป็นวาโย หน้าที่และงานที่นายหญิงเหม่ยฮัวมอบหมายให้ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับเขาอย่างสูงสุด และแน่นอนว่าวาโยตัวจริงจะไม่ยอมให้อะไรก็ตามมาขัดขวางคำสั่ง ถึงแม้ว่าผู้ปฏิเสธอุดมการณ์ที่เขายึดมั่นมานานคนนั้น จะเป็นถึงอี้เผิงลูกชายแท้ๆ ของเหม่ยฮัวเองก็ตาม “ส่วนหานโจว นายไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เพราะนายต้องอยู่เป็นผู้ช่วยในการเข้าร่วมประชุมพรรคกับฉัน”

คำสั่งเสียงเด็ดขาดดังขึ้นขัดขาทันทีที่วาโยเห็นว่าหานโจวกำลังจะออกจากลิฟต์ตามหลังอี้เผิงและหานตงไปติดๆ ถึงคนมีศักดิ์เป็นภรรยาจะมีเหตุให้แยกจากกับสามี ทว่ากลับไม่มีสักคำกล่าวลาหรืออวยพรขอให้โชคดี มีเพียงคำสั่งสอนเท่านั้นที่วาโยใช้พูดกับอี้เผิงก่อนประตูลิฟต์แก้วที่เพิ่งเปิดออกได้ไม่นานจะปิดลงอีกครั้ง  

“คราวหน้าคราวหลังก็อย่ามักมากไม่ดูเวล่ำเวลา เพราะมันจะทำให้เราเสียการเสียงาน”

“อึกกก”

“คนที่คิดอยากเป็นใหญ่ใจต้องนิ่ง คุณอี้เผิงต้องหัดรู้จักควบคุมตัวเองให้อยู่ในกรอบของความพอดีบ้างนะครับ และถ้าเกิดยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำสองอีกละก็ ขอรับรองด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของผมเลยว่า จุดที่คุณอี้เผิงจะโดนมีดพกของผมเสียบเป็นครั้งต่อไป คือตรงนั้น”

วาโยหลุบสายตาแน่แน่วไม่แฝงความล้อเล่นลงไปตรงเป้ากางเกง ขู่ขวัญให้อี้เผิงตกใจเล่นด้วยท่าทีสบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความร้ายกาจ เมื่อเห็นว่าประตูลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนมาประสานกัน จึงเงยหน้าขึ้นสบตากับประมุขพรรคมังกรดำ ที่ตอนนี้ยืนหน้าซีดปากสั่นโดยมีหานตงช่วยพยุงร่างไว้ไม่ให้ล้ม พอพยักพเยิดบอกใบ้กับมือขวาของอี้เผิงแทนการกล่าวลา วาโยจึงหันไปสั่งพนักงานกดลิฟต์ที่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกมานาน ด้วยเห็นว่าตอนนี้ตรงหน้าก็ไม่ได้ปรากฏแม้แต่เงาของอี้เผิงให้เห็นเป็นที่รกหูรกตาอีกต่อไปแล้ว

“ทีนี้จะทำหน้าที่ของตัวเองให้คุ้มกับเงินเดือนและค่าทิปจากแขกของทางโรงแรมได้หรือยังครับ คุณพนักงานกดลิฟต์” 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สามสัปดาห์ต่อมา

