ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 มนต์แห่งเสียงเพลง

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 มนต์แห่งเสียงเพลง

คำค้น : เพลงทิสา คาร์ลรีฟ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2563 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 มนต์แห่งเสียงเพลง
แบบอักษร

เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดอ่อนๆสาดส่องกระทบเปลือกตาสวย

หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้น ร่างบางยันกายลุกนั่งบนเตียงนอน สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า เท้าเล็กก้าวลงจากเตียงเดินตรงไปยังห้องน้ำทำธุระส่วนตัว เตรียมตัวไปทำงาน

ทุกครั้งตอนอาบน้ำช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความทรมาณใจต่อหัวใจดวงน้อยเมื่อมือได้สัมผัสร่องรอยแผลเป็นตรงดอกไม้สาวมันยิ่งตอกย้ำนึกถึงความทรงจำแสนเลวร้ายของลูกผู้หญิง

ถ้าหากเป็นไปได้เธออยากให้ความทรงจำนั้นเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลาแต่ทำไมมันช่างยากเย็นเหลือเกิน หยดน้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มรวมกับสายน้ำเย็นจากฝักบัว

เพลงทิสาฝืนใจอาบน้ำอย่างเจ็บปวดเธอทนกับเรื่องร้ายในอดีตนั่นมาเป็นเวลากว่าสามปีแต่ทุกครั้งเธอก็ผ่านพ้นไปได้ แล้วทำไมครั้งนี้จะผ่านมันไปไม่ได้ละ เสียงปลุกปลอบใจตัวเองดังขึ้นให้ลุกสู้อีกครั้ง

เพลงทิสาทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ซึ่งที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจากบ้านนักจึงสะดวกสบายเวลาเดินทาง

จริงอยู่ว่าเธอมีความสามารถในการร้องเพลงหลายครั้งที่น้ายี่หวาเคยชวนไปช่วยร้องแต่เธอกลับเลือกปฎิเสธเพราะเหตุการณ์วันนั้นทำให้เธอไม่อยากร้องเพลงอีกแล้ว ไม่มีจิตใจ ไม่มีความรู้สึกอยากมอบความสุขให้ใครอีกแล้ว อยากเก็บตัวอยู่เงียบๆแบบนี้ดีกว่า

 

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้หญิงสาวเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เสียงร้องแสนหวานที่เคยดังอยู่ในบ้านก็พลันหายไปไม่เคยมีใครได้ยินอีกเลย

 

เพลงทิสาสวมชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าอ่อน กางเกงผ้าขายาวสีดำ ร่างบางหันปิดประตูบ้านแล้วเดินไปทำงานอย่างใจเย็น เวลาเข้าทำงานในช่วงเช้าเป็นเวลา 08.30 น  เดินไม่ถึง15นาทีด้วยซ้ำ

ร่างบางเดินมาถึงที่ทำงานประตูเปิดพร้อมเสียงต้อนรับดังขึ้น

 

เพลงทิสาเดินไปหลังร้านเตรียมพร้อมทำงานเหมือนทุกครั้ง พนักงานคนอื่นๆย่อมรู้ดีว่าหญิงสาวไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครจึงไม่ค่อยมีใครทักทายเหมือนเพืื่อนพนักงานคนอื่น

แต่เพลงทิสาทำงานดีขยันขันแข็งเพื่อนร่วมงานจึงยกเว้นไม่ค่อยพูดนินทาลับหลังเหมือนพนักงานคนอื่นๆ เหตุนี้เธอจึงทำงานที่นี้ได้อย่างสบายใจ

 

อีกด้านหนึ่งในย่านเศรษฐกิจ โรงแรมหรูต่างตั้งเรียงรายเด่นสง่าแสดงถึงความมั่งคั่งในย่านแห่งนี้ สถานที่มีแต่นักธุรกิจชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจมากมาย หนึ่ีงในนั้นคือโรงแรม โรเพิร์ล

 

