'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

3. ข่าวคราวจากฉิมพลี (Re-write) (2/2)

ชื่อตอน : 3. ข่าวคราวจากฉิมพลี (Re-write) (2/2)

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2564 14:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3. ข่าวคราวจากฉิมพลี (Re-write) (2/2)
แบบอักษร

3. 

ข่าวคราวจากฉิมพลี (2/2) 

  

เหนือน่านฟ้าแดนหิมพานต์ขึ้นมาสู่ดาวดึงส์ ผ่านสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ที่แบ่งออกเป็นสี่แดนเมืองแมน แต่เมื่อทะยานขึ้นเหนือเหล่าเมฆาเย็นเยียบมีระยะทางห่างจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาถึงหนึ่งหมื่นห้าร้อยโยชน์ก็พบสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพระสุเมรุอันสูงกว่าแปดหมื่นโยชน์ เมื่อเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ก็ได้สดับเสียงดนตรีขับบรรเลงเจื้อยแจ้วเสนาะหู กลางเมืองดาวดึงส์มีปราสาทใหญ่ที่เป็นสถานที่ประทับแห่งองค์อินทร์ ซึ่งธารทิพย์มิอาจย่างกายเฉียดใกล้ 

แสงทิพย์แห่งบุญแผ่กำจายไปโดยรอบจนทำให้ธารทิพย์รู้สึกแสบตา นางจึงค่อยปรากฏกายด้วยถือถาดทองคำบรรจุดอกบัวสุวรรณพรรณรายสองกำมือ แล้วทอดมองไปโดยรอบด้วยเพราะพึ่งเดินทางมายังดาวดึงส์แห่งนี้เป็นคราแรก 

งดงามสมเป็นแดนแห่งองค์อินทร์เสียจริง… 

พระจุฬามณีประดิษฐานอยู่บนดาวดึงส์ก็จริง หากแต่สถานที่ประดิษฐาน เป็นดินแดนที่ลอยขึ้นอยู่เหนือพื้นสวรรค์อีกครา ในทั่วทั้งพื้นที่ภายนอกต่างมีเหล่าพฤกษาขึ้นสร้างความร่มรื่น ส่งกลิ่นหอมของไม้ป่าจนน่าสูดดม รายรอบนั้นเหล่าเทพยาดาต่างลอยวนเวียนกันมาสักการะมิขาดสาย ทั้งนั่งบนเมฆาพนมมือกราบกราน หรือบ้างก็นำดอกไม้แห่งสวรรค์มาสักการะเพื่อเพิ่มความเป็นศิริมงคล 

ในองค์ของพระจุฬามณีเจดีย์ สถาปนาขึ้นด้วยแก้วรัตนะเจ็ดประการ มีขนาดสูงกว่าสามโยชน์ รูปทรงงดงามวิจิตรจนยากจะบรรยาย ธารทิพย์สาวเท้าเดินอย่างเชื่องช้าเพื่อตรงเข้าไปยังเบื้องหน้า ในจุดที่เต็มไปด้วยกระถาง อ่างน้ำ หรือเหล่าพานเงินพานทองจำนวนมาก ต่างเรียงรายกันไปตามแต่ผู้นำมาสักการะ 

“นางนาคีนั่นมาจากที่แห่งใด” 

“ดูดอกบัวที่นางนำมาสิ…” ธารทิพย์ได้ยินเหล่านางฟ้าสองนางซุบซิบกันอยู่มิห่าง “งดงามจนยากยิ่งหาได้จากแดนสวรรค์เรา” 

ถึงแม้จะได้ยินในสิ่งที่นางฟ้าทั้งสองพูดคุยกัน ธารทิพย์ก็มิได้ใส่ใจ เพียงเดินตรงไปยังสถานที่สำหรับวางเครื่องสักการะ หยิบดอกบัวสุวรรณพรรณรายหนึ่งกำวางที่พานเงินเบื้องซ้าย แล้วจึงนำอีกกำไปวางไว้ที่พานทองเบื้องขวา ก่อนก้มลงกราบกรานถึงสามครั้งแด่องค์พระจุฬามณี 

หากองค์หญิงมิได้มายลกับสายพระเนตรขององค์เอง คงมิเชื่อข้าแน่ว่าพระจุฬามณีเจดีย์แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยกระแสบุญเพียงใด… 

ธารทิพย์ลุกขึ้นยืนก่อนลอบสังเกตเหล่านางฟ้านางสวรรค์โดยรอบด้วยความฉงน พวกนางนั้นล้วนมีผิวกายขาวสะอาดระเรื่อด้วยสีชมพูอ่อน ห่มอาภรณ์สวยสมประดุจเทพธิดา ใบหน้างดงามและเจือด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรไมตรี ถึงแม้หากเทียบเรื่องบารมีที่สั่งสม นาคีถือว่ามีศักดิ์ต่ำกว่าเหล่านางฟ้าบนสรวงสวรรค์อยู่บ้าง แต่พวกนางก็มิได้แสดงความเดียดฉันท์ออกมาเลยแม้เพียงน้อย 

“นาคี” เสียงใสกังวานมิต่างจากแก้วเอ่ยเรียก ธารทิพย์จึงหันไปตามต้นเสียง ก่อนพบนางสวรรค์ห่มอาภรณ์ทองคำสวยสด บนหัวสวมศิราภรณ์ยามยอด เครื่องแต่งกายประดับทองสวยสมกับรูปร่างอรชร ทั้งกิริยาวาจานั้นมิต่างจากผู้มีหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ ต่างวางตนสวยสมกับทิพย์แห่งกายาที่ฟุ้งกำจาย 

“ท่านเรียกขานข้าหรืออย่างไร” 

“ข้าเรียกขานเจ้า” 

“ท่านมีสิ่งใดหรือไม่ท่านผู้มีฤทธิ์” ธารทิพย์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมเดินไปหานางสวรรค์ที่ยืนอยู่ใต้ร่มกฤษณา 

“ดอกบัวที่เจ้านำมาสวยสดยิ่ง มิทราบว่าเจ้าไปเก็บมาจากที่ใด ข้าพอจะมีบุญญาได้นำมันมาสักการะแก่พระจุฬามณีหรือไม่” 

ธารทิพย์ยากที่จะตอบ ดอกบัวสุวรรณพรรณรายนี้ มิได้หาพบได้โดยทั่วไป หากแต่เป็นสระลึกลับที่พระแม่ลักษมี มหาเทวีของพระวิษณุทรงเนรมิตขึ้นมา การที่นางจะบอกสถานที่ตั้งให้นางสวรรค์ผู้นี้ เกรงว่าจะมิบังควรเท่าใดนัก แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไรออกไป สายลมหอบใหญ่พลันพัดกลีบดอกไม้ในอุทยานโดยรอบพระจุฬามณีเจดีย์ให้ปลิวว่อน พร้อมกับร่างจำแลงบุรุษที่ร่อนลงสู่พื้นเบื้องหน้าลานถวายเครื่องสักการะ 

“นั่นองค์อนิล” ทันทีที่นางสวรรค์นางนั้นเอ่ยเรียก พร้อมแววตาหลงใหลในรูปลักษณ์ของครุฑหนุ่มเบื้องหน้า ธารทิพย์จึงรีบเหลียวไปมองในทันที 

“องค์อนิลหรือ” 

เป็นเรื่องน่าฉงนอีกเรื่องที่ธารทิพย์แปลกใจ ใบหน้านั้นเลอลักษณ์เสียยิ่งกว่าชายใดที่นางเคยพานพบ ท่วงท่าสง่างามมิต่างหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ผู้มีปัญญา อีกทั้งกระแสทิพย์ที่แผ่ออกมา มิได้แสดงถึงทีท่าทระนงเช่นที่เหล่าครุฑจะแผ่มายังเผ่านาค แต่หากเป็นความสุขุมนุ่มลึกที่เปี่ยมด้วยไมตรี ยามเมื่อต้องสัมผัสกระแสทิพย์นั้นกลับรู้สึกอบอุ่นมิต่างจากแสงยามรุ่งอรุณมาเยือน 

เหตุใดครุฑหนุ่มผู้นี้จึงมีกระแสทิพย์ที่ต่างออกไปจากเหล่าครุฑตนอื่นกันหนา... 

นางเพียรคิด ก่อนพินิจรูปร่างสมชาตรีที่ขยับเข้าใกล้พานเงินพานทองเพื่อวางเครื่องสักการะที่อยู่ในมือ ก่อนเสียงหวานใสของนางสวรรค์จักเรียกความสนใจของนางให้กลับมา 

“พระองค์มักมาถวายดอกไม้แก่พระจุฬามณีเป็นประจำ ภายหลังจากที่พระมารดาทรงสิ้นพระชนต์” 

“ดูเหมือนท่านอยู่ที่นี่มานานมากแล้วนะ” ธารทิพย์เอ่ยพลางเหลียวมองดอกบัวที่อยู่ในมือของเขา 

นั่นมันดอกบัวสุวรรณพรรณรายนี่… 

นาคีรับใช้ยกมือขึ้นทาบอก แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าดอกบัวที่พึ่งถูกวางลงบนพานทอง จะเป็นดอกบัวสุวรรณพรรณรายที่เติบใหญ่ในสระลึกลับ เมื่อเขาก้มลงกราบพระจุฬามณีเจดีย์จนเสร็จสิ้น สายลมเย็นโดยรอบพลันพัดหอบเอากลิ่นหอมของพฤกษชาติแถบนั้นผ่านไปจนเกิดกลิ่นหอมฟุ้ง หากแต่กลับมีอีกกลิ่นหนึ่งที่เจือมาในกระแสวายุนั้น เป็นกลิ่นบุปผชาตินาพรรณที่นางเหมือนเคยได้สูดดม 

กลิ่นนี้มัน… 

นางจำได้ดี กลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นหอมที่ติดวรกายของเกล็ดมณีมาเมื่อครั้นนางไปที่สระอโนดาต เมื่อถูกธารทิพย์จ้องมองจนเป็นที่สังเกตุ ครุฑหนุ่มจึงสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้นางเพื่อไต่ถาม แต่การสาวเท้าเข้ามาของเขานั้น กลับทำให้นางสวรรค์ที่ยืนอยู่ข้างๆ นาคีถึงกลับต้องเอียงอายในรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหลเกินต้านทาน 

“เจ้าจับตามองข้า มีปัญหาสิ่งใดหรือไม่” 

ยิ่งเข้ามาใกล้ กลิ่นกายนี้ยิ่งชัดเจน… 

นางมิได้ตอบ ยังคงนิ่งงันเพื่อรอดูว่าครุฑหนุ่มจะกล่าวสิ่งใดต่อไป แต่เขากลับไม่ยอมลดละความพยายาม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนผ่อนมันออกมา รอยยิ้มเย้าเสน่ห์ปรากฏบนพักตร์เลอลักษณ์ ก่อนเอ่ยวาจาออกมา จนทำให้นาคีรับใช้ถึงกับอยากกลายร่างสู่เผ่าพันธุ์เดิมเพื่อสั่งสอนเขา 

“กลิ่นหอมจากถุงหอมของข้า…” อนิลเอ่ยพลางเอียงหน้ามองนางเพื่อเค้นความจริงให้จงได้ “เจ้าเกี่ยวข้องสิ่งใดกับเกล็ดมณี” 

“ท่านรู้จักองค์หญิงด้วยหรือ” น้ำเสียงของนางนิ่งเรียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

“ข้ารู้จักนาง” 

“ไยท่านจึงรู้จักองค์หญิงของข้า นางมิได้ออกจากวิมานมากว่าเจ็ดร้อยปีแล้ว…” เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวัน ที่องค์หญิงของนางแอบไปเล่นน้ำที่สระอโนดาต พร้อมทั้งมีกลิ่นหอมของบุปผชาติติดกายมาด้วย ก็ยิ่งทำให้ธารทิพย์เริ่มเก็บกลั้นอารมณ์โกรธเกรี้ยวเอาไว้มิอยู่ “หรือว่าท่านเข้ามาที่สระบัวลึกลับได้เช่นนั้นหรือ” 

“เจ้าตอบข้ามาก่อน ว่าเจ้าเกี่ยวข้องอันใดกับเกล็ดมณี” 

“ข้าเป็นนาคีรับใช้ของนาง…” ธารทิพย์รีบตอบไปทันควัน แต่สิ่งที่ได้จากเขากลับเป็นรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ถูกส่งมอบ เมื่อเหลือบไปมองเหล่านางฟ้านางสวรรค์ กลับพบว่าพวกนางยังคงเอียงอายต่อรอยยิ้มนั้นของอนิล ส่วนนาคีนั้นกลับจิตใจร้อนรุ่มเพราะอยากรู้ในสัมพันธ์ของผู้เป็นองค์หญิงกับครุฑแปลกหน้าตนนี้มากกว่า “คราวนี้ท่านตอบข้ามาได้แล้ว ว่าเหตุใดท่านจึงรู้จักกับองค์หญิงของข้า” 

“เอาไว้เจ้าไปถามเกล็ดมณีเองดีกว่า” เขายิ้มเยาะชอบใจที่เห็นท่าทีลนลานของนาง 

“นี่ท่าน…” 

ยังมิทันที่นางจะได้กล่าวสิ่งใด อนิลพลันกลับสู่ร่างพญาครุฑ บินหายไปในเวหาทันที ทิ้งไว้เพียงความสับสนที่ธารทิพย์มีในใจ พร้อมกันนั้น เหล่านางฟ้านางสวรรค์ที่ต่างหลงรักในรูปโฉมของอนิล ต่างลอบมองนาคีที่พึ่งขึ้นมายังดาวดึงส์เป็นตาเดียว ในแววตานั้นต่างเต็มไปด้วยความพึงใจ และเปี่ยมไปด้วยความเอียงอายที่นางเองแทบไม่รู้สึกเช่นนั้น 

“เจ้ารู้จักองค์อนิลด้วยหรือ” นางสวรรค์ยังคงเอียงอายมิต่างจากพึ่งถูกบอกรัก แต่แท้ที่จริงแล้ว อนิลเพียงมาเพื่อเย้าให้ธารทิพย์อารมณ์เสีย 

“ข้ามิได้รู้จักองค์อนิลหรอก” 

“แล้วไยเมื่อครู่ พระองค์จักเข้ามาสนทนากับเจ้าเล่า” 

“ข้าเองก็มิรู้เช่นกัน” 

“ถ้าเช่นนั้น…” 

“ข้าขอตัวก่อนนะ” ยังมิทันที่นางสวรรค์นางนั้นจะได้เอ่ยอันใดต่อ ธารทิพย์ก็รีบหายตัวกลับสู่สระลึกลับโดยเร็ว 

ด้วยเพราะรีบมากจนเกินไป ทำให้เมื่อมาถึงนางกลับรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยหอบ แต่ถึงจะรู้สึกเหนื่อยเช่นไร เมื่อได้เห็นร่างบางนั่งเหยียดหลังตรง ในท่วงท่าสง่าสม มือขวาวางทับมือซ้าย เข้าสู่สมาธิในห้วงลึกสมดังตั้งใจ นางก็มิอาจกระทำการใดที่ก่อให้เกิดการปลุกนายเหนือหัวให้ตื่นจากสมาธิได้ 

เอาไว้ค่อยถามหลังจากที่พระนางออกจากสมาธิก็ได้… 

ธารทิพย์ค่อยกลับกลายสู่ร่างของนาคีดังเดิม เลื้อยลงสู่สระบัวขดพันร่างโอบอ้อมอาณาบริเวณของเหล่ากอบัวที่เกล็ดมณีนั่งสมาธิอยู่ เพื่อคอยระวังภัยในทุกด้าน รวมถึงกันแรงลมในยามราตรีของหิมพานต์ ที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บจากหน้าที่ของพระพาย 

เมื่อขดกายจนสูงมากพอจะบังลมแล้ว นางจึงพาดเศียรของตนมายังเบื้องหลังขององค์หญิงเพื่อระวังภัยจากด้านหลังให้ ก่อนนางจะเข้าสมาธิในร่างของนาคีเพื่อบำเพ็ญเพียรร่วมกัน 

ในห้วงสมาธิที่แสนเงียบสงบ พลันปรากฏเสียงเพรียกหาแห่งความเจ็บปวด ที่แฝงลึกในความทรงจำที่ยังมิอาจลบเลือนออกไปจากใจได้ 

‘ข้ามิได้รักเจ้า…’ วิหรุตบันดาลโทสะออกมาจนเกิดสายลมกระหน่ำโดยรอบวิมาน ‘ข้ารักนางแต่เพียงผู้เดียว’ 

‘แล้วท่านเสกสมรสกับข้าด้วยเหตุผลอันใด’ หยาดน้ำตาไหลอาบสองข้างแก้มเป็นสาย เกล็ดมณีเจ็บปวดดวงหทัยดวงน้อยของนางยิ่งนักที่ถูกบุรุษที่นางมอบใจให้ปฏิเสธ 

‘ข้าเสกสมรสกับเจ้า ด้วยเพราะยุติสงครามบ้าๆ นี่…’ เหมือนมิอาจเรียกได้ว่า การสนทนาครานั้นเป็นการสนทนาส่วนตัว เพราะที่ด้านหลังกำแพงอีกฟากหนึ่ง พิลาสมยุรากลับยืนยิ้มเยาะอย่างพอใจในสิ่งที่เกล็ดมณีได้รับ ‘ข้าเองก็อยากใช้ชีวิตเช่นชายหนุ่มทั่วไป เที่ยวเล่น เสกสำราญในสุราหรือนารี ไยเจ้าต้องมายึดติดกับข้า’ 

‘หากมันมิมีความหมายแด่ท่าน ไยท่านจึงเสนอข้อตกลงนี้มาให้พระบิดาของข้ากันเล่า’ 

‘หึๆ ข้าแค่อยากยลเจ้าก็เท่านั้น’ 

‘ยลข้า’ เกล็ดมณีมิเข้าใจกับสิ่งที่ตนได้ยินในครานั้น นางมิต่างจากเด็กหญิงที่พึ่งสูญเสียของเล่นแสนรักไป นางกรรแสงฟูมฟายจนแทบขาดใจในการถูกปฏิเสธซึ่งๆ หน้า ทั้งที่รับรู้ว่ายังมีสตรีอีกนางกำลังยืนยิ้มเยาะอย่างมีความสุข เพื่อรอดูความอัปยศของนางอยู่ 

‘ใช่...’ เขาเค้นเสียงตอนคล้ายเกลียดชังในรูปลักษณ์งดงามภายใต้อาภรแพรม่วงเบื้องหน้า ‘ข้าแค่หมายนำนาคีอย่างเจ้ามาเป็นของสะสม มิใช่เสกสมรสเพื่อความรักเสียหน่อย’ 

‘ข้าอยู่ในวิมานของข้าดังเช่นที่อยู่…’ ถึงแม้จักเจ็บปวดเยงไร แต่สิ่งที่นางมิอาจให้ผู้ใดมาหยามได้ คือศักดินาแห่งขัตติยะที่นางมิอาจละเลยได้ ‘เป็นนางที่เข้ามาหาเรื่องข้าถึงวิมาน ไยท่านจึงเข้าข้างนาง’ 

‘หากเจ้ามิลงมือกับพิลาสมยุรา ข้าก็คงจะปักใจเลี้ยงดูเจ้าเป็นสนมเอกได้’ 

‘ข้ามิได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน’ 

‘เจ้าทำร้ายนาง’ เสียงตวาดกึกก้องคำรามไปทั่ววิมาน 

ข้าทำร้ายนางหรือ… 

เกล็ดมณียกหัตถ์สั่นเทิ้มขึ้นปาดน้ำตาออกจากพระพักตร์ เพ่งมองไปยังบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามี และยังเป็นราชาแห่งครุฑทั้งปวง ด้วยเหตุการณ์เข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจนพิลาสมยุราได้รับบาดเจ็บ นางมิได้เป็นผู้กระทำ หากแต่ยูงทองนางนั้นจงใจกระทำการนั้นเพื่อป้ายสีนางต่างหาก 

‘ข้าคิดมาตลอดว่าท่านเป็นราชาผู้ทรงธรรม ไยท่านมิถามข้าก่อนว่าข้ากระทำสิ่งใด ไยท่านจึงไต่ถามแต่นาง’ 

‘สิ่งที่ข้าเห็นล้วนเป็นความจริง’ 

‘แต่สิ่งที่ข้าเห็นก็ล้วนเป็นความจริงเช่นกัน…’ เกล็ดมณีเสียงแข็งจนทำให้ผู้ที่มีโทสะอยู่ก่อนแล้วเริ่มเปลี่ยนที่ท่าวู่วามเป็นเยียบเย็น นั่นเพราะหากเกิดการปะทะมากไปกว่านี้ ฉิมพลีอาจลุกเป็นไฟด้วยพิษร้ายจากเกล็ดมณีก็เป็นได้ นั่นจึงทำให้เขาขยับกายเข้าหานางมากขึ้นเพื่อบีบบังคับให้นางยอมจำนน ทั้งด้วยรูปกายที่สูงใหญ่และกำยำล่ำสันมากกว่า แต่ก็มิอาจทำให้นางยอมถอยแม้เพียงก้าว ‘ท่านลุ่มหลงในสตรีจนกู่มิกลับแล้ววิหรุต’ 

‘อย่ามายอกย้อนข้านะ’ 

‘หากข้าทำผิดจริงดังที่นางว่า เหตุใดข้ายังคงด้านหน้าอยู่ที่นี่ต่อไปกัน’ 

‘นั่นเพราะเจ้ามิอาจทำเรื่องให้เสื่อมเสียแก่เกียรติของบิดามารดาเจ้าได้อย่างไรเล่า’ 

‘ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้คงสาแก่ใจเจ้ามากสินะ’ 

เกล็ดมณีเค้นเสียงถาม วิหรุตจิกกรงเล็บคมลงบนแขนของนางสุดพลัง ถึงแม้จะเจ็บปวดร้อนเร่าดุจเพลิงเผาผลาญ แต่นัยน์ตากร้าวก็จ้องกลับไปอย่างไม่ลดละ นั่นเพราะสิ่งที่นางได้พูดออกไปมิได้หมายถึงครุฑหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า หากแต่หมายถึงสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ลอบฟังการสนทนา และต่างยิ้มเยาะชอบใจในแผนการที่ทำให้วิหรุตบันดาลโทสะลงใส่นาคีได้ 

‘เจ้าสามหาวเกินไปแล้วนะเกล็ดมณี’ 

‘ข้ามิได้หมายถึงท่าน...’ เกล็ดมณีเผยยิ้มที่มุมปาก ฉายชัดถึงความเจ้าเล่ห์แห่งอสรพิษ ปลายนิ้วเรียวชี้ไปที่กำแพงที่อยู่มิห่าง ก่อนวารีในสระบัวด้านหน้าวิมานจักหลอมรวมกันจนกลายเป็นร่างนาคาตัวใหญ่ พวยพุ่งเข้าซัดใส่ร่างของพิลาสมยุราที่แอบฟังอยู่ด้านนอกจนกระเด็นทะลุกำแพงเข้ามาด้านใน ‘ข้าหมายถึงนาง’ 

‘พิลาสมยุรา’ 

วิหรุตรีบปล่อยกรงเล็บที่จิกต้นแขนของเกล็ดมณีออก เลือดข้นคลักสีมรกตไหลรินลงมาเป็นทาง แต่ความเจ็บปวดจากบาดแผล มิได้เทียบกับกึ่งหนึ่งของความเจ็บปวดภายในหทัยของนางแม้แต่น้อย 

‘สวามี’ น้ำเสียงนั้นรวยริน ประดับไปด้วยมารยาเย้ายวนบนหน้าตาที่แสดงถึงความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย ร่างบางตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่กลับล้มพับลงคล้ายเรี่ยวแรงถูกสายน้ำเมื่อครู่ยึดครองไปเสียหมด 

‘เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง’ 

‘หม่อมฉัน...’ นางทำท่ารวยรินปานจะขาดใจตาย เกล็ดมณีมองภาพเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าเย็นชา นั่นเพราะนางรู้ดีว่าสิ่งที่ตนทำมิได้ทำให้ยูงทองนางนี้บาดเจ็บสาหัสเพียงนั้น อีกทั้งมือบางยกขึ้นกลางอากาศเพื่อไขว่คว้าหาผู้พักพิง มิต่างจากนัยน์ตาคู่งามนั้นไร้ซึ่งการมองเห็น ‘หม่อมฉันเจ็บเหลือเกินเพคะ’ 

เดิมทีข้านึกว่าเหล่าทิพยาแห่งหิมพานต์ จักมีแต่ความจริงใจ แต่นี่นางแสร้งทำได้สมบทบาทเสียจริง... 

เกล็ดมณียังคงมองดูละครฉากหนึ่งที่ถูกสร้างด้วยมารยาสตรี พลังที่นางใช้มิต่างจากการนำวารีใส่ขันเงินแล้วสาดรดกัน แต่นางจงให้สร้างนาคาวารีขึ้นมาเพื่อให้พลังนั้นในการทลายกำแพงวิมานต่างหาก นั่นจึงเป็นไปมิได้เลยที่ยูงทองนางนี้จักบาดเจ็บอย่างที่กล่าวอ้าง 

‘เกล็ดมณี’ วิหรุตตวาดลั่น 

‘หากท่านลงมือกับข้ามากไปกว่านี้...’ ทั่วกายของนางปรากฏเกล็ดสีเขียวมรกตประปราย บ่งบอกว่านางเองก็พร้อมจะต่อสู้มิต่างจากเขาที่พร้อมจะปกป้องยูงทองนางนั้น ‘เรื่องนี้ต้องถึงเกษียรสมุทรเป็นแน่ แล้วบัดนี้ ราชาผู้ทรงธรรมจะอธิบายต่อพระวิษณุท่านอย่างไร ข่มเหงภริยา เพียงมารยาของสตรีอีกนางเช่นนั้นหรือ’ 

วิหรุตจำใจต้องหยุดการวิวาทครั้งนี้ นั่นเพราะสิ่งที่เกล็ดมณีบอกล้วนแล้วแต่เป็นความจริงที่เขาเองก็หาได้มีข้อแก้ตัวไม่ หากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงองค์วิษณุเทพ เขาเองก็ล้วนมีความผิด นั่นจึงทำให้เขายอมรามือกับนาคีนางนี้ แล้วโอบอุ้มพิลาสมยุราขึ้นแนบอก 

‘จำไว้เกล็ดมณี...’ เขาเอ่ยทั้งยังหันหลังให้นาง ‘ข้ามิได้มีใจให้แก่เจ้า’ 

วิหรุตก้าวเดินออกไป พร้อมทั้งพิลาสมยุราที่หันมายิ้มเย้ยนางด้วยใบหน้าแสดงออกชัดเจนถึงความมาดร้าย เกล็ดมณีมองตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่มิต่างจากนาง นั่นจึงทำให้ใบหน้าทระนงของยูงทองเริ่มฉายชัดถึงความเกลียดชังในตัวนาง แต่มีหรือที่นาคีผู้สูงศักดิ์อย่างนางจักยินยอมให้ทิพยปักษาตัวจ้อยมาข่มเหงความรู้สึก 

นังปีศาจ... 

สิ้นห้วงความทรงจำที่แสนเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน เกล็ดมณีตื่นจากสมาธิด้วยวรกายสั่นเทิ้ม ความโหดร้ายเหล่านั้นที่นางได้รับ มิควรให้สตรีนางใดในฉิมพลีต้องได้รับเช่นนั้น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปในห้วงหทัย ถึงแม้จะผ่านมานานเนิ่นแล้วก็ตาม 

เจ้าของใบหน้างามทอดมองดวงจันทราสุกสกาวบนท้องนภาอย่างเลื่อนลอย บ่งบอกว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ธารทิพย์ที่ขดกายปกป้องลมเย็นยามดึกให้นางยังมิรู้ตัวว่าตอนนี้นางตื่นจากสมาธิแล้ว นางจึงเพียรคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่ควรจักลืมเลือนไปเสีย แต่ไยจึงยังจดจำฝังไว้ในเบื้องลึกแห่งห้วงหทัย 

เป็นข้าเองหรือไม่ ที่เลือกจะเก็บความเลวร้ายนั้นไว้... 

สายลมเย็นพัดเฉื่อยฉิว ถึงแม้จะมิได้พัดผ่านร่างบางโดยตรง แต่ก็สัมผัสได้จากเสียงที่ดังแว่วท่ามกลางราตรีสงัด กลิ่นหอมจากถุงห้อมแตะจมูกทำให้นางรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาจากภายใน นั่นจึงเป็นเหตุให้นางพิเคราะห์ถึงสิ่งที่อยู่ภายในห้วงหทัยของนาง ณ ห้วงกาลนี้ 

หรือเป็นเจ้าที่จะเข้ามาทำให้ข้าลืมเลือนเรื่องราวเหล่านั้นกันแน่... 

อนิล... 

____________________________ 

ขอบคุณทุกกำลังใจ และโปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถแสดงความคิดเห็น หรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เกล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

. 

สำหรับใครที่อยากให้กำลังใจนักเขียน 

สามารกด "ดาว" และ "ดาว" และ "ดาว" เท่านั้น ให้ผมได้เลยน้า ...อิอิ... 

พอดียังไม่ได้ติดเหรียญน้า 

 

By. 

พงพี 

ความคิดเห็น