The shadow รักร้ายนายสองร่าง
บทที่ 1 รสชาติของกล้วยทอด
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทที่ 1 รสชาติของกล้วยทอด

เรื่อง : The shadow รักร้ายนายสองร่าง

ผู้แต่ง : ผกามร

บทที่ 1 รสชาติของกล้วยทอด

------วรุธิ------

อากาศที่ร้อนอบอ้าวมากมายในยามบ่าย หลายคนเลือกที่จะหลบอยู่ในร่มเพื่อไม่ทำให้ผิวเสีย ไม่มีใครอยากจะออกมาเดินเล่นในเวลาแบบนี้ แต่สำหรับคนที่เบื่องานอย่างผมกลับเลือกที่จะแอบย่องหนีออกมา

ผมชื่อ ‘วรุธิ’ เป็นนักแสดงหนุ่มรูปหล่อขวัญใจของสาว ๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องมีสาว ๆ มากรี๊ดผม ชีวิตของดาราที่เรียกว่าดาวรุ่งพุ่งแรงก็คงไม่ผิดเท่าไหร่

แต่มันผิดคาดเพราะเดิมทีผมเพียงต้องการมาเป็นดาราเพื่อบังหน้าพ่อแม่ ผมไม่ต้องการสานงานของครอบครัว ไม่ต้องการแต่งงาน ไม่ต้องการทำหน้าที่ลูกชายที่พ่อแม่อยากให้ทำนักหนา การเป็นดาราเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง และมันก็ทำให้ผมเอาตัวรอดมาได้หลายปีแล้ว

จากที่อยากเป็นดาราเพื่อปิดตัวตนของตัวเอง กลายเป็นว่าดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน แค่การจะไปกินข้าวในที่สาธารณะก็ยากใจจะขาด ไม่เป็นอันกินเพราะจะมีทั้งคนมาขอถ่ายรูปและกรี๊ดกร๊าดตลอดเวลา บางครั้งเพื่อเป็นการตัดปัญหาก็ต้องเลือกชั้นวีไอพี ให้ได้ปล่อยตัวตายสบายในบางเวลา

ตอนนี้ผมกำลังแอบเดินย่องออกจากกองถ่าย ใส่เสื้อแขนยาวตัวโตเพื่ออำพรางตัวเอง แล้วยังจะมีหมวกแก๊ปไปจนผ้าปิดจมูก ถ้าคนไม่สังเกตจริง ๆ ก็จะจำผมไม่ได้ เพราะในเวลาเปิดเผยผมมักจะทำตัวหรูหรา ไม่ว่าจะรับงานที่ไหนก็ต้องมีห้องแต่งตัวส่วนตัว ช่างแต่งหน้าทำผมไปจนคนขับรถทุกอย่างต้องมีความเป็นส่วนตัวทั้งหมด การเดินออกมาแบบนี้จึงทำให้หลายคนจำผมไม่ได้

ไอ้ที่ผมต้องทำตัวแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่าผมอวดรวยหรือว่าอยากจะทำตัวเด่นเกินใคร แต่มันเป็นเพราะไม่ต้องการให้ความลับที่ตัวเองแมนไม่เต็มร้อยหลุดออกไป ทางเลือกนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ก่อนที่รถจะเข้าไปในกองถ่ายผมแอบเห็นว่ามีร้านขายกล้วยทอดอยู่ในซอยเล็ก ๆ มันคงดีไม่น้อยหากได้กินสักชิ้นโดยที่ผู้จัดการส่วนตัวไม่เห็น ตอนนี้ผมกำลังอดอยากเพราะถูก ‘เจ๊ลูกอม’ ผู้จัดการส่วนตัวบังคับให้ลดหุ่น หากเห็นว่าผมหนีมากินของทอดก็คงถูกบ่นร่ายยาวเป็นหางว่าวแน่

แต่เชื่อฟังง่าย ๆ ก็ไม่ใช่วรุธิคนดื้ออย่างผม!!

“ผมขอกล้วยทอดสิบบาทครับ” ผมสั่งกล้วยทอดอย่างดีใจที่เดินมาจนถึงหน้าร้าน มองซ้ายมองขวาแล้วไม่มีคนจำได้แน่ ผู้จัดการส่วนตัวก็มัวแต่คุยกับผู้ชายจึงไม่เห็นว่าผมแอบหนีออกมา

“นี่จ้ะ ซื้อน้อยจังเลยนะ กลัวอ้วนเหรอ”

ผมยิ้มก่อนที่จะจ่ายเงินแบงก์ร้อย จากนั้นก็ยกถุงกล้วยทอดขึ้นชิดกับผ้าปิดจมูก กลิ่นหอมของกล้วยทะลุผ้าปิดจมูกมาเลยทีเดียว ขนาดมีสิ่งขวางกั้นก็ไม่อาจปิดกลิ่นหอมของอาหารทอดได้เลย เวลาที่ถูกคุมอาหารกลิ่นน้ำมันเป็นสิ่งที่หอมหวนที่สุด

“หอมอะไรขนาดนี้ นี่กี่วันแล้วนะที่ไม่ได้กินน้ำมัน” ผมพูดกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่รอเงินทอน จะซื้อเยอะกว่านี้ก็คงกินไม่หมด เพราะเต็มที่ผมก็คงกินแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นแค่พอหายอยาก

แต่ระหว่างที่ผมกำลังดอมดมกลิ่นกล้วยทอดโดยไม่กล้าเปิดปากกินเพราะกลัวว่าใครจะจำหน้าผมได้ สายตาของผมก็มองไปเห็นหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในบ้าน เธอมองจ้องมายังร้านกล้วยทอดอย่างไม่วางตา เท่าที่มองก็น่าจะอายุห้าสิบปีได้ เธอมองกล้วยทอดเหมือนว่าเธออยากกินมาก

และความที่ผมเป็นแม่พระก็อดใจอ่อนไม่ได้ ขนาดลูกหมาลูกแมวผมยังช่วยเหลือ นี่คนทั้งคนจะไม่ให้ผมไยดีได้ยังไง “พี่ครับ เงินที่เหลือ ผมขอซื้อกล้วยทอดหมดเลย ไม่ต้องทอนครับ”

“ตอนแรกซื้อสิบบาท ทักว่ากลัวอ้วนซื้อเป็นร้อยเลยนะ งั้นแถมให้เยอะ ๆ เลย จะได้มาซื้อบ่อย ๆ ทำงานในกองถ่ายใช่ไหม เห็นคุณวรุธิรึเปล่า หล่อไหม.....อยากเห็นตัวจริงจังเลย”

“อ่า...หล่อครับ” ผมตอบไม่เต็มเสียง ในความเป็นจริงผมอยากจะได้ยินว่าสวยไหมมากกว่า

“แต่เขาว่าหยิ่งนะ คนรวยก็แบบนี้ ได้ข่าวว่าที่บ้านเป็นเจ้าของกิจการนำเข้ารถหรูไม่ใช่เหรอ เป็นพัน ๆ ล้านเลยใช่ไหม” ตอนแรกก็ยังถามว่าหล่อไหมอยู่เลย ทำไปทำมาก็นินทาผมจนได้ คนไม่รู้ก็พูดไปเรื่อย ไอ้เรื่องความรวยน่ะมันของพ่อแม่ แต่เงินที่ผมใช้อยู่เป็นเงินที่ผมได้จากการทำงาน แล้วคนหยิ่งและรวยที่ไหนจะมาซื้อกล้วยทอดแค่สิบบาทกัน คิดแล้วอยากจะตบแม่ค้าซะจริง

“แล้วที่เขาว่าข่าววงใน วรุธิไม่แมนน่ะจริงรึเปล่า พี่นี่ไม่เชื้อ...ไม่เชื่อ!!” คนเป็นแม่ค้ายังพูดไม่จบทั้งที่กำลังจะยื่นถุงกล้วยทอดให้ผมอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ชักมือกลับไปเพื่อที่จะได้นินทาต่อ แหม!! เดี๋ยวแม่แปลงร่างมาตบซะหรอก

“ผมไม่ค่อยทราบหรอกครับ พอดีว่า....แม่สอนไม่ให้สอดรู้สอดเห็นน่ะครับ” พูดจบผมก็ยิ้มหวานและยื่นมือไปกระชากถุงกล้วยทอด จากนั้นก็รีบเดินออกจากร้านก่อนที่แม่ค้าจะเอาน้ำมันในกระทะสาดใส่ผม

ได้กล้วยทอดตามที่ต้องการผมก็อาศัยจังหวะที่แม่ค้าขายกล้วยทอดเผลอเดินเข้าไปในซอย สองเท้าเดินตรงไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งหญิงคนนั้นยังมองไปยังร้านกล้วยทอดเสมอ

“ป้าครับ อยากกินใช่ไหม ผมซื้อมาให้” เมื่อเดินเข้าไปในระดับที่ชิดกับประตูรั้วผมจึงได้เอ่ยพูด จากนั้นก็ยื่นถุงกล้วยทอดเข้าไปในรั้วบ้าน แต่หญิงสูงวัยยังนั่งกับที่และเพียงแต่มองกลับมาเท่านั้น “ซื้อให้ฟรีครับ เอาไปกินสิ ผมรู้ว่าป้าอยากกิน”

“ซื้อให้เหรอ...” คนพูดเสียงอ่อนก่อนจะค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้อย่างเชื่องช้า จากที่ผมมองรู้สึกว่าป้าแกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ การพูดก็ช้า ๆ เบา ๆ ต้องตั้งใจฟังทุกคำ และเมื่อเดินมาใกล้ก็ยังได้กลิ่นยาที่ลอยมาเตะจมูกด้วย

“ครับ ผมซื้อให้ป้า กินร้อน ๆ ครับ อร่อยนะ”

“น่ากิน ขอบคุณนะ”

“ครับ กินให้อร่อยนะครับป้า”

“กินด้วยกันสิ อยากมีเพื่อน...” ผมอึ้งไปเล็กน้อยกับคำพูดที่ได้ฟัง สายตาของผมมองเข้าไปในบ้านที่เรียบง่ายไม่ได้มีอะไรพิเศษ อีกทั้งหญิงสูงวัยก็ดูจะไม่ได้มีพิษภัยอะไร ดูน่าสงสารนั่นคือคำจำกัดความที่ถูกต้อง

“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ทำร้าย...เข้ามาสิ”

ผมเหมือนจะถูกสะกดให้เดินตามเข้าไปในบ้านอย่างว่าง่าย แต่นั่นก็เพราะผมเต็มใจที่จะเข้าไป ผมรู้สึกว่าในคำว่าอยากมีเพื่อนมีพลังเป็นพิเศษ มันมีความเหงาและเปล่าเปลี่ยวใจ ความโหยหาเช่นเดียวกับที่ผมต้องการความรักจากใครสักคน ความรักที่ผมเองไม่มีวันได้เจอ

“ป้าอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอครับ”

“คนเดียว เหงา อยากมีเพื่อน” ประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ช้าและบางเบา บางเวลาก็ทำให้ผมรู้สึกขนลุกกลัวอย่างบอกไม่ถูก

“ผมชื่อ...วรุธินะครับ คุณป้าชื่ออะไรเอ่ย” ผมพยายามจะหาเรื่องพูดตามความเหมาะสม ตั้งใจว่าจะคุยด้วยนิดหน่อยก็จะขอตัวกลับแล้ว กลัวว่าถ้าออกมานานแล้วเจ๊ลูกอมจะตามมาฆ่าผมได้

“แก้ว.. ชื่อแก้ว..”

“สวัสดีป้าแก้วนะครับ จะว่าไปตอนสาว ๆ ป้าแก้วต้องสวยแน่ ๆ ขนาดตอนนี้ยังสวยอยู่เลย แฟนป้าแก้วไปไหนล่ะครับ”

“ไม่อยู่ อยู่ไม่ได้ ไม่อยู่...ต้องไม่อยู่...” ราวกับว่าประโยคที่ผมถามเป็นคำพูดจี้ใจดำ คนฟังจึงพูดตอบด้วยน้ำเสียงลนลานจับใจความไม่ค่อยได้ แววตากลอกไปมาจนผมรู้สึกว่าผิดปกติ

“โอเคครับ ผมเข้าใจแล้ว เสียใจด้วยนะครับ” ผมพยายามทำความเข้าใจด้วยตัวเองว่าสามีของป้าแก้วน่าจะเสียชีวิตแล้ว คำพูดที่เอ่ยออกไปจึงทำให้ทำร้ายจิตใจเป็นพิเศษ

มือหนึ่งของผมจับลูบสัมผัสเบา ๆ กับมือเหี่ยวของป้าแก้ว ทำให้คนที่ลนลานในตอนแรกค่อย ๆ เย็นลงและสงบนิ่งในที่สุด “ป้าแก้วครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว ไว้ถ้าผมว่างจะแวะเข้ามาเยี่ยมหานะครับ”

“มานะ.. มาหา..เหงา อยากมีเพื่อน มาหานะ..” มือเหี่ยวของป้าแก้วจับลงที่มือของผม น้ำเสียงเว้าวอนขอร้องให้มาหา แววตาของป้าแก้วที่ผมสัมผัสได้คือความน่าสงสาร โดดเดี่ยว เหมือนว่าชีวิตที่เหลือมีไว้เพื่อรอความตายเท่านั้น

ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกได้มากมายขนาดนั้น

แต่สุดท้ายผมก็ต้องใจแข็งเพื่อที่จะกลับไปทำงาน หากมีเวลาผมจะแวะกลับมาเยี่ยม คงจะซื้ออะไรหลาย ๆ อย่างเข้ามาฝาก ป้าแก้วดูหมือนจะไม่ค่อยได้ไปไหน คงจะอยู่ติดบ้านไม่ได้มีงานอะไรทำ

“ครับ ผมสัญญา ผมจะมาหา”

“มา มานะ...มาหานะ”

ก่อนจะผละตัวออกมาจากป้าแก้วซึ่งพร่ำพูดว่าอยากให้ผมกลับมาหา ผมได้แอบเอาเงินจำนวนหนึ่งใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อตอนที่ป้าแกเผลอ หวังว่าเงินนั้นจะช่วยดูแลในยามที่ไม่มีใคร

 

ใช้เวลาไม่นานหลังจากออกจากบ้านของป้าแก้วผมก็เดินกลับเข้ามาที่กองถ่ายด้านหลัง พยายามเดินอย่างเบาที่สุดโดยที่ยังไม่ได้เปิดกินกล้วยทอดสักชิ้น ในหัวมัวแต่นึกเรื่องของป้าแก้ว จนกระทั่งเข้ามาอยู่ในมุมหนึ่งของกองถ่ายจึงได้เตรียมเปิดถุงหมายจะกิน

“เป็นดาราต้องลำบากขนาดนี้เลยเหรอครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้กล้วยทอดที่อยู่ในปากหลุดลงสู่พื้น เพราะความกลัวว่าผู้จัดการจะมาเล่นงานเอาได้

“เฮีย...เอ่อ..คุณพยัคฆ์” ผมปรับโทนเสียงและสติของตัวเองอย่างรวดเร็ว เกือบจะเผลอเรียกชายที่อยู่ตรงหน้าว่า ‘เฮีย’ แล้ว

ชายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายและยังเป็นคู่ขาของผม จากวันแรกที่ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าด้วยการแปลงโฉมที่แนบเนียน ผมก็คือ ‘รูดี้’ สาวสองคนเดียวกันกับที่คุณพยัคฆ์ควงอยู่ตอนนี้แบบลับ ๆ

ในตอนนั้นเป็นคืนที่คุณพยัคฆ์เมามาก ความเมาและความพลั้งพลาดอย่างไม่ตั้งใจทำให้เราสองคนกลายเป็นคู่ขาของกันและกัน โดยปกติเวลาที่ผมมีความสัมพันธ์กับใครเกินเลย ผมจะบอกกับทุกคนเสมอว่าให้ได้แค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว เพราะผมไม่คิดที่จะจริงจังกับใคร เป็นคนขี้เบื่อที่สนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้

คุณพยัคฆ์เองก็เช่นกัน ผมเองก็ให้เขาได้แค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว แม้ว่าความรู้สึกของตัวเองเหมือนจะคิดไปไกลแล้ว จะไม่ให้คิดไกลได้ยังไงในเมื่อผมกับเขาสานความสัมพันธ์กันมาหลายเดือน

“ว่าไงครับ? ยังไม่ตอบผมเลยว่าทำไมต้องลำบากแอบขนาดนี้”

“จะไม่ให้แอบได้ไงล่ะครับ ก็ผู้จัดการของผมอยากจะให้ผมไปถ่ายแบบชุดว่ายน้ำกับสาว ๆ ถ้าภายในอาทิตย์นี้ซิกซ์แพ็กยังไม่ขึ้นผมได้กินแค่อากาศของข้าวแน่...” ผมพูดอย่างเป็นตัวของตัวเองเสมอเมื่อต้องอยู่กับคุณพยัคฆ์ เพราะนอกจากเขาจะเป็นเจ้านายก็ยังเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิท เรื่องความใกล้ชิดจึงมากกว่าทุกคนในบริษัทเป็นไหน ๆ

“วรุธิ!! ได้เวลาเข้าฉากแล้ว อยู่ไหนเนี่ย!!”

เสียงของผู้จัดการส่วนตัวดังเข้ามาในหู ถุงกล้วยทอดในมือของผมจึงถูกยัดใส่มือของคุณพยัคฆ์แบบเร็วที่สุด จากนั้นผมก็ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นรับหน้าผู้จัดการส่วนตัว

“อยู่นี่เอง เร็วไปแต่งหน้า ว้าย...คุณพยัคฆ์นี่ มาดูงานเหรอคะ” เจ๊ลูกอมผู้จัดการส่วนตัวของผมย่อตัวไหว้อย่างเอาหน้า อีกนิดเดียวก็คงจะถึงพื้นแล้ว ตั้งแต่คุณพยัคฆ์เทคโอเวอร์ที่ค่ายยักษ์ใหญ่นี่ เหล่าทีมงานก็เหมือนอัดม้าไปหลายเม็ด ขยันทำงานเอาหน้ากันเหลือเกิน

“คุณพยัคฆ์นี่สมถะจังเลยนะคะ กล้วยทอดข้างทางก็กินด้วย น่ารักจังเลย” คุณพยัคฆ์ก้มมองถุงกล้วยทอดในมือของตัวเองก่อนที่จะมองหน้าผม แววตาของเขายิ้มเล็กน้อยแต่ผมพยายามส่งสายตาว่าอย่าพูด หากพูดออกไปเจ๊ลูกอมก็คงดึงหูผมยานไปถึงตาตุ่ม

“ครับ คุณวรุธิจะทานสักชิ้นไหม” ผมรีบส่งมือไปข้างหน้าหมายจะหยิบสักชิ้นตามที่เจ้านายเชื้อเชิญ แต่เจ๊ลูกอมก็มือเร็วกว่ากระชากมือของผมกลับมาจนได้

“วรุธิเขาไม่ค่อยชอบกินกล้วยทอดหรอกค่ะ ใช่ไหมคะน้องวรุธิ กาวติดวิกผม ฮัลโหล...” ประโยคท้ายเจ๊ลูกอมพูดเพียงได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น ไม่พูดเปล่ายังสงสายตาแบบจิกกัดมาให้ผมด้วย

หากไม่ใช่เพราะผมหาซื้อไอ้กาวติดวิกผมเองไม่ได้ ผมก็คงไม่ต้องยอมเจ๊ลูกอมขนาดนี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นกาวแบบไหน แต่ความติดทนทานของผมเรียกได้ว่า..คุณพยัคฆ์กระชากบนเตียงสามรอบก็ยังไม่หลุด แบบนี้จะไม่ให้ผมยอมเป็นเบี้ยล่างเจ๊ลูกอมได้ยังไง

“ไม่ชอบเลยครับ เหม็นน้ำมันจะแย่... ขอไปแต่งหน้าก่อนนะครับคุณพยัคฆ์” ผมพูดอย่างฝืดเคืองได้แต่คอตกเดินจากไปพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ความจริงผมอยากกินใจจะขาดแต่ก็กินไม่ได้ ไอ้ตอนที่มันเข้าไปในปากและตกใจเพราะเสียงของคุณพยัคฆ์ ลิ้นของผมมันสัมผัสได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น