facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 73 สิ่งที่ค้างคา

ชื่อตอน : ตอนที่ 73 สิ่งที่ค้างคา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 293

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2563 18:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 73 สิ่งที่ค้างคา
แบบอักษร

ตอนที่ 73

 

“เฮ้ย!! ตันเหมา มันทำลายศิลาทดสอบ!!” 

“สวรรค์!! ศิลานั่นใช้ทดสอบรับศิษย์มาหลายปียังไร้รอยขีดข่วน เจ้านั่นมันทำลายได้เยี่ยงไร!!” 

“ข้าไม่เชื่อ!! ข้าไม่เชื่อ!!” 

 

เสียงเหล่าผู้ร่วมทดสอบโดยรอบ เซ็นแทรกกระหึ่มขึ้นทันที... ไม่ต้องกล่าวถึงเหล่า อาจารย์ ทั้งสามที่อ้าปากค้างไปประหนึ่งหัวใจจะหยุดเต้น ไม่มีใครคิดว่าศิลาทดสอบจะถูกทำลาย และยิ่งไม่มีใครคิดว่า ตันเหมา จะเป็นผู้กระทำ!! 

 

ชายร่างผอมยืดอกยกสูง... สายตาคมกริบ เสมือนตนหล่อเหลาที่สุดในรอบสองปี!! 

“ท่านอาจารย์ทั้งสาม นี่คือกำปั้นป่นศิลา ที่ข้าเพิ่งจะฝึกสำเร็จ... เพียงพอจะทำให้ข้าผ่านเข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่” 

 

อาจารย์เจียง ใช้สิทธิ์ให้ เหมาซาน ผ่านการทดสอบไปแล้วจึงก้มหน้าต่ำ... อาจารย์อีกคนด้านขวามือจึงถอนหายใจ ในเมื่อ ตันเหมา แสดงฝีมือให้เป็นประจักษ์เพียงนี้ ต่อให้ยังเครือบแคลงใจใด ๆ แต่หากไม่ยอมให้ผ่านการทดสอบก็อาจถูกครหาขึ้นได้... 

 

“ข้าขอใช้สิทธิ์ผู้ตัดสิน... ให้ ตันเหมา ผ่านการทดสอบเป็นคนที่สองของวันนี้” 

 

สิ้นเสียงอาจารย์ตัดสิน ตันเหมา พลันกระโดดโลดเต้นประหนึ่งคนเสียสติ ความใฝ่ฝันตลอดหลายปีของมัน ในที่สุดวันนี้ก็พลันสำเร็จผล!! พุ่งตรงมายัง ซุน พร้อมเขม่าร่างอย่างรุนแรงด้วยความตื่นเต้น... 

 

“ผ่านแล้ว ข้าสอบผ่านแล้ว!!” 

 

ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง... 

“ยินดีด้วยพี่ชาย...” 

 

แน่นอนว่าเหตุผลที่ ศิลาทดสอบ พังทลายนั้น เป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจาก ซุน ที่เข้าทดสอบก่อนหน้านี้ กระบวนท่าบดทำลาย แม้จะไม่ใช้ขวานแต่ด้วยพลังของ ซุน ในเวลาก็สามารถทำลายศิลาทดสอบได้โดยไม่ยาก  

 

ซุน จึงทำลายศิลาทดสอบจากภายในจนเกิดรอยร้าวแทบจะปริแตกอยู่ร่อมร่อ จากนั้นก็จิกปลายนิ้วเบา ๆ ให้เกิดบาดแผล ป้ายโลหิตเป็นตำหนิไว้ยังจุดศูนย์กลางที่เปาะบางที่สุด โดยให้ ตันเหมา เป็นผู้เผด็จศึกในการทำลาย ถือเป็นแผนการที่ค่อนข้างสมบูรณ์และยากจะจับผิด แต่ ซุน ก็ต้องมีความละเอียดอ่อน ในการใช้กระบวนท่าเป็นอย่างมาก เพื่อมิให้ ศิลาทดสอบ ถูกทำลายหรือเกิดรอยร้าวยังด้านนอก... 

 

‘ข้าหรืออุตส่าห์ยอมเสี่ยงใช้เคล็ดวิชาเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง เพราะเป็นวิชาที่ฝึกฝนมาชำนาญและควบคุมได้ดีที่สุด ทั้งที่ถูกผู้อาวุโสเตียบังคับให้ปกปิดตัวตน... แต่เมื่อแลกมาด้วยสหายร่ำรวยผู้หนึ่ง ก็ถือว่าไม่ขาดทุนนัก...’ 

 

ซุน บ่มพึมพำในใจ หากแต่ก็เชื่อมั่นว่าเพลงขวานที่ไร้ขวานคงไม่มีใครสืบค้นได้แน่นอน เพราะตระกูลซ่งเองก็ไม่ได้มีเคล็ดวิชาเช่นนี้ปรากฏในอดีต แต่เป็นการประยุกต์ใช้ที่ ซุน คิดค้นขึ้นมาเอง หลังแง่มประตูสู่เจตจำนงแห่งขวาน... 

 

และในวันนั้น ก็จบลงด้วยการที่มีผู้ผ่านการทดสอบเข้าสำนักเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น เหตุก็เพราะรัศมีความเจิดจ้าของ เหยาซาน และ ตันเหมา มีมากเกินไปจนบดบังผู้ทดสอบคนอื่น ๆ ให้ดูสามัญไปในทันที 

 

อาจารย์เจียง เดินเข้ามาหาทั้งสองคน ผู้ผ่านการทดสอบ… 

“ตามระเบียบสำนัก ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบ จะถูกบรรจุเป็นศิษย์สายนอกทันที และพวกเจ้าต้องเข้าไปในเขตของสำนักบนพื้นที่ 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบ ไม่อนุญาตให้ออกมานอกเขตได้ตามความต้องการ เว้นแต่จะทำภารกิจหรือมีคำสั่งพิเศษจากผู้อาวุโส หากพวกเจ้าออกนอกเขตสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นการผิดกฎร้ายแรง อาจถึงขั้นหมดสถานะของความเป็นศิษย์ จงจดจำเรื่องนี้ให้มั่น...” 

 

จากนั้น อาจารย์เจียง ก็ยื่นตำราที่ภายในระบุกฎระเบียบของสำนัก รวมไปถึงเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับสำนักสายลมประจิมที่จำต้องศึกษา ให้กับทั้งสองคน... 

 

ซุน และ ตันเหมา ประสานมือสุภาพก่อนจะน้อมรับไว้... 

 

“หลังจากพวกเจ้าเข้าไปในเขตสำนักแล้วจะไม่สามารถออกมาทำเรื่องต่าง ๆ ได้อีก ดังนั้นภายในวันนี้ พวกเจ้าจงกลับไปจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังค้างคาให้เสร็จสิ้น และกลับมาอีกครั้งในเช้าวันพรุ่งนี้...” อาจารย์เจียง เค้นเสียงกำชับ 

 

“ขอรับ... อาจารย์เจียง” ทั้งสองกล่าวเสียงประสาน 

 

จากนั้น ซุน และ ตันเหมา ก็กลับเข้าเมือง เพื่อเตรียมพร้อมในวันพรุ่ง... 

“ศิษย์น้องเหยา... เจ้าบอกว่าเป็นคนต่างถิ่นงั้นสินะ คงเตรียมตัวมาพร้อมเข้าสำนักทันที เช่นนั้นคืนนี้จะไปพักที่เรือนตระกูลตันของข้าก่อนหรือไม่ จากวันนี้ไปพวกเราคือสหายกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้า!!” ตันเหมา เอ่ยชักชวน 

 

“ขอบคุณมาก ศิษย์พี่ตัน แต่ข้าเองยังมีเรื่องที่ต้องสะสางอีกเล็กน้อย ดังนั้นเอาไว้พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาพบที่ตีนเขาของสำนักก็แล้วกัน...” ซุน กล่าวปฏิเสธทั้งรอยยิ้ม 

 

“งั้นหรอกหรือ เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นไว้เจอกัน” ตันเหมา โอบกอด ซุน เล็กน้อยด้วยความดีใจเกินอัดอั้น พร้อมกับเชื่อมต่อหยกสื่อสารระหว่างกันและกัน... 

