email-icon Twitter-icon Instagram-icon

ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกที่เข้ามาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : ไอ้ตัวภาระ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 256

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2563 21:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอ้ตัวภาระ
แบบอักษร

เมื่อได้ยินการกล่าววาจาอันจาบจ้วงเช่นนั้นแล้ว เขาผู้ซึ่งเป็นคนสนิทที่คอยติดตามมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ได้แต่ก้มศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วยความขลาดกลัวอีกหนึ่งก็ไม่มีความกล้ามากพอที่ทรยศหักหลัง กิริยาเหล่านั้นยิ่งทำให้ยงจวิ้นอ๋องหวงหยางจวั้งรู้สึกดูถูกดูแคลนมากกว่าเดิม ท่านอ๋องหนุ่มคงจะไม่มีวันที่จะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดสังคมในยุคนี้ถึงได้แบ่งออกเป็นชนชั้น ๆ เช่นนี้ สำหรับเขาที่ข้ามกาลเวลามาจากห้วงเวลาแห่งสิทธิเสรีภาพนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา อยากจะคิด อยากจะทำสิ่งใดก็ได้ทำ แต่กระนั้นก็ถ่องแท้ถึงช่องว่างทางสังคมอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน ด้วยเพราะความยากจนทำให้ต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่เล็ก ๆ จึงได้พบเห็นในสิ่งที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าความยุติธรรม

 

คนจนมักจะถูกเลือกปฏิบัติเสมอ

 

ด้วยความที่แจ้งแก่ใจอยู่แล้วเช่นนั้นเอง ทำให้เขาเลือกใช้แต่บุคคลชนชั้นล่าง ๆ ที่มีความทะเยอทะยานในชีวิตที่ดีกว่านี้เป็นฟันเฟือนขับเคลื่อนแผนการต่าง ๆ ให้รุดไปข้างหน้า ส่วนเขามีหน้าที่เพียงแค่คอยบงการวางแผนและรักษาสีหน้าอันอบอุ่นอ่อนโยนเช่นนี้ไว้ไม่คลายเท่านั้นเอง

 

 

 

เบื้องหลังพระขนองกว้างใหญ่ในฉลองพระองค์สีเหลืองทองอันสูงค่าแม้ว่าฮ่องเต้จะล่วงเลยวัยฉกรรจ์มาไม่น้อยแล้ว หากแต่ความสง่างามในเลือดขัตติยะนั้นไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด กลับทำให้พระองค์ดูน่าเกรงขามด้วยพลังอำนาจมากกว่าขึ้นกว่าเมื่อครั้งวันวานเสียด้วยซ้ำ บนโต๊ะทรงพระอักษรตัวใหญ่ที่สร้างมาจากไม้มงคลเก่าแก่มีม้วนผ้าขนาดไม่กว้างวางอยู่อย่างสงบนิ่ง อักษรในม้วนผ้าที่เขียนเอาไว้อย่างบรรจงไม่กี่ตัวนั้นกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลเสียจนทำให้สวี่กงกงยิ่งก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม ราวกับว่าสิ่งของอันนั้นเป็นของอัปมงคลอย่างร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น ฮ่องเต้ทรงยืนทอดพระเนตรมองออกไปเบื้องนอกอยู่เป็นนานก่อนจะถอนปัสสาสะออกมาอย่างหนักหน่วง

 

“เจ้าว่าเจิ้นจะต้องทำเช่นไรดี”

 

พระราชดำรัสนั้นราบเรียบไร้คลื่นพระอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น หากแต่การเป็นข้ารับใช้ผู้ยิ่งยศยิ่งศักดิ์มาเนิ่นนานได้จนป่านนี้นั้น ย่อมจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่แสนง่ายดายแต่สำคัญยิ่ง คือ ต้องสงบนิ่งให้เป็น เลือกพูดให้ถูก และต้องอ่านสีพระพักตร์ได้เข้าเวลา ทำให้สวี่กงกงตระหนักดีว่าพระราชดำรัสนี้นั้นพระองค์ไม่ประสงค์คำตอบใด ๆ แต่อย่างใด หากเพียงแค่ต้องการหายสักคนเพื่อให้ได้ทรงระบายออกมาเท่านั้นเอง

 

“กระหม่อมว่ายงจวิ้นอ๋องตระหนักถึงสิ่งที่ตามมาดีอยู่แล้วนะพะยะค่ะ”

 

“ตระหนักดีเช่นนั้นหรือ”

 

พระพักตร์ดุดันเฉกเช่นนักรบหันมาปรายพระเนตรขันทีเก่าแก่ “หากตระหนักดีแล้ว คงไม่หาญกล้ามาท้าทายอำนาจของเจิ้นหรอก”

 

ยกเว้นแต่พวกที่ไม่รักตัวกลัวตายเท่านั้นละ “กล้ามาวางแผนเล่นเล่ห์กลเอากับเจิ้นเช่นนั้นหรือ”

 

คิดว่าการที่พระองค์ได้ขึ้นมาเป็นถึงฮ่องเต้นี้เป็นเพราะชะตาชีวิตเท่านั้นหรือ ทุกย่างก้าวของพระองค์ทั้งก้าวข้ามทั้งเหยียบย่ำลงไปบนซากศพและหยาดโลหิตพี่น้องร่วมพระบิดามาแล้วตั้งเท่าไหร่ ไม่มีผู้ใดตระหนักได้ดีไปกว่าพระองค์เองและสวี่กงกงอีกแล้ว แล้วนี่เจ้าเด็กต่ำต้อยผู้นั้นอาจหาญจะสยายปีกเหินบินแข่งกับพระองค์เช่นนั้นหรือ

 

เจ้าเด็กเมื่อวานซืนเอ๋ย

 

“ถ้าเช่นนั้น …”

 

เห็นได้ชัดว่าโอรสมังกรทรงพิโรธเสียแล้ว สวี่กงกงได้แต่ค้อมกายลงทำรับพระราชดำรัสพลางไว้อาลัยแด่ยงจวิ้นอ๋องอย่างเงียบ ๆ

 

 

 

ยามที่สือซว่านเดินทางกลับมาถึงจวนสกุลไป๋ การต้อนรับอันน้อยนิดที่มีให้แก่คุณหนูสามนั้นไม่สามารถสร้างความแปลกหรือประหลาดใจอันใดได้มากนัก เรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติก็ไม่ผิดนัก หากในคราวนี้ ถ้าจะประหลาดใจก็เป็นเพราะการที่บ่าวหญิงคนสนิทข้างกายฮูหยินใหญ่ออกมายืนต้อนรับและยังแสดงอาการให้เกียรติจนทำให้บ่าวคนอื่น ๆ ไม่กล้าที่จะแสดงกิริยาอันไม่เหมาะสมออกมา อีกทั้งยังทำให้เกิดความยำเกรงในฐานะอันแท้จริงและฐานะในอนาคตขึ้นบ้าง

 

ดวงตาคู่สวยเหลือบมองดวงตาคมกล้าที่แลมองมาอยู่ก่อนแล้ว

 

และแล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนจากไปอย่างช้า ๆ ราวกับว่าที่ผ่านมาใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเอง จากปลายฤดูใบไม่ร่วงอันหนาวเย็นล่วงเข้าสู่กลางฤดูฝนที่แสนจะชุ่มฉ่ำ ในวันที่ข่าวเรื่องชัยชนะของกองทัพหลวงมาถึงนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นวันที่ 3 นอกจากท่านอ๋องหนุ่มจะสามารถนำทัพไล่ตีต้อนจนแตกพ่ายแล้วยังสังหารแม่ทัพศัตรูจนสิ้นชื่อกลางสนามรบอย่างอาจหาญ ทำให้ท่านอ๋องนอกสายตาของใครต่อใครได้รับการยอมรับจากบรรดาเหล่าทหารหาญที่ร่วมทัพในครั้ง และยังส่งผลให้เป็นที่จับตามองอย่างเงียบงันมากยิ่งขึ้น

 

ก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำระลอกใหม่อย่างเงียบ ๆ

 

ชื่อเสียงและเกียรติยศที่ได้รับมาในครั้งนี้นั้น จะเรียกว่าดีก็ดีหากจะกล่าวว่าไม่ดีก็ไม่ผิดนัก ทุก ๆ อย่างจะยังเป็นเรื่องที่ดีตราบใดที่ไม่โดดเด่นเกินหน้าเกินเจ้าของตำหนักบูรพาพระองค์นั้น ใช่เพราะขี้ขลาดตาขาว หากแต่จะต้องรอบคอบทุกอย่างก้าวเพื่อที่จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดเหมือนดั่งเช่นตัวอย่างหลาย ๆ พระองค์ที่ต้องสิ้นชื่อไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เพียงเพราะไม่ได้เป็นพระโอรสอันประสูติแต่ฮวงโหวเท่านั้นเอง หากจะกล่าวว่าโลกนี้ช่างอยุติธรรมก็คงไม่มีใครแจ้งแก่ใจได้มากไปกว่าตน ยิ่งคิดยิ่งนึกถึงตัวตนเก่าของตนเองในโลกเก่า

 

มันเป็นความทรงจำอันเลือนราง

 

ท่ามกลางมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสี ความศิริไลซ์ และสิทธิเสรีภาพ ณ มุม ๆ หนึ่งในย่านอันเสื่อมโทรมเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม โสเภณีและสิ่งเสพติด ย่านเสื่อมโทรมเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเลวร้ายที่คน ๆ หนึ่งจะจินตนาการได้หรือบางทีอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า

 

เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดและถูกเลี้ยงดูมาอย่างปล่อยปละละเลย มีแม่ที่เป็นโสเภณีที่ไม่เคยสนใจไยดีอะไรในตัวของเขา และยังเห็นเป็นเพียง ‘ไอ้ตัวภาระ’ ด้วยซ้ำ ส่วนพ่อแท้ ๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าหรือแสดงความรับผิดชอบก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ส่วนพ่อเลี้ยงก็เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ติดยาคนหนึ่งที่ดีแต่นอนเมาปลิ้นอยู่บนโซฟาหน้าทีวีเก่า ๆ ที่มักจะเสียมากกว่าดี ในเกือบทุก ๆ วันตัวภาระเช่นเขามักจะเป็นเครื่องระบายอารมณ์ไม่ว่าจากแม่บังเกิดเกล้าหรือจากพ่อเลี้ยงเฮงซวย

 

เสียงกรีดร้องร้องไห้อย่างเจ็บปวดคือเรื่องปกติของเขา

 

และไม่ว่าเพื่อนจะพยายามให้ความช่วยเหลือเขาโดยการแจ้งตำรวจบ่อยแค่ไหน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ปัดผ่านไปส่ง ๆ อย่างไม่ใส่ใจเพียงเพราะพวกเราที่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมเท่านั้นเอง

 

แต่แล้วในวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างขาดสะบั้นลงนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนัก ตกหนักมาก ๆ ได้ยินเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องสนั่นไม่ขาดสาย มันเป็นวันเหมือนเดิม ๆ ที่มักจะเห็นพวกเขาเมายาจนปลิ้นจนไม่เหลือดี หากแต่วันนี้แลดูจะเมามากกว่าปกติก็คงจะเป็นเพราะยาเสพติดตัวใหม่ที่พ่อค้ารับประกันว่าสุดสนุกสุดมันนั่นเอง ในตอนที่แม่ยันตัวขึ้นมาเห็นเด็กชายร่างเล็กผอมเกร็นที่กำลังซุกอยู่ในมุม ๆ หนึ่งก็ลุกขึ้นลากเขามาที่โต๊ะกาแฟหน้าทีวี มือที่ควรจะคอยดูแลอุ้มชูเขากลับกดจนใบหน้าชิดกับผงยาสีขาวกองเล็ก ๆ ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนหนีมากเท่าไหร่ แลดูเหมือนคนเป็นแม่จะชอบใจมากขึ้นเท่านั้น เสียงหัวเราะเล็กแหลมดังเคล้าไปกับเสียงฝนเสียงฟ้าร้องจนฟังดูแล้วไม่ต่างอะไรจากความบ้าคลั่งของคนวิกลจิตร เมื่อทำอะไรไม่ได้หรืออาจจะเพราะเหนื่อยเกินไปจนเอนกายล้มนอนบนโซฟาใหม่อีกครั้ง เขาจึงรีบถลาไปในห้องครัวเพื่อที่จะล้างคราบผงสีขาวออกไปให้หมด

 

ขยะแขยงเหลือเกิน

 

และถ้าหากคิดว่าความเลวร้ายที่ต้องพบเจอมีเพียงเท่านั้นแล้วละก็ถือว่าผิด ในช่วงจังหวะเพียงไม่กี่นาทีนั้นมือหยาบกร้านของพ่อเลี้ยงกระชากตัวเขาให้ออกห่างจากอ่านล้างจานและพยายามจะข่มขืน ไม่ว่าจะกรีดร้องมากแค่ไหน ไม่ว่าจะพยายามขอความช่วยเหลือมากเพียงใด เสียงที่ร้องออกไปก็ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงเข็มตกเลยสักนิดเดียว จนมือเล็ก ๆ ของเขาคว้าเอาจานสกปรกที่วางเกะกะอยู่ฟาดที่ใบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรงจนเลือดอาบ

 

“กูจะฆ่ามึง”

 

เสียงร้องอย่างอาฆาตแค้นไล่ตามหลังเขาที่พยายามหาอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ที่จะเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเองหรือที่จะทำให้หลุดพ้นจากความเฮงซวยนี้ได้เสียที ท่ามกลางความสับสน ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตี ในที่สุด “อ๊าก”

 

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด รู้สึกว่ามือของเขานั้นทั้งเปียกและร้อนทำให้ต้องก้มลงมองดูของที่อยู่ในมือ มีดทำครัวปลายแหลมเปื้อนเลือดเสียจนแดงฉาน เขามองมันอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งเท่านั้นก็ราวกับถูกมนต์สะกดกระหน่ำแทงร่างตรงหน้าไม่ย้ำ

 

ทุกความเจ็บปวด ทุกความคั่งแค้น ในที่สุดก็ได้ระบายมันออกมาเสียที

 

จนได้ยินเสียงตกใจกรีดร้องของคนเป็นแม่จึงได้สติอีกครั้ง ใบหน้าที่หยาบกร้านที่บิดเบี้ยวกับความสวยที่โรยรา นั่นเป็นความทรงจำอันเลือนราง

 

และเขาก็ไม่เคยมีบ้านที่ไหนอีกเลย

 

ท่ามกลางความเดียวดายอันไร้สิ้นสุด เขาร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ด้วยความที่กลัวอดตายทำให้เขาต้องทำทุกอย่างไม่ว่าจะจี้ปล้น วิ่งราว หรือลักขโมย แต่จะมีเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย คือ การเป็นแมงดาและค้ายาเสพติด และนั่นนับได้ว่าเป็นคุณธรรมเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเขาจริง ๆ เพียงแต่ช่วงเวลาเหล่านั้นก็กินระยะเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งเขาดันไปเหยียบหางเสือเข้าโดยไม่รู้ตัว ผลกรรมของการริอาจล้วงกระเป๋าเจ้าพ่อที่บังเอิญมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าคลับเปลื้องผ้าแห่งหนึ่งในลาสเวกัสคือการถูกรุมกระทืบเสียจนเกือบปางตาย

 

“ไอ้หนูนี่มันเก่ง เอามันมาเลี้ยงไว้ท่าจะดี”

 

ชายคนนั้นมีผมสีดอกเลาและดวงตาที่เย็นชากล่าวชื่นชมเด็กหนุ่มที่สู้ไม่ถอย ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งก็จะลุก แม้ว่าจะหมดแรงก็ไม่คิดที่จะถอย ด้วยเหตุผลนั้นนั่นเองที่ส่งผลให้เขาได้ถูกพาแล้วก้าวข้ามมาในโลกด้านนี้อย่างเต็มตัว ในหนังกล่าวถึงโลกแห่งนี้ไว้ว่าอย่างไร ในความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าหลายร้อยเท่า

 

จนเมื่อเติบโตอยู่ในวัยฉกรรจ์ก็ได้พบหน้าแม่บังเกิดเกลาอีกครั้ง ในวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักมากเหมือนในตอนนี้ ท่ามกลางแสงสีอันสับสนและผู้คนที่วุ่นวาย ตรอกเล็ก ๆ ระหว่างไนท์คลับเกรดบี ข้าง ๆ ถังขยะที่ทั้งเก่าทั้งผุพัง หนำซ้ำยังมีหนูขนาดเขื่องวิ่งเลาะกำแพงไปทั่ว มีร่าง ๆ หนึ่งเอนพิงถังขยะอย่างเหม่อลอย ชั่วแวบแรกเขาเกือบจะเดินผ่านเลยไปแล้วเสียด้วยซ้ำ หากไม่สังเกตเห็นรอยสักเป็นอักษรฮีโรกลิฟฟิกที่แปลว่า ‘ความรัก’ ตรงบริเวณท้องแขนด้านซ้าย แต่ต่อให้ต่อสู้ต่อโชคชะตามามากมายเพียงไหนก็ยังไม่สามารถฝืนเอาชนะมันได้อยู่ดี ในระหว่างที่กำลังยืนมองดูลมหายใจสุดท้ายอยู่นั่นเอง เขาก็ถูกช่วงชิงลมหายใจสุดท้ายด้วยเช่นกัน

 

ความอยุติธรรมคือความยุติธรรม มันเป็นความจริงเสมอไม่มีทางได้เปลี่ยนแปลง

 

ท่านอ๋องหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำเทมาอย่างไม่ขาดสายดึงเอาความทรงจำอันดำมืดและเศษเสี้ยวเวลาสุดท้ายของชีวิตมาตอกย้ำ จึงไม่น่าแปลกที่เขาจะเกลียดฤดูฝนเป็นที่สุด

 

“ท่านอ๋องขอรับ”

 

หน้าม่านที่ทั้งหนาและหนักถูกเลิ่กขึ้นเล็กน้อยทำให้กลิ่นน้ำฝนกลิ่นดินฟุ้งเข้ามาในรถเทียมม้า “ถึงจวนแล้วขอรับ”

 

ฝีเท้ายามเมื่อก้าวลงจากรถเทียมม้านั้นดูคล้ายไม่มั่นคงอยู่เล็กน้อยหากไม่สังเกตก็คงไม่เห็น หนำซ้ำยังปฏิเสธไม่ให้ใครเข้ามาช่วยประคองอีกด้วย และด้วยเพราะไฟสงครามที่ทำให้กลิ่นอายอันสูงส่งแบบบัณฑิตของท่านอ๋องหนุ่มเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูหยาบกระด้างเหมือนเหล่าทหารเจนศึกทั้งหลายก็จริงหากแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งและอันตราย

 

“ท่านอ๋องกลับมาแล้ว”

 

น้ำเสียงอันอ่อนหวาน กิริยาอันนุ่มนวล ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนหญิงสาวตรงหน้าก็นับได้ว่าสะคราญโฉมอย่างแท้จริง ชายหนุ่มมากมายในนครหลวงแห่งนี้ต่างคิดว่าการที่ยงจวิ้นอ๋องได้รับพระราชทานสมรสกับหยางเฉียงคือความโชคดี ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ คุณสมบัติใด ๆ ก็ล้วนแล้วแต่สามารถเกื้อหนุนผู้เป็นสามีได้อย่างดี จะเสียดายก็แต่เพียงคนงามเป็นบุตรีของฮูหยินรอง ไม่ว่าจะกล่าวให้ฟังดูดีสักเพียงไหน ฮูหยินรองก็ไม่ต่างอะไรจากอนุ หากแต่เป็นอนุที่มีตำแหนงสูงขึ้นมาไม่น้อย กระนั้นก็ยังเป็นรองฮูหยินใหญ่อยู่ดี

 

ถ้าฮูหยินเสมอก็ว่าไปอย่าง

 

ซึ่งนับตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งราชวงศ์มาการมีฮูหยินเสมอนั้นเรียกได้ว่าแทบจะนับจำนวนคนได้ครบภายใน 2 มือเท่านั้นเอง เพราะการจะมีฮูหยินเสมอได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นอกจากจะมีขั้นตอนมากมายแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคน ๆ นั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากฮูหยินใหญ่เสียก่อน แล้วใครจะไปยินยอมกันเล่า

 

แต่ต่อให้อีกฝ่ายงดงามตระการตามากสักเพียงไหนก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรคนตรงหน้าก็ไม่มีทางใช่คนที่ตนเองต้องการอยู่ดี ถึงกระนั้นด้วยสถานะของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเช่อเฟย ยงจวิ้นอ๋องก็ฉลาดเกินกว่าจะแสดงออกอย่างผิดพลาดเหมือนเรื่องเมื่อคราวก่อน ใบหน้างามแบบบัณฑิตคลี่ยิ้มอย่างอบอุ่น การแสดงออกอย่างเอาใจใส่ต่ออีกฝ่ายสร้างความปลาบปลื้มให้แก่บรรดาหญิงรับใช้ที่ติดตามยามเมื่อหญิงสาวออกเรือนเป็นอย่ามาก

 

ความหวาดระแวงกลัวว่าท่านอ๋องจะไม่โปรดไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ในเมื่อการแต่งเข้ามานั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความสง่างามเสียเท่าไหร่นัก

 

หากแต่เบื้องหลังของบุรุษผู้ซึ่งที่ถูกกล่าวขานว่าเพียบพร้อมไปในทุก ๆ ด้านกลับซุกซ่อนความลับอันดำมืดไว้เกินกว่าจะหยั่งถึงได้อย่างมิดชิด โดยที่คนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนเช่นเช่อเฟยไป๋ยังไม่สะกิดใจเลยสักนิดเลย

 

ยามเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เสียงฝนตกปรอย ๆ ขับกล่อมสร้างความสุนทรีย์ บรรยากาศต่าง ๆ ทำให้คนงามยังคงรื่นรมย์หลังจากได้ลิ้มรสรักอันห่างหายมาเป็นแรมปีอย่างดุเดือด ไม่ว่าเสียงหวานจะออกปากห้ามผู้เป็นสามีสักเพียงไหนก็ดูคล้ายจะไม่เป็นผล จนทำให้บาดแผลที่เพิ่งสมานตัวได้ไม่นานเกิดปริแตกขึ้นมาอีกครั้ง จนเดือดร้อนบ่าวไพร่วิ่งตามหมอหลวงกันกลางดึกดื่น จนหยางเฉียงได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสู้หนาผู้ใดแม้แต่บ่าวไพร่ของตน

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจจนต้องยิ้มกับตัวเองเงียบ ๆ “ท่านอ๋องเล่า”

 

หญิงรับใช้ที่มารออยู่ก่อนแล้วรีบเข้ามาปรนนิบัติทันทีที่ได้ยินเสียงคนในม่านมุ้งขยับเคลื่อนไหว หญิงสาวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาวรุ่นย่อมบังเกิดความเขินอายยามเมื่อได้เห็นรอยรักไม่นับว่าแปลก

 

“ท่านอ๋องเข้าวังตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”

 

ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเงียบ ๆ หากในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อยกลับต้องวิ่งไปเข้าเฝ้าทำงานเสียเช่นนั้น ไม่ว่าจะไม่พอใจสักเพียงไหนก็ไม่สามารถทำอะไรอยู่ดี

 

“เช่อเฟยเจ้าคะ”

 

มาม่าเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีอ่อนน้อม บนใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนแบบผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ในมือของมาม่าถือถาดไม้ลงยาสีดำเป็นมันเงา ในถาดบรรจุชามกระเบื้องสีขาวนวลสะอาดตาแลดูแล้วเป็นของดีของมีค่าเกินกว่าคนทั่วไปจะมีไว้ในครอบครัว คนงามในยามนี้ที่แต่งกายอย่างงดงามจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วปรายตามองของในถาดอย่างเบื่อหน่าย ท่าทีจึงแสดงออกอิดออดเหมือนยามใช้กับมารดาเมื่ออยู่บ้านเดิม ยิ่งเรียกรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูจากมาม่ามากยิ่งขึ้น “หวานเป็นลมขมเป็นยา ท่านอ๋องนั้นปรารถนาดีต่อเช่อเฟยมากนะเจ้าคะ ถึงแม้ท่านอ๋องจะไม่กล่าวคำใดออกมา แต่บ่าวเชื่อท่านอ๋องปรารถนาจะได้อุ้มชูเลือดเนื้อเชื้อไขของเช่อเฟยอยู่เป็นแน่"

 

นอกจากความโปรดปรานที่ได้รับเป็นอย่างมากแล้วนั้น ข้ารับใช้ตั้งแต่บนจนล่างก็ไม่มีผู้ใดไม่กล้าให้ความเคารพ ทำให้หยางเฉียงลืมเลือนสายตาและความเย็นชาที่ได้รับเมื่อวันนั้นไปเสียจนสิ้น และยามเมื่อจรดริมฝีปากอวบอิ่มบนลงชามยาอันล้ำค่าชามนั้น ใบหน้าที่เหมือนผู้ใหญ่ใจดีของมาม่ายิ่งยิ้มแย้มอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น หากแต่ในแววตาคู่นั้น ไม่สิ หากแต่ในแววตาของบ่าวในเรือนส่วนใหญ่นั้นกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ความคิดเห็น