Ashiori

ความเห็นของทุกคนคือกำลังใจชั้นยอดของนักเขียนอย่างเราๆ ค่ะ มาช่วยกันแสดงความคิดเห็นเข้ามาเยอะๆ เลยนะคะ :D

Chapter 7 ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ชื่อตอน : Chapter 7 ล้มเหลวไม่เป็นท่า

คำค้น : แฟนตาซี, นางร้าย, ทะลุมิติ, โลกหนังสือ, ข้ามมิติ, นิยายโรแในติก, นิยายแฟนตาซี, ย้อนยุค, fantasy, villain

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 11:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 7 ล้มเหลวไม่เป็นท่า
แบบอักษร

ล้มเหลวไม่เป็นท่า 

 

ริชาร์ทยืนดูท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ปฏิกิริยาของเธอทำราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนที่นี่ หรือว่าความทรงจำของเธอหายไปจริง ๆ อย่างที่ได้กล่าวอ้างมา 

“เจ้าชอบมันอย่างนั้นรึ?” 

เขาเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังจับกลีบดอกกุหลาบสีฟ้าอย่างสนอกสนใจ 

“เพคะ มันดูน่าดึงดูดสำหรับหม่อมฉันมากเลยนะเพคะ” 

หญิงสาวที่กำลังจ้องดอกกุหลาบสีฟ้าแสนสวยตอบคำถามนั้นโดยไม่ได้หันมามอง ถ้าเธอกำลังแสร้งทำเป็นความจำเสื่อมก็ดูเหมือนจะแสดงได้ดีเหลือเกิน หรือเธอจะไม่ได้วางแผนอะไรเอาไว้จริง ๆ ริชาร์ทครุ่นคิด 

นัยน์ตาสีม่วงยังคงจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังเชยชมบรรยากาศรอบๆ ของโดมกระจกด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ดูเหมือนแม้แต่เจ้า ‘สิ่งนั้น’ ที่เธอมักจะหวงนักหวงหนาอยู่เสมอก็ถูกทำให้เลือนหายไปจากความทรงจำของเธอด้วยเช่นกันสินะ หรือว่าบางทีสิ่งที่เธอกล่าวอ้างมานั้นมันจะเป็นความจริง… 

ความจริงที่ว่าความทรงจำบางช่วงของเธอมันได้ขาดหายไป 

ดาร์เลเน่มองชายตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังฟังอะไรบางอย่างจากราชเลขาธิการหนุ่มของเขาอยู่ พวกเขาพูดคุยกันอยู่นานสองนานก่อนที่แกริคจะเดินหายออกไปจากโดม ริชาร์ทหันกลับมามองหญิงสาวที่กำลังจ้องเขาอยู่ก่อนจะเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนิ่ง 

“ไปกันเถอะ” 

ไม่ว่าเปล่าเขาก็เดินนำเข้าไปด้านในของโดมกระจกนั้น ริชาร์ทเดินมาหยุดตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารว่างและขนมหวาน และกล่าวคำเชิญชวนที่เหมือนกับออกคำสั่งกับหญิงสาวที่เดินตามเขามาตลอดทาง 

“นั่งลงสิ” 

“ขอบพระทัยเพคะ” 

สิ้นเสียงคำกล่าวนั้นบรรยากาศก็กลับมาเงียบอีกครั้ง ทำเอาดาร์เลเน่เริ่มเกิดอาการอึดอัดใจขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอไม่ได้เตรียมใจจะมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาแบบนี้ เธอเพียงต้องการมาสนทนาเรื่องการถอดถอนการหมั้นหมายระหว่างพวกเขาเพียงเท่านั้นแต่ดูเหมือนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้มันค่อนข้างจะต่างไปจากที่คิดเอาไว้ 

“ที่นี่เป็นสวนของฝ่าบาทหรือเพคะ” หญิงสาวตัดสินใจเอ่ยถามคนตรงหน้าเพื่อทำลายความเงียบสงัดนั้น 

“เจ้าพูดเหมือนกับว่าเจ้าเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก” 

“หม่อมฉันก็เพิ่งจะมาเป็นครั้งแรกนี่เพคะ” 

“…” 

“ฝ่าบาทเพคะ?” 

ดาร์เลเน่กล่าวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้านิ่งไปนานจนผิดปกติ นัยน์ตาสีม่วงของเขาที่จ้องชาในแก้วค่อยๆ เลื่อนมาสบตากับเธออย่างช้าๆ แต่ครั้งนี้เหมือนหัวใจของเธอจะกระตุกวูบไปครู่หนึ่ง แม้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นเจ้าของร่างอยู่แต่ดูเหมือนจิตใต้สำนึกของดาร์เลเน่ที่รักเจ้าชายมันจะยังคงหลงเหลืออยู่สินะ หญิงสาวกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง 

“จะว่าไปหม่อมฉันก็เพิ่งจะสังเกต ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นดอกกุหลาบสีฟ้านั่นอยู่ตลอดเลยนะเพคะ” 

ริชาร์ทที่กำลังวางแก้วชาในมือมองดูหญิงสาวเจ้าของประโยคที่มัวแต่หันไปสำรวจบริเวณรอบๆ 

“คงเป็นเช่นนั้น” 

“เพราะเหตุใดหรือเพคะ” 

เขามองสีหน้าที่งุนงงของคนตรงหน้า ในเมื่อเจ้าของดอกกุหลาบที่ปลูกขึ้นในโดมนี้ยังไม่รู้แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร ก็เพราะเจ้า ‘สิ่งนี้’ ไม่ใช่หรือที่ทำให้เกิดโดมกระจกแห่งนี้ขึ้นมา 

“เจ้าถามเราอย่างนั้นรึ?” เขาถามย้ำ 

“ก็ตอนนี้มีเพียงฝ่าบาทและหม่อมฉันนี่เพคะ จะให้หม่อมฉันตรัสถามใครกันเล่าเพคะ” ดาร์เลเน่ขมวดคิ้ว 

“ฮึ…” 

เสียงหัวเราะในลำคอของชายตรงหน้าทำเอาคิ้วของดาร์เลเน่ขมวดเข้าหากันจนแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม มันดูน่าตลกมากนักหรือยังไง 

“หากเจ้ายังไม่รู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร” 

คำตอบนั้นทำเอาหญิงสาวฉงน 

“หมายความว่าเช่นไรเพคะ” 

“ก็เป็นเจ้าเองไม่ใช่รึที่ปลูกพวกมันขึ้นมา” 

“…” 

ประโยคนั้นทำเอาเธอนิ่งไปราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่คนตรงหน้ากล่าว เดี๋ยวก่อนหมายความว่าดาร์เลเน่คนเก่าเป็นคนปลูกพวกมันขึ้นมาอย่างงั้นเหรอ? ดอกกุหลาบสีฟ้าที่ดูนับไม่ถ้วนจนทั่วโดมกระจกแห่งนี้น่ะเหรอ 

“ดูเหมือนเรื่องนี้เจ้าก็จำไม่ได้สินะ” 

“…” 

จำได้ก็บ้าแล้ว นอกจากจะไม่รู้เรื่องแล้วยังนอกเหนือจากที่คาดไว้เยอะมาก ในนิยายไม่เคยเห็นบอกเลยว่างานอดิเรกของดาร์เลเน่คือการปลูกดอกกุหลาบสีฟ้า แล้วทำไมจะต้องมาปลูกที่นี่ด้วยมีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาปลูกดอกกุหลาบสีฟ้าอยู่เต็มโดมในสวนส่วนพระองค์ของริชาร์ทแบบนี้ หญิงสาวครุ่นคิดก่อนจะหันกลับไปส่งยิ้มแทนคำตอบ หรือจะมีรายละเอียดตรงไหนในนิยายที่เธอพลาดไปหรือเปล่า เห็นทีกลับไปคืนนี้คงต้องไปนั่งรื้อฟื้นเนื้อหาในนิยายอีกรอบเสียแล้ว 

ริชาร์ทมองใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดของหญิงสาวตรงหน้านิ่ง ตอนนี้เขาค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เธอกล่าวมานั้นอาจจะเป็นความจริง ผู้หญิงที่มักจะหวงแหนดอกกุหลาบสีฟ้าที่อยู่ในโดมกระจกนี้ตอนนี้กลับกลายมาเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้แม้กระทั่งสถานที่ตั้งของโดมกระจกไปแล้ว 

เช่นนั้นเรื่องการถอนหมั้นก็คงจะกล่าวออกมาด้วยความสัตย์จริงสินะ แต่จะจริงแท้แค่ไหนนั้นคงต้องขอลองจับตาดูต่อไปอีกสักพักก็แล้วกัน 

“ดูเหมือนตอนนี้เราคงต้องขอตัวก่อน” เมื่อพิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าไปได้พักใหญ่ ริชาร์ทจึงเอ่ยคำกล่าวลาอย่างอ้อมๆ แก่คนตรงหน้า 

“เพคะ?” 

“ช่วงนี้เราอาจจะยุ่งนิดหน่อยเพราะต้องจัดการเตรียมงานวันสถาปนาที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เอาไว้แต่เนิ่นๆ เช่นนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ” 

จบประโยคนั้นผู้เป็นองค์ชายก็เดินจากไปโดยปล่อยให้หญิงสาวได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างเลิ่กลั่กและทิ้งคำถามที่ยังคงคาใจเอาไว้อยู่ 

เดี๋ยวก่อน! แล้วเรื่องถอนหมั้นที่เธอกล่าวขอเขาไปล่ะ! 

ดาร์เลเน่หันมาจิ๊ปากอยู่ในใจ ดูเหมือนว่าการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของเธอนั้นจะใช้ไม่ได้ผลกับริชาร์ทเพราะเขาคงจะคิดเพียงแต่ว่าเธอกำลังต้องการเรียกร้องความสนใจอะไรบางอย่างจากเขาเท่านั้น 

สรุป : แผน A ใส่ลูกตรงอย่างไม่ต้องอ้อมค้อม สำเร็จ 50% = ล้มเหลว 

****** 

“ไม่ได้เรื่องเลย” 

ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับขีดฆ่าแผนการที่วางเอาไว้ออกอย่างเซ็งๆ อุตส่าห์พูดอย่างตรงไปตรงมาขนาดนั้นแล้วแท้ๆ ยังจะมาคิดว่าฉันกำลังวางแผนอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอเจ้าองค์ชายนั่น ว่าแล้วก็ขีดฆ่าทับแผนการนั้นลงไปอีกครั้งอย่างหงุดหงิด 

“เฮ้อ…” 

ฉันเอนหลังพิงพนักเงยหน้ามองเพดานนิ่งก่อนจะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของใครบางคนส่งเสียงทักทายมาจากระเบียงของห้อง 

“สายันสวัสดิ์” 

ลีโอนาร์ทที่เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปลดชุดคลุมออกอย่างช้าๆ ราวกับเป็นภาพเดจาวูอีกครั้งเมื่อเห็นการกระทำและท่าทางของเขาที่เหมือนกับคืนที่ผ่านมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน คนร่างสูงทิ้งตัวลงบนโซฟารับรองที่อยู่ตรงกลางห้องพร้อมกับเอนหลังพิงพนักอย่างสบายใจ ถึงยังไงก็ยังไม่ชินอยู่ดีที่เห็นเขาเข้ามาในห้องตอนพลบค่ำแบบนี้ 

“เจ้าอีกแล้วอย่างนั้นรึ” 

“ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มตรงมุมแก้มด้านขวา 

ฟื้นขึ้นมาได้แค่สองวันก็มีแต่เรื่องน่าปวดหัวอยู่เต็มไปหมด ฉันนั่งเท้าคางกับโต๊ะเขียนหนังสือมองคนยิ้มกว้างตรงหน้านิ่งก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อตอนบ่ายริชาร์ทบอกว่าเขาจะต้องเตรียมงานวันสถาปนาเอาไว้แต่เนิ่นๆ สินะ แสดงว่างานวันสถาปนาของจักรวรรดิก็ยังไม่ได้ถูกจัดขึ้นอย่างนั้นสิใช่ไหม ไม่แน่บางทีลีโอนาร์ทอาจจะสามารถช่วยยืนยันเรื่องนี้ให้ฉันได้มั่นใจขึ้นมาอีกสักหน่อยก็ได้ 

“นี่” ว่าแล้วก็กล่าวเรียกคนตรงหน้าอย่างไม่รีรอ 

“หืม?” 

“ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะถามเจ้า” คำถามนั้นทำเอาเขาเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างสนใจใคร่รู้ 

“เรื่องอะไรอย่างนั้นรึ” 

“เกี่ยวกับวันสถาปนาจักรวรรดิ” 

จบประโยคของฉันคนร่างสูงที่ดูเหมือนตื่นเต้นเมื่อครู่ก็หุบยิ้มลงอย่างทันทีและบ่นอุบอิบด้วยใบหน้าที่เบื่อโลกอย่างเห็นได้ชัดเจน 

“ข้าก็นึกว่าเป็นเรื่องอะไร ที่ไหนได้…” 

“ท่าทางแบบนั้นมันคืออะไรกัน” 

“ก็เจ้าถามเรื่องน่าเบื่อกับข้าทำไมกันล่ะ ข้าก็นึกว่าจะมีเรื่องอะไรน่าสนใจเสียอีก” เขาว่าพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่สนใจ 

“ข้าก็แค่อยากจะแน่ใจว่างานวันสถาปนาของจักรวรรดิจะเริ่มจัดขึ้นตอนไหนก็แค่นั้น” ฉันกล่าวพร้อมกับเปลี่ยนท่าไปเอนหลังพิงพนักแทน 

“เจ้าอยากจะแน่ใจไปทำไม มันก็อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว ก็คงจะจัดในช่วงเวลาเดิมๆ วันเดิมๆ สถานที่เดิมๆ อย่างเช่นเคยนั่นแหละ แค่คิดก็น่าเบื่อแล้วไม่ใช่หรือไง” ประโยคนั้นของเขามาพร้อมกับท่ากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเซ็งๆ 

“มันดูน่าเบื่อขนาดนั้นเลยเชียว” 

“มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วสิ” 

ฉันมองลีโอนาร์ทที่เอาแต่บ่นพึมพำๆ อยู่คนเดียวหลังจากที่บทสนทนาของพวกเราทั้งคู่ดันไปเกี่ยวข้องกับงานวันสถาปนาของจักรวรรดิที่แสนน่าเบื่อสำหรับเขา ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่างานวันสถาปนาของจักรวรรดิในปีที่เหล่าตัวละครหลักอายุครบ 20 ปีกำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างนั้นสินะ หมายความว่าทามไลน์ของเนื้อหาในนิยายกำลังจะเข้าใกล้เหตุการณ์ที่จะนำพาไปสู่โศกนาฏกรรมทางความรักระหว่างฉันกับริชาร์ทและเบลินด้าน่ะสิ ฉันจะมัวแต่โอ้เอ้อยู่แบบนี้ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่างกับการถอนหมั้นนี่ให้ได้ 

แต่ว่าจะทำอย่างไรดีล่ะ? 

แต่ในขณะที่กำลังคิดหาวิธีการขอถอนหมั้นแบบใหม่อยู่นั้นเอง ฉันก็นึกอะไรบางอย่างที่เกือบจะลืมไปแล้วอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะเจ้า ‘สิ่งนั้น’ ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในนิยายมาก่อนและฉันเองก็อยากแน่ใจว่ามันคืองานอดิเรกของดาร์เลเน่คนก่อนจริงๆ หรือเปล่า ถ้าจะให้เดาลีโอนาร์ทเองก็น่าจะรับรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ก็เป็นเพื่อนสนิทในวัยเยาว์และโตมาด้วยกันนี่นา น่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยแหละ 

“ถ้าอย่างนั้นถามเรื่องนี้เป็นไง” ฉันกล่าวพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นราวกับเพิ่งคิดอะไรออก 

“เรื่องอะไรอย่างนั้นรึ” 

ดูเหมือนคำถามนี้จะเรียกความสนใจของลีโอนาร์ทกลับมาได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องผิดคาดเมื่อคนร่างสูงตรงหน้าเปลี่ยนสีหน้าเป็นหรี่ตามองแทนเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของฉัน 

“เรื่องงานอดิเรกของข้า” 

“งานอดิเรกของเจ้า? แล้วมาถามข้าทำไม” 

“เจ้าก็น่าจะรู้นี่ว่าความทรงจำบางอย่างของข้ามันได้หายไป” 

เมื่อตอนบ่ายหลังกลับมาจากพระราชวัง ไดนาดินก็มาบอกกับฉันว่าเขาได้บอกเรื่องนี้ให้กับลีโอนาร์ทได้รับรู้เอาไว้แล้วเพราะกลัวเขาจะทำตัวไม่ถูกเวลาเจอฉันปฏิเสธว่าฉันไม่รู้จักเขา ซึ่งเอาตรงๆ เขาก็พอจะเดาได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันในวันที่เจอฉันฟื้นขึ้นมาในวันแรกเพราะเขาเองก็ดูเป็นคนที่ฉลาดไม่เบาอยู่พอตัว 

“แล้วอย่างไร” เขากล่าวถาม 

“ก็แค่อยากแน่ใจว่า ‘สิ่งนั้น’ มันเป็นงานอดิเรกของข้าจริงๆ หรือเปล่าก็แค่นั้น” 

คำว่า ‘สิ่งนั้น’ ทำเอาลีโอนาร์ทเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย 

“แล้วไอ้เจ้า ‘สิ่งนั้น’ ที่พูดถึงมันคืออะไรกันล่ะ” 

“การปลูกดอกกุหลาบสีฟ้า” 

ประโยคนั้นทำเอาเขานิ่งเงียบไป จนฉันต้องถามย้ำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 

“ว่าอย่างไร ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเคยมีงานอดิเรกที่เกี่ยวกับการปลูกดอกกุหลาบสีฟ้ามาก่อน” เอาจริงๆ คือไม่ได้กล่าวถึงในนิยายมาก่อนว่างานอดิเรกของดาร์เลเน่คือการปลูกดอกกุหลาบ 

“ข้าไม่ชอบดอกกุหลาบสีฟ้า”  

และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายที่ดังออกมาจากริมฝีปากเรียวบางของเขาในค่ำคืนนี้ 

ความคิดเห็น