Queen B / แมนดี้
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

มาเม้ากันได้เลยจ้าาาา <3

โลหิตแรก NC19+ (1/3)

ชื่อตอน : โลหิตแรก NC19+ (1/3)

คำค้น : #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #เจ้าชาย #เจ้าหญิง #อาณาจักร #ยูโทเปีย #รักสามเศร้า

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 714

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 11:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โลหิตแรก NC19+ (1/3)
แบบอักษร

7 

โลหิตแรก 

“น่าโมโหชะมัด!” สุรเสียงทุ้มตวาดดังลั่นไปทั่วห้องบรรทมกว้างใหญ่ ทำให้ทาร์ชาสะดุ้งเฮือก

หญิงสาวลุกขึ้นพรวดจากเก้าอี้ไม้สักตัวโตก้มหัวลงทำความเคารพเจ้าของชีวิตที่ย่างสามขุมเข้ามาในห้องอย่างหัวเสีย เอเดนทิ้งร่างสูงลงบนเตียงยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก คิ้วหนาขมวดเป็นปมยุ่งเหยิง

ชายหนุ่มถอนหายใจระบายความกดดันอีก มือใหญ่กำผ้าปูที่นอนแน่น ตาสีรัตติกาลทอแววขุ่นเคืองพร้อมกับถอนหายใจออกมาเพื่อระบายอารมณ์นั้นออกอย่างหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียด ทาร์ชาแอบมองเขาในขณะที่ตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับ เพราะหล่อนไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เอเดนแสดงท่าทีโมโหฉุนเฉียวทั้งๆ ที่ในใจพลันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

“บัดซบ! ทำไม่เสด็จพ่อถึงได้ไร้ความยุติธรรมแบบนี้ เสด็จแม่ก็ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด นี่ฉันเกิดมาทำไมเนี่ยเกิดมาเป็นส่วนเกินชัดๆ”

เอเดนไม่เคยชื่นชมอีสเตอร์สักนิด ระหว่างที่เขามีเรื่องให้พระบิดาตำหนิแต่อีสเตอร์กลับลอยเหนือขึ้นไป เขาเริ่มระบายออกมาเป็นคำพูดดั่งเด็กชายตัวโตน้อยใจพ่อแม่ ทาร์ชาพอจะเดาสาเหตุได้ทันทีหลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางส่วน

เมื่อค่ำ…เอเดนเรียกหล่อนเข้ามาถวายการเข้าเฝ้าในห้องบรรทมซึ่งหล่อนก็เตรียมตัวเตรียมใจมาพร้อมนิดหน่อยหลังจากได้รับการสั่งสอนจากแครอล แต่เขากลับไม่อยู่ในห้องปล่อยให้หล่อนต้องนั่งรอจนกระทั่งนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ตีบอกเวลาเที่ยงคืนมาได้สักพักร่างสูงจึงกลับมาที่นี่

“ทาร์ชา!” เจ้าของชื่อสะดุ้งหลังพร้อมขานรับ

“เพคะฝ่าบาท”หล่อนตอบเสียงใสกลบเกลื่อนความเคลือบแคลงภายในใจ

“เจ้ามานี่หน่อย มาคุยกับเราหน่อย” เอเดนชันแขนขึ้นกับเตียง แอ่นอกว้างซึ่งซ่อนอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีดำที่ติดกระดุมไม่ครบ เจ้าของดวงหน้าสมบรูณ์แบบชายตามองหล่อนด้วยความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงราวกับต้องการใครสักคน

หญิงสาวก้าวเท้าไปยังแท่นเตียงใหญ่สีทองหรูหราด้วยความรู้สึกประหม่า หยุดลงที่ปลายเตียงสองมือประสานไว้ตรงหน้าตักอย่างสุภาพ

ทันทีที่เอเดนกวาดตามองเรือนกายอันงามล้ำยิ่งกว่านางฟ้าของผู้หญิงของเขา ความปั่นป่วนภายในจิตใจเรื่องของพระเชษฐาก็สงบลง แปรผกผันกับความปั่นป่วนเชิงอารมณ์ด้านอื่นซึ่งเพิ่มขึ้น สายตาคมกริบเลื่อนลงตั้งแต่ใบหน้าสวยหวานที่เขาหลงรักตั้งแต่แรกพบ ลงมาลำคอยาวระหงที่มีสร้อยไข่มุกเส้นงามสวมอยู่ ตามมาด้วยกระดูกไหปลาร้าและไหล่กลมมน เนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ในชุดนอนผ้าแพรสีชมพูบาง เอวคอดกิ่วส่งผลให้หล่อนดูเหมือนนาฬิกาทราย ต่ำลงมาที่โคนขาเรียวสวยไร้ที่ติทั้งสองข้างที่โผล่พ้นมาจากชุดนอนสั้น ดวงตาสีรัตติกาลจ้องลึกลงไปในแววตาสีน้ำผึ้งที่มองกลับมาอย่างพิจารณาเป็นเวลานาน เขารับรู้ถึงความกลัวและความหวาดหวั่นในแววตาคู่นั้น

“นั่งลงสิ จะยืนอยู่ทำไมเมื่อยเปล่าๆ” ริมฝีปากได้รูปของเจ้าชายหนุ่มกระตุกยิ้มเชิญชวน

สำหรับทาร์ชา…เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยเลศนัยนั้น ใบหน้าหวานก็ร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย ในหัวก็ฉายภาพคืนแรกที่หล่อนมาที่นี่ ที่ตรงนี้เขาเคยยิ้มแบบนี้ครั้งหนึ่งก่อนที่จะ…

หล่อนยังคงตัวแข็งทื่อก้มหน้างุดลงทันที ชายหนุ่มกระถดร่างสูงของตัวเองลงมายังปลายเตียง ก่อนที่จะดึงมือไปฉุดแขนเรียวบอกให้หญิงสาวนั่งลงเคียงข้าง เมื่อร่างบางนั่งลงมือใหญ่เอื้อมมาจับคางมนบังคับให้ใบหน้าสวยน่ารักจำต้องหันมองตรงกับใบหน้าหล่อเหลือร้ายของเขา เจ้าหล่อนเม้มปากแน่นพลางเบือนสายตาไปทางอื่น

“แม้แต่เจ้าก็ยังรังเกียจเราหรือทาร์ชา” ใบหน้าหล่อกระชากใจเลื่อนต่ำลงมากระซิบข้างใบหู

“เปล่าเพคะหม่อมฉันแค่แปลกใจ” ทาร์ชาตวัดสายตากลับมาสบตาคมอีกครั้งในระยะใกล้

“แปลกใจอะไร?”

“เมื่อครู่ฝ่าบาทยังอารมณ์เสียอยู่เลย แล้วจู่ๆ ทำไม…” ยังไม่ทันได้พูดหมด เจ้าชายจอมเอาแต่ใจก็จุมพิตหน้าผากมนไปหนึ่งที

“เห็นหน้าเจ้าแล้ว เราไม่อยากอารมณ์เสียแล้วล่ะ”

รอยยิ้มอ่อนๆ ระบายบนใบหน้าของเอเดน ทาร์ชาพยายามยิ้มบางตอบกลบเกลื่อนความหวั่นไหวแปลกๆ หล่อนไม่เคยเข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เขาหล่อนถึงเกิดอาการเหมือนมีผีเสื้อเป็นร้อยตัวบินว่อนอยู่ในท้อง ทั้งๆ ที่ภายในใจจิตใจหล่อนคิดถึงผู้ชายอีกคน … ชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นเงาแห่งความทรงจำ

“ทาร์ชา…” เสียงทุ้มเอ่ยชื่อราวกับต้องการอะไรบางอย่าง

“เพคะ”

“ที่จริง เรามีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ” มือใหญ่ปล่อยคางมนให้เป็นอิสระ ก่อนที่จะเอื้อมไปโอบไหล่บางโน้มศีรษะของหล่อนให้ซบลงตรงบ่าแข็งแกร่งสัมผัสของเขาอ่อนโยนจนหล่อนรู้สึกได้ ความว้าวุ่นใจบังเกิดในห้วงสำนึกอีกครั้งแต่ไม่สามารถแสดงออกมา

“เล่าให้หม่อมฉันฟังได้นะเพคะ” หล่อนยังพยายามทำหน้าที่คู่คิดที่ดีเอเดนพยักหน้าตอบรับไมตรีนั้นและเอ่ยถาม

“เจ้ารู้จักพี่ชายฝาแฝดของเราใช่ไหม…” คำถามนั้นทำให้หัวใจของทาร์ชาแทบจะหยุดลง หล่อนรีบเบือนหน้าหันไปมองเขา คาร์เนเลียนบนหน้าสวยหวานเบิกโพลงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เราหมายถึง…เคยเห็นน่ะ เจ้ากับอีสเตอร์คงไม่เคยคุยกันหรอก” ได้ยินดังนั้นหล่อนก็รู้สึกโล่งอกทันที

“เพคะ ก็พระองค์เคยให้นาฬิกาทรายหม่อมฉันวันที่หม่อมฉันมาที่นี่ครั้งแรก” ในกรณีนี้หล่อนถือว่านี่ไม่ใช่การพูดปด

“เราสองคนเหมือนกันมากหรือเปล่า” เขาถาม

“เหมือนเพคะ เหมือนกันมาก เหมือนกันจนหม่อมฉันแยกไม่ออก” ประโยคนี้ก็ไม่ได้โกหกเช่นกัน

“บางทีเสด็จแม่อาจจะต้องการมีโอรสคนเดียว อาจจะไม่ได้ตั้งใจท้องแฝดก็ได้เจ้าว่าไหม” น้ำเสียงทุ้มหม่นลงจนทาร์ชาจับความน้อยใจในนั้นได้ท่อนแขนแข็งแกร่งกระชับไหล่บางทันทีเมื่อพูดจบหล่อนรู้ว่าเขาต้องการใครสักคนข้างกายแครอลเคยบอกหล่อนว่าเมื่อก่อนทั้งสองเคยเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากแตกต่างจากตอนนี้ เมื่อโตขึ้นสองฝาแฝดก็เริ่มห่างกันไปโดยไม่มีสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะบุคลิกที่แตกต่างตรงกันข้ามหรืออาจจะเป็นเพราะเหตุใดไม่มีใครรู้ แต่แครอลมักจะบอกหล่อนเสมอว่าฝ่าบาทเอเดนของหล่อนเป็นคนขี้เหงา

“ทำไมถึงตรัสแบบนี้ล่ะเพคะมันไม่ดีเลยนะ”

“เราแค่รู้สึกว่าบางทีเสด็จพ่อกับเสด็จแม่มีโอรสสองคนก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเรา”

“ไม่จริงหรอกเพคะอย่าได้น้อยใจไปเลยทุกๆ การกระทำมีเหตุผล” หญิงสาวพยายามปลอบ

“เหตุผลที่เราแค่เกิดช้ากว่าหมอนั่นสามนาที แต่กรรมสิทธิ์ทุกอย่างตกไปเป็นของหมอนั่นน่ะเหรอ งานราชงานหลวงที่วุ่นวายก็โยนมาให้เราจัดการทั้งๆ ที่เราทำงานได้ดีกว่าไวกว่าเสมอ แต่เสด็จแม่กลับบอกว่าเราไม่ละเอียดไม่เหมือนพี่ใหญ่…เราน่ะเอียนมากเลยรู้ไหมที่จะต้องเรียกหมอนั่นว่าพี่ใหญ่แทนที่ ‘คนนั้น’ ที่หนีออกจากพระราชวังไป”

หล่อนเดาถูก…เอเดนกำลังไม่พอใจเรื่องอีสเตอร์

“ใจเย็นเพคะฝ่าบาท ประสงค์สิ่งใดบอกหม่อมฉันมา หม่อมฉันจะรับฟังท่านถึงเช้า” ดวงหน้าสวยสดหันไปยิ้มกว้างให้กำลังใจ เมื่อชายหนุ่มได้เห็นรอยยิ้มงดงามนั้นก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกพลางยกมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่มากุมมือบางของหล่อนมาประสานไว้ตรงหน้าตัก

“เราอยากเป็นพระราชา”ดวงตาคู่สวยของชายหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะหมองลงทันใด

“แต่หมอนั่นกลับแย่งทุกอย่างไปจากเรา เราหมดสิ้นหนทางแล้ว…” น้ำเสียงของเขาเศร้าลงทันที หล่อนสังเกตเห็นสันจมูกโด่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

“อย่าเศร้าไปเลยเพคะ ถึงหม่อมฉันจะไม่มีอำนาจพอที่จะช่วยฝ่าบาทเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าฝ่าบาทอยากดื่มชากับอัลมอนต์ตอนนี้ล่ะก็หม่อมฉันจะไปนำมาให้”

หล่อนพยายามเปลี่ยนเรื่อง แม้จะไม่เข้าใจความรู้สึกเอเดนเท่าไหร่ แต่คำว่าหมดสิ้นหนทางนั้นมันทำให้หล่อนรู้สึกเศร้าแปลกๆ …เพราะหล่อนเองก็หมดสิ้นหนทางเหมือนกัน…หมดสิ้นหนทางจะรักว่าที่พระราชาองค์ต่อไปแห่งอาณาจักรยูโทเปีย แม้จะคนละจุดประสงค์แต่ทั้งสองก็มีสาเหตุความเศร้ามาจากเรื่องเดียวกัน

ร่างบางขอตัวลุกขึ้นเพื่อไปหาเครื่องดื่มอุ่นๆ มาให้เขา หล่อนยอมรับว่าเอเดนไม่ใครคนเลวร้ายอะไร ในตอนนี้เขาเป็นแค่คนผิดหวังคนหนึ่งที่ต้องการที่ระบายต้องการใครสักคนที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้น หล่อนคิดว่าบางทีหล่อนอาจจะสามารถเป็นคนๆ นั้นได้ ไมตรีนี้จะมอบให้ในฐานะเพื่อนไม่ใช่ในฐานะอื่น

ความคิดเห็น