สนามบินสุวรรณภูมิ

อี้เผิงขยับเสื้อคลุมสีน้ำตาลกาแฟตัวนอกซึ่งมีความยาวเลยช่วงเข่าลงไปเล็กน้อยเพื่อให้การเคลื่อนไหวมีความสะดวกและทะมัดทะแมงมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินนำหน้า ราชันย์เพื่อนสนิทที่ลงทุนถ่อไปรับถึงฮ่องกงให้เดินตามขึ้นรถ BMW SERIES 5 คันสีดำมะเมื่อมซึ่งลูกน้องนำมาจอดรอรับยังจุดจอดรถตั้งแต่ก่อนเครื่องแลนด์ดิ้งราวสองชั่วโมง อันที่จริงถ้าเป็นคนคุ้นเคยกับรสนิยมของพวกมาเฟียเป็นอย่างดี มองดูปราดเดียวก็สามารถรู้ได้เลยว่ารถยนต์คันไหนเป็นของพรรคมังกรดำ เพราะรถส่วนตัวแทบทุกคันจะเน้นโทนสีดำเป็นหลัก เพื่อให้ดูลงตัวกับการติดกระจกกันกระสุนและฟิล์มกันแดดสีทึบ ซึ่งเป็นอีกทางป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถมองทะลุเข้าไปข้างในได้ และที่สำคัญยังถือเป็นการรักษาความปลอดภัยของบุคคลภายในไปด้วยในตัว

“เชิญ”

เมื่อมาถึงจุดที่นัดแนะกับลูกน้องไว้ มาเฟียหนุ่มจึงผายมือให้เพื่อนสนิทขึ้นไปนั่งบนรถซึ่งมีหานโจวมารอเปิดประตูรถรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว

“ขอบใจ”

หานโจวโค้งศีรษะให้อี้เผิงและราชันย์แทนการแสดงความเคารพ ก่อนจะปิดประตูรถด้านหลังและขึ้นมานั่งข้างหานตงซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ขับรถในวันนี้ เมื่อเห็นว่าเจ้านายและแขกคนสำคัญเข้าไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว หานตงจึงเริ่มขับรถออกไปจากจุดให้จอดในสนามบิน โดยไม่ลืมจะเหลือบสายตาสังเกตกระจกหลังอยู่เป็นระยะๆ ว่ามีรถยนต์น่าสงสัยคันไหนสะกดรอยตามมาด้วยหรือเปล่า

“ขอบใจที่ไปรับกูถึงฮ่องกง ถ้าไม่ได้มึง ป่านนี้ปู่คงเอาแต่ขังกูไว้บนหอคอยงาช้างแล้ว” บทสนทนาเริ่มขึ้นในขณะที่รถ BMW คันหรูยังคงแล่นไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าคนที่เป็นถึงเพื่อนสนิทของประมุขพรรคมังกรดำย่อมไม่ใช่คนสามัญธรรมดา เพราะนอกจากราชันย์จะเป็นถึงพ่อค้าอาวุธผิดกฎหมายที่ติดโผหนึ่งในรายชื่อผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ของเกาะฮ่องกงแล้ว เขายังสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเหนือหัวฝั่งพ่ออีกด้วย ถึงฉากหน้าของผู้ชายมีบรรดาศักดิ์คนนี้จะเปิดบ่อนคาสิโนถูกกฎหมายไว้ตบตาและกลบกลิ่นพวกตำรวจจมูกไว แต่บ่อยครั้งที่ราชันย์มักจะเป็นฝ่ายเข้ามอบตัวกับทางตำรวจเสียเอง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ด้วยใบหน้าเยาะเย้ยพวกเจ้าหน้าที่ว่า ช่วงนี้ชีวิตค่อนข้างว่าง เลยอยากเข้าไปนอนในตารางเพื่อกวนตีนปู่เล่น

“เออ กูว่าจะถามมึงตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว เรื่องที่มึงบอกว่าต้องเลื่อนนัดไปรับกูเพราะติดฮันนีมูนกับเมียเนี่ย มันจริงหรือเปล่าวะ” ราชันย์ถามพลางใช้นิ้วลูบไล้ริมฝีปากแห้งลอกเป็นขุยเพราะกระหายน้ำดื่มของตัวเอง สายตาเปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลลวงตุกติกยากจะคาดเดาความนัยจดจ้องเพื่อนสนิทที่นั่งถูแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้ายด้วยความสงสัย และเพราะทนสายตารบเร้าชวนให้รู้สึกรำคาญใจไม่ได้ ไม่นานนักอี้เผิงก็ยอมใจอ่อน เลิกเสื้อเชิ้ตสีกรมตัวในขึ้นให้ราชันย์เห็นถึงสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เขาไม่สามารถไปรับอีกฝ่ายได้ตามหมายนัด

“แผลนี้? อย่าบอกนะว่ามึงถูกคู่อริแทง”

“เปล่า อาเฟิงแทงกู”

“อาเฟิง? คนที่แม่มึงบังคับให้แต่งงานด้วยอะนะ มึงไปทำอีท่าไหนให้เขาแทงมึงได้วะ”

“กูโดนเขาแทงเพราะจะจับเขาปล้ำในลิฟต์ พอใจมึงยัง?”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีที่อี้เผิงพูดจาประชดประชันด้วยท่าทียังไม่หายหัวเสียจบ ทว่าไม่ใช่แค่เฉพาะราชันย์เท่านั้นที่ชอบอกชอบใจกับสาเหตุที่ทำให้อี้เผิงต้องเจ็บตัว เพราะแม้แต่ลูกน้องทั้งมือขวามือซ้ายที่นั่งเงียบมานานอย่างหานตงและหานโจวก็ร่วมหัวเราะผสมโรงกับเขาด้วย เมื่อความอัปยศถูกนำมาล้อเป็นเรื่องสนุก อี้เผิงเลยกระแอมไอแทนการปรามก่อนจะตบท้ายด้วยสายตาข่มขู่ให้ราชันย์ ที่จนถึงป่านนี้ก็ยังเอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งไม่เลิก

“หึๆ ไม่ต้องมามองกูแบบนั้นเลย เขามีแต่ผัวแทงเมียกัน แต่เพื่อนกูดันโดนเมียแทง เพราะเมียมึงโหดขนาดนี้นี่เอง ไม่น่าละ ตอนอยู่ฮ่องกงถึงปฏิเสธพวกหนูๆ ที่กูเอามาเปย์ให้”

“ตอนนี้มีปากก็พูดไปเถอะ ไว้เดี๋ยวมึงเจออาเฟิงก่อน แล้วมึงจะรู้ว่าทำไมกูถึงไม่มีกะจิตกะใจจะไปเอาคนอื่น”

“แหม เล่นโฆษณามาซะขนาดนี้ กูชักอยากจะเห็นหน้าอาเฟิงของมึงไวๆ ซะแล้วสิ”

“หานโจว วันนี้อาเฟิงไปโรงพยาบาลหรือเปล่า” อี้เผิงรีบเปลี่ยนบทสนทนาก่อนที่คนข้างๆ จะให้ความสำคัญกับวาโยไปมากกว่านี้ ถึงราชันย์จะไม่เคยตีท้ายครัวคนอื่น แต่ไม่แน่บางทีมันอาจจะทดลองเล่นไม่ซื่อกับเขาเป็นคนแรก เพราะรู้สันดานราชันย์ดีว่าถึงมันจะชอบพูดลอยๆ ขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย ภายนอกดูเหมือนไม่คิด ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ความจริงแล้วถ้าได้สนใจถึงขนาดเอ่ยขึ้นมาซ้ำสองละก็ งานนี้มีหวังคงได้ตามกัดเรื่องวาโยจากเขาไม่ปล่อย

“นายหญิงพาคุณเฟิงไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมรับการผ่าตัดฝังมดลูกในวันเสาร์นี้ครับ”

“ดี งั้นเปลี่ยนเส้นทางพาฉันไปส่งที่โรงพยาบาลเลย” อี้เผิงออกคำสั่งให้หานตงซึ่งนั่งประจำการอยู่ตำแหน่งคนขับรถเสียงเรียบ เสร็จแล้วจึงหันมาถามหาเอกสารสำคัญกับหานโจวที่นั่งอยู่เยื้องกัน “แล้วไหนล่ะ ประวัติหมอที่อาเฟิงเลือกมาดูแล”