 

ด้านในกำแพงเมืองหลวง... 

 

ซุน ติดต่อไปยัง เตียมู่หยง เพื่อแจ้งข่าวการสอบผ่านในทันที ซึ่งก็ไม่ได้เกินไปกว่าความคาดหมายของชายชรานัก เพราะ ซุน มีความสามารถอยู่ในระดับศิษย์หลักด้วยซ้ำ การสอบมิต่างจากทางผ่านตามกฎระเบียบ...  

 

จากนั้น ซุน ก็มุ่งหน้าไปยังย่านสลัมของเมืองหลวง... 

“ท่านจูเยี่ย... เรือนของตระกูลท่านอยู่สุดถนนเส้นนี้ใช่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น 

 

ทันใดนั้นวิญญาณของ จูเยี่ย ก็พลันปรากฏขึ้นมาข้างกาย... 

“ถูกแล้วนายท่าน เป็นเรือนหลังเล็ก ๆ สุดถนนเส้นนี้” 

 

ซุน ยิ้มตอบรับ... ความค้างคาของ ซุน ที่ต้องการจะทำก่อนเข้าสำนักสายลมประจิม คือการช่วยเหลือตระกูลจู ให้ยกระดับขึ้นจากความลำบากยากเข็ญ เพื่อตอบแทนการเป็นวิญญาณอารักษ์ของ จูเยี่ย ตามที่ได้รับปาก... 

 

ประตูไม้บานเก่าถูกเคาะแผ่วเบา หวั่นใจว่ามันจะพัง... ไม่นานก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุอานามไล่เลี่ยกับ ซุน เปิดประตูออกมา แววตาของชายหนุ่มผู้นั้นดูคล้ายตกใจเล็กน้อย 

“จะ...เจ้าเป็นใคร” 

 

ซุน แสดงสีหน้าสลดเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือสุภาพ... 

“ข้ามีเรื่องของมือปราบจูเยี่ย มาแจ้งกับพวกท่านขอเข้าไปในเรือนได้หรือไม่?!” 

 

ชายหนุ่ม ผู้นั้นเบิกตากว้างตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่จะปรากฏหยดน้ำตาขึ้น... 

“พี่ชายข้า... ตายแล้วใช่หรือไม่? มิเช่นนั้นคงไม่ให้ผู้อื่นมาแจ้งข่าวเช่นนี้” 

 

ซุน ถึงกับกล่าวไม่ออก ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ จากนั้น ซุน ก็ถูกพาเข้าไปในเรือน ด้านในมีสมาชิกครอบครัวนับสิบชีวิต ประกอบอาชีพสานเครื่องเรือนขนาดเล็กเป็นหลัก สายตาของทุกคนที่มองมายัง ซุน ล้วนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เรือนหลังเล็ก ๆ เช่นนี้ ทุกคนย่อมได้ยินเรื่องที่คุยกันหน้าประตู... 

 

ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ยังปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าให้เห็น ทั้งยังไปคุกเข่าเบื้องหน้าหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งนางย่อมมิอาจมองเห็นดวงวิญญาณของบุตรชายที่ตายไปได้... ภาพทั้งหมดล้วนไม่เป็นที่น่าจดจำ เป็นความอึดอัดที่ยากจะอธิบาย... 

 

ซุน วางเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญทองลง... 

“ข้าติดค้างหนี้ชีวิต มือปราบจู ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ข้าสามารถช่วยเหลือพวกท่านได้ในตอนนี้ ในอนาคตข้าอาจจะแวะเวียนมาที่นี่อยู่เสมอ และพร้อมจะช่วยเหลือพวกท่าน หากเกิดความลำบากใด ๆ” 

 

ทุกคนแม้จะตกตะลึงกับเงินทองจำนวนมหาศาล แต่สีหน้ากลับมิได้แสดงความยินดียินร้ายเท่าใดที่ควร เพราะมันคือเงินที่แลกมาด้วยชีวิตของเสาหลักครอบครัว... ซุน มองไปยังน้องชายของ จูเยี่ย ที่วัยไล่เลี่ยกับตนเอง คนผู้นี้พื้นฐานลมปราณไม่ย่ำแย่ บรรลุลมปราณสีครามขั้นที่ 4 ได้แล้ว เพราะได้รับการสอนสั่นจาก จูเยี่ย ตั้งแต่เยาว์วัย มีนามว่า จูหยาง 

 

แต่เพราะครอบครัวยังลำบาก จูหยาง จึงต้องคอยดูแลคนในครอบครัว ไม่อาจเข้าร่วมสำนักฝึกยุทธตามความฝันของตนได้ แสดงถึงความกตัญญูที่ยอมละทิ้งความฝัน... ซุน จึงวางมือลงบนไหล่ของ จูหยาง เบา ๆ 

 

“ในตอนนี้เรื่องเงินทองในครอบครัวมินับว่าเดือดร้อน หากใช้อย่างระวังย่อมเพียงพอจะพลิกผันตระกูลจูให้มั่นคงได้นับสิบปี... มือปราบจู ฝากให้ข้ามาบอกกับเจ้าว่า ให้เดินตามความฝันอย่าได้ลังเล จงเป็นเสาหลักให้กับตระกูลแทนมือปราบจูที่จากไป...” ซุน กล่าวขึ้นแน่นหนัก 

 

จูหยาง อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาย... 

 

ซุน ก้าวออกจากตระกูลจู ด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ชัดนัก ตนไม่มีครอบครัวมาก่อน ผู้ที่ใกล้เคียงคำว่าครอบครัวที่สุด คงมีเพียง 2 คน เท่านั้น นั่นคือ อาจารย์ผัน จากโลกเดิมที่คงไม่อาจกลับไปได้แล้ว และอีกคนคงเป็น เหยาหมิง ที่เวลานี้คงกำลังลำบากในเงื้อมมือศัตรู... 

 

ซุน เรียกวิญญาณอาฆาต ออกมาตนหนึ่ง... 

“เจ้าจงทำหน้าที่เฝ้าดูคนในตระกูลจู กลับมารายงานความเคลื่อนไหวในทุก ๆ 10 วัน และหากเกิดเรื่องราวอันใดที่เลวร้าย ก็ให้รีบกลับมาหาข้าทันที...” 

 

วิญญาณอาฆาต ตนนั้นพยักหน้าตอบรับ  

ไม่อาจขัดขืนต่อไสยเวทย์อาคมที่ครอบงำ 

 

“ขอบคุณมาก นายท่าน... ข้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามพันธสัญญาอย่างสุดความสามารถ ต่อให้ดวงวิญญาณนี้จะสูญสลายก็ตามที” จูเยี่ย กล่าวขึ้นแน่นหนัก 

 

“ขอฝากด้วย... ท่านจูเยี่ย” ความสัมพันธ์ของ ซุน และวิญญาณอารักษ์ตนแรก แน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับ ภายภาคหน้าทั้งสองอาจต้องฝ่าฝันภยันตรายที่เกินจะคาดเดา ดังนั้นความเชื่อใจของทั้งคู่ ย่อมนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

 

ในคืนนั้น ซุน ที่ไม่ได้ยึดติดกับที่พักแรม จึงกลับมาที่ตีนเขาของสำนักตั้งแต่ช่วงกลางดึก เพื่อเฝ้ารอให้ถึงตอนเช้าโดยไม่ต้องเร่งร้อน... ชายหนุ่มเอนตัวนอนบนกิ่งไม้ใหญ่ มือซ้ายถือเต้าสุราตามวิสัย มือขวาถือตำรากฎระเบียบข้อบังคับของสำนัก ทั้งยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลภายในอย่างคร่าว ๆ ให้ศึกษา 

 

เด็กหนุ่ม สะดุดตรงที่ภายในสำนักสายลมประจิม มีแบ่งแยกแผนกวรยุทธออกเป็นสองแผนก ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิษย์ทุกคนจำเป็นต้องเลือกศึกษา ว่าจะเข้าร่วมกับแผนกใด... 

แผนกวรยุทธดั้งเดิม... และแผนกวรยุทธประยุกต์ งั้นหรือ?! 

 

ซุน ยังอ่อนหัดนักเกี่ยวกับประสบการณ์ในยุทธภพ แม้แต่การพื้นฐานฝึกยุทธก็เรียกได้ว่าตื้นเขินอย่างยิ่ง ถึงจะสำเร็จเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจ ทั้งยังมีการประสานอาคมต่าง ๆ จนมีพลังในการต่อสู้ที่สูงล้ำ แต่พื้นฐานก็ยังนับเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องชำนาญ หาไม่แล้วการเติบโตในระดับที่สูงขึ้นจะไม่มีความมั่นคง... 

 

ที่ปรึกษาของ ซุน ในเวลานี้ แน่นอนว่า เฒ่าชีเปลือย อยู่ในระดับที่ไม่อาจชี้แจงรายละเอียดปลีกย่อยเช่นนี้ ทั้งชายชราก็ไม่มีความคิดที่จะชี้แนะอะไรให้กับ ซุน อยู่แล้ว... จึงได้ดวงวิญญาณของจูเยี่ย ที่ถือว่ามีประสบการณ์ในยุทธภพระดับหนึ่ง คอยเป็นที่ปรึกษาแทนที่ 

 

ซุน จึงได้รู้ว่า แผนกวรยุทธดั้งเดิม นั้น คือแผนกที่ฝึกสอนเกี่ยวกับเคล็ดวิชาดั้งเดิม ทั้งเพลงหมัด เพลงเตะ เพลงศาสตราชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่สำนักสายลมประจิมจะมุ่งเน้นไปที่เพลงกระบี่เป็นหลัก เพราะฝึกฝนง่ายและมีความแข็งแกร่ง ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญภายในสำนักจำนวนมากคอยให้การชี้แนะ... 

 

ส่วน แผนกวรยุทธประยุกต์นั้น จะแตกแขนงออกเป็นอีกหลายรูปแบบ แต่หลัก ๆ แล้วจะมุ่งเน้นไปที่การฝึก [ปราณธาตุ] จะเป็นการดึงเอาพื้นฐานพลังทางธรรมชาติมาใช้ผสานกับลมปราณ อาจมิใช่ความแปลกใหม่ในโลกยุทธภพ แต่ในอดีตยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จวบจนกระทั่งก่อกำเนิดปรมาจารย์หลายคนที่บรรลุ เจตจำนงแห่งธาตุ ทำให้สายวิชานี้ค่อย ๆ โดดเด่นขึ้นมาในยุคหลัง 

 

ครั้งหนึ่งในการประลองกับ ฉีลู่ชิง (ตอนที่ 50) ซุน เคยได้เห็นหญิงสาวควบคุมเปลวเพลิงได้อย่างน่าอัศจรรย์มาแล้ว ครั้งนั้นถึงแม้ว่า ซุน จะเอาชนะนางได้ แต่ก็บังเกิดความเลื่อมใสอยู่ภายในใจ มีความอิจฉาลึก ๆ ที่ไม่ได้บอกกับผู้ใด... 

 

ซุน รู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นพลังที่มนุษย์ไม่น่าที่จะมีไว้ถือครอง อย่างน้อยในโลกเดิมของ ซุน ก็ไม่ปรากฏการผู้ควบคุมพลังธรรมชาติเช่นนี้ได้... แตกต่างไปจากความชำนาญด้าน เพลงขวาน หรือ เพลงกระบี่ ที่ยังพอให้คำอธิบาย... 

 

“แผนกวรยุทธประยุกต์งั้นหรือ... น่าสนใจยิ่งนัก...”  

เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มขึ้นระหว่างที่ร่ำสุรา 

 

..................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว