Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 四

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 257

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2563 19:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 四
แบบอักษร

ยามโหย่ว (17:00 - 18:59 นาฬิกา)

 

หกชีวิตนั่งประจำที่ของตนในการกินอาหารมื้อเย็น ครั้งนี้ผู้เป็นฮ่องเต้นั่งอยู่กึ่งกลางและถูกขนาบด้วยหลานชายหญิงทั้งด้านซ้ายด้านขวา ขันทีและนางกำนัลถูกไล่ให้ออกไปอยู่ด้านนอกเพื่อความเป็นส่วนตัว บรรยากาศในยามนี้จึงไม่ต่างจากการนั่งกินอาหารของครอบครัวสามัญชน

 

"เสด็จปู่ กินผักนะเพคะ จะได้แข็งแรง" เด็กหญิงคีบผักใบเขียวที่อยู่ในจานอาหารให้ผู้เป็นปู่ ริมฝีปากบางฉีกยิ้มหวานคล้ายจะเอาใจ แต่กลับถูกรู้ทันว่านางกำลังโยนของที่ไม่ชอบให้อีกฝ่ายกินแทน

 

"ของปู่มีเยอะแล้วด้วยสิ" ฮ่องเต้ฝูเจี๋ยหวังเหว่ยเอ่ยขึ้นพลางอมยิ้มน้อยๆ มู่เหลียนซินยิ้มแหยออกมาเมื่อสัมผัสได้ว่าถูกอีกฝ่ายรู้ทัน นางค่อยๆ คีบผักชิ้นนั้นกลับมาก่อนจะมองไปรอบๆ ทุกคนยังกินอาหารกันตามปกติ แต่บังเอิญเกินไปหรือไม่ที่ทั้งท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ของนางกำลังกินผักจากจานอาหารแบบเดียวกับนาง

 

เด็กหญิงเม้มปากเข้าหากันแน่น ปกติแล้วนางมักจะกินผักชนิดอื่นได้หมด แต่กับใบเขียวๆ เช่นนี้นางว่ามันขมจนไม่อยากจะกิน ขมเหมือนยาของท่านแม่ไม่มีผิด แต่ทำไมทุกคนถึงกินเข้าไปด้วยท่าทีที่ดูเอร็ดอร่อยขนาดนั้นกัน จะว่าผักนี่รสชาติดีก็ไม่ใช่เสียหน่อย

 

"ผักที่ถูกนำมาทำอาหารพวกนี้ทั้งสดทั้งใหม่ สงสารชาวบ้านที่ยากจน เก็บผักดีๆ มาขาย เก็บผักเน่าไว้กินประทังชีวิต" คนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นพลางคีบอาหารเข้าปาก เป็นอีกครั้งที่เหลียนซินต้องเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนโต ความจริงแล้วที่เมืองฉางหลิวก็พอจะเคยเห็นอยู่ บางครั้งผักที่มีร่องรอยถูกหนอนถูกแมลงเจาะ ทั้งที่มีใบซีดใบเหลืองก็ถูกนำมาทำอาหารเพื่อให้ครอบครัวได้มีกิน

 

หนึ่งในสหายของนางก็เป็นคนยากจน มักสวมชุดขาดๆ ดูซอมซ่อ ท่านแม่ยังช่วยมอบชุดสำหรับสวมใส่และข้าวของเครื่องนุ่งห่มให้อีกฝ่ายบ่อยๆ เดิมทีนางก็คิดเพียงแต่จะเล่นสนุกกับสหายไปวันๆ แต่พอมาตอนนี้ก็พอจะคิดได้บ้างแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกิน มีชีวิตสุขสบาย คนลำบากอยู่ใกล้ตัวนางแท้ๆ นางยังไม่เคยสังเกต หากเมื่อครู่พี่ใหญ่ไม่พูดนางก็คงไม่ได้สนใจเรื่องรอบตัวต่อไป หรือบางทีนางควรจะเริ่มจริงจังกับชีวิตเสียบ้าง

 

ขนาดพี่ใหญ่เกิดก่อนนางแค่ไม่ถึงสองชั่วยามยังมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ได้ขนาดนี้ แต่นางกลับยังทำตัวเหมือนเด็ก เอาแต่เที่ยวเล่นซนเพื่อความสนุกสนาน เอาตัวรอดก็ไม่ได้ มีปัญหาขึ้นมาทีไรก็ต้องคอยรอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่อยู่ตลอด นางเป็นฝาแฝดที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

 

"ไม่เห็นจะยากเลย ข้าจะกินให้หมดนี่แหละคอยดู" เหลียนซินพึมพำออกมาก่อนจะลงมือกินอาหารส่วนของตนเองจนหมดเกลี้ยง คนอื่นๆ ที่ลอบมองอยู่พากันยกยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กจอมซนเริ่มเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการสอนแล้ว จะดัดไม้ก็ต้องดัดตอนยังเป็นไม้อ่อนดัดง่ายเช่นนี้

 

"จริงสิ วันนี้มีเสี่ยวหลงเปาไส้หมูสับกลีบบัวด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะท่านพี่" หลังจากปล่อยให้บุตรสาวกินจนเกือบจะอิ่มเสิ่นเตี๋ยชิงก็เอ่ยขึ้น ปกติแล้วนางจะให้คนทำเป็นของว่าง แต่วันนี้บุตรสาวของนางหายไปเที่ยวเล่นอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงต้องยกมาเสริมกับมื้อเย็นแทน

 

เหลียนซินที่ได้ยินชื่อของที่ตนโปรดปรานก็ตาวาวทันที นางหันซ้ายมองขวาเพื่อดูว่าเมื่อไหร่คนจะยกเข้ามา ท่าทางของนางทำเอาเสด็จปู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ สองสามครั้ง ดูเหมือนนางจะเผลอเสียมารยาทออกไปแล้ว โชคดีที่ไม่มีใครตำหนิอะไร แต่ทำไมทุกคนถึงมองนางแล้วส่ายหน้าเช่นนั้นเล่า นางก็แค่อยากกินของโปรดเร็วๆ เท่านั้นเอง

 

รอไม่นานนักเสี่ยวหลงเปาร้อนๆ ก็ถูกยกมาวาง แน่นอนว่านางได้กินส่วนของพี่ใหญ่ทั้งหมด แต่ไหนแต่ไรก็เป็นเช่นนี้ตลอด ทุกครั้งที่มีเสี่ยวหลงเปาที่ใส่ดอกบัวเป็นไส้ พี่ชายของนางก็จะยกให้นางกินทั้งหมด ไม่รู้เพราะไม่ชอบหรือเพราะเห็นว่านางชอบกิน จึงได้ยกให้กันทุกครั้งไป

 

มื้ออาหารที่อิ่มอร่อยที่สุดมื้อหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ค่ำคืนนี้เหลียนซินและน้องชายคนเล็กพากันออดอ้อนจนผู้เป็นปู่ยอมค้างที่ตำหนักด้วย ส่วนพี่ชายคนโตอย่างเหว่ยหลงนั้นแยกไปนอนห้องของตนเองเหมือนอย่างเคย จะให้ขึ้นไปนอนเบียดกันสี่คนคงไม่เหมาะนัก และเขาก็คิดว่าตนเองโตแล้ว ควรนอนคนเดียวได้สักที

 

"เสด็จปู่ หลานอยากฟังบันทึกการเดินทางอีกพ่ะย่ะค่ะ" จวิ้นเจ๋อ หลานชายคนเล็กเอ่ยขอพลางกะพริบตาปริบๆ สามร่างสามชีวิตนอนอยู่บนเตียงเดียวกันในห้องของตำหนักหานอี้ คนเป็นพี่สาวที่เห็นน้องชายเริ่มขอให้เสด็จปู่อ่านเรื่องบันทึกน่าเบื่อก็ถอนหายใจออกมาทันที นางไม่เห็นว่าจะสนุกตรงไหน บันทึกเดินทางที่คนเขียนชอบพรรณนาบทกลอนพร่ำเพ้อ เต็มไปด้วยปรัชญาความคิดและการใช้ชีวิต นางฟังแล้วจะหลับทุกครั้ง ไม่รู้ทำไมน้องชายถึงชอบฟังนัก

 

เมื่อเสียงทุ้มปนแหบแห้งของเสด็จปู่เริ่มเอื้อนเอ่ยอ่านบันทึกการเดินทางตามคำขอของหลานชาย มู่เหลียนซินก็แทบจะหลับไปตั้งแต่ยังอ่านไม่ทันจบหน้าแรก คนนอนตรงกลางอย่าฝูเจี๋ยหวังเหว่ยหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหลับ ก่อนที่เขาจะเริ่มอ่านต่อไปจนหลานชายผล็อยหลับไปอีกคน เด็กน้อยสองคนสวมกอดผู้เป็นผู้เอาไว้แน่น

 

ชายที่ใกล้เข้าสู่วัยชราหันมองหลานสาวอีกครั้ง มองอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่านางจะได้เป็นแม่ทัพนายกอง ทั้งชอบเที่ยวซน ไม่ชอบกฎเกณฑ์ ไม่ชอบการปกครอง ปรัชญาอะไรนางก็ไม่เอา ดูท่าตอนเด็กๆ ที่ให้นางเสี่ยงทายนั้น ผลคงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ นางหยิบป้ายคำสั่งทหารก็จริง แต่คงไม่ใช่เพราะจะได้รับตำแหน่งทางการทหารแน่นอน

 

วันต่อมา

 

"เสด็จปู่ต้องตื่นแต่เช้าออกว่าราชการทุกวัน คงจะเหนื่อยแย่" เหลียนซินบ่นออกมาในขณะที่นางและพี่ชายกำลังเดินไปที่ศาลาเรียน เมื่อเช้านางงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสด็จปู่ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเช่นนี้ คนเป็นฮ่องเต้จะต้องตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ออกว่าราชการจนถึงช่วงสาย จากนั้นก็สะสางราชกิจทั้งวัน แค่คิดนางก็เหนื่อยแทนแล้ว

 

"ทุกคนย่อมมีหน้าที่ของตน เจ้าก็ด้วย"

 

"พี่ใหญ่ ข้าก็ทำหน้าที่อยู่นี่อย่างไรเจ้าคะ" นิ้วชี้เรียวยาวชี้ที่ชุดของตน ชุดของบุรุษ พร้อมที่จะเข้าเรียนแล้วในเวลานี้

 

"อย่างไรเสียช่วงบ่ายเจ้าก็ต้องเรียนงานของสตรี ตอนเย็นก็ฝึกวิทยายุทธ์กับท่านพ่อ เตรียมตัวให้ดีเถิด" เหว่ยหลงเอ่ยย้ำเตือนก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปนั่งที่ ปล่อยให้น้องสาวถอนหายใจฟึดฟัดด้วยความขัดใจ ใบหน้าบึ้งตึงเพียงแค่คิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ต้องเรียนเพิ่มเข้ามา จะหนีเรียนก็ไม่ได้เสียด้วย

 

"อ๊ะ! " เพราะมัวแต่หงุดหงิดใจจึงไม่ทันมอง ร่างของเหลียนซินเสียหลักจนเกือบจะล้มลงเมื่อนางเดินจนโต๊ะไม้สำหรับนั่งเรียนเข้า ตากลมโตหลับลงเมื่อคิดว่าคงล้มลงกระแทกพื้นแน่นอน คงได้อับอายเหล่าองค์ชายและคนติดตามเป็นแน่

 

"หืม? " ร่างบางส่งเสียงในลำคอเมื่อสุดท้ายตนเองก็ไม่ได้ล้มลงไปอย่างที่คิด นางค่อยๆ ลืมตามอง แขนทั้งสองข้างถูกจับเอาไว้คนละฝั่ง รู้สึกถึงท่อนแขนแข็งแรงที่รองอยู่ที่แผ่นหลังของตนเอง

 

นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองว่าเจ้าของแขนนั้นคือใคร ด้านซ้ายของนางคืออี้เซียวเสวี่ยที่ทำหน้านิ่งเรียบเหมือนอย่างเคย ด้านขวาคือกัวเจิ้งหลงที่กำลังมองด้วยสายตาที่ดูเป็นห่วงนางอย่างชัดเจน

 

พรึ่บ!

 

ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยอะไร ร่างของนางก็ถูกมือของใครอีกคนดันขึ้นจนยืนทรงตัวได้เอง แขนของบุรุษทั้งสองจึงถูกชักกลับไปด้วย อึดใจต่อมามือที่คว้าแขนของนางก็ถูกปัดออกไปทั้งซ้ายและขวา ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพี่ชายนาง

 

"เป็นอะไรหรือไม่" เหว่ยหลงเอ่ยถามน้องสาวพลางมองสหายร่วมชั้นเรียนจนทั้งสองแยกย้ายกันกลับไปนั่งประจำที่ เหลียนซินส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธพี่ชายก่อนจะเดินไปนั่งที่ของตน เมื่อครู่นี้นางตกใจจนคิดอะไรไม่ออก ใครจะไปคิดว่าสองคนนั้นจะเข้ามาช่วยคว้าตัวนางเอาไว้ โดยเฉพาะอี้เซียวเสวี่ยที่เพิ่งจะมีเรื่องกันไปเมื่อวันก่อน

 

นางหันกลับไปมองก็พบว่าเขาจ้องมาทางนางเช่นกัน ใบหน้านิ่งเรียบไม่รู้สึกรู้สาอะไร เห็นแล้วก็นึกหมั่นไส้เสียจริง จะว่าไปวันนี้องค์ชายจิ่นเซวียนสงบปากสงบคำไม่หาเรื่องนางและพี่ชายช่างน่าแปลก หรือไม่ก็คงกลัวเพราะถูกนางเล่นงานไปเมื่อวันวาน คงจะเข็ดไปอีกนานทีเดียว เหอะ อยากมายุ่งกับนางก่อนทำไม

 

"หืม? "

 

เหลียนซินขมวดคิ้วก่อนจะก้มลงมองเมื่อมีบางอย่างมากระทบโดนฝ่ามือ กระดาษก้อนกลมถูกกลิ้งมาจากไหนก็ไม่รู้ นางเห็นมีส่วนที่เลอะน้ำหมึกก็คลี่ออกดู ใครกันที่กล้าฉีกกระดาษแล้วส่งข้อความมาให้นาง

 

<เมื่อครู่เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่>

 

เมื่ออ่านเนื้อความดูแล้วนางก็หันซ้ายหันขวาเพื่อหาเจ้าของกระดาษ เมื่อหันมองด้านหลังก็พบว่าเป็นของเจิ้งหลงส่งมา นางส่ายหน้าตอบกลับก่อนจะรีบกลิ้งกระดาษคืนอีกฝ่ายไป เรื่องอะไรจะเก็บไว้กับตัว พี่ชายนางหวงนางชนิดที่คนของท่านพ่อยังห้ามเข้าใกล้ จะมีก็แต่ท่านเฟยเหิงแล้วคนสนิทอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต นางไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนเพราะเป็นห่วงนางแน่นอน

 

'เป็นห่วงหรือ? '

 

คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันก่อนจะคลายออก กัวเจิ้งหลงรู้ว่านางเป็นสตรี เขาจะคิดทำเช่นนี้ก็ไม่แปลก ไม่เข้าใจเหตุใดคนจึงมองสตรีในราชสำนักว่าอ่อนแอ สตรีที่แข็งแกร่งก็มีตั้งมากมาย ละสักวันนางจะเป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นแค่สะดุดจนเกือบล้มแค่นี้นางไม่เจ็บอยู่แล้ว

 

"เป็นอะไร หันซ้ายทีขวาที"

 

"ไม่มีอะไรขอรับ ข้าน้อยฝนหมึกให้นะขอรับ" นางตอบพี่ชายไปอย่างนั้น มือก็ยื่นไปหยิบแท่งหมึกมาฝนกับน้ำ อีกฝ่ายหรี่ตามองอย่างจับผิดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่รู้เพราะเลิกสงสัยไปแล้วหรือเพราะท่านอาจารย์ที่เดินเข้ามา...

 

 

ความคิดเห็น