Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 五

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 280

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2563 19:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 五
แบบอักษร

การเรียนอย่างจริงจังได้เริ่มต้นขึ้น เสียงพูดคุยต่างๆเงียบลงไปและถูกแทนที่ด้วยเสียงทุ้มแหบพร่าของคนเป็นอาจารย์ ณ ที่แห่งนี้ไม่มีใครที่ไม่สนใจในการศึกษา ทุกคนต่างพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ทั้งหมด สำหรับเหล่าองค์ชายและองค์ชายน้อยก็คงเป็นไปเพื่อการพัฒนาตนเอง ส่วนสำหรับบรรดาผู้ติดตามนั้นอย่างน้อยก็เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้สอบเข้าเรียนในสำนักวิชาได้สำเร็จ เป็นความก้าวหน้าในชีวิต

 

หากพวกเขาสอบเข้าได้จริง นั่นย่อมหมายถึงโอกาสในการสอบข้าราชการ หากบัณฑิตผู้ใดสอบได้เป็นลำดับที่หนึ่งก็จะได้ตำแหน่งงานดีๆ ได้เป็นถึงจอหงวน มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ได้สวมเสื้อไหมปักพระราชทาน นั่งขบวนเกียรติยศจากเมืองหลวงไปถึงบ้านเกิด สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนผู้นั้นก่อนที่จะต้องกลับมาทำงานตามหน้าที่ของตนที่วังหลวง

 

แต่สำหรับเหว่ยหลงแล้วเขาไม่ได้คาดหวังตำแหน่งจอหงวนนี้ คงเป็นเรื่องแปลกที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับขบวนเกียรติยศที่ว่า ก็เขากำเนิดในรั้ววัง จะแห่จากวังหลวงถึงวังหลวงก็ใช่ที่ จะแห่จากวังหลวงไปถึงตำหนักหานอี้ ยิ่งคิดยิ่งดูพิลึกชอบกล

 

เวลาแห่งการเรียนรู้ล่วงเลยไปถึงสามชั่วยาม กระดาษที่ผู้เป็นอาจารย์สั่งให้ศิษย์คัดตัวอักษรถูกม้วนแล้วเก็บรวบรวมลงสู่หีบ ใครที่ส่งงานแล้วก็ทยอยแยกย้ายกันกลับไปที่ตำหนักและที่อยู่ของตน

 

เหว่ยหลงที่ไม่ชอบความวุ่นวายนั้นนั่งนิ่งอยู่กับที่ รอจนคนอื่นๆส่งกันจนครบเขาจึงลุกขึ้นไปส่งบ้าง สำหรับเขาแล้วการรอไม่ใช่สิ่งที่แย่นัก เพราะปลายทางนั้น สิ่งที่รออยู่มักจะคุ้มค่าเสมอ...

 

"คุณชายมู่ขอรับ" เสียงของข้ารับใช้จากจวนสกุลมู่ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่มั่นคงนัก อาจเพราะด้วยใบหน้านิ่งเรียบที่กดดันให้เขาต้องรู้สึกประหม่า ไม่ว่าจะคุณชายมู่หยางเฉินหรือคนตรงหน้าก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

 

เหว่ยหลงและเหลียนซินที่กำลังจะกลับตำหนักหันไปมองตามเสียงเรียกแทบจะพร้อมๆกัน โชคดีที่คนอื่นๆไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่เช่นนั้นก็คงจะพากันสงสัยไม่น้อยว่าเหตุใดคนติดตามอย่างเหลียนเซี่ยต้องหันไปตามเสียงเรียกรวดเร็วอย่างนั้น จะบอกว่าเพราะผู้เป็นนายถูกเรียกจึงหันตามก็คงไม่ใช่

 

ท่าทางที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้นอาจทำให้ใครๆอดสงสัยไม่ได้ ว่าเหลียนเซี่ยผู้นี้เป็นคนสกุลมู่ใช่หรือไม่ แล้วหากเป็นคนสกุลมู่จริง เหตุใดจึงต้องมารับใช้คนสกุลเดียวกันเช่นนี้ หากไม่ใช่เหตุใดจึงตอบสนองต่อเสียงเรียกอย่างรวดเร็วเช่นนั้น

 

"มีอะไร"

 

"ฮ่องเต้มีรับสั่งให้คุณชายน้อยเข้าเฝ้าขอรับ"

 

"ข้าคนเดียวรึ? " เด็กชายในวัยสิบขวบเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ เสด็จปู่เรียกตัวเขาไปทำไมกัน อีกทั้งยังไม่ได้เรียกตัวเหลียนซินเข้าเฝ้าพร้อมกันกับเขาเสียด้วย น่าแปลก...

 

"คนเดียวขอรับ"

 

"เหลียนเซี่ย เจ้ากลับไปก่อน ส่วนเจ้า ตามเหลียนเซี่ยกลับไปที่ตำหนัก ไม่ต้องติดตามข้า"

 

"ขอรับ" เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยสั่ง มีหรือที่ข้ารับใช้จะคัดค้านได้ เหลียนซินอ้าปากทำท่าจะเถียงก็ต้องเงียบไปเมื่อเห็นสายตาของแฝดคนพี่ เสด็จปู่นี่ก็อย่างไรกัน เรียกพี่ใหญ่ไปพบแต่ไม่เรียกนาง มีสิ่งใดที่พี่ใหญ่ควรรู้แต่นางไม่ควรรู้อย่างนั้นหรือ

 

เด็กหญิงปั้นหน้าบูดบึ้งแล้วกลับไปแต่โดยดี คนของท่านพ่อก็คอยเดินตามนางอยู่ห่างๆ พี่ใหญ่นะพี่ใหญ่ นางกลับเองคนเดียวก็ได้ ไม่รู้จะให้คนคอยคุมนางกลับตำหนักทำไม

 

ในขณะที่ความหงุดหงิดใจนั้นเพิ่มขึ้นจนท่วมท้น ดวงตากลมโตก็เหลือบไปเห็นเรื่องน่าสนุกเข้า คนที่นางคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังทำตัวลับๆล่อๆ ร่างสูงที่กำลังตรงไปยังตำหนักร้างแห่งหนึ่งในวัง

 

"นี่ เจ้าน่ะ"

 

"ขอรับ? "

 

"กลับไปรอข้าที่ตำหนัก ข้าจะแวะผลัดชุดที่ใส่อยู่เสียหน่อย"

 

"เอ่อ..."

 

"ทำไม? หรือเจ้าคิดจะมีปัญหากับข้า" มู่เหลียนซินหันกลับมากอดอกมองอีกฝ่ายอย่างกดดัน เอียงคอเล็กน้อยยามตั้งคำถามกับคนของบิดา ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหากนางคิดจะเอาเรื่องใครขึ้นมา นางก็ไม่เคยปล่อยคนผู้นั้นไปง่ายๆเลยสักครั้ง เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรคิดมามีเรื่องกับนางจะปลอดภัยกว่า

 

"ขะ ข้าน้อยทราบแล้ว จะล่วงหน้าไปที่ตำหนักเดี๋ยวนี้ขอรับ"

 

"หึ" เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการสองขาเรียวเล็กก็ก้าวเดินต่อไปทันที นางรีบสะกดรอยตามอีกฝ่ายไปด้วยความใคร่รู้ แต่ดูเหมือนนางจะคิดผิดเมื่อเขาไม่ได้ตรงไปที่ตำหนักร้างอย่างที่นางเข้าใจ เจ้าคนตัวสูงนั่นเดินเลยตำหนักไปจนถึงกำแพงวัง กำแพงที่สูงจนไม่สามารถจะปีนออกไปได้ แต่คนผู้นั้นกลับทำได้ไม่ยาก

 

การที่อีกฝ่ายมีวรยุทธ์แล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนขอบกำแพงได้นั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเลยสักนิดสำหรับนาง ตระกูลอี้ต่อให้ล่มจมตกต่ำเพียงใดก็คงไม่ปล่อยลูกหลานให้ไร้ฝีมือ ชั่วพริบตาเดียวที่นางเหม่อคิดเรื่องบางอย่างอีกฝ่ายก็กระโดดลงไปแล้ว อี้เซียวเสวี่ย แอบออกนอกวังไปแล้ว!

