facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่20 จักรพรรดิไร้ยางอาย

ชื่อตอน : บทที่20 จักรพรรดิไร้ยางอาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 351

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 23:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่20 จักรพรรดิไร้ยางอาย
แบบอักษร

20 

จักรพรรดิไร้ยางอาย 

 

วันต่อมา จ้าวหนิงก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับมู่หรงเจวี๋ย ฮองเฮาซือเสียน และองค์ชายทั้งสามแห่งแคว้นหยางอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ

สำหรับจ้าวหนิงแล้ว มู่หรงเจวี๋ยนั้นนับได้ว่าเป็นญาติสนิท แม้ว่ามารดาของเขากับบิดาของอีกฝ่ายจะเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็นับว่าผูกพันกันดี สมัยที่ขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ เขาจึงได้รับการสนับสนุนและคำชี้แนะต่าง ๆ จากจักรพรรดิแห่งแคว้นหยางอยู่บ่อยครั้ง ชายหนุ่มจึงค่อนข้างให้ความสำคัญต่อญาติตระกูลมู่หรงและครอบครัวที่มาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้

“เสด็จป้าชอบน้ำแกงไก่ไหมเพคะ” เสี่ยวอินที่นั่งอยู่บนตักของฮองเฮาซือเสียนเอ่ยถาม “เสด็จแม่ของเสี่ยวอินทำน้ำแกงไก่อร่อยที่สุด เสี่ยวอินอยากให้เสด็จป้าลองชิม”

“เยี่ยงนั้นรึ เช่นนั้นก็เอามาให้ป้าลองชิมหน่อย” ฮองเฮาซือเสียนพูดกับเสี่ยวอินด้วยน้ำเสียงใจดียิ่งกว่าที่พูดกับลูกของตนเสียอีก

เสี่ยวอินตะกายลงจากตักของฮองเฮาซือเสียน แล้ววิ่งไปรับน้ำแกงที่นางกำนัลเพิ่งนำเข้ามาไปให้ป้าสะใภ้ด้วยตัวเอง เด็กหญิงยืนยิ้มประจบจนผู้เป็นป้าอดไม่ได้ ต้องลูบศีรษะเล็ก ๆ เป็นรางวัล

“ของลุงเล่า” มู่หรงเจวี๋ยแกล้งชะโงกหน้ามาถามบ้าง

“เดี๋ยวเสี่ยวอินไปเอาให้”

ว่าแล้วเด็กหญิงก็วิ่งไปรับถ้วยน้ำแกงจากนางกำนัลเพิ่ม มู่หรงเจวี๋ยเห็นแล้วรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นลูกชายคนโตของตนเดินไปช่วยเด็กน้อยถือน้ำแกงก็ยิ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี จนจ้าวหนิงนึกหมั่นไส้

           เจตนาของมู่หรงเจวี๋ยคืออะไร แม้แต่คนสติไม่สมประกอบก็ยังมองออก ทั้งมู่หรงเจวี๋ยและฮองเฮาของเขาแสดงออกชัดเจนว่าชอบเสี่ยวอิน ฮองเฮาซือเสียนที่ร่ำลือกันว่าดุดันหนักหนาถึงกับอุ้มเด็กหญิงมานั่งตัก แล้วหยอกล้อกับเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูราวกับเป็นลูกสาวของตน กระทั่งองค์ชายทั้งสามก็ยังชื่นชอบเสี่ยวอิน และพากันเรียกนางว่าน้องเสี่ยวอินทุกคำ ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายสามที่เกิดปีเดียวกับเด็กหญิง

           “จริงสิ ข้ากับฮองเฮาปรึกษากันแล้วว่า จะให้ต้าหลางอยู่ศึกษาวิชาทวนจากเจ้าสักหกเดือน” มู่หรงเจวี๋ยกล่าว จ้าวหนิงชะงักมือที่กำลังจะยกจอกสุราขึ้นดื่มทันที

           ศึกษาวิชาทวนอะไรล่ะ เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด!

“วิชาทวนของท่านกับฮองเฮาหาใช่วิชาสามัญ แต่ท่านกลับอ้างว่าจะทิ้งลูกไว้ให้ข้าสอนวิชาทวน พวกท่านคิดหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร”

จักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งแคว้นหยางฟังคำพูดของจ้าวหนิงแล้วก็พากันหัวเราะเสียงดัง แม้จะถูกอีกฝ่ายล่วงรู้เท่าทัน แต่ทั้งสองก็ยังยืนกรานจะให้มู่หรงเช่อพักในแคว้นอิ๋งเป็นเวลาครึ่งปี แล้วจึงจะมารับเด็กชายกลับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาส่งจดหมายมาบอกว่า จะฝากให้จ้าวหนิงช่วยดูแลมู่หรงเช่อเพียงสามเดือนเท่านั้น

จ้าวหนิงมองไปยังเสี่ยวอินที่นั่งอยู่บนตักหลันเซวียน เด็กหญิงกำลังประจบมารดาของตนสลับกับฮองเฮาซือเสียน พี่สะใภ้ของเขาดูเหมือนจะพอใจในตัวเสี่ยวอินไม่น้อย จึงได้ถอดกำไลหยกขาวมันแพะสลักลายหงส์ที่ข้อมือของตนมามอบให้เจ้าตัวเล็ก

“ฮองเฮาเพคะ ของล้ำค่าเช่นนี้ เสี่ยวอินจะรับไว้ได้เยี่ยงไร” หลันเซวียนไม่กล้ารับ เนื่องด้วยกำไลที่ฮองเฮาซือเสียนมอบให้นั้นเป็นหนึ่งในเครื่องประดับประจำพระองค์ของฮองเฮาแห่งแคว้นหยาง เป็นของล้ำค่าเกินกว่าจะให้เสี่ยวอินเอามาโยนเล่นได้

           “ได้สิ ในเมื่อข้าอยากจะมอบให้เจ้าตัวน้อยของเจ้า เหตุใดจึงจะรับไว้ไม่ได้เล่า”

           คำพูดนั้นทำให้หลันเซวียนยิ่งไม่สบายใจ เกรงว่านี่จะดูเหมือนเป็นการมอบของหมั้นเพื่อจองตัวลูกสะใภ้ในอนาคต ซึ่งนางยังไม่ปรารถนาให้ผู้ใดมาจับจองเสี่ยวอินของนางในยามนี้

ฮองเฮาซือเสียนเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจ นางหัวเราะ แล้วตบหลังมือของหลันเซวียนเบา ๆ ก่อนชวนคุยเรื่องอื่น โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องหมั้นหมายหรือจับจองตัวเสี่ยวอินอีก

 

           มู่หรงเจวี๋ยและครอบครัวมาพักอยู่ที่แคว้นอิ๋งราวสองสัปดาห์ก็เสด็จกลับแคว้นหยาง ยกเว้นเพียงโอรสองค์โตอย่างมู่หรงเช่อ เพื่อให้เด็กชายได้อยู่ ‘พิสูจน์ตัวเอง’ ให้จ้าวหนิงเห็น ทว่ามู่หรงเช่อดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าการพิสูจน์ตัวเองคืออะไร จึงได้ทำตัวเป็นปกติ ไม่ได้พยายามทำสิ่งใดให้เข้าตาจ้าวหนิงแม้แต่น้อย

           หรือต่อให้พยายามก็เกรงว่าจะไม่เข้าตาเขาอยู่ดี

           หลังมู่หรงเจวี๋ยและครอบครัวกลับไป จ้าวหนิงก็ต้องกลับมาเจอกับเรื่องวุ่นวายมากมายในราชสำนักตามเดิม แล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เพียงปัญหาในราชสำนักเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องฝ่ายในของเขาที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้จ้าวหนิงหงุดหงิดรำคาญใจยิ่งนัก ทั้งที่เขากับหลันเซวียนเพิ่งมีชีวิตคู่ที่หวานชื่นได้เพียงไม่นาน แต่ขุนนางเหล่านี้กลับคิดจะหาเรื่องให้เขากับภรรยาผิดใจกัน โดยการหาสตรีมายัดเยียดให้เขา

           สมควรตายยิ่งนัก!

           ขุนนางหลายคนที่มีบุตรีอยู่ในตำหนักหลงฮวาเริ่มรวมตัวกันยื่นฎีกาขยายฝ่ายใน ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘หนิงกุ้ยเฟยไม่อาจให้ประสูติพระโอรสได้’ ทำให้จ้าวหนิงไร้ทายาทสืบทอดบัลลังก์ จำเป็นต้องขยายฝ่ายในเพื่อความมั่นคงของบัลลังก์มังกร

           “หากหนิงกุ้ยเฟยไม่สามารถให้ประสูติพระราชโอรสได้ ก็ควรยินยอมให้ฝ่าบาทขยายฝ่ายใน เพื่อให้ฝ่าบาทมีผู้สืบทอดราชบัลลังก์ หากหนิงกุ้ยเฟยไม่ยินยอมและปล่อยให้ฝ่ายในว่างร้างเช่นนี้ ก็แสดงให้ถึงความใจแคบของนาง สตรีเช่นนี้ไม่สมควรที่จะ...”

           “บังอาจ!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดขึ้นดังก้องไปทั้งท้องพระโรง พร้อมกับที่ฝ่ามือแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าฟาดลงบนโต๊ะ เป็นเหตุให้โต๊ะตัวดังกล่าวกลายเป็นเศษไม้ไปในพริบตา จนขุนนางที่พูดจาไม่กลัวตายและคนที่ไม่ได้กล่าวอะไร ต่างก็พากันคุกเข่าแทบพื้นไปตาม ๆ กัน

           “เจ้าเป็นใคร หนิงกุ้ยเฟยเป็นใคร ด้วยฐานะของนาง ให้เจ้ากล่าววาจาลบหลู่ได้หรือ!”

           “ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงปรารถนาจะได้เห็นราชบัลลังก์ของฝ่าบาทเข้มแข็ง และมีรัชทายาทที่พร้อมที่จะสืบทอดบัลลังก์ต่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

           “รัชทายาทที่เจ้าปรารถนาจะได้เห็น คือรัชทายาทที่บุตรีของเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดด้วยใช่หรือไม่!”

           “กระหม่อมมิบังอาจ” ขุนนางผู้นั้นโขกศีรษะกับพื้นติดกันหลายครั้ง จนผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างลอบมองกันอย่างเวทนา

           รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าฝ่าบาทโปรดหนิงกุ้ยเฟยมากเพียงใด ยังกล้าตำหนินางต่อหน้าฝ่าบาท การถวายฎีกาขยายฝ่ายในเคยเกิดขึ้นมากี่ครั้งแล้ว เคยสำเร็จสักครั้งหรือไม่ เหตุใดจึงยังหาเรื่องกันไม่เลิก

           ช่างไม่กลัวตายกันบ้างเลย!

           “ทูลฝ่าบาท” หนึ่งในขุนนางที่ร่วมถวายฎีกาขยายฝ่ายในเอ่ยขึ้น “การที่หนิงกุ้ยเฟยไม่สามารถให้ประสูติพระโอรสได้ ราชบัลลังก์จะไร้ผู้สืบทอด อาจทำให้เป็นปัญหาในวันหน้าได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

           “แล้วเฟยอินของข้าไม่ดีตรงไหน เหตุใดพวกเจ้าจึงคิดว่านางไม่สามารถสืบทอดบัลลังก์ต่อจากข้าได้”

           “ฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่ทรงเป็นหญิง...”

           “เป็นหญิงแล้วเป็นอย่างไร เป็นหญิงแล้วไม่ใช่ลูกข้าเรอะ!”

           อารมณ์ของจ้าวหนิงในยามนี้ ต่อให้มีผู้ใดอยากจะคัดค้าน ก็คงไม่กล้าเปิดปาก องค์จักรพรรดิมองขุนนางไม่รู้จักที่ตายเบื้องหน้าด้วยสายตาขุ่นขวาง ใจจริงเขาไม่ได้อยากจะบันดาลโทสะด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ แต่เรื่องบ้า ๆ นี่ก็ดูเหมือนจะไม่จบไม่สิ้นเสียที หากไม่รีบจัดการให้เด็ดขาด เกรงว่าวันหน้าเขาก็คงจะต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

           “หากหนิงกุ้ยเฟยมีโอรสให้ข้า พวกเจ้าคงจะยอมสงบปากสงบคำกันได้ใช่หรือไม่”

           “...”

           “ข้าถาม เหตุใดจึงไม่พูด!”

           “ทูลฝ่าบาท หากหนิงกุ้ยเฟยให้ประสูติพระโอรสได้ พวกกระหม่อมจะ... เอ่อ...” จะบอกว่าจะไม่ยุ่งก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะบุตรีของตนยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง

           “จะอะไร” จ้าวหนิงคาดคั้นเสียงเย็น ราวกับจะไม่ให้ผู้ใดถอยได้อีก

           “กระหม่อมจะไม่ถวายฎีกาเรื่องการขยายฝ่ายในอีกพ่ะย่ะค่ะ”

           “ดี” น้ำเสียงที่ฟังดูเหี้ยมเกรียมเล็กน้อยเอ่ยออกมา “หากหนิงกุ้ยเฟยคลอดโอรสให้ข้า แล้วยังมีผู้ใดกล้าวุ่นวายเรื่องนี้อีก อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!”

 

           เหตุการณ์ความวุ่นวายในท้องพระโรงทราบมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว หลันเซวียนถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่สบายใจ ดูเหมือนนางจะหาเรื่องหนักใจมาให้จ้าวหนิงเสียแล้ว

           ใจหนึ่งหลันเซวียนเองก็ยินดีไม่น้อย ที่จ้าวหนิงไม่คิดจะแต่งตั้งผู้ใดนอกจากนาง แต่อีกใจก็เป็นกังวลว่าตนจะมีโอรสหรือไม่ แม้นางจะไม่ได้ดื่มยาระงับครรภ์มาเดือนกว่าแล้ว แต่ยามนี้ก็ดูเหมือนว่านางจะยังมิได้ตั้งครรภ์แต่อย่างใด

           เมื่อถึงยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น. ) จ้าวหนิงก็กลับมาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว เขาทราบจากเว่ยซิ่วอิงว่า หลันเซวียนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงแล้ว เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเป็นกังวล แต่ยังพยายามฝืนยิ้มออกมา จ้าวหนิงก็อดเป็นห่วงภรรยาของตนไม่ได้

           “เป็นกังวลหรือ” จ้าวหนิงดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด

           “เพคะ” หญิงสาวยอมรับตามตรง “หม่อมฉันทำให้ฝ่าบาทต้องวุ่นวายพระทัยแท้ ๆ”

           “เจ้าทำที่ไหนกัน เป็นคนอื่นทั้งนั้นที่ทำให้ข้ารำคาญใจ”

           “หากหม่อมฉันไม่ดื่มยาระงับครรภ์ เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิด”

           “เจ้ากินยานั่นก็เพราะข้าไม่ดีเอง เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร”

           “แต่จนป่านนี้ หม่อมฉันก็ยังไม่ตั้งครรภ์” หลันเซวียนถอนหายใจ

           “เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า เจ้าจะตั้งครรภ์ด้วยตัวเองได้อย่างไร หากเจ้าไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องโทษว่าข้าไร้น้ำยามิใช่หรือ”

           “ฝ่าบาท! เหตุใดจึงตรัสเช่นนั้นเพคะ!” หญิงสางร้องอย่างตกใจ “หากใครมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร!”

           เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นศักดิ์ศรีของบุรุษมิใช่หรือ เหตุใดสามีของนางจึงพูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำอย่างไม่สะทกสะเทือนเช่นนี้

           จ้าวหนิงหัวเราะเบา ๆ แล้วก้มลงจูบแก้มหลันเซวียน

           “ก็ให้ได้ยินไป จะได้ไม่มีผู้ใดกล้ามาตำหนิหนิงกุ้ยเฟยของข้าอีก”

           “ฝ่าบาท ทำเช่นนั้นไม่ได้นะเพคะ ทรงเป็นถึงฮ่องเต้ จะให้ผู้อื่นมาดูถูกฝ่าบาทเช่นนี้ไม่ได้...”

           หลันเซวียนยังพูดไม่ทันจบ จ้าวหนิงก็ผนึกริมฝีปากของนางไว้ หญิงสาวพยายามห้ามเขาเพราะยังคุยกันไม่จบ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งกระตุ้นให้จ้าวหนิงอยากจะเอาชนะ สองแขนแข็งแรงอุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินตรงไปที่เตียง โดยไม่ยอมละริมฝีปากจากนางแม้เพียงพริบตา

           หลันเซวียนส่งเสียงประท้วงในลำคอ มือเล็กพยายามผลักพยายามตีจ้าวหนิง แต่เขาไม่สนใจ ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่ง รวบมือทั้งสองข้างของนางไว้ แล้วใช้มือข้างที่เหลือปลดเปลื้องเสื้อผ้าของนางออกอย่างเอาแต่ใจ

           “ฝ่าบาท เสี่ยวอิน!” นางรีบร้องห้าม เมื่อคิดว่าเสี่ยวอินอาจจะวิ่งเข้ามาตามได้ทุกเมื่อ

           “เสี่ยวอินไปเล่นอยู่กับมู่หรงเช่อข้างนอก ยังไม่กลับมาง่าย ๆ หรอก”

           “แต่...”

           “เจ้ากังวลเรื่องครรภ์อยู่มิใช่หรือ ข้าก็กำลังพยายามช่วยให้เจ้าตั้งครรภ์อยู่ เจ้าก็อย่าขัดข้าสิ” น้ำเสียงของเขาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจจนน่าหมั่นไส้ “หากไม่อยากให้สามีของตนเป็นคนไร้น้ำยาก็ทำตามข้าแต่โดยดี”

ทั้งน้ำเสียง แววตา และรอยยิ้ม เพียงมองปราดเดียว หลันเซวียนก็รู้ตัวว่านางไม่สามารถห้ามเสือร้ายที่กำลังหิวโซตัวนี้ได้

“ข้าจะมอบโอรสให้เจ้าได้คลายกังวล จะได้พิสูจน์ให้เจ้าเห็นด้วยว่า ข้าจ้าวหนิงเป็นคนมีน้ำยาหรือไม่”

 

           ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม จ้าวหนิงกับหลันเซวียนจึงพากันเดินออกมาจากห้อง เสี่ยวอินกำลังนั่งกินขนมอยู่กับมู่หรงเช่อยามนี้เด็กชายกำลังพยายามเคี้ยวขนมให้ทันกับที่เสี่ยวอินป้อนใส่ปากเขาเรื่อย ๆ มองแล้วก็ดูน่าสงสารอยู่ไม่น้อย

           “เสด็จพ่อเสด็จแม่มาแล้ว” เจ้าตัวเล็กร้องอย่างดีใจ แล้ววิ่งไปกอดขาเสด็จแม่ “อุ้มเสี่ยวอินหน่อย”

           “ถวายบังคมเสด็จอา” มู่หรงเช่อถวายคำนับ

           “ไม่ต้องมากพิธี” จ้าวหนิงหันไปอุ้มเสี่ยวอิน “ให้พ่ออุ้มแทนแม่เจ้าก่อนก็แล้วกัน”

           ภรรยาเขาแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงอยู่แล้ว เห็นทีจะอุ้มเจ้าก้อนแป้งไม่ไหวเป็นแน่

           “วันนี้เล่นอะไรกันบ้าง” ชายหนุ่มถาม

           “วันนี้เสี่ยวอินกับพี่เช่อไปทำขนมโก๋แบบที่ร้านหวังฟางในห้องครัว”

           “อยู่ไหนเล่า แบ่งพ่อบ้างสิ”

           “อยู่บนโต๊ะเพคะ เสด็จพ่อรีบไปกินเร็ว เดี๋ยวเสี่ยวอินป้อน”

           จ้าวหนิงไม่ขัดใจลูกสาว เขาพาเจ้าตัวน้อยเดินมายังโต๊ะกินขนมของนาง แล้วโน้มกายลงเพื่อให้เสี่ยวอินหยิบขนมมาป้อนเขากับหลันเซวียนได้

           “อร่อยไหม” เสี่ยวอินถามด้วยสายตาคาดหวัง

           “อร่อยมาก” จ้าวหนิงหาได้โกหก แม้จะไม่ได้อร่อยเท่าขนมของร้านหวังฟาง แต่ก็รสชาติไม่เลวเลย ต้องมีพ่อครัวคอยช่วยเด็กสองคนเป็นแน่แท้

           เสี่ยวอินเอี้ยวตัวผ่านไหล่กว้างของเสด็จพ่อมามองเสด็จแม่ที่ดูท่าทางอิดโรย แล้วเอียงคอมองอย่างประหลาดใจ

           “เสด็จแม่ไม่สบายหรือเพคะ” เด็กน้อยถาม “เสี่ยวอินจะไปตามท่านอาหมอ!”

           “ไม่เป็นไรเจ้าตัวเล็ก แม่ไม่ได้เป็นอะไร” หลันเซวียนรีบปฏิเสธ

           ตามเซี่ยเฉิงลี่มาให้เขารู้หรือว่านางกับจ้าวหนิงเพิ่งจะ...

           “เสด็จแม่ของเจ้าไม่เป็นอะไรหรอก แค่กำลังเตรียมตัวต้อนรับน้องชายของเจ้าเท่านั้น”

           “หมายความว่าเสี่ยวอินกำลังจะมีน้องชายแล้วหรือเพคะ” เสี่ยวอินถามอย่างตื่นเต้น

           “อืม ใกล้แล้ว อีกไม่นานหรอก” จ้าวหนิงตอบ พลางเหลือบมองภรรยาที่ใบหน้าเป็นสีแดงจัดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “พ่อกำลังพยายามเรียกน้องให้เจ้าอยู่ ต้องเรียกบ่อย ๆ เขาถึงจะมา”

           “เช่นนั้น เสด็จพ่อต้องเรียกน้องให้เสี่ยวอินทุกวันนะเพคะ น้องจะได้มาไว ๆ”

           จ้าวหนิงหัวเราะเบา ๆ “ได้สิ พ่อจะเรียกน้องให้เจ้าทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้งเลยเป็นอย่างไร”

           “ดีเพคะ เรียกวันละหลาย ๆ ครั้งเลย น้องจะได้มาหาเสี่ยวอินไว ๆ”

           “ถ้าอย่างนั้น กินข้าวเสร็จแล้ว พ่อจะไปส่งเจ้าเข้านอน แล้วจะรีบกลับไปเรียกน้องให้เจ้าหลาย ๆ รอบเลยนะ”

           หลันเซวียนต้องพยายามเป็นอย่างมากที่จะไม่ยกมือขึ้นฟาดจ้าวหนิงแรง ๆ เสี่ยวอินพูดไปเพราะไม่รู้เรื่อง แต่นางกำนัลคนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณนี้ย่อมเข้าใจ แต่ละคนจึงได้พากันก้มหน้ายิ้มไปตาม ๆ กัน

           ใครว่าสามีของนางเป็นจักรพรรดิอำมหิต เขาผู้นี้เป็นจักรพรรดิไร้ยางอายต่างหาก! 

ความคิดเห็น