โรงแรมโรเพิร์ลโรงแรมหรูหราอันดับต้นๆในย่านแห่งนี้นักธุรกิจชาวต่างชาติย่อมให้ความสำคัญและถูกจับตามองต่อการเจริญเติบโตเพราะถือเป็นแหล่งทำรายได้อย่างมากมายมหาศาลจากน้ำมือของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งดินแดนตะวันออกกลางที่ได้มาร่วมลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อนชาวไทย

 

คาร์ลรีฟ หนุ่มหล่อมหาเศรษฐีจาก ไบนาร่า รัฐเล็กๆในตะวันออกกลาง รูปร่างสูงใหญ่ผิวขาว ใบหน้าคมเข้ม คิ้วสีดำหนา จมูกเป็นสันโด่งเข้ารับใบหน้าสไตล์แขกและความเป็นชาวตะวันออกกลางได้อย่างเด่นชัด ริมฝีปากเรียวได้รูปดั่งคันศรธนูน่าสัมผัส แววตาสีน้ำตาลอ่อนชวนหลงใหล ยามจ้องมองเหล่าไฮโซสาว เธอเหล่านั้นพร้อมยอมมอบตัวและหัวใจให้ทันที

คาร์ลรีฟ เศรษฐีหนุ่มทำธุรกิจร่วมหุ้นกับ หัสดิน เพื่อนชาวไทย เขาทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษจนกระทั่งเรียนจบ สองหนุ่มเพื่อนรักช่วยกันดูแลพัฒนาจนโรงแรมโรเพิร์ลเป็นที่รู้จักในวงกว้างโดยเฉพาะในด้านของการท่องเที่ยว

โรงแรมที่ให้ความสะดวกสบายครบวงจรทั้งห้องพักแสนหรูหราระดับห้าดาวอีกทั้งมีความบันเทิงหลากหลายคอยรองรับความต้องการของผู้คนมาใช้บริการ

ภายในห้องทำงาน VIP  ชายหนุ่มแววตาสีน้ำตาลยืนมองกระจกใส สายตาจดจ้องมองสภาพแวดล้อมด้านนอกที่มีตึกสูงใหญ่มากมายตั้งเรียงรายสลับกัน ถนนหนทางทับซ้อนคดไปมา รถยนต์หลากหลายยี่ห้อแล่นอยู่บนถนนอย่างเร่งรีบ

“อ้าว คาร์ลรีฟ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”   เสียงทุ้มดังจากด้านหลังเอ่ยทักทายผู้เป็นเพื่อนรักที่มักจะมาโรงแรมแห่งนี้เป็นประจำทุกเดือน

“นายน่าจะรู้ดีนะ หัสดิน ฉันมาที่นี้บ่อยออกจะตายไป” คาร์ลรีฟหันหน้ามาก้าวเดินตรงไปหาเพื่อนชาวไทย ร่างสูงยอบตัวนั่งลงโซฟาตัวใหญ่

“ฉันรู้แล้วละน่า มันเป็นคำทักทาย” หัสดินเดินเข้ามานั่งใกล้ยิ้มอารมณ์ดี

“ว่าแต่คืนนี้นายจะพาฉันไปไหนบ้างละ”  หนุ่มนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยถามเพื่อนรักชาวไทย

“ก็คงไม่พ้นไนท์คลับชั้นใต้ดินนี้แหละ” หัสดินทำเสียงทะเล้น

ไนท์คลับชั้นใต้ตินที่ว่านี้คือห้องอาหารที่ทางโรงแรมเปิดบริการสำหรับลูกค้าที่เข้ามาพักโดยเฉพาะ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุราคาแพงทำให้ดูหรูหรายิ่งกว่าห้องอาหารชั้นบนดาดฟ้าของโรงแรมคู่แข่งเสียอีก

“ใจคอนายจะไม่พาฉันไปที่ไหนเลยใช่ไหม” คาร์ลรีฟนิ่วหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“นายจะไปไหนอีกละ เที่ยวในโรงแรมนี่แหละ เงินจะได้ไม่รั่วไหล” หัสดินพูดติดตลก

“ตลอดเลยนะ” เขาส่ายหน้าเบาๆ

“เย็นนี้เจอกันที่ไนท์คลับแล้วกันนะ ฉันจะไปสั่งงานคุณยี่หวาซะหน่อย” พูดเสร็จร่างสูงก็ลุกเดินออกจากห้องไปปล่อยให้เพื่อนชาวต่างชาติพักผ่อนเต็มที่

ด้านหลังเวที ไนท์คลับชั้นใต้ดิน

พนักงานแต่ละคนต่างจัดเตรียมงานเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง วันนี้พวกเขาจะต้องต้อนรับหุ้นส่วนสำคัญของคุณหัสดินเหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา

ร่างสมส่วนเดินคุยโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียด แน่นอนจะเป็นใครเลยไม่ได้หล่อนคือ ยี่หวา น้าสาวที่ดูแลเพลงทิสาแทนพ่อของเธอตั้งแต่เกิดเรื่องในครั้งนั้น

“ห๊ะ ว่ายังไงนะ มาไม่ได้” หญิงสาววัยกลางคน ถามย้ำคู่สนทนาที่อยู่ปลายสาย

“แล้วฉันจะหานักร้องที่ไหนทันละนี่” ท่าทางร้อนรนเดินวนไปวนมาโดยไม่รู้สึกเวียนหัว

"ถ้าหากวันนี้ไม่มีนักร้องมีหวังคุณหัสดินเอาตายแน่ๆ"

“เดี๋ยว เดี๋ยว อย่าเพิ่งวาง”

 

ตื้ด ตื้ด ตื้ด

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย แน่นอน ความลำบากตกมาอยู่ที่หล่อนแน่ๆ ความเครียดรุมเร้าหนักก่อนที่สมองจะแวบนึกถึงใครบางคน 'เพลงทิสา'

ในร้านสะดวกซื้อกำลังเป็นช่วงเวลาพักเบรกของหญิงสาว

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น ร่างบางกำลังจะหย่อนกายนั่งพักรีบลุกขึ้นล้วงกระเป๋ากางเกงคว้าโทรศัพท์เห็นหน้าจอแสดงเบอร์น้าสาวจึงกดรับทันที

“ค่ะ น้ายี่หวา” เพลงทิสากรอกเสียงคุยกับผู้เป็นน้าสาว

“เพลง น้ามีอะไรอยากให้เพลงช่วยหน่อย” ผู้เป็นน้าสาวรีบพูดขึ้นน้ำเสียงแกมขอร้อง

“เรื่องอะไรค่ะ” เพลงทิสาถามเสียงเรียบ

“เพลงช่วยมาร้องเพลงให้น้าที่โรงแรมหน่อยได้ไหม น้าขอครั้งนี้ครั้งเดียว น้าหาคนไม่ทันจริงๆ” เสียงจากปลายสายดังรัวแทบไม่มีจังหวะให้คู่สายได้ทักท้วง

“เพลงเคยบอกน้าไปแล้วนี่ค่ะ”

“แต่ครั้งนี้น้าจำเป็น ขอร้องละ ไม่งั้นน้าตายแน่ๆ” น้ำเสียงสั่นเครือดังก้องอยู่ปลายสายจนหญิงสาวเริ่มใจอ่อน

“แต่...ว่า เพลงไม่ได้ร้องเพลงนานแล้วนะคะ ” เพลงทิสาคิดหาข้ออ้างตลอดสามปีเธอไม่คิดที่จะร้องเพลงอีกเลย ความเจ็บปวดในครั้งนั้นมันทำให้จิตใจไม่ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน

“ไม่หรอก น้าเชื่อในตัวของเพลงนะ ขอร้องละ นะ” น้าสาวยังไม่ละความพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าหว่านล้อม

เพลงทิสาครุ่นคิดอยู่นานจึงยอมตกลงถ้าหากครั้งนี้ปฎิเสธเหมือนกับครั้งก่อนๆมีหวังน้าสาวของเธอจะต้องลำบากใจแน่ๆ เธอก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ตลอดเวลาน้าสาวดูแลราวกับลูกในไส้คงถึงเวลาที่จะตอบแทนน้ายี่หวาสักที