 

พรึ่บ!

 

หลังจากหันซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไม่มีทหารอยู่รอบๆ มู่เหลียนซินก็จัดการตามอีกฝ่ายไปทันที นางใช้สิ่งที่ท่านพ่อสอนมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว สามารถกระโดดขึ้นมาอยู่บนขอบกำแพงวังได้สำเร็จ!

 

ดวงตากลมโตพยายามกวาดมองหาคนที่นางสะกดรอยตามเขามา คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อมองไปทางไหนก็ไม่เห็นอี้เซียวเสวี่ยเลยสักนิด หายไปไหน?

 

"หาข้าอยู่รึ? " เสียงทุ้มดังขึ้นที่พื้นด้านล่าง คนที่นางตามหากำลังยืนกอดอก แผ่นหลังกว้างเอนพิงอยู่กับกำแพง เขาทอดมองไปด้านหน้า ไม่ได้สนใจมองนางเลยสักนิด

 

เด็กหญิงวัยสิบขวบที่เพิ่งถูกจับได้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางเผลอตัวชี้นิ้วไปที่เขา กำลังจะพูดบางอย่าง แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไรก็เสียหลักพลัดตกลงมาจากกำแพงวัง

 

ชุดสีขาวที่นางสวมใส่พลิ้วไหวยามที่นางกำลังร่วงหล่นลงมาจากที่สูง เสียงหวีดร้องดังขึ้นเมื่อเจ้าของร่างนั้นตกใจจนลืมไปเสียสนิทว่าตนเองอยู่ในชุดของบุรุษ

 

จักษุกลมปิดสนิทด้วยคิดว่าอย่างไรคงได้เจ็บตัวเป็นแน่ กำแพงก็สูงขนาดนี้ พื้นด้านล่างที่ไม่มีต้นหญ้าเลยแม้แต่ต้นเดียว อย่างไรเสียนางก็ต้องได้แผลถลอกปอกเปิก ตกลงไปก็คงได้รับแรงกระแทกเต็มๆ น่าขายหน้ายิ่งกว่าฝึกวิทยายุทธ์ไม่สำเร็จก็คงเป็นการพลัดตกจากกำแพงวังต่อหน้าคนที่นางไม่ชอบหน้านี่แหละ!

 

"อึก! " เสียงร้องเบาๆดังออกจากริมฝีปากบางเมื่อร่างกายสัมผัสกับบางสิ่งเข้า บางสิ่งที่ไม่ถึงกับนุ่มแต่ก็ไม่ได้แข็งเหมือนพื้น เหลียนซินค่อยๆลืมตาขึ้นมองอย่างช้าๆ พยายามปรับลมหายใจที่ถี่กระชั้นด้วยความตกใจให้กลับเป็นปกติ สิ่งแรกที่นางได้เห็นคือปลายคางของคนผู้หนึ่ง และคงไม่ต้องเดาว่าคนผู้นั้นคือใคร เพราะแถวนี้ก็มีแต่เขากับนางอยู่สองคนเท่านั้น!

 

"เมื่อครู่เจ้ากรีดร้อง? " อี้เซียวเสวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆยามก้มลงถาม เขายังคงโอบอุ้มคนติดตามของคุณชายสกุลมู่เอาไว้ สำหรับเขาแล้วอีกฝ่ายดูจะตัวเบาเกินไปหน่อย ร่างกายนุ่มนี่ไม่ต่างจากสตรีเลยสักนิด ผิวพรรณก็เนียนละเอียดเกินกว่าจะเป็นแค่บ่าวในจวนสกุลมู่

 

"ข้าไม่ได้กรีดร้อง เจ้าหูฝาดแล้ว"

 

"ตรงนี้มีแค่เจ้ากับข้า ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครได้อีก? "

 

"ข้าบอกไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ! " มู่เหลียนซินเริ่มขึ้นเสียงเมื่อถูกไล่ต้อนถาม ใบหน้าของนางแสดงความมีพิรุจออกมาอย่างชัดเจน ไม่มีความแนบเนียนเลยสักนิด ความจริงมันก็ไม่ได้แนบเนียนมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่นางเริ่มสะกดรอยตามเขาแล้ว

 

"เช่นนั้นแล้วเจ้าตามข้ามาทำไม? "

 

"ข้าไม่ได้ตามเจ้า เหอะ อย่าคิดเข้าข้างตนเองไปหน่อยเลย ข้าจะตามเจ้าไปทำไมกัน" แขนเรียวเล็กยกขึ้นมากอดประสานในท่ากอดอก เหลียนซินหลับตาเชิดหน้าไปทางอื่นด้วยความมั่นใจ เดินทีก็คิดจะตามจับผิดเขา แต่ไหนๆก็ได้ออกมาแล้ว นางก็ขอเที่ยวเล่นสักเดี๋ยว สักครึ่งชั่วยามค่อยกลับก็ยังทัน

 

"หึ เช่นนั้นเจ้าก็จงใจหนีออกนอกวังเช่นนั้นสิ"

 

"ใครหนี! ข้ามาตามจับผิดเจ้ามาต่างหาก! "

 

"หืม? " อี้เซียวเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้น สายตาจดจ้องกดดันเอาคำตอบจากคนที่กำลังชี้หน้าเขาอยู่ จนอีกฝ่ายตกใจรีบชักมือกลับแล้วปิดปากตนเองเอาไว้ หลุดพูดขนาดนี้แล้วยังจะต้องปิดบังอะไรอีก

 

"ปะ ปล่อยข้าลงสักทีสิ! ข้าเป็นชาย เดินเองได้ เจ้าจะอุ้มข้าอีกนานหรือไม่" คนที่ถูกจดจ้องนานๆก็เริ่มทำตัวไม่ถูก นางขยับตัวก็นึกขึ้นได้ว่ากำลังถูกโอบอุ้มอยู่

 

แก้มนวลสองข้างขึ้นสีอย่างรวดเร็ว นอกจากท่านพ่อแล้วนางก็ไม่เคยถูกใครอุ้มเช่นนี้ กับพี่ใหญ่ก็ไม่เคย เคยแต่ขึ้นขี่หลัง ร่างโปร่งยอมปล่อยตัวนางลงช้าๆ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นนางก็คืนสติ รีบขยับตัวถอยห่างออกจากเขาราวกับว่าอีกฝ่ายคือตัวอันตราย

 

"วันนี้เป็นโชคดีของเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง ข้าไปก่อนล่ะ" นางกระแอมไอก่อนจะเอ่ยบอกเขา โบกมือลาแล้ววิ่งออกมาจากตรงนั้นทันทีที่พูดจบ จะอยู่ต่อให้เขาซักถามนางทำไม อีกอย่างนางก็มีเวลาไม่มาก นางจะเที่ยวเล่นให้คุ้มกับเวลาที่สุดก่อนที่จะกลับไป ดีไม่ดีอาจได้ของไปฝากเจ้าสาม น้องชายของนางต้องดีใจมากเป็นแน่

 

----------

 

ทุกคน ไรท์ยังมีชีวิตอยู่นะคะ555 หายไปนานเพราะงานสุมหัว แงงง เรียนหนักงานเยอะจนหายใจไม่ทัน มาช้า(มาก)แต่มานะ

 

 

ความคิดเห็น