“ขออภัยครับนายน้อย ผมลืมรายงานเรื่องนี้ให้นายน้อยทราบเสียสนิท นี่ครับ ประวัติทั้งหมดของคุณหมอพร้อมทั้งรูปถ่ายหน้าตรงขนาดสองนิ้ว”

อี้เผิงไม่ติดใจเอาความในเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยของลูกน้องคนสนิท แต่กลับรีบรับเอกสารที่หานโจวยื่นให้มาเปิดดูด้วยท่าทางร้อนรนแทน ประวัติคุณหมอคนที่จะมาดูแลวาโยไปจนถึงผ่าคลอด ถ้าไม่อ่านให้ละเอียดรอบคอบ เกิดวาโยได้รับอันตรายจากความผิดพลาดจากหนึ่งในขั้นตอนของทางโรงพยาบาล การตามหาตัวคนรับผิดชอบต่อเรื่องนี้จะลำบาก ทว่ายังไม่ทันที่อี้เผิงจะได้กวาดสายตาอ่านแม้แต่ชื่อนามสกุล แฟ้มประวัติคุณหมอในมือก็โดนราชันย์ฉกฉวยเอาไปต่อหน้าต่อตา

“หน้างี้เป็นหมอได้ไงวะ”

นอกจากราชันย์จะไม่ใช่พวกรักษามารยาทเก่งแล้ว เขายังเป็นคนประเภทไม่เคยเก็บความสงสัยไว้ได้นานอีกด้วย เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็ก เลยทำให้โตมาติดนิสัยมุทะลุและเอาแต่ใจตัวเองไม่ต่างไปจากอี้เผิง ดีไม่ดีอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เพียงแค่อี้เผิงเปิดแฟ้มเอกสารออกและแวบแรกที่สายตาดุจเหยี่ยวของราชันย์ได้เห็นหน้าคุณหมอผ่านรูปถ่ายขนาดสองนิ้ว อาการใจเร็วด่วนได้ก็สั่งให้ราชันย์ฉกแฟ้มในมือของอี้เผิงมาไว้กับมือ สายตาคมปลาบกวาดอ่านแค่ชื่อกับนามสกุลของคนที่รู้สึกถูกชะตา ก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารคืนกลับให้เพื่อน ด้วยไม่ยักใส่ใจกับประวัติส่วนตัวที่ยาวเหยียดอย่างกับเรียงความในบรรทัดถัดไป

“ปั้นสิบ สหัสเดชะ นามสกุลนี้แม่งคุ้นๆ ว่ะ มันติดอยู่ในหัวแต่คิดไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน”

ถึงอี้เผิงจะยังนึกเคืองในการกระทำไม่เคยรักษามารยาทของเพื่อนมากเพียงไร แต่กลับปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ราชันย์เพิ่งพูดออกมานั้นเป็นความจริง ตัวเขาเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับนามสกุล สหัสเดชะมากอย่างบอกไม่ถูก หากแต่ยิ่งพยายามนึกเท่าไรก็ยิ่งปวดหัว สุดท้ายอี้เผิงเลยตัดปัญหาด้วยการโบ้ยถามเพื่อนตัวดีที่เป็นคนโพล่งเรื่องนี้ให้เขาต้องมาพลอยคิดตาม “นามสกุลหนึ่งในพวกตระกูลแบล๊คลิสต์ของมึงหรือเปล่า”

“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ โลกนี้แม่งกว้างแค่ไหนมึงก็รู้ ไม่แน่สหัสเดชะอาจเป็นตระกูลที่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วเคยดองญาติกับตระกูลกูก็เป็นได้”

“เออ จะเป็นอะไรก็เรื่องของมึงเถอะ แต่กูจะบอกอะไรให้อย่างนะ โลกแม่งทั้งกว้างใหญ่และกลมในเวลาเดียวกันต่างหาก”