“ตกลงค่ะ เลิกงานเพลงจะไปหาคุณน้านะคะ”

“ขอบใจมากจ๊ะเพลง ขอบใจมากๆ ไว้ตอนเย็นน้าจะไปยืนรอที่หน้าโรงแรมนะจ๊ะ” น้ำเสียงดีใจดังก้องอยู่ในสาย เพลงทิสารีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู

หลังจากน้าสาววางสายไปแล้ว เพลงทิสาคิดอยู่ในใจว่าคงถึงเวลาที่จะต้องลืมอดีตอันเลวร้ายเสียทีแล้วเดินหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองรักนั่นก็คือการร้องเพลง

 

ตกเย็นหลังเลิกงาน เพลงทิสามาถึงหน้าโรงแรมโรเพิร์ล ร่างบางยืนรอน้าสาว

“เพลง เพลง” เสียงร้องเรียกชื่อจากน้าสาวดังจากด้านหลัง

“น้ายี่หวา” หญิงสาวหันตามเสียง รีบเดินเข้าไปหา

“มาถึงเร็วจัง เร็วๆ เดี๋ยวน้าจะพาไปแต่งตัว” ยี่หวารีบจูงมือหญิงสาวเดินเข้าไปในโรงแรมเตรียมตัวร้องเพลงในคืนนี้

ใกล้จะถึงเวลาเปิดบริการไนท์คลับหรู สองเพื่อนรักต่างเชื้อชาติเดินเข้ามานั่งโต๊ะหรูตรงหน้าเวทีถูกจัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับสองหุ้นส่วนใหญ่

เศรษฐีหนุ่มนั่งมองบริเวณรอบๆผู้คนเริ่มทยอยเดินเข้ามาใช้บริการในไนท์คลับอย่างเนื่องแน่น

เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงจากนักเล่นดนตรีชั้นนำกำลังขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้ไนท์คลับสุดหรูแห่งนี้

เสียงดนตรีบรรเลงเพลงอย่างช้าๆและเป็นจังหวะต่อเนื่องกันหลายเพลง

 

ด้านหลังเวทีเพลงทิสาในชุดเดรสเรียบสีขาวเข้ากับผิวขาวเนียนนุ่มผ่านการบำรุง ใบหน้าตบแต่งเครื่องสำอางค์อย่างดีดูสวยงามและสดใส ริมฝีปากถูกทาด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อน

ร่างบางยืนประหม่าทำตัวไม่ถูก ข้างนอกคนเยอะเสียจริงๆ หญิงสาวยืนปลอบใจตัวเองเรียกความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมาเหมือนครั้งก่อนๆ

 

ทันทีที่เสียงบรรเลงดนตรีจบลง

 

น้ายี่หวาเดินขึ้นบนเวทีใบหน้าสวยสดใสยิ้มแย้มมือคว้าไมโครโฟน พูดเสียงหวานชวนน่าฟังกล่าวต้อนรับแขกที่มาใช้บริการพร้อมกล่าวต้อนรับและแนะนำหุ้นส่วนของโรงแรมทั้งสอง

หัสดินกับคาร์ลรีฟลุกขึ้นยืนโชว์ตัวโบกมือให้ เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน

ยี่หวาแนะนำสองหุ้นส่วนสำคัญเสร็จก็มาถึงช่วงแนะนำนักร้องที่จะมาร้องเพลงในนี้เพื่อให้แขกได้รู้จัก

“วันนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับนักร้องสาวคนใหม่เธอชื่อ เพลงทิสา ขอเชิญรับชมและรับฟังได้เลยค่ะ” เสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้องผู้คนนั่งรอคอยความแปลกใหม่ รวมทั้งสองหนุ่มเพื่อนรักด้วย

เสียงดนตรีเพลงดังขึ้นอย่างช้าๆ น้ำเสียงหวานฮัมเพลงเคล้าคลอตามจังหวะดนตรี

 

🎼ฮื้อฮือ ฮือฮื้อ ฮื้อฮือ ฮื้อฮือ ฮื้อฮือ

แอบเก็บเอาไว้ บอกใครไม่ได้ทั้งนั้น ทั้งๆที่ฉัน รักเธอ รักเธอกว่าใคร

ใจเอย ยิ่งห้ามเท่าไหร่ ยิ่งฝันไปไกล ไม่ยอมเชื่อฟังสักที🎼

เพลงใจเอย มาช่า วัฒนพาณิชย์

เสียงร้องหวานดังกังวาน ร่างบางเจ้าของเสียงร้องยืนเด่นสง่าสวยงามอยู่บนเวที

เสียงร้องหวานกังวานกำลังสะกดใจผู้คนนั่งฟังนิ่ง คล้ายถูกมนต์สะกด

คาร์ลรีฟนั่งเคลิ้มเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวในชุดสีขาวบนเวทีกำลังยืนร้องเพลงด้วยสีหน้าสดใสทว่าว่าภายในดวงตากลับเศร้าสร้อยเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้นหรือว่าเพราะเนื้อเพลงที่เธอร้องมีจังหวะเศร้า แต่ทำไมดวงตาของเธอช่างแสนเศร้าเหลือเกิน

เขาเกิดความสงสัย อยากค้นหาตัวตนของเธอ อยากรู้จักนักร้องสาวคนนี้จัง

เวลานี้เขารู้สึกหลงใหลดวงหน้าสวยหวานนั่นซะแล้ว อยากได้เธอมาครอบครอง เผลอคิดว่าเธอคงเหมือนนักร้องสาวทั่วไปที่ใช้ตัวเข้าแลก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคืนนี้เธอจะต้องตกเป็นของเขา

“เฮ้ย นักร้องใหม่เหรอว่ะ ไม่เคยเห็นหน้า” หัสดินนั่งพึมพำ อดชื่นชมความสวยของเธอไม่ได้

บังเอิญชำเรืองเห็นคาร์ลรีฟนั่งตกตะลึงมองแม่นักร้องสาวชนิดไม่ยอมละสายตาเลย หัสดินนั่งยิ้มพอใจอย่างน้อยเพื่อนคนนี้ก็มีท่าทีให้ความสนใจผู้หญิงในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

เพลงทิสายืนร้องเพลงอย่างมีความสุขแม้จะไม่ได้ร้องมานานถึงสามปีแต่ความชอบในการร้องเพลง มันฝังอยู่ในสายเลือดจึงไม่ยากที่เปล่งเสียงร้องออกมาได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเหมือนเมื่อครั้งเป็นนักร้องของชมรมสมัยเรียนในมหาวิทยาลัย

หญิงสาวกวาดดวงตาคู่สวยมองทุกคนที่นั่งมองมา พลันสะดุดกับชายหนุ่มหน้าคมสไตล์แขกกำลังนั่งจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา ไม่ว่าเธอเคลื่อนตัวไปทางไหนสายตาคู่นั้นจ้องมองตามไปทุกที่

ความรู้สึกถูกจู่โจมด้วยสายตากำลังตามเล่นงาน จนเพลงทิสารู้สึกไม่มีความเป็นตัวของตัวเองสูญเสียความมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ทำไมสายตาคู่นั้นมีอิทธิพลต่อความรู้สึกภายในใจของเธอด้วย

เสียงร้องหวานของเพลงทิสาคอย เคลาคลอสร้างบรรยากาศให้กับผู้คนที่มาใช้บริการเกือบสิบเพลงเวลาก็ล่วงเลยตามที่ตกลงกับน้ายี่หวาเอาไว้

เพลงทิสาก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมและเดินลงหลังเวทีด้วยความเหนื่อยล้าหญิงสาวจึงขอน้ายี่หวากลับบ้านก่อน โดยไม่รอกลับพร้อมกันเพราะเหนื่อยล้าอยากพักผ่อนเต็มที

น้ายี่หวาดีใจจนเนื้อเต้นที่อย่างน้อยวันนี้งานก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

“เพลง นี่ค่าแรงของเพลงวันนี้จ๊ะ” น้าสาวยื่นซองสีขาวให้ภายในมีเงินอยู่จำนวนหนึ่งมากกว่าเงินเดือนหญิงสาวเสียอีก

“ไม่เป็นไรคะ น้ายี่หวา เพลงแค่มาช่วยวันเดียวเองค่ะ” เพลงทิสาปฎิเสธเพราะทำไปทั้งหมดอยากช่วยน้าสาวจริงๆ

“เอาไปเถอะ เพลงยังต้องใช้มัน” ยี่หวายัดซองใส่ในมือบางรู้ดีว่าหญิงสาวมีความจำเป็นที่จะต้องใช้

ทุกวันนี้หล่อนเห็นเธอทำงานหนักก็สงสารถึงแม้จะเคยชวนมาร้องเพลงอยู่หลายครั้งแต่ก็ปฏิเสธมันทุกครั้งไป

“ก็ได้ค่ะ เพลงจะรับไว้” เพลงทิสารับเงินด้วยความจำใจเพื่อความสบายใจของน้าสาว เธอรีบเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว

“หัสดิน แม่นักร้องสาวนั่น พามาหาฉันหน่อยสิ” คาร์ลรีฟเศรษฐีหนุ่ม หันมาสั่งเพื่อนสนิทให้พาเธอคนนั้นมาพบเขาเป็นการส่วนตัว

“คือว่าฉันเองก็ไม่รู้จักแม่นักร้องนั่นหรอก เพิ่งเห็นหน้าพร้อมนายนั่นแหละ” หัสดินตอบยิ้มแหย่ๆ

“บ้าฉิบ ว่าไงนะ เอ่อก็ได้ ฉันจะไปหาเธอเอง” คาร์ลรีฟลุกขึ้นยืนเต็มตัวสูง สบถเดินตรงไปด้านหลังเวที หัสดินมองตามหลัง อยู่ๆเพื่อนคนนี้ก็หงุดหงิดเอาเสียดื้อๆ

ด้านหลังเวทีเพลงทิสาเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาเป็นชุดยูนิฟอร์มทำงานตัวเดิม เดินมาบอกน้าสาวแล้วก็เดินออกไป

 

อีกด้านคาร์ลรีฟวิ่งเข้ามาตรงเข้าไปถามยี่หวา

“คุณยี่หวา นักร้องคนนั้นละ ฉันอยากเจอนักร้องคนนั้น”   คาร์ลรีฟเอ่ยเสียงเข้มคาดคั้นต้องการคำตอบสายตาคมกวาดมองหาร่างของแม่นักร้องสาวคนนั้น

“เอ่อๆ”

“เร็วๆสิ” เขาตะคอกเสียงอย่างใจร้อน

“เอ่อ คือว่าเธอกลับไปแล้ว เพิ่งเดินออกไปเมื่อตะกี้นี่เองค่ะ” ยี่หวาตอบกลับมองเจ้านายอีกคนอย่างงงงัน

“อะไรนะ ออกไปแล้ว” เขาฟังเสร็จบ่นออกมาอีกครั้ง รีบวิ่งตามเธอไปอย่างรวดเร็ว ยี่หวามองตามไม่เข้าใจท่าทางของเจ้านายอีกคนหนึ่ง

 

ด้านนอกเพลงทิสายืนรอรถแท็กซี่บริเวณหน้าโรงแรม ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้วรถเมล์ที่เธอเคยนั่งก็หมดเที่ยวแล้วด้วย

ร่างสูงใหญ่วิ่งตามหลังเห็นร่างบางยืนรอรถอยู่ต้องหน้าโรงแรม คาร์ลรีฟยืนยิ้มอย่างพอใจรีบก้าวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทันรถแท็กซี่ขับมาจอดก่อนเสียและเธอก็ขึ้นรถแท็กซี่นั่นไปแล้ว

“บ้าฉิบ” เขาสบถอย่างหัวเสียก่อนจะคิดอะไรบางอย่าง

คาร์ลรีฟรีบวิ่งตรงไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดไว้ ไม่นานรถยนต์คันหรูขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“ฉันจะต้องรู้จักเธอให้ได้แม่นักร้องสาว” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีอะไรบางอย่างแอบแฝง

ความคิดเห็น