teepasikha
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : งานให้ทำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 19

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2563 07:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
งานให้ทำ
แบบอักษร

“โทษนะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร คุณพอจะรู้ไหม” 

“ขอโทษนะคะคุณนัย เป็นความผิดดิฉันที่ไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน จึงปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปทำความวุ่นวายถึงห้องประชุมใหญ่” ชายหนุ่มยังคงมองพนักงานด้วยความใคร่รู้ ก่อนพนักงานสาวที่ทำหน้าซีดจะเล่าความจริง 

“ผู้หญิงคนนั้นเธอบอกว่า เธอเป็นแฟนคุณนัยค่ะ ดิฉันตรวจตารางนัดหมายแล้วไม่พบว่าคุณนัยนัดไว้ เธอไม่พูดอะไร แต่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นฉันไปพบอีกทีเธอก็อยู่กับคุณแล้วค่ะ” พชรนัยสอบถามได้ความคร่าวๆ แต่ทว่านั่นไม่ได้คลายสงสัยมากนัก เพราะสิ่งที่หญิงสาวตะโกนโวยวายพูดถึงหมายศาลทวงหนี้บางอย่างจากเขมกร 

“อาจจะเป็นผู้หญิงบ้าที่ไหนก็ได้ ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าหล่อนเป็นใคร” ชายหนุ่มร่างสูงสง่าพูดเคล้ากับใบหน้าที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้าน พลางเซ็นเอกสารในมือแล้วตอบคำถามเพื่อนรัก ก่อนจะนึกบางอย่างได้แล้วเงยหน้ามองพชรนัย 

“นายก็เลิกคิดถึงผู้หญิงคนนั้นได้ละ นี่ยังดีนะที่ผู้ถือหุ้นไม่ถือสา” เขมกรชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างสูงสง่า ถือเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในหน้าหนังสือพิมพ์ เขาไม่อยากนึกถึงภาพเหตุการณ์วุ่นวายที่มีหญิงสาวปริศนาโผล่มาแล้วพูดจาจับใจความอะไรไม่ได้ 

“ฉันได้ยินเธอพูดถึงหมายศาลทวงหนี้” 

“ทวงหนี้! นัยเราเป็นบริษัทอสังหาฯ ทำงานด้านอสังหาฯ ไม่ใช่ปล่อยเงินกู้ นายดูแค่นี้ไม่รู้หรือว่าเธอแค่มาป่วน เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ เป็นคู่แข่งเราที่จะมาแย่งซื้อที่ดินตรงที่เราจะสร้างศูนย์การค้าก็ได้” พชรนัยเงียบพลางลุกเดินไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ 

“ถ้านายต้องการให้ฉันช่วยสืบเรื่องผู้หญิงคนนั้น ก็บอกแล้วกัน” 

“ขอบใจ แต่ตอนนี้ฉันหนักใจเรื่องที่ดิน ตรงแยกใหญ่ใจกลางเมืองนครปฐมมากกว่า คนของเราเข้าไปเจรจาเป็นรอบที่สิบแล้ว ยังไม่ได้ผล เจ้าของเป็นหญิงชราที่ดื้อและหัวแข็ง จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่ยอมซะที ทั้งที่ลูกหลานอยากขายแทบตาย” เขมกรพูดถึงปัญหาใหญ่ในโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“ก็รอให้เจ้าของตายก่อนไหม ได้ข่าวว่าชรามากแล้ว พอมรดกตกมาที่ลูกหลานก็เข้าทางเรา” เขมกรหลุดยิ้มในความคิดของเพื่อนรักที่พูดทีเล่นทีจริง 

“แล้วถ้าอีกห้าปีสิบปีเจ้าของยังอยู่ล่ะ ไม่เสียเวลาแย่หรือ นายก็พูดเป็นเล่น” 

“ฉันแค่ไม่อยากให้นายเครียด” 

“คู่แข่งเราต่างก็จ้องตาเป็นมัน ฉันยังคิดไม่ตกว่าต้องทำยังไงให้ได้ที่ผืนนั้นมา” ผู้ถือหุ้นใหญ่วางปากกา แล้วยกมือขึ้นมากุมไว้ด้วยความหนักใจ 

  

“คุณเขมครับ วันนี้จะแวะที่ไหนไหมครับ หรือจะกลับบ้านเลย” คนขับรถประจำตำแหน่งเอ่ยถาม ขณะที่เขมกรประธานหนุ่ม ขึ้นรถมาได้ไม่ถึงห้านาที 

“กลับบ้านเลยละกัน วันนี้ผมเหนื่อยอยากพัก” เขาพูดจบจึงเอนกายลงในท่าสบาย  

“เห้อ...” หญิงสาวนั่งถอนหายใจอยู่บริเวณม้านั่งริมถนน พลางก้มมองดูนาฬิกา เพื่อรอเวลากลับบ้าน ด้วยกลัวมารดาสงสัยถึงเรื่องการตกงาน ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถหรูสีดำจอดติดไฟแดงอยู่ด้านหน้า เพียงแวบแรกหญิงสาวมองผ่านไม่ได้สนใจ ทว่ารู้สึกคุ้นอย่างแปลกประหลาด ด้วยใบหน้าของชายหนุ่มที่ทะลุผ่านกระจกมานั้น ละม้ายคล้ายกับนายเขมกรไม่มีผิด คิ้วเรียวเล็กยู่เข้าหากัน เมื่อเห็นแน่ชัดแล้ว สองเท้าเล็กจึงขยับลุกขึ้น แล้วเดินตรงไปชะโงกหน้าดู 

 “เฮ้ย!” เขมรกรหันมาถึงกับต้องตกใจอุทานเสียงดังลั่น เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวจ้องใกล้ในระยะประชิดมีเพียงกระจกรถกั้น ทำเอาคนหนุ่มเกือบหัวใจวาย 

“เขมกร นายจริงๆ ด้วย ลงมาเดี๋ยวนี้” หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่น พลางเอามือทุบกระจก หากเธอพลาดไม่ได้คุยกับเขา ก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป  

“นายเขมกร ขอร้องลงมาคุยกับฉันก่อน” หญิงสาวยังคงทุบกระจกรถไม่หยุด 

“ลุงครับ ขับไปเลยครับ” 

“ไปไม่ได้ครับไฟแดงอีกตั้งนาทีนึง”  

“ตามไม่เลิกจริงๆ” ชายหนุ่มพึมพำ ทว่าเสียงเคาะประตูเพิ่มแรงกดดันให้เขามากขึ้นไปทุกขณะ จนในที่สุดยอมลดกระจกลง เมื่อสังเกตใบหน้าของชายหนุ่มในระยะประชิด นั่นทำให้หญิงสาวผู้คลั่งไคร้โอปป้า ถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง 

“ขึ้นรถมา” เสียงเข้มออกคำสั่ง โดยไม่มองหน้าหญิงสาว เมื่อได้รับอนุญาตดารินไม่รีรอที่จะทำตาม 

“ที่ผมให้คุณขึ้นรถมา เพราะไม่ต้องการให้ใครจับภาพไปลงสื่อ หวังว่าคุณคงเข้าใจ กรุณาพูดถึงธุระของคุณมาเถอะ ผมไม่อยากเสียเวลา” เสียงราบเรียบของผู้บริหารหนุ่ม ดูน่าเกรงขามอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอรู้สึกเกร็งได้อย่างอัศจรรย์ พลางเหลือบมองรอบๆ พบเพียงเขาและคนขับรถเท่านั้น ผิวสัมผัสถึงแอร์ในรถที่เย็นฉ่ำจนไม่รู้ว่าเย็นเพราะอำนาจของเขา หรือเพราะอะไรกันแน่ 

“ฉันอยากให้คุณถอนบังคับคดี ที่พ่อฉันไปเซนค้ำเงินกู้ไว้” 

“ผมไม่เคยปล่อยเงินกู้ให้ใคร จบธุระหรือยัง” เขายังคงพูดโดยไม่มองหน้าหญิงสาว ทว่าบุคลิกดูดีจนหญิงสาวเองถึงกับใจเต้นรัว ก่อนจะกลืนน้ำลายตั้งสติ 

“แต่ในเอกสารเป็นชื่อคุณ คุณช่วยดูหน่อยสิคะ ฉันขอร้องล่ะ” เสียงเครือคล้ายจะร้องไห้ของหญิงสาว ทำให้ชายหนุ่มหันมอง พลางเลื่อนสายตาไปยังเอกสารซองสีน้ำตาล แล้วเอื้อมมือหนามาหยิบไปเปิดอ่าน เขาพบว่ารายชื่อในเอกสารนั้นมีชื่อเขาจริงดังที่หญิงสาวอ้าง อีกทั้งมาถูกต้องทุกอย่าง ใบหน้าคมขมวดคิ้วแปลกใจอย่างถึงที่สุด  

“หากคุณไม่ถอนบังคับคดี ฉันก็จะถูกยึดบ้าน ฉันไม่เข้าใจ ทำไมคุณไม่ไปตามกับลูกหนี้ของคุณ พ่อฉันเป็นแค่คนค้ำทำไมต้องมาตามกับพ่อฉันด้วย” 

“ตามกฎหมาย เป็นหนี้ต้องชดใช้ มันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น 

“แต่พ่อฉันแค่คนค้ำเท่านั้น เราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย” 

“นั่นมันก็เป็นบทเรียนว่าต่อไปอย่าไปค้ำให้ใครอีก โลกนี้มันมีมนุษย์หลายประเภท อย่าไว้ใจใคร” ดวงตาคมหันมาสบตาหญิงสาวอย่างมีความหมาย  

“หมดธุระของคุณแล้วใช่ไหม ลงไปได้ละ” ภาพของมารดาปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน จนไม่อาจทำตามคำพูดของนายเขมกรได้ 

“ตอนนี้พ่อฉันเสียไปแล้ว พ่อฉันยิงตัวตายเพราะหนังสือฉบับนี้” สองมือของดารินกำแน่น พูดด้วยความคับแค้นใจ ทำให้ประธานหนุ่มหยุดทบทวน คิดไม่ถึงว่าหมายศาลฉบับนี้ได้กลืนชีวิตคนไปแล้ว ดวงตาเข้มจ้องมองเอกสารในมืออย่างใช้ความคิด 

“ตอนนี้ฉันเหลือแค่แม่ ที่กำลังป่วยด้วยโรคซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา และแม่ก็รักบ้านหลังนี้มาก เพราะเป็นบ้านหลังแรกที่แม่กับพ่อสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ถ้าบ้านถูกยึด แม่ฉันก็จะมีอาการแย่ลง ที่ฉันพยายามตามหานาย พยายามทุกอย่างเพื่อให้ได้พบนาย ก็เพราะเรื่องนี้” ชายมาดเข้มนิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม ได้แต่มองใบหน้าหวานของหญิงสาวอย่างใช้ความคิด สมองระดับผู้บริหาร กำลังประมวลผลคิดแก้ปัญหาอย่างเงียบๆ 

“ผมมีงานให้คุณทำ ถ้าคุณทำงานนี้สำเร็จ ผมจะถอนบังคับคดีให้ คุณสนใจไหม” เขายกข้อเสนอบางอย่างขึ้นมา พร้อมกับท่วงท่ามาดเคร่งขรึม ดวงตาแน่นิ่งมองกิริยาของหญิงสาวตรงหน้า ดังเช่นผู้มีอำนาจล้นมือ 

“งานอะไร” คำตอบของเธอแสดงถึงความสนใจอยู่ไม่น้อย ก่อนชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพง จะปล่อยยิ้มอ่อน แล้วหยิบบางอย่างในกระเป๋าเสื้อออกมา 

“พรุ่งนี้ไปพบผมที่บริษัท แล้วเราค่อยมาตกลงกัน” นามบัตรสีอ่อนถูกยื่นออกมา ก่อนร่างบางลงจากรถ ดวงตาหวานมองรถหรู ที่แล่นทิ้งห่างออกไปอย่างมีความหวัง อย่างน้อยนามบัตรในมือนี้ เป็นสิ่งยืนยันว่ายังมีทางเดินสำหรับเธอ 

ดารินเปิดประตูเข้ามาในบ้านพร้อมกับรอยยิ้มแสดงความโล่งใจ ทว่ากลิ่นอาหารหอมฟุ้งแตะเข้าที่ปรายจมูก ถึงกับต้องกลืนน้ำลาย แล้วดิ่งตรงไปยังโต๊ะอาหารทันที ท้องน้อยๆ เริ่มส่งเสียงเมื่อสายตากระทบกับอาหารมากมายที่วางเรียงรายอยู่ 

“กินเบาๆ หน่อยสิลูก เป็นผู้หญิงกินมูมมามเหมือนอดข้าวมาสามวันเจ็ดวัน” หญิงสาวชะงัก แล้วยกมือเช็ดปากหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ตักกินช้าๆ พยายามข่มความหิวโหยเอาไว้เพื่อไม่ให้มารดาสงสัย 

ความคิดเห็น