facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (1)

ชื่อตอน : บทที่ 20 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (1)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (1)
แบบอักษร

หลายคนที่อยู่ในศาลารับลมหันหน้ากลับมาโดยพร้อมเพรียงกัน ภายใต้แสงอาทิตย์ทองอร่าม อวิ๋นเชียนเมิ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน บนศีรษะปักไว้ด้วยปิ่นหยกม่วงสลักลายบุปผาหลายอัน สวมต่างหูสีบัวขาวซึ่งทำจากหยกชนิดเดียวกัน เปล่งประกายแพรวพราวภายใต้แสงตะวัน ชวนให้คนเห็นแล้วยากจะลืมเลือน ราวกับไข่มุกกระจ่างก็ไม่ปาน 

"เฉี่ยนเยวี่ยแห่งจวนสกุลซูคารวะคุณหนูอวิ๋น" ซูเฉี่ยนเยวี่ยยืนอยู่กลางศาลารับลม อาภรณ์สีฟ้าทั้งร่างขับเน้นให้นางสดใสบริสุทธิ์ประดุจดอกไป่เหอ ผิวพรรณขาวนวลหมดจดยิ่งกระจ่างใสภายใต้แสงแดดอุ่นๆ ชวนให้คนอดตกตะลึงมิได้ 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นว่ามีคนออกหน้าแทนอวิ๋นรั่วเสวี่ยจึงอดไม่ได้ที่จะหันเหสายตาไปยังซูเฉี่ยนเยวี่ยที่กำลังยอบกายคำนับตน ยิ้มบางๆ พลางกล่าว "เชียนเมิ่งแห่งจวนอัครเสนาบดีคารวะคุณหนูซูเช่นกัน" 

สายตายิ้มพราวของทั้งคู่ประสานกัน ทันใดนั้นคล้ายกับจุดดอกไม้ไฟขึ้นมานับไม่ถ้วน คนนอกกลับรู้แค่ว่าคุณหนูทั้งสองจวนต่างรู้ขนบมารยาท แต่เมื่อเทียบกับอวิ๋นเชียนเมิ่งที่เคยถูกถอนหมั้น ระดับความพึงพอใจในตัวซูเฉี่ยนเยวี่ยในหมู่ฮูหยินจากแต่ละจวนจึงสูงกว่านิดหน่อยอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ติดที่เห็นแก่หน้าจวนฝู่กั๋วกงจึงมิได้แสดงออกมาชัดเจนนัก 

"ทุกท่านนั่งลงเถิด อีกประเดี๋ยวงานครบรอบวันเกิดกู่เหล่าไท่จวินก็เริ่มแล้ว หลังจากนี้หากอยากนั่งก็ต้องรอครึ่งค่อนวันเลยนะเจ้าคะ" ยามนั้นเองชวีเฟยชิงซึ่งมีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนฝู่กั๋วกงก็ก้าวออกมาคลี่คลายสถานการณ์ ดึงอวิ๋นเชียนเมิ่งเดินไปยังข้างทะเลสาบเพื่อพบกับคุณหนูคนอื่นๆ ที่สนิทสนมกับตน ไม่สนใจพวกอวิ๋นรั่วเสวี่ยกับซูเฉี่ยนเยวี่ยอีก 

"ชิ ทุเรศ ไม่ดูบ้างเลยว่าตนเองชื่อเสียงฉาวโฉ่แค่ไหน ยังจะกล้าชักสีหน้าใส่พี่เยวี่ยอีก ถุย!" คุณหนูใบหน้ากลมผู้หนึ่งในศาลารับลมจดจ้องแผ่นหลังของอวิ๋นเชียนเมิ่งที่ห่างไกลออกไปพลางถ่มน้ำลาย จากนั้นพูดกับซูเฉี่ยนเยวี่ยอย่างเอาอกเอาใจทันที 

"เตี๋ยเอ๋อร์ เสียมารยาทไม่ได้นะ! อย่างไรนางก็เป็นพี่สาวคนโตของพี่เสวี่ย เจ้าพูดเช่นนี้ หากคนพวกนั้นได้ยินเข้าอาจจะวางแผนสกปรกอะไรอีกก็ได้นะ" ซูเฉี่ยนเยวี่ยเห็นมีคนออกหน้าแทนตนจึงยิ้มพลางดึงสาวน้อยวัยยังไม่ออกเรือนผู้นั้นเข้ามาหา ห้ามปรามอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยกวาดตามองสาวน้อยที่เพิ่งจะส่งเสียงเมื่อครู่ ครั้นเห็นว่านางเป็นคุณหนูของรองเจ้ากรมอาญา ส่วนบิดาซูเฉี่ยนเยวี่ยเป็นเจ้ากรมอาญา ก็รู้ว่าเหตุใดเด็กสาวผู้นี้ถึงได้ประจบเอาใจซูเฉี่ยนเยวี่ย 

ซูเฉี่ยนเยวี่ยไม่คิดจะปล่อยอวิ๋นเชียนเมิ่งไป นางสบสายตากับอวิ๋นรั่วเสวี่ยแวบหนึ่ง จากนั้นประคองกันออกจากศาลารับลม เดินอย่างแช่มช้อยเสมือนมีดอกบัวผุดขึ้นทุกย่างก้าวไปยังริมทะเลสาบ 

"ไม่ทราบว่าพวกพี่สาวกำลังสนทนาอันใดกันอยู่หรือ ท่าทางสนุกสนานถึงเพียงนี้ มิสู้พูดออกมาดีกว่า ให้น้องได้หัวเราะสักหน่อย" ตัวยังไม่ถึง แต่เสียงมาถึงก่อน น้ำเสียงหวานจ๋อยของอวิ๋นรั่วเสวี่ยกระทบหูทุกคนที่อยู่ริมทะเลสาบ ขณะเดียวกันก็ตัดบทการสนทนาของพวกอวิ๋นเชียนเมิ่ง ทุกคนหยุดพูดและมองไปยังพวกอวิ๋นรั่วเสวี่ยที่เข้ามาใกล้พวกนางอย่างเงียบๆ 

"นี่ คนเขาถามพวกเจ้านะ เป็นใบ้กันหมดหรือไร!" สิงจินเตี๋ยรับไม่ได้ที่คนอื่นๆ มิได้ขานตอบ นางตวาดใส่คนหลายคนตรงหน้าทันที เสียงตะคอกนี้ดึงดูดสายตามากมายนับไม่ถ้วนขึ้นมาทันที 

คุณหนูทั้งหลายที่อยู่กับชวีเฟยชิงจำได้ตั้งแต่แรกว่านี่คือบุตรสาวของรองเจ้ากรมอาญา และรู้อยู่แล้วว่าสิงจินเตี๋ยเป็นเพียงหมอนปักลาย* ยามนี้ทำตัวขายขี้หน้าผู้อื่น แต่กลับไม่รู้ว่าตนเองถูกซูเฉี่ยนเยวี่ยใช้เป็นไม้ตะบอง ใบหน้าหลายคนพลันเผยรอยยิ้มออกมาทันใด ไม่มีผู้ใดแยแสนางสักคน 

สิงจินเตี๋ยกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ครั้นเห็นว่าไม่มีคนสนใจตน ในใจสิงจินเตี๋ยก็พลันเดือดดาล คิดถึงว่ายามที่ตนเองอยู่ในบ้านเป็นไข่มุกที่ทุกคนประคองไว้ในอุ้งมือ แต่ยามนี้กลับถูกคนอื่นเมินเฉยถึงเพียงนี้ โทสะก็ท่วมท้นหัวใจทันใด โกรธจนร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง 

พอเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น สายตาทั้งหมดจึงมองมาทางนี้ ฮูหยินและคุณหนูที่อยู่อีกด้านต่างพากันซุบซิบนินทาสิงจินเตี๋ย ท่าทางไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ พวกอวิ๋นเชียนเมิ่งไม่เอื้อนเอ่ยวาจาก็ทำให้คนของพวกนางโกรธจนร้องไห้ได้ รู้สึกว่าคนพวกนี้รังแกผู้อื่นหนักเกินไปแล้ว จึงเอ่ยอย่างโหดร้ายเจ็บแสบ "พวกพี่สาวไยต้องรังแกเด็กน้อยอย่างจินเตี๋ยด้วย พี่ใหญ่ ดีร้ายอย่างไรท่านก็เป็นคนที่เคยหมั้นหมายมาก่อน ถึงแม้ต่อมาจะถูกถอนหมั้นต่อหน้าธารกำนัล แต่ก็เคยมีสัญญาหมั้นหมายอยู่กับตัว จะถือสาหาความกับเด็กตัวเล็กๆ ได้อย่างไร แบบนี้มิใช่แสดงให้เห็นว่าพี่ใหญ่ไม่มีความใจกว้างแม้แต่น้อยนิดหรอกหรือ" 

พวกชวีเฟยชิงคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นรั่วเสวี่ยที่เป็นน้องสาวของอวิ๋นเชียนเมิ่ง แม้ปกติยามอยู่ที่บ้านก็มักจะรังแกอวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ยังจะหมิ่นด่าพี่สาวอย่างกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ในดวงตาของแต่ละคนจึงพลันปะทุด้วยเพลิงโทสะ 

ทว่ายามนี้เงาร่างสีม่วงอ่อนกลับเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ เดินไปยังเบื้องหน้าทุกคน ยืนประจันหน้ากับอวิ๋นรั่วเสวี่ย ในดวงตาอวิ๋นเชียนเมิ่งประดับรอยยิ้ม ไม่เห็นโทสะแม้แต่กระผีกริ้น รอยโค้งตรงมุมปากงามสมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่ได้ ภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้าสดใส ผิวพรรณขาวราวหิมะทั่วทั้งร่างนั้นงามงดไร้รอยราคี ยิ่งขับเน้นให้นางโดดเด่นสะดุดตาราวกับคนที่เดินออกมาจากภาพวาด ทำให้อวิ๋นรั่วเสวี่ยอดตะลึงงันไม่ได้ไปชั่วขณะ 

"วาจานี้ของน้องพูดผิดไปนะ แคว้นซีฉู่ส่งเสริมให้เอ็นดูผู้เยาว์เคารพผู้อาวุโส แต่คุณหนูสิงกลับพูดจาไม่มีสัมมาคารวะ หากพูดถึงความผิด คุณหนูสิงก็เป็นคนผิดก่อน ส่วนน้องสบประมาทพี่สาวเป็นความผิดลำดับที่สอง ซ้ำในถ้อยคำของเจ้าก็ไม่สนใจไยดีหน้าตาของจวนอัครเสนาบดี ทำให้ท่านพ่อเสียหน้าเป็นความผิดลำดับที่สาม น้องว่านี่คือความผิดของเจ้าหรือว่าเป็นความผิดของพี่ แน่นอน ขงจื่อ* กล่าวไว้ว่าบุตรไร้การอบรมสอนสั่งถือเป็นความผิดของบิดา แต่ตอนนี้ท่านพ่อมิได้อยู่ด้วย น้องทั้งไม่ระวังคำพูดทั้งไร้คุณธรรมเช่นนี้ ข้าที่เป็นพี่สาวย่อมมีความผิดที่สั่งสอนบกพร่องจริงๆ หลังจากกลับจวนจะไปขอรับโทษกับท่านพ่อด้วยตนเอง ขอร้องให้ท่านพ่อยกโทษให้ แต่ไม่รู้ว่าน้องควรต้องทำอย่างไรถึงจะระงับเพลิงโทสะของท่านพ่อได้" แต่ละคำแต่ละประโยคของอวิ๋นเชียนเมิ่งกล่าวอย่างเนิบช้า ความเร็วในการพูดที่ไม่รีบไม่ร้อนนี้กลับทำให้อวิ๋นรั่วเสวี่ยค่อยๆ หน้าขาวซีด และทำให้ซูเฉี่ยนเยวี่ยที่อยู่อีกด้านอดไม่ได้ที่จะมองอวิ๋นเชียนเมิ่งใหม่อีกครั้ง ในใจเพิ่มความหวาดระแวงและความเป็นอริต่อคุณหนูใหญ่จวนอัครเสนาบดีมากขึ้นมาอีก 

"หากคุณหนูสิงยังร้องไห้ต่อไป เกรงว่าใต้เท้ารองเจ้ากรมอาญาคงเสียหน้าไม่มีเหลือเป็นแน่ ไม่รู้ว่าหลังจากงานครบรอบวันเกิดนี้สิ้นสุดลง การกระทำของเจ้าครั้งนี้จะทำให้ฮูหยินและคุณหนูที่อยู่ในงานพูดวิจารณ์กันไปอีกนานแค่ไหน" ทุกคนเห็นผู้เกี่ยวข้องอย่างอวิ๋นเชียนเมิ่งไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวจึงค่อยๆ สงบจิตสงบใจลง เดิมทีวันนี้สิงจินเตี๋ยแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเต็มยศหมายจะกลบความงามของหมู่มวลบุปผา แต่เมื่อผ่านการร้องไห้ฟูมฟายเมื่อครู่ ใบหน้าที่แต่งไว้อย่างประณีตบรรจงก็เลอะเทอะไปจนหมด นางควักคันฉ่องเล็กๆ จากแขนเสื้อออกมาส่องดู เมื่อเห็นตนเองในคันฉ่องดวงตาทั้งสองข้างบวมแดง เครื่องประทินโฉมเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ก็พุ่งพรวดไปหน้าประตูเรือนฮ่วนซีให้สาวใช้ตนเองแต่งหน้าเพิ่มโดยไม่ทันได้บอกลาซูเฉี่ยนเยวี่ย 

ซูเฉี่ยนเยวี่ยเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งพูดแค่ทีเดียวก็ตะเพิดคนข้างกายตนไปได้ ในดวงตาก็พลันอึมครึมลง ค่อยๆ เข้าไปใกล้อวิ๋นเชียนเมิ่งโดยที่หนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงมุ่งร้าย "ไม่ว่าอย่างไรรั่วเสวี่ยก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของคุณหนูอวิ๋น ไยคุณหนูอวิ๋นต้องบีบคั้นไม่ยอมปล่อยนางด้วย ทำให้นางอับอายต่อหน้าผู้อื่นคงไม่ดีกับตัวท่านเองด้วยกระมัง!" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งสบแววตาที่เต็มไปด้วยเมฆทะมึนของซูเฉี่ยนเยวี่ย ในดวงตาทั้งเยือกเย็นมากผิดปกติทั้งแฝงด้วยความชาญฉลาดเล็กน้อย นางผลิยิ้มเอ่ยอย่างเฉยชา "ข้ากับคุณหนูซูหาได้มีความเคียดแค้นต่อกัน ไยคุณหนูซูต้องบีบคั้นกดดันข้าด้วย" 

ครั้นวาจานี้โพล่งออกไป นัยน์ตาซูเฉี่ยนเยวี่ยก็ฉายความโกรธวาบผ่านเล็กน้อย ทว่ามุมปากกลับกระเพื่อมรอยยิ้มเย็น เดินเข้าไปข้างหน้าใกล้กับอวิ๋นเชียนเมิ่งมากยิ่งขึ้น นางคิดจะเดินเฉียดผ่านไหล่อวิ๋นเชียนเมิ่งไป 

ตอนนั้นเองไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ ร่างของซูเฉี่ยนเยวี่ยพลันล้มไปในทะเลสาบข้างๆ ทุกคนร้องฮือด้วยความตระหนกตกใจ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เมื่อเห็นซูเฉี่ยนเยวี่ยกำลังจะร่วงลงไปในทะเลสาบ อวิ๋นเชียนเมิ่งก็ยื่นมือออกไปดึงชายกระโปรงอีกฝ่ายไว้ทันใด แต่การเคลื่อนไหวของซูเฉี่ยนเยวี่ยรวดเร็วเหลือเกิน มือของอวิ๋นเชียนเมิ่งคว้าได้เพียงผ้าคาดเอวสีขาวเงินที่ข้างเอวของนาง ผ้าคาดเอวผืนนั้นถูกกระชากหลุดอย่างแรงในชั่วพริบตา ในระหว่างที่ผ้าปลิวสะบัด ทุกคนก็ได้ยินเสียงคนตกน้ำดัง 'ตูม!' 

"ใครก็ได้ รีบมาช่วยคุณหนูซูเร็วๆ เข้า!" อวิ๋นเชียนเมิ่งได้สติเป็นคนแรก ตะโกนบอกไปยังพวกสาวใช้ที่กรูกันเข้ามา แต่พวกสาวใช้ต่างว่ายน้ำไม่เป็น แต่ละคนได้แต่วิ่งไปหน้าประตูเรือนฮ่วนซีเพื่อเรียกคนมาช่วยอย่างลนลาน 

ในตอนนี้ บรรดาฮูหยินและคุณหนูที่ปกติมักพูดแต่ศีลธรรมจรรยาล้วนมองดูซูเฉี่ยนเยวี่ยที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำไม่หยุดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ กลับเป็นพวกชวีเฟยชิงและอวิ๋นเชียนเมิ่งที่หักกิ่งไม้หลายกิ่งจากในแปลงดอกไม้ที่อยู่อีกด้านแล้วยื่นเข้าไปในทะเลสาบหมายจะดึงซูเฉี่ยนเยวี่ยเข้ามา แต่จนปัญญาที่อาภรณ์ของนางอมน้ำจนหนักอึ้ง ซ้ำไม้กิ่งนั้นก็เล็กบางเกินไป ประเดี๋ยวเดียวก็ถูกกระชากหัก ซูเฉี่ยนเยวี่ยถูกแรงสะท้อนกลับครั้งนี้ทำให้จมลงไปก้นทะเลสาบ 

"เยวี่ยเอ๋อร์!" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสีขาวนวลราวจันทราถลาเข้ามาในสายตาของทุกคน ไม่ทันไรเงาร่างสีขาวนั้นก็กระโดดลงไปในน้ำ ว่ายไปยังจุดที่ซูเฉี่ยนเยวี่ยตกน้ำอย่างสุดชีวิต 

"ยืนทำอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบลงไปช่วยอีก!" ชวีเฟยชิงเห็นว่าหลังบ้านตนเองเกิดเรื่อง แต่เด็กรับใช้พวกนี้กลับยืนอยู่ริมฝั่งไม่ขยับเขยื้อนจึงพานโมโห ชี้ไปยังคนทั้งสองที่อยู่ในทะเลสาบแล้วตวาดเสียงต่ำ 

ทันใดนั้นเสียงคนสิบกว่าคนกระโดดลงน้ำก็ดังขึ้นทันที ครู่ใหญ่ผ่านไปถึงเห็นคนแบกซูเฉี่ยนเยวี่ยที่หมดสติขึ้นมาบนฝั่ง 

"รีบพาคุณหนูซูไปที่ห้องรับรอง" จี้ซูอวี่ที่รีบมาหลังจากได้ยินเรื่องราวมองเห็นภาพฉากนี้จึงสั่งให้พวกสาวใช้นำทางให้แก่ซูเฉิงเหยียนทันที 

ส่วนซูเฉิงเหยียนก็อุ้มซูเฉี่ยนเยวี่ยขึ้นจากทะเลสาบด้วยตนเอง กวาดตามองทุกคนที่อยู่โดยรอบด้วยสายตาเย็นชา แล้วจึงก้าวเท้าเร็วไวเดินตามสาวใช้จวนฝู่กั๋วกงไปยังหน้าประตูเรือนฮ่วนซี 

ตอนนั้นเองสาวใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน กระซิบเบาๆ ที่ข้างหูจี้ซูอวี่สองสามประโยค จี้ซูอวี่หน้าเปลี่ยนสีทันใดก่อนจะเอ่ยขึ้น "ขอให้ฮูหยินและคุณหนูทุกท่านย้ายไปยังลานด้านหน้า ฝ่าบาท ไทเฮา และฮองเฮาเสด็จเยือนจวนฝู่กั๋วกงกะทันหัน" 

ได้ยินวาจาเช่นนี้ทุกคนพลันลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ไหนเลยจะมีแก่ใจไปดูเรื่องตลกของผู้อื่น ต่างคนต่างค่อยๆ พากันยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นขุนนางของสามี เดินไปลานด้านหน้าอย่างพินอบพิเทา 

 

เหล่าบุรุษซึ่งเดิมทีก็อยู่ที่ลานด้านหน้าออกไปต้อนรับที่ประตูใหญ่จวนฝู่กั๋วกงกันแล้ว ส่วนบรรดาสตรียืนเรียงแถวอย่างเรียบร้อยภายใต้การนำของพวกเหล่าไท่จวิน หลังจากเหล่าบุรุษที่อยู่นอกประตูถวายบังคมเสร็จแล้ว บรรดาสตรีก็คุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้ ไทเฮา และฮองเฮาที่ได้รับการต้อนรับเข้ามาในประตูอย่างพร้อมเพรียง 

วันนี้ฮ่องเต้เสด็จประพาสเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทอดพระเนตรภาพที่เข้มงวดจริงจังเช่นนี้ก็เพียงแค่รับสั่งให้ทุกคนยืนขึ้นอย่างเป็นกันเอง จากนั้นเสด็จยังเบื้องหน้ากู่เหล่าไท่จวินและเจียงเหล่าไท่จวินทันที ประคองผู้เฒ่าทั้งสองขึ้นด้วยพระองค์เอง แย้มพระสรวลและตรัสว่า "ท่านยายทั้งสองสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่" 

กู่เหล่าไท่จวินและเจียงเหล่าไท่จวินมองหน้ากันแล้วยิ้ม กู่เหล่าไท่จวินมอบโอกาสตอบคำถามให้แก่เจียงเหล่าไท่จวิน นางยิ้มพลางตอบ "ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วงเพคะ พวกข้าล้วนแข็งแรงดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าฝ่าบาท ไทเฮา และฮองเฮาจะเสด็จมา เสียมารยาทยิ่งนักที่ต้อนรับได้ไม่พรั่งพร้อม ขอให้ฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วย" 

คำพูดนี้เจียงเหล่าไท่จวินพูดแทนกู่เหล่าไท่จวิน ทั้งสองสกุลความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่ง กู่เหล่าไท่จวินเองก็พยักหน้าให้เจียงเหล่าไท่จวิน 

ฮองเฮาทรงก้าวไปข้างหน้าช้าๆ รับหยกหรูอี้คู่หนึ่งจากมือนางกำนัลแล้วมอบใส่มือกู่เหล่าไท่จวินด้วยพระองค์เอง ก่อนจะแย้มพระสรวลตรัส "นี่คือของขวัญวันเกิดที่ฝ่าบาทกับหลานสะใภ้ได้เตรียมไว้ให้เหล่าไท่จวิน ขอให้เหล่าไท่จวินสมปรารถนาทุกสิ่งอย่าง สุขเกษมตลอดกาลนาน!" 

กู่เหล่าไท่จวินมองหยกหรูอี้อันหนักอึ้งในมือ รีบยอบกายคุกเข่ากราบกรานทันที ทว่าถูกฮ่องเต้และฮองเฮาพยุงเอาไว้พร้อมกัน ยามนี้ไทเฮาจึงเดินเข้ามาพลางตรัสยิ้มๆ "ท่านแม่ นี่คือน้ำใจของพวกเด็กๆ วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดอายุครบหกสิบของท่าน พวกเรามาเยือนเป็นการส่วนตัวเลยจะเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย ขอท่านแม่อย่าได้มีพิธีรีตองมากเกินไป" 

ได้ยินไทเฮาตรัสเช่นนี้ กู่เหล่าไท่จวินพลันหวาดหวั่น รีบนำคนทั้งสามซึ่งมีฐานะสูงส่งและขุนนางใหญ่หลายคนไปยังเรือนรุ่ยหลินของตนทันที ส่วนขุนนางฝ่ายนอกรวมถึงบุตรหลานและภรรยาให้อยู่ที่ลานด้านหน้าเพราะจำนวนคนเยอะเกินไป 

เมื่อทั้งสามคนนี้จากไป บรรยากาศในงานก็คึกคักขึ้นเล็กน้อย 

พวกบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่เดิมทีคิดจะลอบเข้าไปในเรือนฮ่วนซีเห็นว่าได้พบเจอคุณหนูที่เก็บตัวอยู่ในห้องสมดังปรารถนาจึงพากันเผยแววตายินดีปรีดา สายตาสำรวจรูปโฉมเรือนร่างของหญิงสาวที่อยู่ในงานอย่างหยาบคายเล็กน้อย พาให้บรรดาหญิงสาวจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเงียบๆ 

เหล่าหญิงสาวแม้จะเกลียดชังสายตาหยาบโลนของบุรุษ ทว่าพวกนางเองก็แอบมองบุรุษที่อยู่ในงานเช่นกัน ต่างแอบเสาะหาสามีผู้เพียบพร้อมที่ตนถูกใจจากบรรดาชายหนุ่มทั้งหลาย 

ในจำนวนนั้นเฉินอ๋องกับอัครเสนาบดีฉู่ซึ่งติดตามฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้มาร่วมงานต่างโดดเด่นไปคนละแบบ แม้ทั้งคู่ต้องตามฮ่องเต้เข้าไปในเรือนด้านใน แต่ก็ให้โอกาสคุณหนูทั้งหลายได้เห็นเป็นบุญตา 

เฉินอ๋องนั้นเย็นชาเคร่งขรึม ส่วนอัครเสนาบดีฉู่นั้นสุภาพหล่อเหลา ทั้งสองต่างมีรูปร่างสูงเพรียว กลิ่นอายสูงศักดิ์ และฐานะที่ไม่แพ้ให้แก่กันและกัน จึงกลายเป็นจุดสนใจให้หญิงสาวในงานวิพากษ์วิจารณ์และแอบเหลือบมองไปชั่วขณะ แม้แต่พวกชวีเฟยชิงก็อดไม่ได้ที่จะมองทั้งคู่อีกหลายที 

ทว่าในงานยังมีอีกบุคคลหนึ่งที่ดึงดูดสายตา แต่กลับเป็นไปในทางที่ทำให้ผู้คนหลีกหนีด้วยความกริ่งเกรง นั่นก็คือหรงอวิ๋นเฮ่อ 

เขาซึ่งมีผมสีขาวทั้งศีรษะดูแปลกแยกท่ามกลางผู้คนอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายของเขานอกจากซื่อเอ๋อร์ซึ่งเป็นเด็กรับใช้ก็ไม่มีคนอื่นอีก แม้แต่บุรุษสูงศักดิ์เหล่านั้นก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขามากเกินไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณหนูทั้งหลายที่อยู่ในงาน แต่หรงอวิ๋นเฮ่อดูคล้ายเคยชินกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วจึงมิได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด เพียงแค่นั่งอยู่อีกด้านเงียบๆ สายตาสงบนิ่ง ทำให้คนดูไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ 

ตอนนั้นเองหญิงงามวัยกลางคนผู้หนึ่งถลาออกมาจากเรือนด้านใน วิ่งตรงไปยังอวิ๋นเชียนเมิ่ง มือขวาที่เงื้อสูงทำให้คนรู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป 

ในดวงตาฉู่เฟยหยางและเฉินอ๋องฉายแววหนาวเหน็บผ่านวาบ ทั้งสองขยับร่างกายพร้อมกัน คนหนึ่งขวางอยู่เบื้องหน้าหญิงงามวัยกลางคนผู้นั้น ส่วนอีกคนบังอยู่หน้าอวิ๋นเชียนเมิ่ง ส่วนหรงอวิ๋นเฮ่อซึ่งอยู่อีกด้าน เพราะว่าอยู่ห่างออกมาค่อนข้างไกลจึงทันแค่ลุกขึ้นยืน 

"ไม่เห็นหรือว่านี่คือจวนฝู่กั๋วกง เป็นที่ที่เจ้าจะวางอำนาจบาตรใหญ่ได้อย่างนั้นหรือ" เฉินอ๋องเปล่งเสียงอย่างเย็นชาทำให้หญิงงามวัยกลางคนพลันตัวสั่นเทิ้ม คุกเข่าลงกับพื้นโดยพลัน 

ฉู่เฟยหยางมองดูเฉินอ๋องที่ทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือสาวงาม ความสนใจวาบผ่านในดวงตา กล่าวเรียบเฉย "ท่านอ๋องไยต้องเกิดโทสะด้วย มิสู้ฟังวาจาของนางก่อนจะดีกว่า" 

หญิงงามวัยกลางคนผู้นั้นเห็นอัครเสนาบดีฉู่พูดแทนตนจึงเงยหน้ากล่าวทันที "เรียนท่านอ๋อง อัครเสนาบดีฉู่ คุณหนูจวนอัครเสนาบดีผู้นี้รังแกคนรุนแรงยิ่ง ถึงกับผลักบุตรสาวของข้าตกทะเลสาบ ซ้ำยังทำให้บุตรสาวของข้าอับอายต่อหน้าผู้คนอีก ข้าโกรธจนเลือดขึ้นหน้าไปชั่วขณะถึงได้ลืมตัวไปเจ้าค่ะ" 

เจ้ากรมอาญาซูหยวนกำลังเดินเข้ามา ดวงตาที่ย้อมด้วยไอดุดันคู่นั้นพุ่งตรงมายังอวิ๋นเชียนเมิ่งทันที เขาขมวดคิ้วน้อยๆ กล่าวเสียงต่ำลึก "คุณหนูอวิ๋น พวกเราสองตระกูลก็เป็นญาติพี่น้องกัน ข้าเองก็ถือเป็นลุงของเจ้า เยวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นญาติผู้พี่ของเจ้า ไม่รู้ว่าระหว่างเจ้ากับญาติผู้พี่เกิดเรื่องไม่พอใจอะไรขึ้น เหตุใดถึงต้องผลักนางตกน้ำด้วย เจ้าก็รู้ว่าสตรีต้องให้ความสำคัญกับศีลธรรมจรรยาเป็นที่สุด เจ้าทำร้ายเยวี่ยเอ๋อร์เช่นนี้ตกลงมีเจตนาใดกันแน่ หรือว่าได้รับคำสั่งมาจากผู้อื่น หากวันนี้เจ้าบอกชื่อคนที่บงการอยู่เบื้องหลังมา ลุงสัญญากับเจ้าว่าจะไม่พูดเรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้ออกไปเด็ดขาด มิฉะนั้น ใครก็ได้มานี่ที!" 

พูดจบซูหยวนก็เริ่มทำตัวไร้เหตุผล ตวาดเสียงดังหมายจะให้ผู้ติดตามของตนจับตัวอวิ๋นเชียนเมิ่งไป 

ทว่าเสียงตวาดดังลั่นของซูหยวนมิได้ทำให้ผู้ติดตามเคลื่อนไหว แต่กลับพาให้ฉู่เฟยหยางหัวเราะเบาๆ จากนั้นคล้ายกับซูหยวนเพิ่งสังเกตเห็นเจียงมู่เฉินและฉู่เฟยหยางที่ยืนอยู่เบื้องหน้า จึงประสานมือคำนับทั้งสองอย่างประหวั่นพรั่นพรึงน้อยๆ กล่าวอย่างอ่อนน้อม "ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว มิได้สังเกตว่าท่านอ๋องและอัครเสนาบดีฉู่อยู่ที่นี่ ขอให้ท่านทั้งสองเห็นแก่ที่ผู้น้อยห่วงใยบุตรสาวโปรดอย่าได้ถือสา ส่วนนางสารเลวนี่ นางไม่รู้กฎระเบียบ หากพุ่งไปชนทั้งสองท่านก็ขอให้ท่านอ๋องและอัครเสนาบดีฉู่โปรดอภัย!" 

 

* หมอนปักลาย เป็นสำนวนเปรียบเปรย หมายถึงภายนอกรุ่มรวยสวยงาม แต่ภายในไม่มีความรู้ความสามารถ คล้ายสำนวนไทยที่ว่าข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง 

* ขงจื่อหรือขงจื๊อ (551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ชาวแคว้นหลู่ในสมัยชุนชิวผู้สร้างลัทธิขงจื๊อ ปรัชญาขงจื๊อเน้นที่จารีตประเพณี ดนตรี และคุณธรรมดีงามในอดีต สำนักนี้เชื่อว่าในสมัยอดีตคนเคยสุขสบาย สังคมมีระเบียบเพราะทุกคนปฏิบัติตามจารีตประเพณีและคุณธรรม ขงจื๊อจึงรณรงค์ให้ฟื้นฟูแบบแผนพิธีการแบบโบราณขึ้นมาใช้ปกครองบ้านเมือง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว