ดองเรื่องอื่นแล้วมาเขียนเรื่องนี้ บอกเลยว่าข้อมูลบางชนิดนี่มั่วมาก

ตอนที่4 ซากุราอิ ยูนะ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวัน

ชื่อตอน : ตอนที่4 ซากุราอิ ยูนะ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 280

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2563 15:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่4 ซากุราอิ ยูนะ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวัน
แบบอักษร

มันคงคิดว่าผู้หญิงน่ะได้ง่ายๆ ก็แค่จูบล่ะมั้ง ถึงได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ซะขนาดนั้น 

แต่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ทำอะไรได้ตามใจชอบ และไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ ที่จะสู้แรงของผู้ชายไม่ได้ 

ฉันมีเวลาก่อนที่หน้าจะเข้าใกล้จนชนกัน ฉันก็สะบัดมือขวากระแทกใส่หน้าของชายโฮสต์นั่นซะ 

“อั่ก! ” 

จากนั้นก็ต่อด้วยเตะตัดขาแล้วกระทืบเท้าลงไปที่ท้องของเขา ชนิดที่ฉันไม่คิดจะออมแรงเลยล่ะ 

แล้วฉันกระชากมือซ้ายออกมาแล้วเสยหมัดเข้าที่คางของแยงกี้ที่อยู่ใกล้ๆ ในระหว่างที่มันกำลังสับสน ต่อด้วยอัดศอกเข้าที่ลิ้นปี่ แล้วหมุนตัวเตะเข้าที่ท้ายทอยอย่างจัง 

การเคลื่อนไหวของฉันคงจะไหลลื่นเสียจนพวกนั้นไม่สามารถตอบสนองได้ทันเลยล่ะมั้ง 

นั่นจึงทำให้เจ้าแยงกี้นั่นสลบไปแล้ว  

น่าเสียดาย แต่เหมือนว่าไอ้โฮสต์นั่นยังไม่ยอมสลบง่ายๆ แฮะ 

“แกนะแก” 

มันหยิบมีดพับออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วพยายามเข้ามาแทงฉัน 

กะอีแค่มีดทำไมฉันต้องกลัวด้วยนะ? ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้จะปรกติอยู่หรือเปล่า 

ยังไงซะ ฉันก็หลบแล้วจับข้อมือของเขาเอาไว้ จากนั้นก็กระแทกเข่าใส่ข้อศอกทำให้กระดูกหลุดออกจากกัน 

“อ๊ากกกกกกกก” 

เสียงร้องดังลั่น แต่ก็ไม่มีใครได้ยินหรอกนะ 

ฉันบิดแขนของมัน แล้วถีบเข้าที่ไหล่อย่างรุนแรง ซึ่งนั่นทำให้แขนหลุดออกจากไหล่แทบจะในทันที 

เสียงร้องของมันดังขึ้นอีกครั้ง และมันดังกว่ารอบแรก 

แต่ก็อย่างที่บอก ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องนี่หรอก และเสียงร้องนี่ก็ไม่ใช่เสียงที่น่าอภิรมณ์เลย  

ว่าแต่จะทำให้สลบยังไงดีล่ะ? ไอ้แยงกี้นั่นก็บังเอิญโชคดีเท่านั้น หรือต้องทุบท้ายทอย? แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สลบได้ง่ายล่ะนะ 

ฉันก็ใช้เวลาคิดอยู่นาน แต่มันก็ไม่ขยับหรือทำอย่างอื่นนอกจากร้องเสียงหลงจนเสียงเริ่มแหบเบา 

“งั้นฉันจะอัดจนกว่านายจะสลบก็แล้วกัน” 

“ย...หยุดนะ! ” 

มันพยายามจะหยุดฉัน แต่ถ้าเกิดคนที่พวกมันพยายามข่มขืนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน แล้วคนคนนั้นพยายามร้องขอให้พวกมันหยุด พวกมันจะหยุดการกระทำนั้นหรือเปล่าล่ะ?  

เมื่อเตรียมที่จะทำร้ายคนอื่นก็ต้องเตรียมตัวที่จะถูกทำร้ายเสียเอง เหมือนกับนักรบที่เตรียมพร้อมที่จะไปฆ่าฝ่ายตรงข้ามเองก็ต้องเตรียมใจที่จะตายไว้แล้วเหมือนกัน 

เมื่อคิดแบบนั้นฉันก็อยากจะอัดไอ้เวรนี่ให้ตายคามืออยู่เหมือนกัน 

ฉันชกหมัดเข้าที่คางของมันไปหนึ่งรอบ ก่อนที่จะง้างหมัดขึ้นอีกครั้ง 

แต่ดูเหมือนว่ามันจะสลบไปแล้ว กระจอกจริงๆ  

คนพวกนี้ก็มีดีแค่ข่มขู่คนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น มนุษย์นี่น่ารังเกียจจังนะ โดยเฉพาะพวกผู้ชายแบบนี้เนี่ย 

ใช่ว่าผู้ชายทั้งโลกจะเลวเหมือนกันหมด แต่อย่างน้อยพวกเลวๆ แบบนี้ก็มีอยู่เยอะ แม้ว่าฝ่ายหญิงชั่วเองก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกันแล้วอัตราส่วนของผู้ชายก็เยอะกว่าอยู่ดี 

...ช่างเถอะ ฉันคิดว่าฉันรีบเก็บกวาดเสียดีกว่า 

“โทรไปบอกคุณลุงผู้จัดการก่อนดีกว่า” 

ฉันกับคุณลุงผู้จัดการก็รู้จักกันดีอยู่ ครั้งนี้พนักงานของเขากระทำตัวไม่เหมาะสม ฉันก็ต้องให้เขามาดูแลเรื่องนี้ 

และเพื่อไม่ให้เรื่องมันบานปลายด้วยล่ะนะ 

“ฮัลโหลคุณลุงผู้จัดการ” 

ฉันลงมาโทรศัพท์หาคุณลุงผู้จัดการแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง 

ได้ยินแบบนั้นเขาก็ก้มหัวขอโทษซะยกใหญ่ (แม้ว่าฉันจะไม่เห็นก็เถอะ) แล้วยังบอกอีกด้วยว่าจะมาจัดการเรื่องให้ในทันที 

ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้คำว่าทันทีของคุณลุงผู้จัดการคือทันทีแบบไหน แต่หลังจากนั้นแค่20นาที คุณลุงผู้จัดการก็โทรมาหาฉัน แล้วบอกว่าเขามาถึงแล้ว 

ฉันลงไปรับพวกเขา เพราะยังไงซะ ในช่วง20นาทีที่ผ่านมา ฉันก็ได้มัดมือมัดเท้าไอ้สองคนนั้นเอาไว้แล้ว และแน่นพอที่พวกมันจะดิ้นไม่หลุดได้ง่ายๆ  

ฉันลงมารับคุณลุงผู้จัดการ ที่พาพนักงานมาด้วยอีกสามราย 

คุณลุงกับพนักงานอีกสามคนก็เข้ามารับตัวของชายสองคนนั้นไป และยังมาประกอบเครื่องฟูลไดรฟ์ให้โดยไม่คิดค่าอะไรเพิ่มอีก  

ก็ดีใจล่ะนะ แต่ฉันก็อยากจะเหนื่อยเพราะประกอบเครื่องนี้ซะมากกว่า 

ในระหว่างที่พนักงานสามคนนั้นพากันประกอบเครื่องอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ฉันก็นั่งงอขาดูพวกเขาอย่างสบายใจ 

แต่เพราะชุดของฉัน ทำให้พวกพนักงานไม่กล้ามามอง ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำไมพวกเขามองมาแล้วเบือนหน้าหนี 

นั่นเพราะท่านั่งของฉันทำให้เห็นสัดส่วนอย่างชัดเจน 

ถึงแม้ว่าจะใส่กกน.อยู่ก็เถอะ แต่ถ้าถูกจ้องก็คงอายแหละ สามคนนี้ให้เกียรติฉันยิ่งกว่าอะไรซะอีก น่ารักจังนะ 

นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนบนที่ไม่ได้ใส่บราเอาไว้ แต่ก็มั่นใจแล้วว่ามิดชิดอยู่นะเลยไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 

แต่ยังไงฉันก็โดนคุณลุงผู้จัดการว่าอีกอยู่ดี  

สุดท้ายฉันก็โดนคุณลงไล่ไปเปลี่ยนชุด ฉันจึงไปสวมกางเกงขายาวและเสื้อวอร์มมา ก็โดนมองแบบเอือมระอาเล็กน้อย 

อะไร? ชุดนี้คือชุดที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของฉันเลยนะ 

“จะบอกว่าคุณก็เป็นคนก่อปัญหาไม่ได้ด้วยล่ะนะ เพราะจะห้ามคนอื่นไม่ให้ใส่ชุดที่ตัวเองต้องการก็คงไม่ได้ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ถือว่าคุณลุงคนนี้ขอร้องเถอะ ครั้งหน้าช่วยใส่อะไรที่มันเหมาะกับสถานการณ์หน่อยเถอะนะ อย่างน้อยก็เพื่อปกป้องตัวเอง” 

“...เข้าใจแล้วค่ะ” 

เหมือนคุณพ่อดุลูกไม่มีผิดเลย ก็สมกับเป็นผู้นำครอบครัวดีล่ะนะ 

คุณลุงน่ะมีคุณภรรยาที่ยังสาวยังสวยอยู่ แถมลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นม.ปลายก็น่ารักน่าชังดี เธอคนนั้นถ้าว่างจะชอบแวะมาหาฉันอยู่บ่อยๆ ถึงจะไม่ได้เจอกันเป็นเดือนแต่ก็ยังมีแชทหากันอยู่บ้าง 

อา...น่าคิดถึงจังนะ เหมือนกับเป็นพี่สาวเลยล่ะ 

เมื่อประกอบเสร็จแล้วพนักงานคนนั้นก็ลองทดสอบใช้งาน  

และเมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว พวกเขาก็ช่วยกันทำความสะอาดแล้วบอกลาไปในทันที 

“เรื่องนี้ฉันจะจัดการให้อย่างดีเลยล่ะ” 

“รบกวนด้วยนะ” 

ในเมื่อเขาพูดแบบนั้นก็คงไม่ต้องกังวล เมื่อพวกเขาออกไปฉันก็กลับไปอยู่ในชุดเดิม 

… อาบน้ำก่อนดีกว่าล่ะนะ!  

ฉันไม่ค่อยชอบการที่มีเหงื่อเยอะเท่าไร แม้ว่าจะชอบทำอะไรที่เหงื่อไหลอยู่เยอะ นั่นเพราะการออกแรงทำให้ฉันรู้สึกดีล่ะนะ  

แถมยังเหลือเวลาอีกมาก ฉันจึงไปอาบน้ำรอซาคุยะที่จะมาหาในตอนเย็น 

ฉันใช้เวลาในการแช่น้ำร้อนในอ่าง และผ่อนคลายอย่างหนัก 

แต่ก็อยู่ได้ไม่นานอย่างที่คาด เพราะมีคนโทรศัพท์เข้ามาหาฉัน ทำให้ฉันต้องออกจากห้องอาบน้ำไป 

ฉันที่คิดว่าซาคุยะจะมาเร็วกว่าที่คาดก็เปิดหน้าจอมือถือดู 

ปรากฏว่าเป็นคนอื่นซะอย่างนั้น ซึ่งชื่อที่แสดงอยู่ก็คือชื่อของชายที่ไปส่งฉันที่โรงพยาบาลในวันนี้ 

เขาชื่อว่าโอมะ ยูตะ บอกตามตรงว่านอกจากนิสัยที่ทั้งอ่อนโยนแล้วก็น่ารำคาญนั่นแล้ว เขาก็คือหนุ่มหล่อที่สาวๆ หลายคนอยากจะครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจเลยล่ะ  

ว่าแต่โทรมาตอนนี้นี่มีเรื่องอะไรรึเปล่านะ?  

“ว่าไง? ” 

“...เกิดอะไรขึ้นใช่ไหมครับ ที่คอนโดน่ะ” 

“นายนี่น่ากลัวชะมัด ไปรู้มาจากไหนเนี่ย” 

“ผมสังเกตเห็นรถที่โรงพยาบาลระหว่างทางไปทำงานน่ะครับ คนที่เข้าไปในห้องฉุกเฉินดูเหมือนจะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ของบริษัทน่ะครับ แล้วก็คิดได้ว่าถ้าเป็นคุณหนูล่ะก็ใช่แน่ๆ เลยโทรมาถามเพื่อความมั่นใจน่ะครับ” 

“ต้องเข้าห้องฉุกเฉินเลยเหรอ? ฉันแค่กระทืบนิดหน่อยเองนะ” 

ตอนลงไปรับก็ไม่เห็นรถฉุกเฉินนี่นา ฉันไม่ได้สังเกตเหรอ?  

“หัดเข้าใจหัวอกคนที่โดนมือและเท้าหนักๆ ของคุณหนูหน่อยเถอะครับ” 

“ฉันเป็นผู้หญิงบอบบางนะ และก็ไม่ได้หนักด้วย” 

“ไปส่องกระจกดูดีๆ อีกทีเถอะครับ ผู้หญิงบอบบางเขาไม่มีกล้ามหน้าท้องหรือกล้ามแขนกล้ามขาขนาดนั้นกันหรอกนะครับ” 

ได้ยินแบบนั้นฉันก็ไปส่องกระจกในสภาพเปลือยเปล่า 

กล้ามแขนเล็กน้อย กล้ามขาพอเห็นชัดหน่อยแต่ก็ไม่มาก ดูไปแล้วเหมือนขาผู้หญิงทั่วไป หน้าท้อง...กล้ามชัดเจนอยู่ แต่โดยรวมแล้วถ้าออกกำลังกายก็ต้องประมาณนี้นี่?  

“เหมือนผู้หญิงทั่วไปดีนะ” 

“ผมว่าคุณหนูต้องไปเรียนคำว่า ‘ทั่วไป’ หรือ ‘ปรกติ’ มาใหม่แล้วล่ะครับ” 

“ไม่ๆๆๆ ดูยังไงฉันก็ผู้หญิงปรกติคนนึงจริงๆ นะ” 

“... ยังไงก็ตาม คุณหนูอยากจะให้ผมจัดการเรื่องนี้ไหมครับ? ” 

เมินฉันไปแล้วงั้นเรอะตาบ้านี่ 

“ฉันบอกกับคุณลุงผู้จัดการไว้แล้ว เขาบอกจะจัดการเรื่องนี้ให้น่ะ” 

“อย่างนั้นเหรอครับ” 

“อะไร ไม่เชื่อกันงั้นเหรอ? ” 

“เปล่าครับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้วครับ อันที่จริงผมก็อยากจะไปอยู่ด้วยตอนที่เรื่องมันเกิดขึ้นอยู่หรอกนะครับ” 

“อย่าเลย เดี๋ยวจะโดนลูกหลงไปซะเปล่าๆ กลัวนายจะได้รับบาดเจ็บหนักน่ะนะ” 

“นอกจากคุณหนูแล้วไม่เคยมีใครคิดว่าผมอ่อนแอขนาดนั้นมาก่อนเลยนะครับ ให้ตายสิ แค่นี้ล่ะนะครับ” 

ว่าแล้วเขาก็วางสายไป ไม่รู้ว่าเป็นห่วงหรืออะไร 

ฉันเช็ดตัวที่ใกล้จะแห้งเต็มที่ของฉันแล้วสวมชุดคล้ายก่อนหน้านี้ แต่กางเกงเป็นกางเกงขาสั้นที่ยาวครึ่งต้นขา และเป็นกางเกงขาบานด้วย 

ครั้งนี้ฉันก็ไม่ใส่บรา ก็ในเมื่อไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามา ทำไมฉันต้องแคร์ด้วยล่ะ 

ว่าแต่เวลานี้แล้วนะ ซาคุยะยังไม่มาอีกเหรอ?  

ฉันบอกที่อยู่ให้เธอไปหมดแล้ว เธอคงไม่โทรหาฉันง่ายๆ ถ้าไม่ถึงที่แล้วล่ะนะ 

แต่ไม่ทันจะสิ้นความคิด ซาคุยะก็ส่งเมลมา บอกว่า “อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้วนะ” ว่างั้นล่ะนะ 

“อีกเดี๋ยว” งั้นเหรอ … “อีกเดี๋ยว” ที่ว่าเนี่ย มันเท่าไรกันนะ?  

พอดูเวลาก็เป็นช่วงเย็นแล้วล่ะนะ คงไม่นานหรอกมั้ง แต่ว่าว่างจังนะ 

ถ้าไม่มีกำหนดการอะไร ในตอนนี้คงไลฟ์มาราธอนปั่นเลเวลไปถึงไหนต่อไหนแล้วนะ 

แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอยู่ดี 

ฉันนั่งดูอัปเดตอีกครั้งเพราะยังมีบางอันที่ยังไม่ได้อ่าน แต่ส่วนมากจะเพิ่ม NPC เควส และแก้ไขบทพูดของตัวละคร 

จะว่าไปก่อนหน้าที่จะเปิดตัวเต็ม บทพูดของ NPC ไม่ได้ดูเป็นธรรมชาติเลย แต่ว่าจากที่ฉันได้สู้กับบอส [จอมทำลายล้าง กิลลี่ย์ แบร์] ฉันรู้สึกเหมือนว่าพวกนั้นมีชีวิต 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเมีชีวิต ยังมีบางจุดที่ทำให้รู้ว่าเป็น AI อยู่ แต่มันก็สมจริงเสียจนนึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว 

ว่าแต่มีอะไรที่น่าสนใจนอกเหนือจากสกิลประจำเผ่าไหมเนี่ย? อาชีพใหม่ๆ งั้นเหรอ? ทั้งอาชีพระดับต่ำ อาชีพระดับกลางและอาชีพระดับสูง มีใหม่เข้ามาเยอะอยู่นะ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะสนใจเท่าไร 

ระบบสัตว์เลี้ยง สกิลฝึกสอน สกิลเทมมอนสเตอร์ ระบบอาชีพเสริม อันนี้สิน่าสนใจ 

แต่ดูเหมือนว่าเป็นแค่ไอดียังไม่ได้พัฒนาเลยแฮะ คงอีกสักพักเลยล่ะ 

นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไร ประกาศก็บอกเอาไว้ว่าจะอัปเดตอีกครั้งในอาทิตย์หน้า ซึ่งเป็นอัปเดตแพทช์ที่จะมีแก้บั๊กหรือปรับสมดุล รวมไปถึงการเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ อย่างระบบสัตว์เลี้ยงที่ฉันอ่านไปก่อนหน้าด้วย หรือก็คือระบบที่ว่ายังไม่เข้ามาในเกม 

ไหนจะอาชีพรองอีก ดูเหมือนจะมาในแพทช์หน้าหรือแพทช์ถัดไปล่ะนะ และยังมีเตรียมเปิดแผนที่ใหม่ที่ยังไม่มีในเดโมอีก  

แต่ว่าแค่เมืองที่สองก็ต้องอยู่ยาวจนกว่าจะเลเวล60ขึ้นไปถึงจะไปเมืองสาม ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายที่มีอยู่ในตอนนี้ได้เลยนะ 

แถมรอบๆ เมืองที่2 ที่เรียกกันว่า [เมืองแห่งการผจญภัย] ก็มีพื้นที่โดยรอบที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีดันเจี้ยนที่อันตรายอยู่ใกล้ๆ อย่าง [หอคอยบาเบล] อีกด้วย 

เจ้าดันเจี้ยนนั่นแม้แต่ในตอนเดโมก็ยังไม่เคยมีใครพิชิตได้ แม้แต่ฉันที่เลเวลมากกว่า100ยังขึ้นไปได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของชั้นทั้งหมดเลย มอนสเตอร์บนนั้นแข็งแกร่งเอามากๆ เลยล่ะ 

ฉันที่ความจำสั้นก็พยายามมองหาอะไรที่มันน่าสนใจ แต่เอาเข้าจริงฉันเป็นพวกขี้เกียจอ่านอัพเดตสุดๆ ไปเลยล่ะ 

ในระหว่างที่กำลังทำนู่นนี่นั่นอยู่ จู่ๆ เสียงกดออดก็ดังขึ้น 

ฉันเดินไปยังประตู แล้วส่องตาแมวดูข้างนอก 

นั่นคือสาวสวยที่รูปร่างน่ารัก สวมชุดมิดชิดกับกระโปรงยาวขาบาน ผมยาวมัดเปียเดี่ยวอยู่กลางหลัง ดวงตากลมโต มีสัมภาระอยู่เต็มไปหมด 

ซาคุยะจังเหรอ? ดูตัวเล็กกว่าที่คิดนะเนี่ย 

ฉันเปิดประตูออกแล้วสบตาเข้ากับซาคุยะที่ยืนรออยู่ 

“ไง ไม่ได้เจอกันนานนะ” 

“ส...สวัสดีค่ะ ด...ดูเหมือนว่า ฉ...ฉันจะจำห้องผิดน่ะค่ะ” 

หืม? ทำไมถึงพูดตะกุกตะกักอย่างนั้นกันล่ะ?  

“ไม่ได้จำผิดหรอกซาคุยะ นี่ฉันเอง” 

“อ...เอ๊ะ? ยูนะจัง? ” 

ไม่ใช่ว่าเราคุยกันแล้วหรอกเหรอ ว่าจะไม่ใช้คำว่า ‘จัง’ น่ะ 

แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป แล้วยิ้มแสดงความต้อนรับให้กับเธอ 

“ใช่แล้วล่ะซาคุยะ” 

“ยูนะจัง! ” 

เธอเข้ามากอดฉัน แล้วโยนกระเป๋าที่ถืออยู่ทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดีเลย 

เธอกอดฉันแน่นมากเลย แถมฉันยังรู้อีกว่าเธอแอบดมกลิ่นตัวฉัน 

แน่นอนว่าตัวฉันหอมมากเพราะเพิ่งอาบน้ำมาได้ไม่นาน แต่การที่ถูกกอดนานๆ ทำให้ฉันเริ่มที่จะเขินอายอยู่บ้างนะ 

“ปล่อยได้แล้วน่า เข้ามาข้างในก่อนเถอะ” 

“อื้อ! ” 

แล้วฉันก็ช่วยเธอขนสัมภาระเข้ามาไว้ในห้อง ว่าแต่พนักงานขนย้ายไม่มาช่วยเหรอ? หรือเธอแบกของพวกนี้มาเอง? แต่ผู้หญิงบอบบางแบบเธอจะยกมายังไงไหวล่ะเนี่ย?  

เอาเป็นว่าตอนนี้ซาคุยะมาถึงแล้ว แล้วฉันก็ช่วยเธอขนสัมภาระอยู่ล่ะ 

 

 

 

. 

. 

. 

 

 

ที่มาช้าและมาน้อย เหตุผลคือติดทำงานอยู่ เลยไม่ได้เขียนเลย ขอโทษนะ ช่วงนี้ก็มีงานอยู่ แต่ก็ไม่น่าจะวุ่นวายมาก แต่ก็คิดว่าจะช้า แต่ไม่น่าจะน้อยแบบตอนนี้หรอกนะ! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว