facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่21 ร่าเริงให้มาก

ชื่อตอน : บทที่21 ร่าเริงให้มาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 693

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2563 23:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่21 ร่าเริงให้มาก
แบบอักษร

21 

ร่าเริงให้มาก 

 

           ระยะหลังมานี้ จ้าวหนิงเอาแต่เรียกน้องชายให้เสี่ยวอินจนหลันเซวียนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน นางไม่เคยนอนตื่นสายจนน่าอายถึงเพียงนี้มาก่อน แม้กระทั่งยามตั้งครรภ์เสี่ยวอิน นางก็นอนเพียงแค่ยามเฉิน ( 07.00 - 08.59 น. ) แต่บัดนี้แม้จะสายจนล่วงเข้าถึงยามซื่อ ( 09.00 - 10.59 น. ) แล้ว นางก็ยังไม่อยากจะลุกจากเตียง ส่วนตัวต้นเหตุน่ะหรือ ตื่นแต่เช้า อารมณ์ดี สดชื่น กระปรี้กระเปร่าทุกวัน ราวกับร่างกายสร้างจากเหล็ก!

เช้านี้ ทุกคนทั่วทั้งตำหนักเลี่ยงซิ่วต่างได้ยินเสียงหัวเราะของเสี่ยวอินดังก้องไปทั้งตำหนัก ดังมากเสียจนหลันเซวียนเกรงว่าเสียงของเจ้าตัวเล็กจะได้ยินไปถึงแคว้นหยางของมู่หรงเช่อ จึงต้องรีบออกมาดูว่าเด็กน้อยกำลังเล่นอะไรอยู่

และภาพที่ได้เห็น ก็ทำเอาหลันเซวียนอยากจะตีก้นกลม ๆ ของเจ้าเด็กซนยิ่งนัก!

“ไปเลย ไป ๆ ๆ” เสี่ยวอินร้องขณะขี่อยู่บนหลังของเซียวต้าไป๋ราวกับกำลังขี่ม้า

หลันเซวียนเอามือกุมขมับอย่างเครียดจัด เจ้าเซียวต้าไป๋ตัวนี้ถูกเสี่ยวอินเลี้ยงจนไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่ บางวันเป็นน้องชายที่พี่สาวตัวน้อยงอแงขอพาไปนอนบนเตียงด้วยกัน แต่บางวันก็ถูกลากลงไปเล่นในสระบัว เพื่อให้เสี่ยวอินเกาะและฝึกตีขาในน้ำ บางวันก็ต้องเป็นลิงเป็นค่างปีนภูเขาจำลองกับลูกลิงเสี่ยวอิน มายามนี้ยังต้องกลายเป็นม้าให้เจ้าซาลาเปาน้อยขี่อีก แต่เจ้าหมายักษ์นั่นกลับดูมีความสุขเหลือเกิน สีหน้าท่าทางของมันคล้ายจะบอกว่า “ข้าเป็นอะไรก็ได้ที่พี่เสี่ยวอินต้องการ” อย่างไรอย่างนั้น

“ระวังตก!” มู่หรงเช่อร้องอย่างเป็นกังวล ขณะวิ่งตามเสี่ยวอินกับเซียวต้าไป๋ไปด้วยความเป็นห่วง แม้จะฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่อายุสามปี แต่ยามนี้เขาก็ยังเป็นแค่เด็กอายุเจ็ดปีคนหนึ่งเท่านั้น จะให้วิ่งตามสุนัขที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

“เสี่ยวอิน!” หลันเซวียนเรียกเสียงดุ เพราะรู้แน่ว่ามู่หรงเช่อไม่มีทางปรามเด็กหญิงได้ ทั้งวังมีเพียงนางเท่านั้นที่เสี่ยวอินเชื่อฟัง ส่วนผู้เป็นบิดาที่เสี่ยวอินน่าจะกลัวมากกว่าคนอื่นก็กลับไม่เคยดุลูก ทั้งยังคอยให้ท้าย จนบางทีหลันเซวียนก็อยากจะทำโทษทั้งพ่อทั้งลูกยิ่งนัก

“เสด็จแม่” คนที่ยังไม่รู้ความผิดของตนเรียกเสียงใสเมื่อเห็นมารดา “ไปต้าไป๋ ไปหาเสด็จแม่กัน”

“เสด็จอา” มู่หรงเช่อค้อมศีรษะให้หลันเซวียน เด็กชายคุ้นเคยกับภาพที่เสด็จพ่อออกจากห้องบรรทมของเสด็จแม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกระปรี้กระเปร่า ในขณะที่เสด็จแม่เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางอิดโรย ไม่คิดว่าเสด็จอาจ้าวหนิงกับอาสะใภ้ก็จะเป็นเหมือนกัน

พวกผู้ใหญ่เขาทำอะไรนะ?

“เจ้าตัวแสบ ชักจะซนเกินไปแล้ว” หลันเซวียนอุ้มเสี่ยวอินขึ้นมาจากหลังเซียวต้าไป๋ แล้วเอ่ยเสียงดุ “แล้วแบบนี้แม่จะปล่อยให้เจ้าคลาดสายตาได้อย่างไร”

จริงอยู่ที่นางพยายามเลี้ยงเสี่ยวอินให้โตมาเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงที่สุดคนหนึ่ง ไม่ให้เด็กน้อยผู้นี้ต้องเป็นอย่างนางที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากจนทำให้ความสดใสเลือนหายไปจากชีวิต แต่ดูเหมือนลูกสาวของนางจะร่าเริงมากเกินไปหน่อย ร่าเริงเสียจนน่าตีเลยทีเดียว

“คลาดได้” เด็กน้อยขดตัวกลมในอ้อมกอดของเสด็จแม่ “เสด็จพ่อบอกว่า ตอนเช้า ๆ ห้ามเสี่ยวอินปลุกเสด็จแม่ เพราะเสด็จแม่ต้องรอน้องมาเกิด ให้เสี่ยวอินเล่นกับพี่เช่อไปก่อน”

หลันเซวียนพลันหน้าแดงขึ้นมาทันใด บางทีพ่อของลูกก็น่าตียิ่งกว่าลูกเสียอีก!

“เสด็จอามีครรภ์หรือพ่ะย่ะค่ะ” มู่หรงเช่อถามอย่างสนใจ

“องค์ชายใหญ่ เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเพคะ” หลันเซวียนถาม “อาหาได้มีครรภ์แต่อย่างใด”

“กระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายครุ่นคิด “แต่เสด็จอาดูเหมือนเสด็จแม่ของหลานยามตั้งครรภ์เอ้อร์หลางกับซานหลางเลย”

“เหมือนอย่างไรเพคะ”

“เวลามีครรภ์ เสด็จแม่จะบรรทมมากกว่าปกติ”

หลันเซวียนคิดว่านางไม่ควรบอกมู่หรงเช่อว่าเหตุใดระยะหลังมานี้นางจึงรู้สึกเพลียและอยากนอนมากกว่าปกติ จึงแสร้งกระแอมออกมาเบา ๆ แล้วชวนเด็ก ๆ ไปกินขนม แทนที่จะคุยเรื่องตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์กันต่อ

เมื่อแรกที่มู่หรงเช่อมาที่แคว้นอิ๋ง เขาคิดว่าเสี่ยวอินชอบกินขนมโก๋ใบบัวหยกของร้านหวังฟางมากที่สุด มายามนี้จึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วขนมที่เด็กน้อยชอบยิ่งกว่าสิ่งใดคือขนมกุ้ยฮวาที่อาสะใภ้ทำให้ต่างหาก

โดยปกติ เสี่ยวอินมักแบ่งปันขนมทุกอย่างแก่มู่หรงเช่อ แต่เมื่อเป็นขนมกุ้ยฮวาที่มารดาทำ นอกจากนางจะไม่แบ่งใครแล้ว ยังแอบมองขนมในจานของมู่หรงเช่ออยู่บ่อย ๆ จนเขาไม่กล้ากินเยอะ ต้องเลื่อนจานแบ่งให้เด็กหญิงเสมอ แล้วพอเสี่ยวอินได้ขนมเพิ่ม ก็จะยิ้มกว้างจนตาแทบจะปิด แล้วรับขนมไปกินอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจใคร ๆ รอบตัวอีกเลย จนกว่าขนมจะหมด

“เสี่ยวอินอิ่ม” มือกลม ๆ ตบพุงตัวเองเบา ๆ ขณะเอนหลังพิงเก้าอี้

“เจ้าเด็กตะกละ” หลันเซวียนบีบจมูกเล็กอย่างเอ็นดู “กินของตัวเองไม่พอ ยังไปแย่งองค์ชายใหญ่อีก”

“เสี่ยวอินเปล่าแย่ง” เด็กหญิงเอ่ยแย้ง “พี่เช่อให้เสี่ยวอินเองต่างหาก”

“ก็เจ้ามองแล้วมองอีกเช่นนั้น องค์ชายใหญ่จะใจแข็งไม่แบ่งให้เจ้าได้เยี่ยงไร” ผู้เป็นแม่ตำหนิเบา ๆ เห็นทีคราวหน้านางคงต้องเตรียมขนมให้มากหน่อย เจ้าเด็กอ้วนคนนี้จะได้ไม่ไปแย่งมู่หรงเช่ออีก

“เสด็จอาอย่าคิดมาก หลานเต็มใจแบ่งขนมให้น้องเสี่ยวอินเอง” มู่หรงเช่อแก้ตัวแทน

“พี่เช่อใจดี เสี่ยวอินรักพี่เช่อที่สุด” เสี่ยวอินพูดเสียงใส แล้วส่งยิ้มกว้าง ๆ ให้มู่หรงเช่อ

“อ้าว เจ้าไม่ได้รักท่านอาหมอที่สุดแล้วหรือ” มู่หรงเช่อถาม

“ก่อนหน้านั้นยังบอกว่ารักเสด็จพ่อมากที่สุดอยู่เลย” หลันเซวียนลูบศีรษะเด็กน้อย

“เมื่อวานก็บอกว่ารักเสด็จแม่มากที่สุดเพคะ” เสี่ยวหลิวหยอกบ้าง

“แต่เมื่อวานซืนองค์หญิงบอกว่าหม่อมฉันที่สุด” เว่ยซิ่วอิงเองก็ไม่ยอมแพ้

เสี่ยวอินเบิกตาโต ๆ มองไปรอบ ๆ คล้ายทำหน้าไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนบอกรักผู้อื่นไปมากถึงเพียงนั้น เด็กน้อยมองทุกคนที่กำลังแกล้งนาง แล้วครุ่นคิดหาทางออก

“เสี่ยวอินรักทุกคนเลย!”

คนฟังต่างพากันหัวเราะให้กับวิธีการเอาตัวรอดของเด็กน้อย เสี่ยวอินยิ้มเขินจนแก้มสองข้างที่พองอยู่แล้วยิ่งพองกลมมากกว่าเดิม เด็กหญิงเฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อย หลันเซวียนมองลูกสาวตัวน้อยที่แสนสดใสของนางแล้วมีความสุขยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นเสี่ยวอินเล่นกับเว่ยซิ่วอิงที่คุยสนุก ขี้เล่น และอารมณ์ดีเหมือนกันก็ยิ่งมีความสุขนัก นางอยากจะเป็นเหมือนอย่างสองคนนั้น อยากเป็นหญิงสาวที่สดใสร่าเริง นางอยากให้คนรอบข้างมีความสุขที่ได้เห็นนาง แต่ทุกสิ่งที่นางเคยได้พบเจอมาในชีวิต ก็ยากที่จะทำให้นางเป็นอย่างเสี่ยวอินได้

การเป็นองค์หญิงที่ประสูติจากฮองเฮา ทุกย่างก้าวในชีวิตต้องระมัดระวังอย่างที่สุด นอกจากผู้เป็นแม่จะเข้มงวดไม่ให้มีสิ่งผิดพลาดใด ๆ ในชีวิตนางได้แล้ว นางเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งเพื่อต่อกรกับสตรีแห่งวังหลังจำนวนนับไม่ถ้วน หาไม่ เกรงว่าแม้แต่นางกำนัลอาวุโสก็อาจก้าวขึ้นมาเหยียบหัวนางได้

เมื่อหลันเซวียนเริ่มเติบโตสู่วัยสาว ชายหนุ่มมากมายจากทั่วทุกสารทิศล้วนต้องการผูกสัมพันธ์และเชื่อมวาสนากับนาง คังอ๋องเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเขาก็เป็นรักแรกที่นางประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

หลันเซวียนรู้สึกประทับใจในความอ่อนโยนของคังอ๋อง ด้วยคิดไม่ถึงว่าชายชาตินักรบคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อสตรีได้อย่างสุภาพอ่อนโยนถึงเพียงนี้ เสด็จพ่อของนางเองก็ชื่นชอบเขา ทั้งสองจึงทำการหมั้นหมายกันตั้งแต่นางอายุสิบสี่

ใครจะคิดว่าในที่ยามนางตกที่นั่งลำบาก บุรุษผู้เป็นรักแรกกลับไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วย!

เด็กสาวอายุสิบห้าคนหนึ่งถูกพี่ชายแท้ ๆ บังคับให้ดื่มเหล้าพิษ แม้จะรอดชีวิตมาได้ ก็ยังถูกขังอยู่ในตำหนักร้าง เพียงเท่านั้นหัวใจของนางก็แตกสลายเกินเยียวยา ตำหนักร้างน่ากลัวเพียงใดใครเลยจะรู้ สิบปากว่าไม่เท่าก้าวขามาอยู่ด้วยตัวเอง ผู้คนมากมายจบชีวิตลงที่นี่ มีคนอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องเสียสติ นางอยู่ท่ามกลางหลุมศพที่ถูกฝังอย่างลวก ๆ อยู่กับคนเสียสติที่บางวันก็พุ่งเข้ามาตบตีนาง พยายามทำร้ายนาง จนทำให้นางต้องพลั้งมือฆ่าคนตาย

นั่นคือบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดในใจของหลันเซวียน

นับจากนั้นมา หลันเซวียนก็แทบไม่พูดอะไรอีกเลย คนที่ยังเหลือรอดชีวิตอยู่ในตำหนักร้างยามนั้นมีนางเพียงผู้เดียว นางต้องฝังศพหญิงวิกลจริตด้วยตนเอง ต้องใช้มือเปล่าทั้งสองข้างในการขุดหลุมฝัง เมื่อถึงเวลากลางคืน ทุกสิ่งมืดสนิท ไม่มีตะเกียงสักดวงที่จะนำพาแสงสว่างมาให้นางได้คลายจากความหวาดกลัว นางทั้งคาดหวังและรอคอยให้คู่หมั้นที่เคยให้สัญญากับนางว่า เมื่อเขากลับมาครั้งหน้า เขาจะมารับนางกลับไปแคว้นเยวี่ยในฐานะเจ้าสาวและพระชายาเอกของเขา ทว่ารอคอยอยู่เนิ่นนาน เฉิงซ่งผู้นั้นก็ไม่เคยมาพบนางแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งเศษอาหารที่จะส่งเข้ามาให้นางใช้ประทังชีวิตก็ยังไม่เคยมี รักแรกของนางจึงพังทลายลงในตำหนักร้างที่จองจำนางไว้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

ขณะที่อยู่ในตำหนักร้าง มีหลายครั้งที่หลันเซวียนเกือบจะเสียสติ หากแม้มิใช่เพราะซู่อ๋องลอบหาทางส่งเสี่ยวหลิวกับเสี่ยวฉินจื่อเข้ามาช่วยดูแลนาง ก็ไม่แน่ว่าป่านนี้นางอาจจะฆ่าตัวตายหรือกลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว

และในวันที่นางสูญสิ้นความหวังจนไม่เหลืออะไรในชีวิต เพียงแค่หายใจไปวัน ๆ อย่างหมดอาลัยตายอยาก จ้าวหนิงก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของนาง

หลันเซวียนยังจำวันแรกที่นางได้พบกับจ้าวหนิงได้ เขาไม่เหมือนคังอ๋องที่นางเคยหลงรัก ไม่เหมือนแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน ดวงตาของเขาฉายแววดุดันน่ากลัว ใบหน้าบ่งบอกถึงความเลือดเย็น ไร้ซึ่งความปรานี แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นี้ก็คือคนที่ทำให้นางได้ออกจากตำหนักร้างเป็นครั้งแรกในรอบสองปี

‘เจ้า’ เขาชี้มาที่นางซึ่งยืนรวมอยู่กับเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ ‘มากับข้า’

เขาพูดเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนต่างก็ทราบดีว่าเขาหมายถึงอะไร ทุกสายตาในท้องพระโรงจึงจับจ้องมายังหลันเซวียนด้วยความเห็นใจ ซู่อ๋องกับอดีตฮองเฮาพี่สะใภ้ของนางพยายามขัดขวาง แต่นางกลับก้าวออกมาเบื้องหน้า แล้วเดินตามจ้าวหนิงไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

หลันเซวียนในยามนั้นเป็นดังเช่นที่จ้าวหนิงเคยพูดไว้ นางมีเพียงร่างกายแต่ไร้ซึ่งวิญญาณ นางเป็นเหมือนคนที่ตายไปแล้วและปราศจากความรู้สึก แทบไม่ต่างไปจากซากศพที่ยังก้าวเดินได้ ดังนั้น ไม่ว่าจ้าวหนิงจะทำอะไรกับนาง นางก็ไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย

ใครจะเชื่อว่า เขาจะปฏิบัติกับนางอย่างดี ราวกับนางไม่ใช่ผู้ที่เขาบังคับเอาตัวมาจากครอบครัว

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ หลันเซวียนก็ค่อยยิ้มออกมาได้ จ้าวหนิงนั้น แม้ภายนอกจะดูโหดเหี้ยม แต่เนื้อแท้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ในอดีตนางมัวแต่หวาดระแวงเขา จึงไม่ทันได้สังเกตว่าเขาดีกับนางมาตั้งแต่แรก เมื่อมานึกย้อนดูในยามนี้ หลันเซวียนจึงได้รู้ว่าสวรรค์เมตตานางมากเพียงใด ที่ส่งบุรุษผู้นี้มาช่วยดึงนางออกจากเงามืด แล้วพานางกลับเข้าสู่แสงสว่าง ทั้งยังมอบชีวิตน้อย ๆ ที่ดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อเป็นความสดใสของชีวิตนางให้อีก

“เสี่ยวอิน มาหาแม่หน่อย” หลันเซวียนกางแขนรอ เสี่ยวอินเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเสด็จแม่ทันที

หลันเซวียนกอดลูกน้อยด้วยความรักทั้งหมดที่มี เด็กคนนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนักที่สามารถขโมยความรักไปจากหัวใจของนางได้แต่ตั้งยังไม่ลืมตาดูโลก เพียงแค่นางทราบว่ามีเสี่ยวอินอยู่ในครรภ์ นางถึงกับยอมหนีจากจ้าวหนิง เพียงเพราะต้องการให้ลูกของตนได้มีโอกาสที่จะดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

“เสด็จแม่ตัวหอมแล้วก็นุ๊มนุ่ม” เด็กน้อยร้องบอกอย่างเอาใจ ทั้งยังสูดลมหายใจเสียงดัง ๆ แถวเสื้อของเสด็จแม่หลาย ๆ ครั้ง เพื่อยืนยันว่าเสด็จแม่ตัวหอมแล้วก็นุ่มมากจริง ๆ

“เช่นนั้นนแม่กอดเจ้าแน่น ๆ ดีหรือไม่ กอดแน่น ๆ เลย” หลันเซวียนกอดเจ้าตัวเล็กจนแน่น แล้วหอมแก้มนุ่ม ๆ ไปหลายครั้ง จนเจ้าตัวหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

ทั้งเว่ยซิ่วอิง มู่หรงเช่อ เสี่ยวหลิว และนางกำนัลคนอื่น ๆ มองสองแม่ลูกกอดกันแล้วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจราวกับเป็นผู้ถูกโอบกอด หลันเซวียนมองไปยังเว่ยซิ่วอิงและเสี่ยวหลิวผู้ที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอด แล้วส่งยิ้มให้สตรีทั้งสอง

นางตัดสินใจไม่ผิดที่ให้ทั้งสองคนช่วยเลี้ยงเสี่ยวอิน โดยเฉพาะเว่ยซิ่วอิง สตรีที่กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่ง นางคาดหวังให้เสี่ยวอินมีความสุขเช่นนั้น จึงพยายามรั้งเว่ยซิ่วอิงให้มาอยู่ข้างกายตนตลอดเวลา ใครว่าทหารองครักษ์ต้องคอยอารักขาอยู่ภายนอก นางก็ไม่สน นางต้องการให้องครักษ์เว่ยอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดคุยกับนาง เพื่อให้นางได้ซึมซับความร่าเริงจากสตรีผู้นั้น จนสามารถถ่ายทอดให้ลูกน้อยของนางได้

แล้วเสี่ยวอินของนางก็เติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุขจริง ๆ

“เสี่ยวอิน” หลันเซวียนคลายอ้อมกอดจากร่างกลมป้อม “เจ้าคือความสุขสดใสที่สุดในชีวิตแม่ จงเติบโตอย่างมีความสุข ร่าเริงให้มาก และใช้ชีวิตให้ดี แม่กับเสด็จพ่อจะทำทุกทางให้เจ้ามีความสุขที่สุด”

เสี่ยวอินเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ มู่หรงเช่อเองก็รับรู้เพียงว่าอาสะใภ้จะต้องรักน้องเสี่ยวอินมาก คนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังในคำพูดของหลันเซวียนมีเพียงเสี่ยวหลิวและเว่ยซิ่วอิงที่มีโอกาสได้อยู่กับหลันเซวียนในหลายช่วงเวลาที่ชีวิตของนางดำดิ่งสู่เงามืด จนกระทั่งได้กลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง

เสี่ยวหลิวน้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ เว่ยซิ่วอิงเองก็น้ำตาคลอ แต่กระนั้น พวกนางก็กำลังยิ้ม...ยิ้มให้หลันเซวียนที่ได้ชีวิตใหม่ และมีสิ่งล้ำค่าที่สุดอยู่ในอ้อมกอด

ถึงเวลาแล้วที่สตรีผู้นี้จะได้มีความสุข เพื่อชดเชยให้กับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่นางต้องสูญเสียไป

 

โดยปกติแล้ว จ้าวหนิงจะไม่ค่อยได้กลับมาร่วมรับประทานมื้อกลางวันร่วมกับหลันเซวียนและเสี่ยวอินเท่าไรนัก เขามักทำงานจนเย็นค่ำอยู่ที่ตำหนักชินหรง หากวันใดกลับมาเร็วก็ทันได้กินมื้อเย็นให้เสี่ยวอินดีใจ แต่หากวันไหนมีราชกิจมาก ก็อาจจะไม่ได้กลับมาตำหนักเลี่ยงซิ่วทั้งคืน ทว่าวันนี้ ร่างสูงสง่าในชุดสีดำปักลายมังกรด้วยฝีมือของหลันเซวียน กลับกำลังก้าวเข้ามาในตำหนักเลี่ยงซิ่วอย่างอารมณ์ดี

“เสด็จพ่อมาแล้ว!” เสี่ยวอินที่กำลังคัดอักษรกับมู่หรงเช่อร้องอย่างดีใจ แล้ววิ่งไปกอดขาเสด็จพ่อ

“แม่เจ้าล่ะ” จ้าวหนิงถาม เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของภรรยา

“เสด็จแม่บรรทมอยู่เพคะ”

“แม่เจ้านอนกลางวันหรือ” จ้าวหนิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ อยู่กันมาตั้งกี่ปี ไม่เคยเห็นนางนอนกลางวันมาก่อน

หรือจะเป็นเพราะกลางคืนเขารังแกนางมากเกินไป?

“เสด็จพ่ออุ้มเสี่ยวอินหน่อย” เจ้าตัวเล็กตะกาย จนจ้าวหนิงต้องเบนความสนใจจากเรื่องของภรรยามาเป็นเรื่องของลูกสาวก่อน ชายหนุ่มโน้มตัวลงอุ้มลูกน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด แล้วหอมแก้มนุ่มทั้งสองข้างอย่างที่เด็กหญิงชอบให้ทำ

“เจ้าเด็กอ้วน” เมื่ออุ้มซาลาเปาลูกกลมขึ้นมา จ้าวหนิงก็พบว่า เจ้าตัวเล็กของเขาชักจะตัวไม่เล็กเสียแล้ว “เจ้าตัวหนักขึ้นทุกวันเช่นนี้ แล้วอีกหน่อยพ่อจะอุ้มเจ้าไหวได้อย่างไรกัน”

“อุ้มไหวสิ อุ้มไหว” เสี่ยวอินกอดคอผู้เป็นพ่อ “พี่เช่อยังให้เสี่ยวอินขี่หลังไหวเลย เสด็จพ่อตัวโตกว่าพี่เช่อตั้งเยอะ จะอุ้มเสี่ยวอินไม่ไหวได้อย่างไร”

นัยน์ตาของจ้าวหนิงพลันเยือกเย็นในทันที

“เจ้าขี่หลังมู่หรงเช่อหรือ” กระทั่งน้ำเสียงก็ยังเย็นเยียบ แต่เสี่ยวอินกลับไม่รู้เรื่องอะไร ยังคงพูดต่อเสียงใส

“ใช่ ๆ เสี่ยวอินขี่หลังพี่เช่อ ขี่หลังต้าไป๋ เสี่ยวอินอยากขี่หลังเสด็จแม่ด้วย แต่...”

“แต่อะไร”

“เดี๋ยวนี้เสด็จแม่เป็นอะไรก็ไม่รู้เพคะ” เสี่ยวอินเล่า คิ้วเล็ก ๆ ขมวดเข้าหากันอย่างเป็นกังวล “เสด็จแม่เอาแต่นอน”

“เสี่ยวหลิว” จ้าวหนิงรีบหันไปเรียกนางกำนัลคนสนิทของหลันเซวียน “กุ้ยเฟยเป็นอะไร”

“ทูลฝ่าบาท ระยะนี้พระชายาทรงเหนื่อยง่ายเพคะ ตรัสว่าเพลีย แต่ไม่มีไข้ หม่อมฉันจะให้ท่านหมอเซี่ยช่วยดูพระอาการให้ แต่พระชายาก็ปฏิเสธ บอกว่าอยากนอนเท่านั้นเพคะ”

“นางเป็นเช่นนี้บ่อยหรือไม่”

“บ่อยเพคะ” เสี่ยวอินเป็นคนตอบ “เดี๋ยวนี้เสด็จแม่เอาแต่นอน แสดงว่าตอนกลางคืน เสด็จแม่ต้องแอบลุกมาเล่นแน่ ๆ เลย”

เจ้าตัวเล็กหรี่ตามองไปยังจ้าวหนิง ผู้เป็นพ่อเองก็คล้ายจะร้อนตัวเล็กน้อย

“เสด็จพ่อกับเสด็จแม่แอบตื่นมาเล่นกันโดยไม่เรียกเสี่ยวอินหรือเปล่า” น้ำเสียงเอาแต่ใจเอ่ยถามอย่างเอาเรื่อง

“พ่อกับแม่เจ้าอายุขนาดนี้แล้ว ยังจะเล่นอะไรกันได้อีก”

“ก็เล่นแบบผู้ใหญ่”

“อะไรคือเล่นแบบผู้ใหญ่!” คำพูดนี้ทำเอาจ้าวหนิงตกใจไม่น้อย ใครเป็นคนสอนคำนี้ให้ลูกสาวของเขากัน!

“เสี่ยวอินก็ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เล่นอะไรกัน” เด็กหญิงทำท่าทางครุ่นคิดจริงจัง “เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ได้ลุกมาเล่นกันหรือเปล่า”

ไม่ได้เล่น แต่จริงจังมากต่างหาก!

“เสี่ยวหลิว” จ้าวหนิงเลี่ยงที่จะตอบคำถามเจ้าตัวเล็ก ตอบคำถามเด็กไม่มีอะไรจบง่าย ๆ เกรงว่าเขาจะหลุดปากพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไปจนได้

“เพคะฝ่าบาท”

“เจ้าไปตามหมอหลวงเซี่ยมา มาถึงแล้วก็ให้รีบไปที่ห้องกุ้ยเฟยทันที”

“เพคะ” เสี่ยวหลิวยอบกายถวายคำนับ แล้วรีบออกไปตามเซี่ยเฉิงลี่

จ้าวหนิงถอนหายใจเบา ๆ หากเซี่ยเฉิงลี่ตรวจร่างกายของหลันเซวียนแล้วพบว่า อาการที่นางเป็นอยู่ในยามนี้มีสาเหตุมาจากเขา เห็นที เขาคงต้องหาอะไรมาบำรุงร่างกายให้นางสักหน่อยแล้ว

เสี่ยวอินเอ๋ย ดูท่าว่าเรื่องน้องชายของเจ้าอาจต้องรอต่อไปอีกสักหน่อยแล้วกระมัง

ความคิดเห็น