“อ้าว งั้นเหรอวะ” รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏบริเวณมุมปากของราชันย์ทันทีที่ได้ยินอี้เผิงพูดจบ คนเจ้าแผนการยกมือขึ้นลูบปลายคางของตัวเองเล่นด้วยท่าทางครึ้มอกครึ้มใจ หน้าตาที่ปกติก็ดูมากเล่ห์เหลี่ยมอยู่แล้ว ในเวลานี้กลับยิ่งดูร้ายกาจมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“งั้นกูขอเก็บรูปนี้ไว้กับตัวนะ เผื่อว่าโลกมันจะกลมอย่างที่มึงว่าจริงๆ” 

อี้เผิงยักไหล่ไม่สนใจกับสิ่งที่ราชันย์เพิ่งเอาใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทด้านใน ถึงอย่างไรรูปถ่ายเพียงใบเดียวก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าข้อมูลของปั้นสิบที่เขากำลังกวาดสายตาอ่านในขณะนี้ ยิ่งระหว่างที่เพ่งเล็งไปด้านประวัติการศึกษา แล้วได้ยินราชันย์พร่ำเพ้อชื่อ ปั้นสิบ สหัสเดชะ ไปด้วยไม่หยุด ก็นึกโล่งอกโล่งใจ เพราะนั่นเป็นเครื่องการันตีได้ว่า พ่อค้าอาวุธสุดเถื่อน มีเชื้อเจ้า แต่สันดานไม่ได้ต่างอะไรไปจากกุ๊ยข้างถนน และยังเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในวงการมาเฟียของเขาอย่างราชันย์ ตอนนี้มีเรื่องคนอื่นให้สนใจมากกว่าเรื่องวาโยแล้ว 

 

 

 

 

 

 

 

 

            โรงพยาบาลเมืองเอก

“เดี๋ยวกูไปหาอะไรกินก่อนนะ อีกหนึ่งชั่วโมงค่อยไปเจอกันที่รถ”

“ใช้ลูกน้องกูไปซื้อให้ก็ได้”

“ไม่ว่ะ พอดีอยากไปหลีพยาบาลสาวๆ ด้วย”

“เออๆ ตามใจ”

อี้เผิงพยักหน้ารับคำตอบของราชันย์ ก่อนจะหันไปผงกศีรษะเป็นเชิงอนุญาตให้หานตงและหานโจวที่คอยติดตามกลับไปประจำการที่รถ มาเฟียหนุ่มไม่ลืมที่จะถอดเสื้อโค้ทให้ลูกน้องนำติดมือไปด้วย เพราะไม่อยากให้การแต่งตัวอย่างกับพวกมาเฟียทำให้ตัวเองต้องตกเป็นเป้าสายตาขณะกำลังเดินไปยังแผนกสูตินรีเวช แผนกที่ขึ้นชื่อว่ามีคนไข้สาวๆ เยอะมากที่สุดในโรงพยาบาลกลางเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของพรรคมังกรดำแห่งนี้

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที อี้เผิงก็มาหยุดอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยพิเศษที่ก่อนหน้านี้หานโจวกระซิบบอกกับเขาว่าเหม่ยฮัวเปิดไว้ดูแลวาโยโดยเฉพาะ หลังจากที่ได้คุยกับนายแม่ผ่านทางโทรศัพท์ระหว่างทางมาโรงพยาบาล อี้เผิงก็ได้รู้ว่าตอนนี้นายแม่ฝากฝังวาโยไว้กับหมอชื่อปั้นสิบเพียงลำพังและล่วงหน้ากลับไปก่อนเพราะตัวเองมีงานต้องทำ ยืนชั่งใจนึกคำทักทายผู้ชายที่ไม่ได้เจอหน้าเกือบสามสัปดาห์อยู่หน้าประตูห้องสักพัก มาเฟียหนุ่มก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไปในห้องพร้อมแผ่รังสีประหลาดสร้างบรรยากาศกดดัน

“ลม”

เสียงทุ้มต่ำกดลอดไรฟันทำเอาบทสนทนาออกรสระหว่างวาโยและปั้นสิบหยุดชะงักลงกะทันหัน เมื่อเห็นว่าคนเอ่ยเรียกตัวเองเป็นใคร วาโยจึงค่อยๆ ลุกจากเตียงคนไข้และเดินไปหยุดอยู่ข้างอี้เผิงที่ตอนนี้ทำหน้ายุ่งเหมือนยุงตีกัน ก่อนจะเอ่ยปากแนะนำตัวให้คุณหมอปั้นสิบและอี้เผิงรู้จักกันไว้ตามมารยาท

“คุณอี้เผิง นี่หมอปั้นสิบ เป็นหมอสูติประจำตัวผม หมอปั้นสิบครับ นี่คุณอี้เผิง เป็นผู้บริจาคอสุจิให้ผม”

“ผู้บริจาคอสุจิอะไรของนาย?”

หัวคิ้วของอี้เผิงขมวดมุ่นเมื่อการแนะนำตัวจากวาโยฟังดูกำกวมไม่เป็นที่พอใจ พอจะคาดคั้นเอาความอะไร หมอปั้นสิบที่ได้รับตำแหน่งเป็นหมอสูติประจำตัวของวาโยก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาห้ามศึกใหญ่ระหว่างสามีและภรรยา ที่ดูท่าจะไม่ลงรอยกันอย่างที่วาโยเคยเปรยให้เขาฟังไว้

“ใจเย็นๆ ก่อนครับ คุณคงเป็นคุณอี้เผิง สามีในทางพฤตินัยของคุณวาโยสินะครับ”

“สามีก็คือสามี ต้องแยกประเภทของสามีด้วยหรือไง”

“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เอ่อ...”

ปั้นสิบยื่นมือไปข้างหน้าหวังจะจับทักทายกับอี้เผิง แต่เมื่อผู้ชายตรงหน้าทำตัวหยิ่งยองและอวดดีด้วยการเมินใส่ ปั้นสิบเลยทำเพียงคลี่ยิ้มแก้เก้อก่อนจะล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์แทน

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมหมอปั้นสิบ สหัสเดชะ เป็นหมอสูติและได้รับจ้างวานให้เป็นหมอประจำตัวของคุณวาโยไปจนถึงกำหนดคลอดครับ”

“หมดหน้าที่ของนายหรือยัง”

“ถ้านับจริงๆ ก็ยังนะครับ เพราะจนถึงตอนนี้คุณวาโยก็ยังไม่ได้ทำการผสมเทียม เราเพิ่งจะผ่านกระบวนการการตรวจร่าง...”

“ฉันถามว่า หมดหน้าที่ของนายหรือยัง

“เอ่อ...”

เมื่อเห็นปั้นสิบอึกอักและดูจะเสียหน้าไม่น้อยเพราะการกระทำของอี้เผิง วาโยเลยได้แต่ถอนหายใจด้วยความเอือมระอากับนิสัยเสียของผู้ชายข้างๆ และเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษขอโพยพร้อมกับสั่งให้ปั้นสิบออกไปจากห้องก่อน พอเห็นประตูปิดลง วาโยก็รีบหันไปเอ็ดอี้เผิงที่จนถึงป่านนี้ยังคงทำหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รู้จักกับคำว่าผิดชอบชั่วดีถึงสิ่งที่อีกฝ่ายได้ทำลงไป

“เสียมารยาทมากเลยนะครับ”

            “เข้าข้างมันงั้นสิ”

            วาโยไม่โต้ตอบอะไรและทำเพียงกอดอกพลางส่ายศีรษะให้ความเอาแต่ใจตัวเองของอี้เผิง ถ้าไม่ติดว่างานแต่งงานระหว่างเขากับอี้เผิงถูกจัดขึ้นตามความต้องการของเหม่ยฮัวเพียงคนเดียวแล้วละก็ วาโยคงคิดว่าตอนนี้อี้เผิงกำลังแสดงอาการหึงหวงเขากับหมอปั้นสิบอยู่เป็นแน่

            “ทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ ระวังวันข้างหน้าสังคมจะรังเกียจนะครับ”

“น้ำตาลใกล้มด ใครมันจะไปอดได้”

อี้เผิงกดเสียงทุ้มต่ำพูดเปรียบเปรยสำนวนไทยตอบโต้ วาโยที่รู้ความหมายของมันดีอยู่แล้วชะงักไปชั่วครู่ ถ้าใช้กับคู่หนุ่มสาวที่อยู่ใกล้ชิดกันตามประสาคู่แต่งงานใหม่คงจะไม่ผิดแผกอะไร แต่พอมาใช้กับเขาที่แต่งงานมาเป็นเดือนแล้วซ้ำยังมีสถานะเป็นถึงรองหัวหน้าของพรรคมังกรดำ วาโยเลยอดจะเดือดดาลกับการพูดพร่ำไม่ดูสถานการณ์ของอี้เผิงไม่ได้

            “คุณอี้เผิงต้องการจะสื่ออะไรครับ คุณก็รู้ดีว่าหมอปั้นสิบไม่ใช่มด ส่วนผมก็ไม่ใช่น้ำตาล เพราะฉะนั้นระหว่างเราสองคนไม่ได้มีอะไรกันอย่างที่คุณอี้เผิงกำลังเข้าใจ ถ้ายังมีสมองอยู่ก็ช่วยใช้มันคิดสักนิดนะครับ อย่ามัวแต่ทำตัวดักดานอยู่ในโคลนตม เดี๋ยวเกิดมันเสื่อมขึ้นมา คนอื่นๆ ในพรรคมังกรดำจะพลอยลำบากไปกับคุณด้วย”

            “ปากดีแบบนี้ ไม่รู้เลยใช่มั้ยว่ารสชาติของนายตอนอ้าขาให้ฉันเอามันหวานกว่าน้ำตาลแค่ไหน”

            “แล้วรสชาติของคมมีดที่ผมใช้แทงคุณมันหวานแค่ไหนกันล่ะครับ เพราะพูดมากปากหมาแบบนี้ สงสัยคงอยากจะโดนผมแทงซ้ำ”

            “ลม!

            อี้เผิงตวาดเสียงกร้าวพร้อมทำหน้าทะมึนทึงไม่ชอบใจที่ถูกวาโยยอกย้อนจนเสียหน้า คำเถียงฉอดๆ จากคนมีศักดิ์เป็นภรรยาทำเอาหัวหน้าพรรคมังกรดำถึงกับหัวเสียไม่น้อย ท่าทีไม่สะทกสะท้านและการเชิดหน้าชูคอระหงคือการตอบกลับที่เจ็บแสบที่สุดของวาโย เพราะทำอะไรไม่ได้ อี้เผิงในตอนนี้เลยได้แต่กัดฟันกรอดข่มความโกรธกรุ่นจนสันกรามสั่น ถึงนึกอยากจะระบายโทสะใส่วาโยในห้องพักผู้ป่วยพิเศษเสียเดี๋ยวนี้ แต่เพราะจำความได้ดีว่าถ้าไปล่วงเกินอีกฝ่ายตอนอยู่นอกสถานที่ บทสรุปมันจะลงเอยเช่นไร สิ่งที่อี้เผิงทำเลยเป็นการคว้าข้อมือขาวของวาโยพร้อมออกแรงฉุดกระชากเบาๆ ให้เดินตามเขามา แต่มีหรือที่คนช่างพยศอย่างวาโยจะยอมทำตามง่ายๆ เมื่อใช้กำลังบังคับไม่ได้ผล สุดท้ายอี้เผิงเลยต้องผ่อนลมหายใจหนักหน่วงระบายความอึดอัด ก่อนจะหันไปพูดจาดีๆ กับวาโยที่รังแต่จะทำตัวตั้งแง่กับเขา  

 

            “กลับบ้าน”

 

 

 

 ๑๐๐% 

#วาโยอี้เผิง

 

 

Follow me

Facebook :: https://www.facebook.com/sarmvatawantok/  

Twitter :: https://twitter.com/SARMVASS_

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว