Queen B / แมนดี้
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

มาเม้ากันได้เลยจ้าาาา <3

นาฬิกาทราย (3/3)

ชื่อตอน : นาฬิกาทราย (3/3)

คำค้น : #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #เจ้าชาย #เจ้าหญิง #อาณาจักร #ยูโทเปีย #รักสามเศร้า

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 207

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 11:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นาฬิกาทราย (3/3)
แบบอักษร

ทาร์ชาอยู่นิ่งๆ ให้ชายหนุ่มติดตะขอสร้อยให้พลางคิดถึงหนังสือเกี่ยวกับอัญมณีที่เคยอ่าน ว่ากันว่าตามนิยายปรัมปราเล่าสืบต่อกันมา ไข่มุกมาจากหยาดน้ำตาของเทพธิดาที่หลั่งออกมาให้แก่มวลมนุษย์และตกลงสู่ท้องทะเล ทาร์ชามองว่ามันเป็นของสะท้อนความรู้สึกลึกๆ ในใจ …น้ำตาของหล่อนนั่นเอง สวยงามแต่ไม่มีใครได้ยิน

“ขอบพระทัยเพคะ” หล่อนกล่าวขอบคุณทันทีที่เอเดนสวมให้เสร็จ

“สวยมากๆ เลย เข้ากับพระสนมมากๆ ต่างจากตอนที่พี่รองใส่ให้วาวาอย่างสิ้นเชิง”

“ก็วาวาคอสั้นนี่” เอเดนหัวเราะเบาๆ แซวน้องสาวด้วยความเอ็นดู

“ไม่สั้นนะวาวาแค่ไม่เหมาะกับไข่มุก” เจ้าหญิงน้อยสะบัดหน้าไปด้านข้างอย่างไม่พอใจ แม้จะเป็นกริยาที่ดูไม่งามนักสำหรับเจ้าหญิง แต่ทาร์ชาคิดว่าน่ารักดีดูเป็นธรรมชาติมากเพื่อความอยู่รอดเพื่อขจัดความเหงาที่อาจจะต้องเผชิญภายในวังหลวง ทาร์ชาตัดสินใจทันทีว่าจะต้องตีสนิทเจ้าหญิงวาวาซึ่งต่อไปนี้หล่อนจะเรียกองค์หญิงน้อยคนนี้อย่างสนิทสนมเหมือนกับที่วิเวียนเรียก “องค์หญิงวาวา” แทนที่จะเรียกว่า “เจ้าหญิง”

“อ้อ พี่หญิงฝากของขวัญมาให้พระสนมด้วยค่ะเพราะไม่สามารถมาด้วยตัวเองได้ เห็นว่าวันนี้จะต้องไปอาบน้ำแร่ที่บ่อกลางเมือง” เมื่อพูดจบวาวาก็เอี้ยวตัวไปล้วงห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากระโปรงเธอจัดแจงวางสิ่งของนั้นไว้บนโต๊ะ

“พระสนมเปิดเองแล้วกัน ฉันไม่อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่หญิง” ทาร์ชาพยักหน้าพลางคลี่ห่อผ้าไหมปักลายกุหลาบงดงามออก ก็พบว่าด้านในเป็นกริชหรือมีดพกเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ มีเพชรพลอยรูปทรงประหลาดประดับแววตาตรงด้ามจับและด้ามฝักสีทองส่องประกายงดงามแวววาวเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ ทาร์ชาหยิบมันขึ้นมาดูอย่างพิจารณาดึงฝักออก แต่แทนที่จะเป็นใบมีดด้านในกลับเป็นกระจกใสแจ๋วคมกริบแทน

“กริชกระจกนี่” เอเดนมองของขวัญในมือทาร์ชาอย่างพินิจ

“สวยมากเลยเพคะ” ทาร์ชาเอ่ยปากชมของขวัญจากว่าที่น้องสาวคนโตด้วยความประหลาดใจ

“ผ้าเช็ดหน้าปักลายงดงามขนาดนี้ เป็นฝีมือของเอวาแน่นอน” เอเดนเอ่ยชมในความสามารถของน้องสาวคนโต เจ้าหญิงเอวาเป็นคนหยิ่งทะนงและหัวแข็ง ไม่ค่อยสนิทกับใครในบรรดาพี่น้อง คนที่หล่อนเปิดใจให้ความสนิทสนมด้วยมีเพียงแค่เขาคนเดียว เขาจึงรู้เรื่องของหล่อนดีที่สุด การปักผ้าเป็นงานอดิเรกที่เอวาทำได้ดี

วาวาชวนเอเดนและทาร์ชาคุยอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเหล่านางกำนัลนำโดยแครอล พระพี่เลี้ยงคนสนิทเก่าแก่ของเอเดนออกมาบอกว่าทำความสะอาดและจัดเตรียมตำหนักพร้อมแล้ว เจ้าหญิงน้อยขอตัวลาไปเรียนจัดดอกไม้ พร้อมมิวายเชิญชวนให้ทาร์ชาเข้าไปเยี่ยมที่ห้องบรรทมส่วนตัวของหล่อนหากเหงา ทำให้ทาร์ชาซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

เอเดนเดินจูงมือทาร์ชาเข้าไปยังตำหนักใหญ่โตซึ่งสร้างด้วยหินอ่อน ตกแต่งแบบหรูหรางดงามอ่อนช้อย มีการแกะสลักในทุกๆ รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง กำแพง ผนัง หรือแม้กระทั่งลวดลายสวยงามบนพื้น สถานที่นี้กว้างขวางมากกว่าคฤหาสน์ที่หล่อนเคยอยู่อาศัยเสียอีก

ทาร์ชาลอบมองเหล่านางกำนัลที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานขนาดข้างทางเดิน สังเกตเห็นสีหน้าและแววตาที่ไม่เป็นมิตร ตอนนี้หล่อนรู้ดีแล้วว่าเป็นเพราะอะไร ทอร์เนียสเคยเล่าให้หล่อนฟังว่าเหล่านางกำนัลที่เข้ามาถวายตัวรับใช้ราชวงศ์ในวังหลวงมีการแข่งขันกันสูง ครั้งใดที่มีการคัดเลือกสาวงามขึ้นเป็นพระสนม เหล่านางกำนัลที่ได้ทราบข่าวก็จะเตรียมตัวกันอย่างเนิ่นๆ แต่ละคนพากันอบผมให้หอม แต่งหน้าทาปาก ประทินโฉมแข่งกันสุดฤทธิ์งัดทุกมารยาไม้ตายออกมาข่มกันอย่างลืมพี่ลืมน้อง ทำจริตจะก้านทวงท่าลีลาให้ดูมีเสน่ห์ที่สุด พวกนางเลือกเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อเป็นการรับขวัญ เสริมเสน่ห์ตัวเองให้เพริศพริ้งที่สุด หวังว่าเหนือหัวจะชายตามองและได้รับสิทธิ์เข้าถวายตัวเป็นพระสนม แทนที่จะเป็นคนใช้ทำงานมากมายภายในวังหลวงไปตลอดชีวิต

นางในทุกคนหวังที่จะได้รับเลือกแต่น้อยนักที่จะสมหวัง เท่าที่หล่อนรู้พระราชินีโจเซฟินทรงไม่พอพระทัยหากพระราชามาร์จะมีพระสนมมาก พระองค์จึงไม่ค่อยอนุญาตให้จัดการคัดเลือกขึ้นบ่อยครั้งเหมือนกับอาณาจักรอื่นๆ ความหวังของเหล่านางกำนัลจึงตกมาอยู่ที่องค์ชายรัชทายาทแทน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนทาร์ชาสังเกตเห็นสายตาวิบวับชม้อยชายตามายังเอเดนอยู่ตลอดหล่อนเดาได้ว่าอีสเตอร์คงไม่ต่างหล่อนจึงให้คำตอบตัวเองได้ว่าการที่หล่อนได้รับสั่งถวายตัวอย่างรวดเร็วเช่นนี้คงเป็นกรณีพิเศษมาก ตัดหน้าตัดความหวังนางอื่นๆ ที่เฝ้ารอเวลานี้มาแสนนาน ด้วยเหตุนี้หากไม่มีใครอยากจะเป็นมิตรกับหล่อนก็คงไม่แปลก

ร่างสูงเดินมาส่งหล่อนถึงห้องนอน เขาบอกให้หล่อนนั่งรออยู่ในนั้น ในฐานะสมาชิกใหม่คนสำคัญแห่งวังหลวง เอเดนจึงมอบแครอลทำหน้าที่พี่เลี้ยงค่อยช่วยแนะนำสั่งสอนวิธีปฏิบัติตนและใช้ชีวิตในภายในวัง ตลอดจนหน้าที่ในฐานะพระสนม กฎระเบียบ ข้อห้ามและขนมธรรมเนียมต่างๆ

สาเหตุที่เอเดนเลือกแครอลเป็นเพราะนางเคยเป็นแม่นมของตนและอีสเตอร์สมัยยังเด็ก เป็นคนที่เขาไว้ใจมากที่สุดในพระราชวัง ในสายตาของหญิงแก่ทันทีที่เห็นทาร์ชานางก็รู้สึกเอ็นดูหญิงสาวเป็นเพราะใบหน้าที่น่ารักสวยงาม รวมไปถึงหล่อนเป็นถึงพระสนมของเอเดนองค์ชายที่นางรักเหมือนลูกในไส้คนหนึ่ง

“ฝากทาร์ชาด้วยนะแคล” ชายหนุ่มเรียกชื่อเล่นของนางอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ไม่มีปัญหาเพคะ หม่อมฉันจะดูแลพระสนมอย่างดีที่สุด” หญิงแก่รับคำ พร้อมกับพยายามก้มหลังคร่อมๆ ลงมาทำความเคารพ เมื่อเอเดนเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปพยุงกลัวว่านางจะเป็นอะไรไป

“ไม่ต้องหรอกแคล โค้งไม่ได้ก็ไม่ต้องโค้ง” เขาค่อยๆ ประครองหญิงชราอย่าทะนุถนอมกลัวร่างบางเหี่ยวนี้จะหักออกเป็นสองท่อน

แครอลเป็นหญิงชราตัวเล็กแกรนหลังคร่อมที่หน้าตาใจดี มัดมวยหงอกๆ มีนัยน์ตาสีฟ้าหม่น หล่อนถวายการรับใช้พระราชาเข้าวังมาตั้งแต่อายุสิบปี จนกระทั่งตอนนี้เวลาได้ผ่านมาเกือบห้าสิบปีแล้วแครอลก็ยังคงถวายการรับใช้คนในวังเหมือนเดิม นางรู้เห็นความเป็นไปทุกอย่างในวังมากที่สุด แม้ตอนนี้นางจะมีอำนาจเหนือเหล่านางสนมทั่วไปเพราะวัยวุฒิและประสบการณ์ แต่ในสายตานางกำนัลอื่นๆ นางคือตัวอย่างฝันร้ายที่จะต้องตกอยู่ในสภาพนี้หากไม่ได้รับการสถาปนาเป็นพระสนม

“ไม่ต้องเพคะ นายก็เป็นนาย บ่าวก็เป็นบ่าว” ด้วยความซื่อสัตย์นี้ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เอเดนเลือกนางให้มาดูแลสนมที่รัก

“ฝากด้วยนะแคล ฉันขอตัวไปหาเสด็จพ่อบ้าง เดี๋ยวหมอนั่นจะได้หน้ามากเกินไปแม้งานของฉันจะเป็นแค่ช่วยเหลือราชการหมอนั่นก็ตามที” เอเดนตัดพ้ออย่างน้อยใจ ก่อนที่จะจรดปลายจมูกโด่งลงมายังแก้มเนียนของหญิงสาวเพื่อเป็นการบอกลา

“คืนนี้เจ้านอนที่นี่ไปนะ ปรับตัวให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะทาร์ชา ถ้าหิวหรืออยากได้อะไร บอกแครอลได้ทุกอย่างเลยนะ” ร่างสูงสั่งเสีย รีบดำเนินออกไปนอกห้องปล่อยให้ทาร์ชาสร้างความคุ้นเคยกับพี่เลี้ยงคนใหม่ของหล่อน

ทาร์ชารีบนำนาฬิกาทรายของอีสเตอร์ไปวางไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ ตรงหัวเตียง ส่วนกริชกระจกนั้นหล่อนนำมันซ่อนไว้ในลิ้นชักพร้อมกับห่อผ้าราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่ได้รับมา เมื่อตรึกตรองความรู้สึกทั้งหมด หล่อนก็พบว่าวันที่สองที่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในวังหลวงไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิดเอาไว้ ถ้าไม่นับรวมถึงความกระวนกระวายใจที่หัวใจสร้างขึ้นมาเมื่อได้พบอีสเตอร์อีกครั้ง ถ้าเอาความรู้สึกไม่ดีเป็นที่ตั้ง หล่อนก็พบว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ทั้งสิ้น

“เดี๋ยวจะมีนางกำนัลมาวัดตัวพระสนมนะเพคะ องค์ชายบอกให้ตัดชุดสวยๆ ไว้เยอะๆ” แครอลบอกพร้อมกับรอยยิ้ม

“ขอบใจมากค่ะคุณแคล” หญิงสาวลอบถอนใจสั้นๆ วันนี้เอเดนใจดีกับหล่อนเหลือเกิน จนพลอยนึกไปว่าหากหล่อนไม่มีใครอยู่ในหัวใจ ถ้าได้เจอผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และมีศักดิ์เป็นถึงเจ้าชายแบบเอเดน ไม่ว่าหญิงสาวคนไหนก็สามารถตกหลุมรักเขาง่ายๆ ใบหน้าที่งดงามดั่งอิสตรีแต่แฝงไว้ด้วยความคมเข้มแบบบุรุษเพศราวกับเป็นปาติมากรรมชิ้นเอกของพระเจ้าทรงตั้งใจปั้นแต่ง บุคลิกท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เหลือล้น รวมไปถึงมัดกล้ามเนื้อสมบรูณ์แบบและลีลาร้อนแรงที่หล่อนได้สัมผัสเมื่อคืนถึงแม้จะไม่เต็มที่ หล่อนยอมรับว่ายังจำรสสัมผัสนั้นได้ดี แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้หญิงทุกคนยอมตกเป็นของเขา แต่สำหรับหล่อน…เขามาช้าไปสิบกว่าปีหล่อนมีเจ้าของหัวใจแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การวัดตัวตัดเสื้อผ้าใช้เวลาไปจนพระอาทิตย์ตกดิน รัตติกาลโรยตัวลงมาอย่างเงียบๆ ทาร์ชาอาบน้ำเข้านอนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นกับบ้านใหม่หล่อนจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในโคมไฟเอาไว้ พลางนอนคว่ำหน้า ไล่สายตาไปยังนาฬิกาทรายเรือนเล็กตรงหัวนอน

หญิงสาวมองดูของขวัญชิ้นพิเศษที่วางคู่กับสร้อยไข่มุกด้วยอารมณ์เหงาปนซึ้ง หลอดแก้วของนาฬิกาทรายทอประกายกับแสงดาวนับล้านที่สาดส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างในขณะที่กลุ่มทรายค่อยๆ ถ่ายเทเติมให้หลอดแก้วอีกด้านหลอดแก้วอันว่างเปล่ามีทรายมาเติมเพิ่มขึ้นแต่อีกหนึ่งด้านทรายที่มีอยู่ในนั้นมันเริ่มน้อยลงสุดท้ายด้านที่เคยมีมากมายกลายเป็นว่างเปล่าเมื่อทรายทุกเม็ดร่วงกราวลงไปในหลอดแก้วอีกด้าน

หลังจากจ้องมองดูนาฬิกาทราย หล่อนขบคิดถึงความหมายที่อีสเตอร์พยายามสื่อ มือบางลูบไปยังสร้อยเส้นงาม พลางปล่อยอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง ฉันพลันความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวหลังจากหล่อนพลิกหลอดแก้วให้คว่ำไปอีกด้าน จังหวะที่โหลแก้วที่ว่างเปล่ารอเม็ดทรายไหลลงมาเติมเต็ม มันเหมือนกับการรอคอย หรือว่าอีสเตอร์กำลังตั้งใจจะดูแคลนการรอคอยของหล่อน มันก็เหมือนจังหวะคว่ำนาฬิกา คว่ำกี่ทีก็ไม่เคยรู้ว่ารอมากี่ครั้ง ได้แต่นับช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อต่อลมหายใจไปเรื่อยๆ นี่เขากะจะปล่อยให้หล่อนรอไปตลอดเลยหรือ?

ดวงตาสุกใสหม่นเศร้าลงทันทีก่อนจะปล่อยให้น้ำตาซึ่งกลั่นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจทิ้งตัวลงมา หล่อนรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะจมน้ำ แต่พอพยายามจะตะกายขึ้นมาก็ต้องพบกับพายุฝน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงแม้กระทั้งจะหายใจ สิ่งที่โชคชะตาบันดาลให้หล่อนมาพบนั้นช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน ทารุณเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะแบกรับมันไหว ในห้วงคำนึงของสาวน้อยฉายภาพของอีสเตอร์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นลูป หล่อนกำลังโดนขังอยู่ในกรงความทรงจำที่เข้ามาหลอกหลอน

ดวงหน้าสวยเบือนซุกแนบกับหมอนขนเป็ดพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเรื่อยๆ เสียงสะอื้นเงียบงันนี้คงไม่มีใครได้ยิน… ดวงดาวนับล้านที่ทอประกายระยิบระยับบนฟากฟ้าสีดำพลันหม่นลงราวกับกำลังแสดงความเสียใจให้กับความรู้สึกของหญิงสาวตามมาด้วยกระแสลมเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจของฤดูใบ้ไม้ร่วงที่ลอดผ่านซี่หน้าต่าง แต่สำหรับทาร์ชานั้น ไม่มีความรู้สึกไหนที่จะหนาเท่าก้อนน้ำแข็งเย็นๆ ในใจอีกแล้ว…เนิ่นนาน…ทาร์ชาร้องไห้ระเบิดอารมณ์ทุกข์ใจจนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทรา

เมื่อหมาป่าไฮติวิ่งไล่ดวงจันทร์จนครบหนึ่งรอบ แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณก็กลับมาเยือนอีกครั้ง แสงสีเหลืองนวลลอดผ่านม่านบางเข้ามาอาบบนร่างบางที่ยังคงนอนหลับพริ้มอยู่ ส่วนเว้าส่วนโค้งของคนนอนตะแคงต้องกับแสงอาทิตย์ทำให้ผิวขาวนวลนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนสวยงามราวกับเทพวีนัส

แสงอาทิตย์ยิ่งฉายแรงลงมาได้สักพัก จนร่างบางที่นอนหลับอยู่บนเตียงค่อยๆ ขยับตัวเพราะไอร้อน ดวงตาสีน้ำผึ้งสุกใสเปิดขึ้นเพื่อรับวันใหม่ทั้งที่อยู่ยังปรืออยู่ แต่เจ้าของร่างพยายามฝืนชันแขนลุกขึ้นมา ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยตกลงมาปรกใบหน้าอ่อนใสอมชมพูจนยุ่ง ทาร์ชายกมือขึ้นมาเสยปอยผมทัดหูพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องกว้าง หล่อนหรี่ตาเพื่อขจัดความง่วงงุนที่ยังครอบงำอยู่เต็มเปี่ยม

แต่จู่ๆ ความง่วงงุนก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อหญิงสาวพบว่าสองสิ่งสำคัญของหล่อนหายไปจากลิ้นชัก หนึ่งคือก็คือกริชกระจกที่ได้รับมาจากเอวา สองคือผ้าเช็ดหน้าที่ห่อกริชเล่มนั้นดวงตาคู่งามเพลิกโพลงด้วยความตกใจ ก่อนที่สองขาเรียวสวยจะย้ายร่างอ้อนแอ้นวิ่งออกไปจากห้องนอนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัว

ทั้งๆ ที่เพิ่งจะได้รับมาแท้ๆ จะหายไปไหนได้นะ 

เสียงฝีเท้าของทาร์ชาทำให้เหล่านางกำนัลที่อยู่บริเวณนั้นพากันตกใจและเหลียวหลังมอง แต่ไม่มีใครสักคนคิดจะถามหล่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยความทะนงตนทาร์ชาจึงไม่คิดจะขอความช่วยเหลือจากพวกนางหล่อนร้องเรียกหาแต่แครอลเพียงผู้เดียว

นางกำนัลวัยชราได้ฟังเรื่องราวก็พลางตกใจไปด้วยว่าสิ่งของในห้องพระสนมของนางจะหายไปได้อย่างไรเพราะมีกฎตายตัวอยู่แล้วว่านางกำนัลห้ามเข้าห้องของผู้เป็นนายถ้าหากไม่ได้รับอนุญาตและเมื่อคืนนางก็เป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องของทาร์ชา

แครอลออกคำสั่งให้เหล่านางกำนัลรับใช้ตามหาห่อผ้าลายสวยของทาร์ชา ซึ่งตอนแรกพวกนางทั้งหลายต่างชักสีหน้าไม่พอใจ ไม่มีแม้สักคนจะเริ่มต้นค้นหาสิ่งของดังกล่าว ทาร์ชาเริ่มไม่สบอารมณ์ไม่ใช่เพราะพวกนางไม่ช่วยหา หล่อนมองว่าพวกนางไร้น้ำใจ แต่เมื่อแครอลวางอำนาจบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปทูลเจ้าชายเอเดน พวกนางทั้งหลายก็ตาลีตาเหลือกกระจายตัวกันค้นหาสิ่งของที่หายไปทันที

แค่สองวันก็วุ่นวายขนาดนี้… ถ้าอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตจะวุ่นวายขนาดไหนกันนะ 

ทาร์ชาคิดในใจ ยิ่งพอเห็นสีหน้าและกิริยาของเหล่านางกำนัลรับใช้ หล่อนก็ยิ่งรู้ตัวว่าไม่มีใครอยากจะมีไมตรีกับหล่อนหรือแม้ว่าจะมองเห็นหล่อนเป็นนายสักคน พวกนางต่างมองหล่อนด้วยสายตาเดียดฉันท์ แล้วหล่อนจะอยู่ได้อย่างไรในสภาพแบบนี้

แครอลบอกให้หล่อนไปอาบน้ำแต่งตัวและเพื่อรับประทานอาหารเช้ากับเอเดน นางปลอบหญิงสาวด้วยวาจาไพเราะให้วางใจและอย่าได้เป็นกังวล สิ่งของเหล่านั้นไม่มีวันมีขาเดินไปซ่อนตัวเอง จะต้องมีใครสักคนที่ไม่ประสงค์ดีนำของมีค่าทั้งสองสิ่งไปซ่อนเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ทาร์ชาพยักหน้ารับคำแม้ว่าของขวัญทั้งสองของเอวาจะมีราคาแพงมากกว่านาฬิกาทรายเรือนเล็กที่ดูไร้ค่า แต่สำหรับทาร์ชานาฬิกาเรือนนั้นมีค่าทางใจกับหล่อนมากที่สุดเพราะหล่อนได้รับมันมาจากคนรักจากมือของเขาเอง หล่อนดีใจเล็กน้อยที่ของที่หายไปไม่ใช่นาฬิกาของอีสเตอร์แต่ก็น่าแปลกถ้าโจรต้องการของราคาแพง แต่ทำไมสร้อยไข่มุกไม่หายไปด้วย

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแครอลก็นำทางหล่อนไปยังพระราชวังด้านในเพื่อไปรับประทานอาหารเช้า ทาร์ชาอยู่ในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีครีมยาวถึงเข่าแบบสบายๆ แต่คลุมไหล่มนด้วยผ้าไหมสีชมพูเนื้อดี คอยาวระหงมีสร้อยไข่มุกที่ได้รับมาจากวาวาสวมเอาไว้ ผมสีน้ำตาลประกายทองทิ้งตัวลงบ่าสยายไปบนแผ่นหลังสะบัดพลิ้วไปตามจังหวะที่ก้าวเดิน ใบหน้าสวยใสแต่งแต้มเครื่องสำอางเล็กน้อยเพื่อให้ดูสดใส วันนี้ทาร์ชาก็ยังคงงดงามดังเดิมซ่อนความรู้สึกวุ่นวายและความรู้สึกไม่ปลอดภัยไว้ในใจ หล่อนรู้ดีว่าจะต้องมีใครสักคนแอบย่องเข้ามาในห้องของหล่อนเวลาหลับและนำสิ่งของไป แต่ใครกันที่จะกล้าขัดคำสั่ง หาญทำผิดร้ายแรง ไม่สิ… บางทีมันอาจจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง หล่อนไม่ใช่เจ้าหญิง หล่อนเป็นแค่นางสนม คนที่เอาไปจะต้องประเมินค่าหล่อนแค่นี้จึงกล้าบุกรุกห้องส่วนตัว

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเจ้าชายเอเดนก็พาหญิงสาวไปรู้จักกับขุนนางต่างๆ ภายในวังในฐานะพระสนมเอก เช่นเดิมวันนี้เจ้าชายหนุ่มยังคงอ่อนโยนและมีไมตรีกับหล่อน แม้ว่ามือหนาของเขาจะซุกซน ลูบไล้ คลำคลึงไปนู่นนี่ตามประสาซึ่งหล่อนต้องคอยปรามอยู่บ่อยๆ จริงอยู่ที่หล่อนเริ่มจะรู้สึกคุ้นเคยกับเขาด้วยความรู้สึกในเชิงบวก แต่ลึกๆ ในใจเงาของใครบางคนก็ยังคงชัดเจนในมโนจิต หล่อนรู้ดีว่าเอเดนไม่มีทางมาแทนที่อีสเตอร์ได้ ไม่ว่าจะเขาจะจูงมือพาหล่อนเดินไปทางไหนก็แล้วแต่ในพระราชวังที่กว้างใหญ่ สายตาของหล่อนก็พยายามสอดส่องค้นหาคนๆ เดียวอยู่เสมอ เป็นความลับที่หล่อนไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ เป็นความคิดที่หล่อนจะต้องเก็บงำเอาไว้ในใจเพียงผู้เดียว แม้ว่าจะโหยหาเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีวันเรียกร้องสิ่งที่มาเติมเต็มความรู้สึกกลวงโบ๋ได้เลย

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ทาร์ชายังคงจำความรู้จักเหล่าขุนนางได้ไม่ครบทุกคน แต่หญิงสาวกลับดีใจที่เป็นเช่นนั้น เพราะหล่อนไม่อาจทนรอยยิ้มที่ไม่มีความจริงใจของพวกเขาได้ รู้ดีว่าในสายตาของทุกคนในวังหล่อนก็คงเป็นแค่นางบำเรอที่โดนรับสั่งให้เข้าวังแบบผิดวิธี ไม่ควรค่าแก่การให้ความเคารพ

เจ้าชายเอเดนพาหล่อนกลับไปที่ตำหนักเพราะพระราชามาร์รับสั่งให้เข้าเฝ้าด่วนพร้อมกับอีสเตอร์ เขาหัวเสียนิดหน่อยที่คืนนี้ไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับหล่อนได้อีกแล้ว แม้จะเป็นองค์รัชทายาทลำดับที่สองแต่เขาก็มีหน้าที่และสิ่งที่พึงกระทำพอๆ กับอีสเตอร์ จนความรู้สึกไม่ยุติธรรมก่อตัวขึ้นมาในใจ งานราชการของเขาไม่น่าจะมากมายขนาดนี้ บางกรณีดูวุ่นวายและยากกว่าของอีสเตอร์ด้วยซ้ำ

ด้านหน้าตำหนักใหญ่มีเพียงสตรีตัวเล็กหลังคร่อมหน้าซีดเผือกเหมือนตกใจอะไรบางอย่างยืนรอให้การต้อนรับอยู่ เอเดนพาทาร์ชามาส่งจนถึงมือของแครอลก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า

“เหล่านางกำนัลรับใช้หายไปไหนหมด ทำไมมีแค่แครอลที่มารอรับพระสนม”

แครอลกลืนน้ำลายหนึ่งอึก นางพยายามเรียกพวกนางแล้วแต่ไม่มีใครยอมออกมายืนเรียงแถวสักคนเอเดนหัวเสียเป็นอย่างมากที่เห็นพฤติกรรมไม่ดีของเหล่านางกำนัลรับใช้ จึงเรียกทุกคนออกมาต่อว่าทั้งๆ ที่ทาร์ชาไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย เรื่องของหายหล่อนยังไม่กล้าที่จะเล่าให้เอเดนฟังเพราะหล่อนรู้ว่ายิ่งต่อว่ายิ่งทำให้เหล่านางกำนัลไม่พอใจ ความรู้สึกโกรธแค้นก็จะพลันลงที่หล่อนไม่ใช่กับใคร แต่ด้วยความมุทะลุและเจ้าอารมณ์ของเอเดนจึงไม่มีใครสามารถปรามได้

เหล่านางในที่โดนตำหนิต่างแสดงสีหน้าไม่พอใจหลังจากที่เจ้าชายหนุ่มระเบิดอารมณ์ใส่ เขาขู่ว่าถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก คนที่ไม่ให้ความเคารพทาร์ชาจะโดนเนรเทศออกจากวัง ทาร์ชาเข้าไปห้ามและบอกว่าไม่เป็นไร แต่นางกำนัลกลับมองว่าหล่อนสร้างภาพจึงทำให้พวกนางรู้สึกโกรธแค้นทาร์ชาเข้าไปอีก

เมื่อเจ้าชายเอเดนดำเนินกลับออกไปเหลือเพียงทาร์ชาและแครอลในห้องโถงเพียงลำพัง หญิงสาวก็ค่อยๆ ทิ้งน้ำตาแห่งความกดดันให้ไหลออกมาจากตาคู่สวย แครอลมองหญิงสาวและค่อยๆ เอื้อมมือเหี่ยวไปจับมือบางไว้อย่างอ่อนโยน

“อย่าร้องไห้เพคะพระสนม”

“ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยคุณแคล ทำไมฝ่าบาทถึงเป็นคนอารมณ์ร้อนแบบนี้”

“ที่จริงเหล่านางในก็ผิดเพคะที่ไม่ให้ความเคารพพระสนม” แครอลพยายามปลอบ

“ความเคารพเกิดจากใจ ไม่ใช่การบังคับ ยิ่งทำแบบนี้พวกนางก็จะยิ่งเกลียดฉันเข้าไปใหญ่” ร่างบางย่อตัวลงร้องไห้ฟูมฟายทันที หล่อนไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาของความสัมพันธ์นายบ่าวนี้อย่างไร หล่อนไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรต่อไปดี แม้หล่อนจะวางตัวในฐานะพระสนมที่ดีแต่หากมีอคติทำดีไปเท่าไหร่ก็แค่นั้น

แครอลมองหญิงสาวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสาร นางค่อยๆ ย่อตัวลงตามอย่างยากลำบากพร้อมกับยกแขนเล็กๆ ติดกระดูกโอบไหล่ทาร์ชาเอาไว้ นางเข้าใจดีว่าพวกนางในรู้สึกอย่างไรกับพระสนมคนนี้ รู้ดีถึงความริษยาที่พวกนางมีต่อทาร์ชาเพราะได้ยินพวกนางกำนัลคุยกันทั้งวัน แม้ว่านางจะพยายามแก้ต่างให้เท่าไหร่แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรทาร์ชาผู้โดดเดี่ยวได้ นางเป็นได้แค่กำลังใจเท่านั้น ณ เวลานี้

ทาร์ชายังคงร้องไห้ออกมาไม่หยุด หล่อนระบายความรู้สึกกดดันและความไม่พอใจในชีวิตทั้งหลายออกมาเต็มที่ แม้ว่าสองแขนของแครอลจะไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้เหมือนกับสมาชิกในครอบครัว แต่ในเวลานี้มันก็อบอุ่นพอที่จะสามารถปลอบประโลมความรู้สึกเสียใจของผู้หญิงคนหนึ่งได้

“ขอบคุณมากนะคะคุณแคล ในวังนี้ฉันไม่มีใครเลยนอกจากคุณแคล” ทาร์ชากระซิบปนสะอื้น

“พระสนมมีฝ่าบาทเอเดนนะเพคะ” ประโยคนั้นทำให้ก้อนเนื้อในอกของทาร์ชากระตุก หล่อนรู้ดีว่าสาเหตุที่เอเดนระเบิดอารมณ์ใส่เหล่านางกำนัลไปนั้นก็เป็นเพราะเขาเป็นห่วงหล่อน แค่แสดงออกมาอย่างผิดวิธีและทำให้ผู้อื่นไม่พอใจเท่านั้น

“ฮือ… คุณแคลฉันคิดถึงบ้าน” ร่างบานสั่นระริก ทำให้หญิงชราต้องกระชับอ้อมแขน

“ไม่เป็นไรนะพระสนมทำตัวให้ชิน เดี๋ยวที่นี่ก็กลายเป็นบ้านของพระสนมแล้วไม่ต้องเสียใจนะ หม่อมฉันหาของที่หายไปของพระสนมเจอแล้ว ห่อสีเขียวๆ นี่ใช่ไหม” เมื่อเห็นทาร์ชาเริ่มเงียบลง แครอลก็เปลี่ยนเรื่อง

หญิงสาวหยุดร้องทันทีเมื่อได้เห็นห่อผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนบนฝ่ามือเหี่ยว ทาร์ชารับห่อผ้านั้นขึ้นมาประสานกลางอกด้วยความโล่งใจ อีกมือหนึ่งก็รีบยกขึ้นมาปาดน้ำตา

“มีข่าวดีแล้วทำไมไม่รีบบอกฉันล่ะคุณแคล แล้วนี่ไปเจอจากที่ไหน”

“ก็เหล่านางกำนัลช่วยกันหาแหละเพคะ มีคนเอาไปซ่อนใต้แจกันร้อยปี” ทาร์ชาพยักหน้า นางคงหมายถึงแจกันห้าสีใหญ่โตที่ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินเข้าตำหนัก

“ขอบคุณมากนะคะคุณแคล แล้วใครเป็นคนหาเจอล่ะ ฉันว่าจะให้รางวัล” ทาร์ชานึกไปถึงสร้อยทองคำขาวเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่งที่ได้รับมาพร้อมกับกล่องเครื่องประดับมากมายตอนตัดชุด แต่แครอลกลับปิดปากเงียบเพราะนางคิดว่าคนที่หาเจอนั่นแหละคือคนเอาไปซ่อน คนๆ นั้นคือเรน่านางกำนัลที่แอบหลงรักเอเดนมาตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์

นางไม่อยากบอกทาร์ชาไม่อยากให้หล่อนต้องคิดมากไปกว่านี้

“หม่อมฉันจำไม่ได้หรอกเพคะพระสนม แต่พระสนมไปอาบน้ำเถอะหม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว”

ทาร์ชาพยักหน้ารับคำและจู่ๆ ห่อผ้าเช็ดหน้าในมือก็คลี่ออกเผยให้เห็นวัตถุข้างใน แครอลเบิกตาด้วยความตกใจทันทีที่เห็นกริชเพชร นางอุทานเสียงดังลั่นจนทาร์ชาต้องเบือนหน้าหนี

“พระเจ้า!”

“ทำไมคะคุณแคล” ทาร์ชาพยายามประคองสติไว้ไตร่ถามเหตุผล

“พระสนมได้รับกริชเล่มนี้มาจากเจ้าหญิงเอวาหรือเพคะ” ตาของนางยังคงเบิกโพลง ริมฝีปากเผยอออกกว้าง

“ค่ะ เจ้าหญิงเอวาให้ฉันมาเป็นของขวัญแสดงความยินดีเมื่อวานค่ะทำไมเหรอคะคุณแคล” คิ้วบางเริกขึ้นอย่างสงสัย

“พระสนม เอาไปทิ้งเถอะเพคะ…มัน…” แครอลเบือนหน้าหนี ทาร์ชาเริ่มตกใจบ้างและซักนางทันที

“ทำไม กริชเล่มนี้ทำไมเหรอ ทำไมฉันต้องเอาไปทิ้งด้วยคะ”

“บอกไม่ได้เพคะ พูดไม่ได้จริงๆ”

“ถ้ามันไม่ดี คุณแคลต้องเตือนฉันค่ะ บอกฉันมาเถอะกริชเล่มนี้มีอะไรเหรอคะ”

หล่อนคาดคั้นไปเรื่อยๆ แครอลลุกเดินหนีเพื่อไปทำอย่างอื่น แต่ถึงอย่างนั้นฝีเท้าคนแก่ก็ไม่อาจะสู้ฝีเท้าคนสาวได้ ทาร์ชาเดินตามนางไปทุกฝีเก้า ถามคำถามเดิมๆ วกไปวนมา จนกระทั่งแครอลเริ่มใจอ่อนเมื่อเห็นว่าอยู่ในห้องนอนและไม่น่าจะมีใครได้ยิน

“ฟังให้ดีนะเพคะพระสนม” หญิงสูงวัยระบายลมหายใจ

“กริชเล่มนี้เป็นกริชที่องค์ราชินีเคยมอบให้เจ้าหญิงเอวาในวันเกิดครบรอบสิบหกชันษาซึ่งเป็นของแห่งการทิ่มแทงส่อเสียดการที่นางเป็นพระธิดาที่ไม่ได้เรื่องอะไรเลยนอกจากนั้นมันยังมีที่มาที่ไป…กริชเล่มนี้เป็นของขวัญที่องค์ราชินีทรงได้รับมาจากพระราชาโครนอสที่เขาว่ากันว่าเป็นพระสหายที่ไม่ถูกกันเท่าไหร่แล้ว องค์ราชินีเชื่อว่าราชาโครนอสมอบกริชเล่มนี้เพื่อแสดงความยินดีประสงค์ร้ายครั้งที่นางให้กำเนิดเจ้าหญิงเอวาซึ่งเป็นพระธิดาทั้งๆ ที่นางคาดหวังจะกำเนิดพระโอรสต่อจากพระโอรสแฝด”

ทาร์ชายกกริชกระจกเล่มสวยที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่านี้ขึ้นมาเชยชม หล่อนกระตุกยิ้มเล็กๆ เมื่อคิดลึกๆ การให้ของมีคมนั้นมีความหมายการให้ของมีคมจะทำให้มิตรภาพขาดสะบั้นลงเนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว ของมีคมเป็นแหล่งของลมปราณพิฆาตหรือพลังชี่พิฆาตของขวัญแบบนี้จะส่งโชคร้ายให้กับผู้รับโดยที่ไม่รู้ตัว 

ผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนปักลายบุปฝางดงามก็เช่นกันแม้จะดูสวยแต่คงมีบางสิ่งซ่อนอยู่ทาร์ชาเริ่มตีความหมายของมันทันที ผ้าเช็ดหน้าใช้สำหรับเช็ดคราบเหงื่อไคลและน้ำตาซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงความโศกเศร้าและความอึดอัดคับข้องใจการมอบผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญเท่ากับสื่อว่าผู้ให้จะต้องคิดว่าผู้รับจะร้องไห้มากขึ้นในอนาคตเอวายิงปืนทีเดียวได้นกสองตัวได้ทั้งแสดงความเกลียดชังและได้ทั้งสาปแช่งภายในตัว

ในบรรดาสิ่งที่แลดูครุมเครือยากจะตีความหมายทั้งหลาย ไม่มีอะไรแจ่มชัดเท่ากับสิ่งที่ผู้หญิงด้วยกันมองออก ทาร์ชารู้โดยทันทีว่าการส่งต่อของขวัญชิ้นนี้มาให้หล่อนมันสื่อถึงความชิงชังต่อลงมาเป็นทอดๆ บ่งบอกเอวาคิดอย่างไรกับหล่อน ผู้หญิงเป็นศัตรูที่น่าสนใจกว่าผู้ชาย แม้จะไม่ต้องใช้กำลังในต่อสู้แต่ก็สามารถเชือดเฉือนกันและกันได้อย่างแนบเนียนแสบสันเพราะมีความนุ่มลึกการมอบกริชปลายแหลมและผ้าเช็ดหน้าเป็นสัญญาณบอกว่าหล่อนจะต้องพบกับอะไรในวังหลวงแห่งนี้ 

ความคิดเห็น